พระแก้วหยดน้ำค้าง พระธาตุอานนท์ วัดมหาธาตุ ยโสธร

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

แม้การตามหาพระแก้ว "นวรัตน์" ในจังหวัดอุบลราชธานี เรากราบไหว้ได้เพียง6องค์ เพราะขาดองค์พระที่แกะสลักจาก ทับทิม มุกดา และเพทาย แต่การได้เข้าไปกราบไหว้พระแก้วองค์น้อย ก็สร้างความอิ่มเอิบใจและเป็นกำลังใจในการดำรงชีวิตในร่มเงาพระพุทธศาสนา เริ่มต้นปีดีปีใหม่ พ.ศ.2557นี้ เราสองคนจึงขอพาพุทธศาสนิกชน มากราบนมัสการชมความงดงามของ พระแก้วหยดน้ำค้าง (พระพุทธบุษยรัตน์) ณ วัดมหาธาตุ จังหวัดยโสธร ซึ่งในอดีตจังหวัดนี้ก็เคยเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานีค่ะ
วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ภายในเขตเทศบาลเมือง ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองยโสธรมาตั้งแต่แรกสร้างเมือง ตามประวัติการตั้งเมืองและประวัติของวัดมหาธาตุฉบับหนึ่งว่า สร้างราว พ.ศ.2321 โดย ท้าวหน้า ท้าวคำสิงห์ ท้าวคำผา ซึ่งเดิมเป็นเสนาบดีเก่าของกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ต่อมาได้อพยพผู้คนภายใต้การนำของ พระวอ พระตา ราว พ.ศ.2313-2319 มาตั้งถิ่นฐาน ณ ที่นี้ โบราณสถานที่สำคัญในวัด คือ พระพุทธบุษยรัตน์ (พระแก้วหยดน้ำค้าง) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยเชียงแสน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ พระสุนทรราชวงศา เจ้าเมืองยโสธรคนแรก แม้เราไปถึงวัดในช่วงที่มีงานบุญวุ่นวาย แต่เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุมีเมตตามากค่ะ ท่านอนุญาตให้เราสองคนเข้าไปกราบไหว้ และถ่ายภาพพระแก้วหยดน้ำค้าง โดยมีเณรน้อยน่ารักองค์เดียวคอยดูแลให้ความสะดวก
จากนั้นเราก็มายังบริเวณหน้าอุโบสถที่ตั้งพระธาตุอานนท์ (พระธาตุยโสธร) ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เป็นพระธาตุเก่าแก่ที่สำคัญองค์หนึ่งในภาคอีสาน มีรูปทรงสี่เหลี่ยมส่วนยอดคล้ายพระธาตุพนม ภายในพระธาตุบรรจุอัฐิธาตุของพระอานนท์ การก่อสร้างได้รับอิทธิพลศิลปะลาวที่นิยมสร้างขึ้นเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อมีโอกาสได้มาถึงเจดีย์ "พระธาตุอานนท์" แล้ว เราขอน้อมจิตเดินทำประทักษิณ (การเดินเวียนขวา) เพื่อทักษิณานุปทานถวายพระอัฐิธาตุของพระอานนท์ (อนึ่งความเป็นมาขอการเดินเวียนขวา องค์พระปฏิมา หรือสัญลักษณ์ที่จะให้ระลึกถึงพระพุทธองค์นั้นมีว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล มีความเคารพศรัทธา ในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก เวลาเสด็จไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์กราบพระพุทธเจ้าด้วยความนอบน้อมสามครั้งแล้วขอจุมพิตพระบาทและขอเดินเวียนขวารอบๆองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงสามรอบอยู่เสมอ เพื่อแสดงถึงความเคารพเป็นพิเศษ และกลายเป็นที่มาของการเดินเวียนขวา รอบสัญลักษณ์ที่น้อมนำให้นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สืบมาจนปัจจุบัน)
พระอานนท์ เป็นสหชาติ (เกิดใน วัน เดือน ปีเดียวกัน) และพุทธอุปัฏฐากของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอานนท์ ทรงเป็นเจ้าชายแห่งศากยวงศ์ โดยท่านเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ ผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช พระพุทธบิดา พระมารดาของท่านทรงพระนามว่านางกีสาโคตมี พระอานนท์จึงถือว่าเป็นลูกผู้น้องของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วในพรรษาที่ 2ได้เสด็จกลับไปโปรดพระพุทธบิดา และพระญาติวงศ์ศากยะ ณ นครกบิลพัสดุ์ ในครั้งนั้นบรรดาศากยราชได้ทรงเลื่อมใสศรัทธา ต่างได้ถวายพระโอรสของตนให้ออกบวชตามเสด็จ ยังเหลือแต่ศากยกุมารเหล่านี้คือ เจ้าชายมหานามะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิมพิละ เจ้าชายอานนท์ และเจ้าชายเทวทัต ครั้นพระพุทธองค์เสด็จจาริกต่อไปยังที่อื่น ศากยกุมารเหล่านี้ได้ถูกพระประยูรญาติวิจารณ์เรื่องไม่ออกผนวชตามเสด็จ เจ้าชายมหานามะได้ฟังดังนั้น เกิดละอายพระทัย จึงได้ไปปรึกษากับเจ้าชายอื่นๆ ในที่สุดตกลงกันว่าจะออกผนวชตามเสด็จ โดยเจ้าชายมหานามะไม่อาจบวชได้ เนื่องจากจะต้องเป็นกษัตริย์ต่อไป จึงให้พระอนุชาคือเจ้าชายอนุรุทธะออกผนวชแทน ศากยกุมารทั้ง 6 องค์ มีพระอานนท์ เป็นต้น รวมทั้งอุบาลี นายภูษามาลาผู้รับใช้ด้วย เป็น 7 ได้ตามเสด็จพระพุทธองค์ไปเพื่อขอบรรพชาอุปสมบท และได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่อนุปิยอัมพวัน เขตอนุปิยนิคม แคว้นมัลละ จากนั้นกราบทูลขอให้อุบาลีผู้เป็นภูษามาลานี้บวชก่อน เพื่อเจ้าชายแห่งศากยวงศ์ทั้ง6จะได้ทำการอภิวาทกราบไหว้ เพื่อลดความถือตัวว่าเป็นศากยวงศ์ แล้วจึงบวชตามในภายหลัง
พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วถึง 20 พรรษาแต่ยังไม่มีผู้ใดเป็นพุทธอุปัฏฐากประจำ ก่อนทูลขอตำแหน่งพุทธปัฏฐาก พระอานนท์กราบทูลขอพร 8 ประการว่า...ถ้าจักไม่ประทานจีวรอันประณีตที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์...ถ้าจักไม่ประทานบิณฑบาตอันประณีตที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์...ถ้าจักไม่โปรดให้ข้าพระองค์อยู่ในที่ประทับของพระองค์...ถ้าจักไม่ทรงพาข้าพระองค์ไปในที่ที่ทรงรับนิมนต์ไว้...ถ้าพระองค์จักไปสู่ที่นิมนต์ที่ข้าพระองค์รับไว้...ถ้าข้าพระองค์จะพาบริษัทซึ่งมาแต่ที่ไกลเพื่อเฝ้าพระองค์ได้ในขณะที่มาแล้ว...ถ้าความสงสัยของข้าพระองค์เกิดขึ้นเมื่อใด ขอให้ได้เข้าเฝ้าทูลถามเมื่อนั้นและถ้าพระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาอันใดในที่ลับหลังข้าพระองค์จักเสด็จมาตรัสบอกพระธรรมเทศนานั้นแก่ข้าพระองค์อีก
พระพุทธองค์ตรัสถามถึงโทษและอานิสงส์ที่ทูลขอพร 8 ประการนี้ พระอานนท์กราบทูลว่า ถ้าท่านไม่ทูลขอพรข้อ 1-4 ก็จักมีคนพูดได้ว่า ท่านรับตำแหน่งพุทธปัฏฐาก เพื่อหวังลาภสักการะอย่างนั้นๆ เพื่อป้องกันประวาทะอย่างนั้น ท่านจึงได้ทูลขอพร 4 ข้อนี้ ถ้าท่านไม่ทูลขอพรข้อ 5-7 ก็จักมีคนพูดได้ว่า พระอานนท์บำรุงพระศาสดาไปทำไม เพราะกิจเท่านี้พระองค์ก็ยังไม่ทรงสงเคราะห์เสียแล้ว และหากท่านไม่ทูลขอพรข้อ 8 เมื่อมีคนมาถามท่านลับหลัง พระพุทธองค์ว่า คาถานี้ สูตรนี้ ชาดกนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสที่ไหนถ้าท่านตอบเขาไม่ได้ เขาก็จะพูดได้ว่า พระอานนท์เฝ้าติดตามพระผู้มีพระภาคเหมือนเงาของพระองค์อยู่เป็นเวลานาน ทำไมเรื่องเท่านี้ยังไม่รู้ จากนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงประทานพรตามที่พระอานนท์กราบทูลขอทุกประการ พระอานนท์จึงได้รับตำแหน่งพุทธอุปัฏฐาก และได้อุปัฏฐากพระพุทธองค์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงวันเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค เป็นเวลา 25 พรรษา โดยกิจที่ท่านทำเป็นประจำแก่พระพุทธเจ้าคือ ถวายน้ำ 2 อย่าง คือ น้ำเย็น และน้ำร้อน ถวายไม้สีฟัน 3 ขนาด นวดพระหัตถ์ และพระบาท นวดพระปฤษฏางค์ ปัดกวาดพระคันธกุฎี และบริเวณพระคันธกุฎีในคืนหนึ่งๆ ท่านถือประทีปด้ามใหญ่เวียนรอบบริเวณพระคันธกุฎีถึง 8 ครั้ง ท่านคิดว่าหากท่านง่วงนอน เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเรียก ท่านจะไม่สามารถขานรับได้ จึงไม่ยอมวางประทีปตลอดทั้งคืน
พระอานนท์ได้รับการสรรเสริญจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะ (เลิศ) 5 ประการ คือ มีสติรอบคอบ มีคติ คือความทรงจำแม่นยำ มีความเพียรดี เป็นพหูสูต และเป็นยอดของภิกษุผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ความเป็นพหูสูตของพระอานนท์นั้นนับว่าเป็นคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาในการสังคายนาพระธรรมวินัย พระมหาเถระ 3 รูปที่มีส่วนสำคัญในการสังคายนา รูปที่ 1 คือ พระอานนท์เถระ พุทธอุปัฏฐาก ท่านเป็นผู้ทรงจำพระพุทธวจนะไว้ได้มาก ท่านจึงได้รับหน้าที่ตอบคำถามเกี่ยวกับพระธรรม ดังบทสวดคาถาต่างๆ มักขึ้นต้นด้วย "เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา..." อันหมายถึง "ข้าพเจ้า (คือพระอานนท์เถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า" รูปที่ 2 พระอุบาลี เถระ (นายภูษามาลาที่ออกบวชพร้อมศากยราชกุมาร) ท่านได้จดจำพระวินัยเป็นพิเศษ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องวินัยแก่พระภิกษุทั้งหลาย และสรรเสริญพระอุบาลีเรื่องวินัยเป็นอันมาก ภิกษุทั้งหลายจึงพากันไปเรียนวินัยจากพระอุบาลี ในการสังคายนาครั้งนี้พระอุบาลีจึงได้รับหน้าที่วิสัชชนาเกี่ยวกับพระวินัย และรูปที่ 3 พระมหากัสสปเถระ ซึ่งเป็นเลิศทางธุดงวัตร และเป็นผู้ชักชวนให้สังคายนาพระธรรมวินัย เป็นผู้ถามทั้งพระธรรมและพระวินัย
พระอานนท์จงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ท่านยอมสละชีพเพื่อป้องกันพระพุทธเจ้าได้ อย่างเช่น เมื่อพระเทวทัตได้วางอุบายจะปลงพระชนม์พระพุทธองค์ โดยมอมเหล้าช้างนาฬาคิรี ซึ่งกำลังตกมัน แล้วปล่อยออกไปในขณะที่พระพุทธองค์ เสด็จออกบิณฑบาต เมื่อช้างนาฬาคิรีวิ่งเข้ามาทางพระพุทธองค์ พระอานนท์จึงได้เดินล้ำมาเบื้องหน้า หมายจะใช้ร่างกายป้องกัน พระพุทธองค์มีดำรัสว่าให้พระอานนท์หลีกไป อย่าป้องกันพระองค์เลย แต่พระอานนท์ได้กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชีวิตของพระองค์มีค่ายิ่งนัก พระองค์อยู่เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก เป็นดวงประทีปของโลก เป็นที่พึ่งของโลก ของพระองค์อย่าเสี่ยงกับอันตรายครั้งนี้เลย" พระพุทธเจ้า ตรัสว่า...อย่าเลยอานนท์ บารมีเราได้สร้างมาดีแล้ว ไม่มีใครสามารถปลงชีวิตของตถาคตได้ ไม่ว่าสัตว์ดิรัจฉาน หรือมนุษย์ หรือเทวดา มาร พรหมใดๆ...ในขณะนั้นช้างนาฬาคิรีวิ่งมาจนจะถึงพระองค์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์จึงได้แผ่พระเมตตาจากพระหฤทัย ซึ่งไปกระทบกับใจอันคลุกอยู่ด้วยความมึนเมาของช้างนาฬาคิรีได้ ช้างใหญ่หยุดชะงัก ใจสงบลง และหมอบลงแทบพระบาท พระพุทธองค์ทรงใช้พระหัตถ์ลูบที่ศีรษะพญาช้าง พร้อมกับตรัสว่า...นาฬาคิรีเอ๋ย เธอกำเนิดเป็นดิรัจฉานในชาตินี้ เพราะกรรมอันไม่ดีของเธอในชาติก่อนแต่งให้ เธออย่าประกอบกรรมหนัก คือทำร้ายพระพุทธเจ้าเช่นเราอีกเลย เพราะจะมีผลเป็นทุกข์แก่เธอตลอดกาลนาน...ช้างนาฬาคิรีน้ำตาไหลพราก น้อมรับฟังพระพุทธดำรัสด้วยอาการดุษฎี (ในคัมภีร์อนาคตวงศ์กล่าวว่า ในอนาคตกาลนับจากพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าไป จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกหลายพระองค์ และช้างนาฬาคิรี จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระติสสพุทธเจ้า)
พระอานนท์ได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นผู้มีฝีมือทางช่าง ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จจากนครราชคฤห์ไปสู่ทักษิณาคิรีชนบท ได้ทอดพระเนตรเห็นคันนาของชาวมคธเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีคันนาสั้นๆคั่นในระหว่าง แล้วตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า จะเย็บจีวรอย่างนั้นได้ไหม ท่านทูลรับว่า เย็บได้ และต่อมาท่านเย็บจีวรให้พระหลายรูปแล้วนำไปถวายให้ทอดพระเนตร พระพุทธองค์ทอดพระเนตรแล้วตรัสชมเชยในท่ามกลางสงฆ์ นอกจากนี้พระอานนท์เป็นผู้ที่ประหยัดและฉลาดในเรื่องนี้มาก ดังเหตุการณ์ที่พระมเหสีของพระเจ้าอุเทน แห่งนครโกสัมพี เลื่อมใสในการแสดงธรรมของพระอานนท์ จึงได้ถวายจีวรจำนวน 500 ผืนแด่พระอานนท์ เมื่อพระเจ้าอุเทนทราบจึงตำหนิพระอานนท์ว่ารับจีวรไปจำนวนมาก เมื่อได้โอกาสจึงนมัสการถามว่าเอาจีวรไปทำอะไร "พระคุณเจ้า ทราบว่าพระมเหสีถวายจีวรพระคุณเจ้า 500 ผืน พระคุณเจ้ารับไว้ทั้งหมดหรือ" "ขอถวายพระพร อาตมาภาพรับไว้ทั้งหมด" "พระคุณเจ้ารับไว้ทำไมมากมายนัก" "เพื่อแบ่งถวายแก่พระภิกษุผู้มีจีวรเก่าคร่ำคร่า" "จะเอาจีวรเก่าคร่ำคร่าไปทำอะไร" "เอาไปทำผ้าปูที่นอน" "จะเอาผ้าปูที่นอนเก่าไปทำอะไร" "เอาไปทำผ้าปูพื้น" "จะเอาผ้าปูพื้นเก่าไปทำอะไร" "เอาไปทำผ้าเช็ดเท้า" "จะเอาผ้าเช็ดเท้าเก่าไปทำอะไร" "เอาไปโขลกขยำกับโคลนแล้วฉาบทาฝา" พระเจ้าอุเทนได้ฟัง ดังนั้น เกิดศรัทธาเลื่อมใสว่า จึงถวายผ้าจีวรอีก 500 ผืนแด่พระอานนท์
หลังจากพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว พระมหากัสสปเถระเจ้า ได้ดำริจะให้มีการทำปฐมสังคายนาพระธรรมวินัย พระมหาเถระได้รับอนุมัติจากสงฆ์ให้เลือกพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญในพระธรรมวินัย จำนวน 500 รูป เพื่อทำปฐมสังคายนา พระมหากัสสปเถระจึงได้ระบุชื่อพระเถระอื่นๆ 499 รูป แล้วนิ่งเสีย ต่อพระสงฆ์ลงมติว่าท่านพระอานนท์ควรจะเข้าร่วมทำสังคายนาครั้งนี้ด้วย ท่านจึงได้รับเข้าเป็นคณะสงฆ์ผู้จะทำสังคายนา ครบจำนวน 500 รูป เหตุเป็นดังนั้นเพราะพระอานนท์มีปัญญา มีความจำดี ท่านได้ฟังครั้นเดียว ไม่ต้องถามอีกก็สามารถจำได้เป็นจำนวนตั้ง 60,000 บาท 15,000 คาถา โดยไม่เลอะเลือน ไม่คลาดเคลื่อน ด้วยเหตุที่ท่านขยันเรียน และมีความจำดีนี่เอง ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นพหูสูต เป็นธรรมภัณฑาคาริก ทรงจำพระพุทธพจน์ได้ถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ คือท่านเรียกจากพระพุทธองค์ 82,000 พระธรรมขันธ์ และเรียนจากเพื่อนสหธรรมมิกอีก 2,000 พระธรรมขันธ์ แม้ท่านจะเป็นเพียงพระโสดาบันก็ตาม แต่ท่านก็มีปัญญาแตกฉานในปฏิสัมภิทา มีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึงสามารถสั่งสอนศิษย์ได้มากมาย ศิษย์ของท่านส่วนมากก็เป็นพหูสูตเช่นเดียวกับท่าน ว่ากันว่า ท่านพูดได้เร็วกว่าคนธรรมดา 8 เท่า คือคนเราพูด 1 คำ ท่านพูดได้ 8 คำ
เมื่อพระอานนท์ได้รับคัดเลือกแล้ว ท่านได้เดินทางจากนครกุสินารากลับไปยังนครสาวัตถีอีก เมื่อถึงพระเชตวันมหาวิหาร ท่านได้ทำความเพียรอย่างหนักเพื่อให้สำเร็จอรหันต์ก่อนการทำสังคายนา ในคืนนั้น ท่านได้เดินจงกรม กำหนดกายคตาสติ จนใกล้รุ่ง จึงลงจากที่จงกรม หมายใจจะหยุดนอนพักผ่อนในวิหาร แต่พอเอนกายลงนอน ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอนและเท้าทั้งสองยังไม่พ้นจากพื้น ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ครั้นถึงเวลาประชุมทำสังคายนา พระมหาเถระรูปอื่นๆ ก็พากันไปยังธรรมสภา ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหากันอย่างพร้อมเพรียง และต่างรูปต่างก็นั่งอยู่ ณ อาสนะแห่งตน แต่อาสนะของพระอานนท์ยังว่างอยู่ พระอานนท์คิดใคร่จะประกาศให้พระมหาเถระทั้งหลายได้ทราบว่า ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงไม่ได้ไปพร้อมกับพระเถระอื่นๆ เมื่อกำหนดกาลเวลาพอเหมาะแล้ว ท่านจึงแทรกดินลงไป และผุดขึ้น ณ อาสนะแห่งตน แต่บางท่านกล่าวว่า ท่านเหาะไปทางอากาศตกลงบนอาสนะของท่าน
ก่อนการสังคายนาพระธรรมวินัยจะเริ่ม พระมหากัสสปเถระตั้งปัญหาหลายประการ แก่พระอานนท์ อาทิ การใช้เท้าหนีบผ้าของพระศาสดาในขณะปะหรือชุนผ้า การไม่อาราธนาให้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ แม้จะได้ทรงแสดงนิมิตโอภาสหลายครั้ง ก่อนที่พระองค์จะปลงสังขาร การเป็นผู้ขนขวายให้สตรีเข้ามาบวชในพุทธศาสนา การไม่กราบทูลถามเรื่องสิกขาบทเล็กน้อย ที่พระพุทธองค์ตรัสให้สงฆ์ถอนได้ว่าคือสิกขาบทอะไรบ้าง และการจัดสตรีให้เข้าไปถวายบังคมพระพุทธสรีระก่อนบุรุษภายหลังปรินิพพาน ทำให้น้ำตาของสตรีเหล่านั้นเปื้อนพระพุทธสรีระ ถึงแม้พระอานนท์เถระจะอ้างเหตุผลมากล่าวแก่ที่ประชุมสงฆ์ แต่เมื่อที่ประชุมสงฆ์เห็นว่าเป็นอาบัติ ท่านก็แสดงอาบัติต่อสงฆ์ หรือแสดงการยอมรับผิด การแสดงอาบัติของพระอานนท์นั้นเป็นกุศโลบายของพระมหากัสสปเถระที่ต้องการจะวาง ระเบียบวิธีการปกครองคณะสงฆ์ให้ที่ประชุมเห็นว่า อำนาจของสงฆ์นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด คำพิพากษาวินิจฉัยของสงฆ์ถือเป็นคำเด็ดขาด แม้จะเห็นว่าตนไม่ผิด แต่เมื่อสงฆ์เห็นว่าผิด ผู้นั้นก็ต้องยอมรับผิด เป็นตัวอย่างที่ภิกษุสงฆ์รุ่นหลังจะได้ยอมทำตาม
ภายหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระอานนท์ได้เที่ยวจาริกสั่งสอนเวไนยสัตว์แทนองค์พระศาสดา จนชนมายุของท่านล่วงเข้า 120 ปี (พ.ศ. 40) ท่านจึงได้พิจารณาอายุสังขารของท่านพบว่าอีก 7 วันก็จะสูญสิ้นเข้าสู่พระนิพพาน ท่านจึงพิจารณาว่าจะเข้านิพพานที่ปลายแม่น้ำโรหิณี ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ กับเมืองเทวทหะ ซึ่งมีพระประยูรญาติอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย จากนั้นท่านจึงได้ลาภิกษุสงฆ์ และชนทั้งหลาย จนครบ 7 วันแล้ว ท่านจึงได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์นานาประการ แล้วตั้งจิตอธิษฐานให้กายของท่านแตกออกเป็น 2 ภาค ภาคหนึ่งให้ตกที่ฝั่งกรุงกบิลพัสดุ์ อีกภาคหนึ่งตกที่เทวทหะ แล้วท่านได้เจริญเตโชกสิณ ทำให้เปลวเพลิงบังเกิดในร่างกาย เผาผลาญมังสะและโลหิตให้สูญสิ้น ยังเหลือแต่พระอัฐิธาตุสีขาวดังสีเงิน พระอัฐิธาตุที่เหลือจึงแตกออกป็น 2 ภาค ด้วยกำลังอธิษฐานของท่าน บรรดาพระประยูรญาติและชนที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นั้นต่างก็รองรับพระธาตุไว้ แล้วสร้างพระเจดีย์บรรจุไว้ทั้ง 2 ฟากของแม่น้ำโรหิณี
ประวัติการสร้างพระธาตุอานนท์กล่าวว่า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1218 ผู้ก่อสร้างคือ เจตตานุวิน และ จินดาชานุ ชาวเวียงจันทน์ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน หลังจากออกบวชทำความเพียรได้ 3 ปี 25 วัน ทั้งคู่ก็เห็นว่าชาวเมืองเวียงจันทน์ต่างนับถือ พากันไปกราบไหว้ ดอนปู่ปาว จึงคิดนำของศักดิ์สิทธิ์มาไว้ที่ ดอนปู่ปาว ทั้งสองออกธุดงค์โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปี 10 เดือน 11 วัน ถึงเมืองเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ขณะนั้นชาวเมืองกำลังก่อสร้างเจดีย์องค์หนึ่งอยู่ ครั้นก่อสร้างเสร็จ ท้าวพระยา จึงเข้าไปอัญเชิญพระอัฐิธาตุ ซึ่งต้องไขประตูเข้าไป 3 ชั้น จึงพบหีบพระอัฐิธาตุ เจตตานุวิน และ จินดาชานุ สอบถามชาวเมืองได้ความว่าเป็นพระอัฐิธาตุของ พระอานนท์ พระเถระคนสำคัญของพระพุทธเจ้า
เจตตานุวินได้ฟังดังนั้นจึงจัดเครื่องสักการะบูชา แล้วอธิษฐานจิตขอเห็นอภินิหาร ซึ่งก็บังเกิดมีลมพัดห่อผ้าอัฐิธาตุ (ห่อผ้ากะจ๋าคำ) ลอยขึ้นสู่อากาศเป็นอัศจรรย์ เจตตานุวินอธิษฐานจิตให้ห่อผ้าพระอัฐิธาตุลอยลงมา ห่อผ้าก็ลอยลงมาเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ต่อมาทั้งสองจึงอ้อนวอนขอแบ่งพระอัฐิธาตุจาก ท้าวพระยา จนได้ผงธุลีประมาณเต็มเปลือกไข่นกกระเรียน กับอัฐิธาตุ 1 องค์ ประมาณเท่าดอกสังวาลย์ (คล้ายดอกลีลาวดี) ทั้งสองจึงเดินทางกลับเมืองเวียงจันทน์ และจัดสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระอัฐิธาตุที่ดอนปู่ปาว แต่ชาวเมืองเวียงจันทน์ไม่ยินยอม ด้วยหาว่าผิดผีบ้านผีเมือง ทั้งยังขับไล่ออกจากเมือง ทั้งสองจึงหนีมาอยู่กับเจ้าเมืองขอมชื่อว่า เอียงเวธา ครั้นผ่านไป 3 ปี จึงชักชวนให้ เอียงเวธา เป็นผู้นำสร้างเจดีย์ ซึ่งได้เลือกสถานที่สร้างเจดีย์ที่ ดงผีสิง (จังหวัดยโสธรในปัจจุบัน) ป่าทึบขนาดใหญ่ ไกลจากบ้านคน ใช้เวลาสร้างเจดีย์ 8 เดือน 25 วัน จึงแล้วเสร็จ เมื่อสร้างเสร็จจึงอัญเชิญผอบพระอัฐิพระอานนท์ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในหีบ 12 ชั้น ชั้นนอก3 ชั้นเป็นหีบเงิน ถัดไป7ชั้นเป็นหีบทอง จากนั้นเป็นหีบแก้วไพฑูรย์ 2 ชั้น แล้วมีผ้ากะจ๋าคำ(ผ้าลายทอง) ห่อหุ้มผ้าสีขาวอ่อนนุ่มเหมือนสำลีที่ห่อพระอัฐิธาตุอยู่อีก 500 ชั้น
ในช่วงวันขึ้น 13 ค่ำ 14 ค่ำ และ 15 ค่ำ เดือน 3 ตามฮีตคลองของชาวอีสาน คือเดือนมีนาคมของทุกปี วัดมหาธาตุจัดให้มีงานสมโภช พระธาตุอานนท์ขึ้น โดยคืนแรกจัดพิธีสมโภชองค์พระธาตุอานนท์ ผู้ร่วมงานแต่งกายด้วยชุดขาว ส่วนคืนที่สองและคืนที่สามมีมหรสพรื่นเริงตลอดคืน คำนมัสการพระธาตุพระอานนท์มีดังนี้ "กาเยนะ วาจาปิ เจตะสา จะ อานันทัตเถรัสสะ ธาตุ อภิวาทะยามะ ทีปะสักการะวะ รามิเสนะ อานันทัตเถรัสสะ ธาตุ อภิปูชะยามะ ตัสสานุ ภาเวนะ สุขะ สัพพะทา สัพพัญจะ ทุกขัง ขียะติ อะเสสะกัง...ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออภิวาทกราบไหว้ พระธาตุแห่งพระอานนท์เถระเจ้า ด้วยกาย วาจา และใจ ขอสักการะพระธาตุของพระอานนท์เถระเจ้า ด้วยสักการะวะรามิส มีธูปเทียนเป็นต้น ด้วยอานุภาพแห่งการกราบไหว้บูชานั้น ขอความสุขจงมีทุกเมื่อ ส่วนความทุกข์ทั้งปวง จงสิ้นไป หาส่วนเหลือมิได้ เทอญ"