สุดท้ายปลายฝัน

กว่า 6,000 กิโลเมตรในบรรยากาศ Autumn Leaves ณ ขอบโลกใต้
เที่ยวต่างแดน

ตอนที่ 2 การเดินทาง

อย่างที่เล่าในตอนที่ 1 ว่า...กว่าจะหาสายการบินที่มีเที่ยวบินสอดคล้องกับเส้นทางการเดินทางของเรา ว่าจะลงที่สนามบิน Auckland และกลับที่สนามบิน Christchurch ต้องหาข้อมูลจากเอเยนต์หลายบริษัทที่เพื่อนผองน้องพี่เคยใช้บริการ และรับประกันว่า...ดี...ถูก...ไม่โกง

ในที่สุดเอเยนต์บริษัทหนึ่งเสนอสายการบิน Quantas ซึ่งมีเวลาการเดินทางที่เหมาะสมลงตัว คือออกจากสุวรรณภูมิเวลา 19.45 น. ถึง Auckland เวลา14.30 น. ขากลับออกจาก Christchurch เวลา 06.35 น. ถึงสุวรรณภูมิ เวลา 16.00 น. ใช้เวลาบินรวมประมาณ 11 ชั่วโมง แวะเปลี่ยนเครื่องที่ Sydney อีก 2 ชั่วโมง เป็นสายการบิน checkthough ตอนแรกเราเข้าใจว่าบินโดย Quantas ตลอด เพียงแวะพักที่ Sydney เพราะเป็นฐานบิน พอคุยรายละเอียดถึงรู้ว่า เราต้องบินโดย 4 สายการบินพันธมิตรของ Quantas ที่ Quantas ประสานเรื่องการต่อเครื่องและรับผิดชอบสัมภาระให้โดยเราไม่ต้องเช็คใหม่ตอนต่อเครื่อง เราเช็คกับเอเยนต์ถึงสองแห่งได้ข้อมูลตรงกัน...เอาก็เอา ผจญภัยตั้งแต่ออกจากประเทศเลย

วันเดินทาง ออกจากบ้านไปสนามบินก่อนเวลาหลายชั่วโมง ไม่วางใจระบบจราจรจลาจลบ้านเรา ทั้งที่เราเช็คอินที่นั่งกับทางสายการบิน Emirates ซึ่งเป็นสายการบินแรกที่จะนำเราบินสู่มหานคร Sydney ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่สนามบินสุวรรณภูมิยังไม่มีเหตุระทึกใจใดๆ

เราผ่านน้ำหนักกระเป๋าเดินทางที่จะโหลดลงใต้เครื่องอย่างเรียบร้อยไร้ปัญหา เพราะบริหารน้ำหนักอย่างดี เราได้ที่นั่งคู่ตอนท้ายเครื่องใกล้ห้องน้ำ คาดหวังเต็มที่จะได้นอนหลับสบาย ลุกนั่งสะดวก ไม่ต้องขอทางผ่านคนอื่นหรือต้องคอยหลีกให้คนอื่นลุกไปห้องน้ำเหมือนพวกเก้าอี้ 3 ที่นั่ง 4 ที่นั่ง หรือ 6 ที่นั่ง แต่เนื่องจากเที่ยวบินนั้นคนโดยสารไม่เต็ม กลับกลายเป็นพวกนั่ง 4-6 ที่นั่งได้นอนเหยียดยาวสบายไป เราต้องนอนขดตัวฟังเสียงลูกเรือเตรียมอาหารและเสียงคนเข้าห้องน้ำทั้งคืน พอถึง Sydney ตอนเช้าเราจึงกลายสภาพเป็นญาติแพนด้าไปโดยปริยาย

เมื่อถึง Sydney เราเดินตามผู้โดยสารอื่นๆไป เราหมายตาช่อง Transfer ไว้ และเดินไปเข้าคิวที่ยาวเหยียดมาก เจ้าหน้าที่ชาวออสซี่ที่หน้าตาไม่เป็นฝรั่งมาขอดูเอกสารที่เราถือซึ่งเป็น E-Ticket ที่เรา Print มาสำหรับใช้ออกตั๋วเดินทางต่อไปยัง Auckland เจ้าหล่อนไล่เราให้ไปออกช่อง customs เราก็...งง!! เฮ้ย!! ฉันไม่ได้มาออสเตรเลียนะเธอ ถามซ้ำ...เจ้าหล่อนก็ชี้ส่งๆอยู่นั่น แล้วโบกมือให้คนอื่นเดินแถวต่อ เราเลยต้องออกจากคิว แต่เป็นตายอย่างไรฉันก็ไม่ไปที่ช่อง customs เราเดินถามเจ้าหน้าที่คนอื่นจนได้ความกระท่อนกระแท่นว่า เราต้องไปที่เคาน์เตอร์ Quantas เพื่อออกตั๋วเครื่องบินใบใหม่ เราใช้ปากและมือให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ถามทางจนถึงเคาน์เตอร์ Quantas ที่อยู่ใกล้ๆกับจุดTransfer นั่นแหละ นี่ถ้าเจ้าหน้าที่คนแรกช่วยดูเอกสารให้เราซักนิด เราคงไม่เสียเวลาเดินเตลิดเปิดเปิงไปไกล เจ้าหน้าที่ Quantas ออกตั๋วใบใหม่ให้ เป็นสายการบิน LAN ของชิลีที่บินเฉพาะโซนโลกใต้ เดี๋ยว...อีกสักครู่ เราจะได้สัมผัสสายการบินที่สองที่บินในนาม Quantas แล้ว เราใช้เวลาที่เหลืออันน้อยนิด ล้างหน้า แปรงฟันที่สนามบิน Kingsford Smith ที่ Sydney แล้วไปรอขึ้นเครื่องที่ gate เครื่องบินของ LAN เป็น Airbus ลูกเรือทั้งหญิงชาย หน้าตาละตินโดยแท้ เสิร์ฟแซนด์วิชเย็นพร้อมกาแฟรสชืด เราใช้เวลา 3 ชั่วโมงทอง ในการบินระหว่าง Sydney - Auckland พักผ่อนอย่างเต็มตา และตื่นอีกครั้งอย่างสดชื่นในดินแดนแห่งเมฆสีขาวอันยาวไกล หรือ "เอา เท รัว" (Aotearoa) ในภาษาเมารี

ก่อนการเดินทางเราทำ List of Food ไปด้วย เนื่องจากชาว B.P. เตือนแล้วเตือนอีก หากจะนำอาหารเข้า New Zealand มีอะไรที่นำเข้าแล้วผ่านฉลุย มีอะไรบ้างที่นำไปแล้วถูกยึด เพราะ New Zealand เป็นประเทศที่เข้มงวดในการนำอาหารแห้งอาหารสดเข้าประเทศในระดับแนวหน้าประเทศหนึ่ง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชเป็นหลัก จึงต้องเข้มงวดกวดขันกับสิ่งที่จะเข้าไปทำให้ผลผลิตของเขาเสียหาย เราคิดเมนูอาหารง่ายๆ จัดเตรียมเครื่องปรุงรส ของแห้ง ข้าวสาร มาม่า โจ๊กซอง แยกสรรพสิ่งทั้งหลายเกี่ยวกับปากท้องใส่กระเป๋าน้ำหนักเบาแยกต่างหากอีกใบหนึ่ง เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจค้น ไม่ต้องรื้อกระเป๋าเสื้อผ้า อาหารแห้งทุกชนิดที่นำไปเลือกชนิดมีภาษาอังกฤษกำกับ ตอนแรกเราได้ข้อมูลเรื่องน้ำหนักกระเป๋าว่าโหลดใต้เครื่องได้ไม่เกินคนละ 20 กก. เช็คน้ำหนักกระเป๋าทั้งสองใบ เช็คแล้วเช็คอีก ดึงโน่นเข้าดึงนี่ออก ส่วนใหญ่จะดึงออกมากกว่า จนถึงวันเดินทาง...ใบ List of Food หลุดออกจากกระเป๋าเสบียงตอนไหนไม่รู้

วันที่เดินทางถึงสนามบิน Auckland เมื่อรับกระเป๋าเดินทางจากสายพานแล้ว เราต้องผ่านด่านศุลกากรและ Immigration ของ New Zealand จากการสังเกตดูเหมือน Immigration และ Customs ของ New Zealand เป็นหน่วยงานเดียวกัน เพราะเจ้าหน้าที่ตรวจลงตรา มีตัวอักษรปักที่แขนเสื้อว่า "Customs" จากนั้นเราต้องไปผ่านที่ด่านตรวจอาหาร แจ้งว่าเรามีอะไรต้องสำแดง เราแจ้งว่าเรามีอาหารแห้งพร้อมใบ List of Food ส่วนกระเป๋าอีกใบหนึ่งเป็นพวกเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว เขาถามว่าเรานำอาหารอะไรมาบ้าง? เราบอกว่าเราทำใบ List of Food มาด้วย แต่หาเท่าไหร่ไม่เจอ จำได้ว่าก่อนรูดซิปล็อคกระเป๋าเสบียงเรายัดใบ List of Food ไว้บนสุดเพื่อเตรียมให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นใน Backpack ก็ไม่เจอ...เลยเจอรื้อกระจุยเลยงานนี้ ตรวจทีละอย่าง แล้วถามอะไร? อะไร? แต่ผลที่สุด...ผ่านหมด ไม่มีสิ่งใดถูกยึดหรือถูกทิ้ง เราก้มหน้าเก็บของยัดกลับใส่กระเป๋าอย่างยากเย็น ดูราวกับมีของงอกเงยเพิ่มขึ้น ทำไมมันไม่ลงล็อคหนอ เก็บหมดเกือบรูดซิปไม่ได้ สุดท้าย...ตกม้าตายตอนจบจริงๆ...เราอุตส่าห์เตรียมการดิบดี

ขับรถใน New Zealand

เราคิดเองหลังจากศึกษาจากประสบการณ์ชาว B.P. และหนังสือเล่มอื่น ทั้งการขับรถบ้าน (Campervan) และการขับรถยนต์ธรรมดา และ...เราตัดสินใจใช้รถยนต์ธรรมดาตัดการขับรถบ้านทิ้งทั้งที่เคยเป็นความฝันประการหนึ่งในชีวิตที่คิดอยากทำว่า...วันหนึ่งถ้ามีโอกาสไปเที่ยวที่ New Zealand ต้องเช่ารถบ้านขับไปจอดนอนพักหรือจอดพักในที่สวย โรแมนติค เช่น ใต้ร่มไม้ใหญ่ริมทะเลสาบสวยสงบนิ่งเยือกเย็น นั่งชมหมู่ดาวยามดึกท่ามกลางสายลมหนาว กางโต๊ะจิบกาแฟทานอาหารเช้าท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนโรแมนติค

แต่...ความฝันก็เป็น...แค่...ความฝันเพราะ Campervan ไม่สะดวกสำหรับการเดินทางสักเท่าไหร่สำหรับเรา โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ที่จอดรถสำหรับ Campervan ต้องหาที่จอดแบบ Camping Park ซึ่งแม้ว่าใน New Zealand จะมีที่จอดรถประเภทนี้มากมายดาษดื่นเกือบทุกเมือง เพราะชาว New Zealand เองก็ชื่นชอบการขับรถบ้านท่องเที่ยวแต่มันเป็นสังคมย่อยๆ ที่ Camping Parkเติมน้ำ เติมไฟ ใช้สาธารณูปโภคต่างๆร่วมกัน เช่น ห้องน้ำ ห้องครัวรวม และเราชอบความเป็นส่วนตัวมากกว่า เราเลือกเช่ารถเก๋งสี่ประตู เพราะมีความคล่องตัวดี เป็น Nissan Tiida ราคาค่าเช่าวันละ 41 NZd ของ Apex Rental Cars โดยรับรถจาก Auckland

ที่ New Zealand ขับรถเลนซ้ายและใช้พวงมาลัยทางขวา เช่นเดียวกับไทย ถ้าคุณขับรถในเมืองไทยได้คุณสามารถ...ที่จะทำได้เช่นกัน...มีการจำกัดความเร็วในการขับรถค่อนข้างเคร่งครัด ระดับความเร็วในการขับรถอยู่ระหว่าง 80-100 กม. /ชั่วโมง ฉะนั้นเราจึงต้องคำนวณเวลาในการขับรถแต่ละวันให้ดี เพราะหากเราวางแผนการเดินทางระหว่างเมืองเกิน 300 กม./วัน เราอาจจะค่ำมืดระหว่างทาง ซึ่งเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งในการขับรถเที่ยวในฤดูกาลใบไม้ร่วงนี้ อากาศช่วงนี้กว่าจะสว่างเกือบแปดโมงเช้า ห้าโมงเย็นฟ้ามืดสลัวแล้ว ระยะทางแต่ละเมืองจะห่างกัน 20-30 ก ม. เป็นอย่างน้อย บางครั้งกว่าจะเจอเมืองถัดไป บางครั้งไกลกันถึง 50-60 กม.ก็มี และถนนหลังห้าโมงเย็นไปแล้วมืดมากถึงมากที่สุด มีเพียงแสงดาวและแสงเดือนเป็นเพื่อน ไม่มีแสงสว่างใดบนท้องถนน เผอิญช่วงเราเดินทางเป็นข้างแรม จึงมีเพียงแสงดาวเป็นเพื่อน และในบางค่ำคืนเรามีสายฝนและสายหมอกเป็นเพื่อนที่น่าสะพรึงกลัว เมื่อนั้น...เราตระหนักเลยว่า การขับรถในตอนกลางคืนที่มีทั้งหมอกและฝน เป็น "ยากยิ่งสิ่งเดียว" อย่างหนึ่งใน New Zealand ทีเดียว เพราะแม้แต่ในเขตเมือง...หากเป็นเมืองเล็กจะมีบ้านเรือนกระจุกเล็กๆ บางเมืองมีไม่ถึง 5 หลัง มีแสงไฟน้อยมาก

การขับรถเที่ยวจึงเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวไทย ระยะทางบอกเป็นกิโลเมตรเหมือนไทยอีกนั่นแหละ บน State Highways จำกัดความเร็วที่ 100 กม./ชั่วโมง ถนนนอกเมืองจำกัดความเร็วที่ 70กม./ชั่วโมง ถนนในเขตเมืองจำกัดความเร็วที่ 50 กม./ชั่วโมง ตลอดทางจะมีป้ายบอกความเร็วและป้ายบอกสัญญานการจราจรทุกระยะ มีทั้ง "ป้ายห้ามเข้า" "ป้ายทางโค้ง" "Road Close ถนนปิด" หากเห็นป้ายนี้อย่าดื้อตาใสเข้าไปเชียว เพราะของจริงไม่มีหลอก หากเห็นป้ายที่มีเครื่องหมายตกใจ "!" แสดงว่าข้างหน้ามีหมอกหนา อาจมองไม่เห็นเวลาขับ เราต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดแม้ว่าไม่เห็นตำรวจ แปลก...แต่จริง คนของเขาเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัดทั้งที่เราไม่เคยเห็นตำรวจจราจรในท้องถนนเลย และตลอดเวลา 20 วันที่เราตระเวนขับรถเที่ยวใน New Zealandตั้งแต่เหนือสุดของเกาะเหนือจนเกือบถึงใต้สุดของเกาะใต้...ให้ตายสิ...โรบิน เราเจอตำรวจ New Zealand แค่ 2 คนจริงๆ ในปั๊มน้ำมันเราสังเกตจากคนนิวซีแลนด์ขณะที่เราขับรถตามเขามา เขาใช้ความเร็ว 100 กม./ชั่วโมง อยู่ดีๆ จู่ๆ ลดความเร็ว ขับเฉื่อยฉิวซะงั้นอ้าว! ป้ายบอกความเร็ว 80 กม. และ 50กม. ตามลำดับ แสดงว่าเข้าเขตชุมชนหรือโรงเรียน

ป้ายจราจรที่ควรรู้

- Passing Lane : ถนนส่วนใหญ่เป็นทาง 2 เลน วิ่งสวนไปมาเท่านั้น มีบางช่วงเป็นทาง 4 เลน สำหรับให้รถวิ่งแซงกันได้ เรียกว่า "Passing Lane" แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ และจะมีป้ายเตือนล่วงหน้าก่อนถึง Passing Lane ประมาณ 2 กม. หรืออีก 500 ม. ว่าจะถึง Passing Lane แล้ว ใจเย็นรออีกนิดนะ เดี๋ยวคุณจะได้วิ่งแซงเจ้ายักษ์ใหญ่อุ้ยอ้ายที่บังวิวข้างหน้าแล้ว

- One Lane Bridge : หรือสะพานเลนเดียว ไม่มีเลนสวน รถวิ่งได้ครั้งละหนึ่งคันเท่านั้น พบได้ทั่วไปใน New Zealand ทั้งที่เกาะเหนือและเกาะใต้ ก่อนถึง One Lane Bridgeจะมีป้ายเตือนว่า ข้างหน้าอีก 100 ม. จะมี One Lane Bridge ถ้าป้ายฝั่งเราเป็นวงกลมสีขาว ขอบสีแดง มีลูกศรเล็กสีแดงชี้ขึ้น และลูกศรของอีกฝั่งเป็นลูกศรสีแดงใหญ่เราต้องเป็นฝ่ายจอดรอที่เส้นขาวทึบก่อนข้ามสะพาน รอให้ทางแก่รถที่สวนมาก่อน ในทางกลับกัน หากป้ายฝั่งเราเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีฟ้ามีลูกศรสีขาวใหญ่ชี้ขึ้น แสดงว่าเราเป็นทางเอกไปได้ก่อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูว่าไม่มีรถค้างอยู่บนสะพานแม้เราเป็นทางเอกก็ตาม One Lane Bridgeส่วนใหญ่ที่เจอเป็นสะพานช่วงสั้น มีเพียง 3-4 แห่งที่เราเจอสะพานแบบนี้ยาวมากจนไม่เห็นปลายสะพานอีกด้านคน New Zealand เขาก็ฉลาดทำเป็นจุดให้รถรอสวนกันได้ระหว่างกลางสะพาน เรียก "Passing Bay"

- Give Way : เมื่อเจอเครื่องหมาย Give Way สิ่งที่คุณต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คือหากเราจะตรงไปข้างหน้า หยุดให้ทางแก่รถที่ตรงมาจากด้านขวาเรา ถ้าจะเลี้ยว ต้องหยุดทางให้รถไม่ได้เลี้ยว ถ้าจะเลี้ยวซ้าย และรถฝั่งตรงข้ามต้องการเลี้ยวซ้ายเช่นกัน หยุดให้รถฝั่งตรงข้ามไปก่อน ถ้าต้องการเลี้ยวขวา หยุดให้ทางรถที่ตรงมาทางขวามือและต้องการเลี้ยวขวาไปก่อน

- วงเวียน : มีทั้งวงเวียนใหญ่ระดับ Jungtion และวงเวียนเล็กๆกลางสี่แยกเราเคยเจอวงเวียนกลางเมือง Queenstown ที่มีขนาดใหญ่กว่าฝาท่อหน่อยเดียว นี่ถ้าไม่เห็นเขาขับรถวนกัน เราคงขับรถทับวงเวียนไปแล้ว เล็กจริงๆการขับรถในวงเวียนต้องจอดรอให้รถขวามือไปก่อน

- Railway Crossing : ทางข้ามทางรถไฟ มีมากมายกว่า 1,000 แห่ง ทางข้ามเหล่านี้ถูกควบคุมโดยป้ายStop / Give Way กระดิ่งหรือเครื่องกีดขวาง ต้องหยุดเมื่อมีสัญญานไฟกะพริบ

- อุโมงค์ : อุโมงค์ที่สำคัญคือ Homer Tunnel ตั้งอยู่ที่ กม.101 ถนนสาย Te Anau - Milford Sound เป็นอุโมงค์ทอดยาวตรง มีความยาว 1.2 กม. ช่วยย่นระยะทางสู่ Milford Sound ซึ่งเดิมการเดินทางมา Milford Sound ทำได้เฉพาะทางเรือเท่านั้น ก่อนเข้าอุโมงค์ต้องดูสัญญานไฟก่อนเข้าอุโมงค์ เนื่องจากการจราจรในอุโมงค์เป็นแบบเลนเดียว และนักเดินทางต้องระวังเวลาปิดเปิดอุโมงค์ Homer Tunnel ดีๆ เพราะเขาปิดเปิดเป็นเวลา ขับไป...เสียวไป...ทั้งที่ก่อนเข้าอุโมงค์เป็นสัญญานไฟเขียว

- Road Information : ป้ายบอกเส้นทางเปิดปิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว นักเดินทางต้องเคร่งครัดกับป้ายเหล่านี้ เพราะ "CLOSE" คือปิดจริงๆ ไม่ต้องลองเสี่ยงเข้าไปเลยเชียว ป้ายนี้จะบอกชื่อเมืองข้างหน้าว่า "OPEN" หรือ "CLOSE" และบอกหมายเลขเส้นทาง เช่น (1) Waiouru: OPEN... (4) Wanganui: CLOSE ในวงเล็บจริงๆเป็นตัวเลขในวงกลม คือหมายเลขถนนและด้านล่างของป้ายจะแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อสอบถาม

- การก่อสร้างซ่อมแซมผิวจราจร : สภาพถนนทั่วไปใน New Zealand ส่วนใหญ่มีสภาพดีมาก มีเพียงบางสถานที่หรือบางฤดูกาลที่มีถนนเสียบ้างแต่นับว่าน้อยมาก และใช้เวลาซ่อมแซมเร็วมาก ใช้คนน้อยมาก เราเคยผ่านที่เกาะเหนือตอนเข้าไปดูหนอนเรืองแสงที่เมือง Waitamo ตอนขาไป เขากั้นถนนครึ่งหนึ่งเพื่อซ่อมผิวจราจร ขากลับเสร็จเรียบร้อยรถวิ่งฉลุย การซ่อมเล็กน้อยใช้แรงงานประหยัดมาก อาจเป็นเพราะผู้คนเขามีน้อยและมีคุณภาพ การซ่อมย่อยแค่ขับรถมาจอด คนขับลงมาวางกรวยกั้นทาง วางสัญญานไฟแบบเคลื่อนที่ เป็นไฟเขียวสลับแดงให้รถที่วิ่งผ่านสลับกันวิ่ง แล้วคนขับหนึ่งเดียวขึ้นไปขับรถทำงานซ่อมทางครึ่งหนึ่งที่กั้นไว้ ทั้งเทแอสฟัลต์ โรยกรวด บดทับ...All In One...น่าทึ่งจริงๆ

ที่พักใน New Zealand

เราวางแผนไว้แต่แรกแล้วว่า เราจะไม่จองที่พักล่วงหน้าแม้แต่แห่งเดียว เราใช้เอกสาร Accomodation in New Zealand ที่จะบอกรายละเอียดที่พักทุกแห่งให้เลือกหา มีรายละเอียดทั้งแบบห้อง ราคา สถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ก่อนเดินทางถึงเมืองถัดไปเราจะเตรียมข้อมูลเมืองที่เราจะพักค้างไว้ล่วงหน้าเตรียมไว้สัก 2-3 แห่ง โดยเฉพาะแผนที่และเบอร์โทรศัพท์ของที่พัก เพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาในการหาที่พักมากนัก และเหตุผลสำคัญของการไม่จองที่พักล่วงหน้า คือชอบที่ไหน...อยู่ได้นาน สามารถยืดหยุ่นการเดินทางได้ ไม่ต้องรีบเร่ง และการย้ายโรงแรมที่ New Zealand ทำได้ไม่ยาก ส่วนใหญ่ที่พักแบบ Motel รถจะจอดหน้าห้องพัก ขนของสะดวก

New Zealand เป็นประเทศที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว ดังนั้น ที่พักจึงมีมากมาย หลากหลายให้เลือก ไม่จำเป็นต้องจองล่วงหน้า เว้นแต่ช่วงฤดูร้อนที่คน New Zealand นิยมขับรถพาครอบครัวท่องเที่ยวและฤดูหนาวที่ที่พักตามสกีรีสอร์ทมักจะเต็ม ต้องมีการจองล่วงหน้า ที่พักมีหลายรูปแบบให้เลือก ตามความต้องการและงบประมาณ ดังนี้

- ราคาค่อนข้างถูก

บ้านพักเยาวชน (Youth HostelAssociation) หรือ YHA เป็นเครือข่ายที่พักราคาถูกสำหรับนักเดินทางทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่ม Backpacker ห้องพักแนวนี้เริ่มในยุคที่การท่องเที่ยวแบบ Backpacker เฟื่องฟู สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีงบไม่สูงนัก สถานที่พักเน้นราคาประหยัด ไม่เน้นความหรูหรา แต่มีความสะอาด ปลอดภัย จากการควบคุมมาตรฐานของYHA

บ้านพักนักเดินทาง (Backpacker Hostel) หรือ BBH มักเป็นบ้านหลังเล็กที่แปรสภาพเป็นบ้านพักสไตล์เดียวกับบ้านพักเยาวชน เน้นราคาประหยัด ไม่เน้นความหรูหรา แต่มีความสะอาด ปลอดภัย จากการควบคุมมาตรฐานของ BBH และมีอยู่มากมายแทบทุกเมืองใน New Zealand เช่นกัน

- ราคาย่อมเยา

บ้านพัก YMCA หรือ YWCA บ้านพักราคาย่อมเยาในเมืองใหญ่ ที่พักเป็นห้องสไตล์โรงแรม มีห้องน้ำในตัว แต่ไม่สะดวกสบายเท่าโรงแรมทั่วไป

เกสต์เฮ้าส์ / B&B หรือ Bed and Breakfast ที่พักแบบ B&B จะพบเห็นได้ทั่วไป เป็นกิจการเล็กๆ มีไม่กี่ห้อง ราคาที่พักจะบวกรวมอาหารเช้า

- ราคาปานกลางถึงค่อนข้างสูง

Motel พบเห็นได้ตามเมืองต่างๆและระหว่างทางก่อนเข้าเมือง ส่วนใหญ่เป็นอาคารสูง 1-2 ชั้น มีที่จอดรถหน้าห้อง มีครัวพร้อมอุปกรณ์ทำครัว

Hotel หรือโรงแรมชั้นหนึ่ง มีทุกเมือง ราคาจะสูงกว่าที่พักประเภทอื่น

นอกจากนี้ New Zealand ยังมีรูปแบบที่พัก อีก 2-3 แบบ คือ

Camping Grounds หรือ Holiday Parks ที่พักลักษณะนี้มีมากมายในประเทศนี้ ทั้งที่เกาะเหนือและเกาะใต้ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการที่ดำเนินการโดยเอกชน รองรับนักเดินทางทั้งที่มากับรถบ้านและรถยนต์ธรรมดามีที่พักหลายระดับราคาให้เลือกพัก ทั้ง (1) แบบ Camping Sites ที่สามารถนำรถจอดค้างคืน ถ้ามารถบ้านสามารถพักค้างบนรถ ถ้ามารถยนต์กางเต๊นท์นอนได้มีห้องน้ำรวมและครัวส่วนกลาง (2) แบบ Standard Cabins มีแค่ห้องนอนที่มีเตียงนอนเดี่ยวหรือแบบสองชั้น ไม่มีเครื่องนอนให้ ใช้ห้องน้ำรวมและครัวส่วนกลาง (3) แบบ Ensuite Units เหมือน Standard Cabins แต่มีห้องน้ำในตัว ใช้ครัวส่วนกลาง (4) แบบ Self Contained Units มีห้องนอน บางแห่งมีมากกว่าหนึ่งห้อง มีห้องน้ำในตัว ครัวและอุปกรณ์ครบ มีทีวี เครื่องนอน บางแห่งต้องเช่าเครื่องนอน (5) แบบ Park Motels คล้าย Self Contained Units แต่มีขนาดใหญ่และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากกว่า

Camping ต้องพักในสถานที่ที่กำหนดเท่านั้น มีห้องน้ำและครัวให้ มีทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนNew Zealandเป็นประเทศที่เหมาะกับการ Camping ยิ่งนัก เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง ไม่มีสัตว์ร้าย การพักแบบ Camping ทำได้ทั้งแบบการกางเต๊นท์นอน และจอดรถพักใน Campervan

Farmstayที่พักที่สามารถสัมผัสชีวิตแบบ New Zealand แท้ๆ เห็นวิถีชีวิต พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำงานเล็กน้อยในฟาร์ม สัมผัสอากาศสดชื่น ราคาค่อนข้างแพง เพราะรวมค่าที่พัก ค่าอาหารเช้า-เย็น และกิจกรรม

Motel : เราชอบใช้ Motel เป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่ราคาที่จะสูงกว่า BBH หรือ YHA แต่เราชอบความสะดวกสบาย เนื่องจาก Motel มักจะตั้งอยู่ตามทางระหว่างเมือง มีที่จอดรถหน้าห้องพัก สะดวกในการขนของ เพราะสัมภาระเราเยอะ ทั้งกระเป๋าเสื้อผ้า กระเป๋าเสบียง Motel ส่วนใหญ่เป็นที่พักแบบบริการตนเอง ไม่มีห้องอาหารหรือบริการซักรีด มีลักษณะเป็นห้องชุด พร้อมห้องครัวและอุปกรณ์ครบครัน สามารถประกอบอาหารได้ ห้องพักมีทั้งแบบสตูดิโอ แบบห้องชุด 1 ห้องนอน หรือห้องชุด 2 ห้องนอน ส่วนใหญ่มีจำนวนห้องพักประมาณ 15-30 ห้อง บาง Motel มี 2 ชั้น ห้องพักสะดวกสบาย มีฮีทเตอร์ ผ้าห่มไฟฟ้าเครื่องนอนพร้อม น้ำอุ่น มีที่จอดรถ ถึงหน้าห้องพัก ห้องครัวมีอุปกรณ์พร้อม Motel ทุกแห่งจะมีป้ายแจ้งไว้ด้านหน้าว่า ว่างหรือไม่ ถ้าเห็นคำว่า "vacancy" แวะเข้าไปสอบถามต่อรองราคาได้ แต่ถ้าป้ายขึ้นคำว่า "No Vacancy" ไม่ต้องแวะจ้า!! ห้องพักเต็ม จากประสบการณ์เข้าพักที่ Motel ทั้งที่เกาะเหนือและเกาะใต้ จะมีเวลาปิดเปิดทำการ ไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมงเหมือนประเทศไทย ส่วนใหญ่ ปิดทำการราว 21.30 น. แต่บางแห่งให้เบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อหลังเวลาทำการติดไว้หรือโทรศัพท์ภายในให้ติดต่อนอกเวลาทำการ ที่พักที่เราพักหลายแห่งจะเขียนบอกว่า...ดำเนินการโดย Mr. ...และ Mrs. ...

Motel และ Backpacker Hostel (BBH) ที่เราได้ไปพักและประทับใจ ชื่อ Northern Queen Motel ที่เมือง Ahipara เป็น Motel แบบ Self contained Units 5 ห้อง ตั้งอยู่บนเนินสูง ริมทะเลทาสมานที่ทั้งคลื่นและลมแรงสุดสุด ที่นี่เฟอร์นิเจอร์หลากหลาย ไม่มีอะไรเข้ากันเลย แต่ทุกอย่างเหมือนมีชีวิตที่อยู่เล่าเรื่องราวและเหตุการณ์ที่ผ่านไป ไม่ว่าโซฟาตัวเก่าที่ใกล้หมดสภาพ วิทยุทรานซิสเตอร์ย้อนยุค หม้อต้มน้ำร้อนซ่อนในตู้ แต่เราชอบที่นี่ รู้สึกเหมือนเราได้มาพักบ้านญาติผู้ใหญ่ Mr.และ Mrs. Berghan เป็นฝรั่งสูงอายุที่ใจดี

Mount Earnslaw Motel ที่เมือง Glenorchyเมืองสุดท้ายขอบชายฝั่งทะเลสาบ Wakatipu เป็น Motel หนึ่งเดียวในเมือง Glenorchy วันที่เราเดินทางไปเที่ยวเมือง Glenorchy เราไม่แน่ใจว่าที่นั่นสวยจริง และมีที่พักที่เราพอใจหรือไม่ ในตอนเช้าก่อนออกเดินทาง เราจึงไปดูที่พักแบบ YHA ริมทะเลสาบ Wakatipu และ Motel อีกแห่งที่ Queenstown เผื่อไว้ หากไม่มีที่พักที่ Glenorchy เราจะย้อนกลับมาพักที่ Queenstown แต่เมื่อมาถึงเมือง Glenorchy...ของเขาสวยจริง และเราตกหลุมรักเมือง Glenorchy ในครั้งแรกที่ได้พบเห็น "Mount Earnslaw Motel" เป็น Motel ขนาดเล็ก มีแค่ 7 ห้อง แต่ภายในตกแต่งแบบจัดเต็ม เป็นห้องแบบ 3 ที่นอนมีเตียงนอนใหญ่หนึ่งเตียง เตียงเล็กหนึ่งเตียง มีครัวอุปกรณ์ครัวพร้อม ด้านข้างมีหน้าต่างกระจกวางเก้าอี้ Lazy Boy สำหรับนั่งจิบกาแฟชมวิวภายนอกยามบ่าย ให้ห้องน้ำมีเก้าอี้ไม้สนพับได้สำหรับนั่งอาบน้ำด้วย ไม่น่าเชื่อว่าเมืองเล็กขนาดนี้จะมี Motel หรูได้ขนาดนี้

Moana Lodge ที่เมือง Plimmerton ใกล้ Wellington ที่พักแบบ BBH สีขาวหลังใหญ่บนถนนMoanaตอนแรกเราตั้งใจพักที่ Moana Lodge สองคืนก่อนอำลาเกาะเหนือไปเกาะใต้ แต่คืนแรกมีเหตุการณ์พลิกผัน เราสำคัญผิดเรื่องชื่อเมือง ไปสับสนว่า Moana Lodge อยู่ที่เมือง Primerston North ที่อยู่ห่างออกไปเกือบ 200 กม.คืนแรกจึงมาถึง Moana Lodge เกือบสี่ทุ่ม ไปถึงปิดไฟเงียบไปทั้งเมืองรวมทั้ง Moana Lodge ประกอบกับเห็นรองเท้าในที่จอดรองเท้าเต็มไปหมด จึงเข้าใจว่าห้องพักเต็ม อีกทั้งชาว B.P. เตือนไว้แล้วว่า ที่ Moana Lodge หากไม่จองล่วงหน้า ที่พักอาจเต็ม เพราะที่นี่ห้องพักมีไม่มาก และ rating ค่อนข้างสูงทีเดียว คืนแรกเราจึงต้องรอนแรมไปหาที่พักบริเวณเมืองใกล้เคียงก่อน พรุ่งนี้เช้าเราจึงย้อนกลับมาดูให้เห็นชัดๆว่า BBH ที่มี rating สูงนั้น เป็นอย่างไร ปรากฏว่าของเขาดีจริง ที่นี่ เราได้ห้องพักที่สวยและราคาแพงที่สุดของ Moana Lodge เป็นห้องพักชั้นล่างด้านหน้าติดทะเล ที่มีเพียงห้องเดียว หน้าต่างสองด้านเป็นกระจกกว้าง มองเห็นทะเล และได้นอนฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งทั้งคืน แม้เป็นห้องที่ราคาสูงที่สุดแต่ไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องไปใช้ห้องน้ำรวมชั้นบน ที่เราขอบอกว่าเป็นห้องน้ำที่สวยที่สุดในบรรดาห้องน้ำของที่พักที่เราได้พักในทริปนี้ทีเดียว แต่ Mr.Danny ผู้ดูแลที่นี่ใจดี อนุญาตให้ใช้ห้องน้ำของสต๊าฟฟ์ ที่ชั้นล่างได้ ชั้นล่างมีห้องล็อบบี้ที่มีเตาผิงไฟฟ้าแบบเก๋ไก๋ ห้องครัวรวมมีเครื่องมากมายเป็นระเบียบเรียบร้อยสมมาตรฐานที่ได้รับ

ในที่สุดเราได้พักที่นี่ สองคืนจริงๆ เพราะเรือ Ferry ข้ามไปเกาะใต้มีปัญหาเจอคลื่นลมแรงเข้าเทียบท่าที่ Picton ไม่ได้ เราต้องกลับมาหา Mr.Danny อีกครั้งMr.Danny เสนอให้เราพักห้องสุดหรูห้องเดิมที่ยังคงว่างอยู่ แต่เราขอเปลี่ยนเป็นห้องพักแบบธรรมดาชั้นสองที่ราคาถูกกว่านี้อีก 10 เหรียญ เพราะต้องการพักผ่อน เนื่องจากห้องพักชั้นล่างอยู่ติดห้องล็อบบี้ และในคืนที่สองที่เรากลับไป มีฝรั่งหนุ่มสาวหลายคนนั่งเฮฮาสังสรรค์กันอยู่Mr.Danny จัดห้องชั้นบนด้านหน้า มองเห็นทะเล ราคาเดียวกับห้องที่เราพักเมื่อคืน แต่คิดในราคาเท่ากับห้องพักธรรมดา

Buscot Station เป็นที่พักในเครือ BBH ที่มีลักษณะเป็น Farmstay อยู่ที่เมือง Oamaru มีห้องพักไม่กี่ห้อง ชาว B.P.บอกว่าส่วนใหญ่ที่นี่มักเต็มเกือบตลอดปี เพราะมีห้องพักน้อย ตอนแรกเราไม่ได้ตั้งใจพักที่นี่ แต่เก็บชื่อไว้ในลิสต์ วันนั้นตั้งใจจะเข้าไปหาที่พักแถว Mount Cook แล้วเผอิญผ่านเห็นป้าย Buscot Station ติดไว้ริมถนน บอกว่าเข้าไปซ้ายมือแค่ 1.5 กม. ที่สำคัญ "Vacancy" เราไม่รอช้า เลี้ยวรถเข้าไปตามถนนที่สองข้างทางเป็นฟาร์ม มีฝูงวัวยืนเล็มหญ้ากินอย่างมีความสุข เบื้องหน้าเราเป็นบ้านแบบชนบทหลังใหญ่ สองข้างทางปลูกกุหลาบดอกโต อากาศบ้านทุ่งโปร่ง สดชื่น เราตกหลุมรัก Buscot Station เข้าอย่างจังอีกแล้ว ไม่พักไม่ได้...ที่นี่ เราได้ห้องพักที่ดีที่สุด เป็นห้องชั้นบน มีห้องน้ำติดห้องนอน แม้ไม่ใช่ห้องน้ำส่วนตัวแต่เราได้ครอบครองห้องน้ำนั้นแต่ผู้เดียว เนื่องจากคืนนั้นไม่มีแขกรายอื่นพักที่ชั้นบน คงมีเพียงหนุ่มสาวหลากหลายชาติที่พักอยู่ที่ที่พักแบบ Dormitory ที่อยู่แยกไปอีกหลัง ห้องพักของเราสวยงามราวห้องเจ้าหญิง ในตอนเช้าเราถูกปลุกด้วยเสียงร้องของเหล่าสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม ทั้งเสียงเป็ด เสียงวัว เสียงแกะ รวมทั้งนกนานาชนิดให้เราต้องรีบสละที่นอนอันอบอุ่นลงไปเก็บภาพยามเช้าของบ้านทุ่งแห่งนี้

Sunrise Backpacker ที่เมือง Kaikoura สำหรับที่นี่ไม่ได้ประทับใจในที่พัก แต่เผอิญเจ้าของมีแมวขนเฟอร์น่ารักสองตัว คือเจ้าเท้าดำ และเจ้าขาวดำ จึงมีความประทับใจ

ที่พักแบบ Holiday Parksเรามีโอกาสพักครั้งเดียวที่ Duvauchelle Holiday Parkเมือง Akarua ใกล้ Christchurchที่นี่มีที่พักหลายแบบ ทั้งรถ Containers ที่เจ้าของจอดทิ้งไว้ บางหลังรูปร่างแลดูคล้ายเกวียนในหนังเคาบอย และรถ Campervan

ที่พักสำหรับนักเดินทางที่ใช้รถยนต์ มีทั้งแบบ Cabin แบบ Power Site และเต๊นท์ มีห้องน้ำรวมแบบหยอดเหรียญ อาบน้ำครั้งละ 50 เซ็นต์ มีห้องครัวรวม เราเลือกที่พักแบบ Cabin เป็นห้องสี่เหลี่ยม มีหน้าต่างกระจกด้านหน้าสองบาน เปิดไม่ได้ มีเตียงคู่หนึ่งเตียงและเตียงสองชั้นอีกหนึ่งเตียง มีตู้เย็น ฮีทเตอร์ โต๊ะอาหาร กาต้มน้ำ ห้องสุขาและอ่างล้างหน้า แต่ไม่มีเครื่องนอน ต้องเช่าอีกประมาณ 3 หรือ 4 เหรียญ จำไม่ได้ และต้องไปใช้ห้องอาบน้ำแบบหยอดเหรียญที่ห้องน้ำรวม และใช้ครัวรวม ที่นี่เราเห็นดาวเต็มท้องฟ้าในคืนหนาว และเป็นค่ำคืนที่หนาวที่สุด

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า