พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร)

ปูชนียบุคคลผู้มีคุณูปการแก่ประเทศไทย
ห้องสมุดสกุลไทย

พุทธศักราช ๒๕๕๖ เป็นปีที่ ๘๐ ของบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด หรือที่รู้จักกันในวงการธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องดื่มว่า "สิงห์" ซึ่งบริษัทได้จัดงานฉลองยิ่งใหญ่เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ ๓ สิงหาคม ณ อาคารชาเลนเจอร์ ๓ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี แสดงนิทรรศการกำเนิดตำนานแห่งสิงห์ คือ พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ผู้ก่อกำเนิดและบุกเบิกเครื่องดื่มตราสิงห์ โดยได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ให้ก่อตั้งโรงงานผลิตเบียร์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๖

กิจการเจริญเติบโตยั่งยืนมาถึงทายาทรุ่นที่ ๓ และ ๔ ในปัจจุบันมี จำนงค์ ภิรมย์ภักดี เป็นประธานบริษัท และเป็นประธานจัดงาน นำคณะผู้บริหารประกาศความสำเร็จของกิจการและประกาศความพร้อมในการนำธุรกิจให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนและไม่ลืมการร่วมสร้างสรรค์สังคมเป็นการคืนประโยชน์แก่ประชาชนผู้มีอุปการคุณ ในงานมีทายาทของ "ภิรมย์ภักดี" ทั้งหญิงและชายมาร่วมงานอย่างคับคั่ง เช่น จำนงค์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ ปิยะ ภิรมย์ภักดี รองประธาน สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ท่านผู้หญิงเหมือนจิต ภิรมย์ภักดี เป็นต้น

นับได้ว่า พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ผู้บุกเบิกก่อตั้งบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งมีชื่อตามนามของท่าน เป็นปูชนียบุคคล ที่ประวัติศาสตร์ของชาติควรจารึกประวัติและความปรีชาสามารถของท่านไว้

ผู้เขียนได้เคยเขียนประวัติของ พระยาภิรมย์ภักดี เป็นบทความออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายการ สดุดีบุคคลสำคัญ ของคณะกรรมการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติไปครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๓ ในพุทธศักราช ๒๕๕๖ นี้ เพื่อร่วมฉลอง ๘๐ ปีของบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด และเพื่อสดุดีเกียรติคุณของ พระยาภิรมย์ภักดี ซึ่งอนุชนชาวไทยทุกยุคทุกสมัยควรยึดถือเป็นแบบฉบับ จึงขอนำเสนอประวัติและเกียรติคุณของ พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) อีกครั้งหนึ่งในคอลัมน์นี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์สุภาษิตไว้บทหนึ่งว่า

 

ความรู้คู่เปรียบด้วย กำลัง กายแฮ

สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง

ปัญญาประดุจดัง อาวุธ

กุมสติต่างโล่ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม

ซึ่งได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ว่า ผู้ที่ยึดถือคติธรรมดังพระธรรมนิพนธ์นี้ได้ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นอย่างดียิ่ง พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) เป็นผู้หนึ่งที่ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติดังกล่าว และเป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในด้านธุรกิจการค้า ในฐานะเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมการผลิตเบียร์ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ประวัติชีวิตของท่านสมควรได้รับจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมและการค้าของชาติ ควรได้รับการสรรเสริญและยึดถือเป็นแบบฉบับของผู้มุ่งหวังจะประสบความสำเร็จในชีวิต

พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) เป็นบุตรชายของ พระภิรมย์ภักดี (ชม) และ นางมา เศรษฐบุตร เกิดที่บ้านปากคลองโอ่งอ่างเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๕ ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากบิดาจนอายุ ๑๑ ปี บิดาจึงนำไปฝากเรียนกับพระอาจารย์เนียม วัดบพิตรภิมุข และได้เรียนวิชาวาดเขียนกับหลวงฤทธิ์ที่บ้านแถวสะพานยาว วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส ต่อจากนั้น ได้เรียนภาษาอังกฤษกับ หมอเอส.จี.แมค ฟาแลนด์ ที่โรงเรียนสวนหลวง ในคลองมอญ ธนบุรี ต่อมาโรงเรียนนี้ย้ายไปตั้งที่สุนันทาลัย ปากคลองตลาด

เด็กชายบุญรอดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเรียนได้รวดเร็ว สอบไล่ได้เป็นที่ ๑ ทุกวิชา และเป็นที่ ๑ ของโรงเรียน เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๒ จึงได้รับพระราชทานประกาศนียบัตรพร้อมเงิน ๑๕๐ บาท เป็นรางวัลพิเศษ จากพระหัตถ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร นอกจากเฉลียวฉลาดมากแล้ว เมื่อเยาว์วัย เด็กชายบุญรอดยังชอบเล่นว่าวมาก เป็นการถ่ายทอดอุปนิสัยจากบิดา พระภิรมย์ภักดี (ชม) ซึ่งนิยมการแข่งขันว่าวพนัน เมื่อเติบโตขึ้นยังได้ช่วยบิดาล่อว่าวพนันมีชัยชนะอยู่เสมอ เด็กชายบุญรอด เป็นเด็กที่มีความกล้าหาญอดทน ใฝ่หาความรู้ ชอบเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่ มีความคิดริเริ่ม ซึ่งเป็นคุณแก่ชีวิตในภายภาคหน้า ทำให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรค ประสบความสำเร็จในธุรกิจการค้า มั่งคั่งร่ำรวย และวงศ์ตระกูลมีชื่อเสียงเป็นที่นับถือยั่งยืนตลอดมาตราบเท่าถึงปัจจุบัน

ในอดีตเมื่อแปดสิบกว่าปีมาแล้ว คนไทยยังมีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่า "สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง" ดังนั้น อาชีพรับราชการจึงเป็นที่นิยม นายบุญรอดก็เริ่มประกอบอาชีพด้วยการรับราชการเป็นครูที่โรงเรียนสุนันทาลัย และโรงเรียนเลี้ยงเด็กอนาถา ต่อมา นายบุญรอดประสงค์จะเปลี่ยนงานไปเป็นเลขานุการของกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) แต่ฝรั่งซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ปกครองโรงเรียนไม่อนุญาต นายบุญรอดจึงลาออกจากงานราชการครู แล้วเข้าทำงานเป็นเสมียนที่ห้างกิมเซ่งหลี ซึ่งทำกิจการโรงสีไฟ โรงเลื่อยจักร และทำป่าค้าไม้สัก งานครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของชีวิต และเป็นก้าวที่ถูกต้อง ซึ่งนายบุญรอดจะเดินทางเข้าสู่ประตูทองแห่งความสำเร็จด้านการค้าต่อไปในอนาคต

นายบุญรอด เป็นเสมียนที่ห้างกิมเซ่งหลีนานเกือบ ๔ ปี ได้เรียนรู้ สะสมประสบการณ์ในการค้าไม้สัก ไม้ซุง และไม้ที่เลื่อยแล้ว ตลอดจนการติดต่อโต้ตอบ ซื้อขายไม้กับบริษัทฝรั่ง จนถึง พ.ศ.๒๔๔๐ นายอากรเต็ง โสภโณดร นายห้างกิมเซ่งหลี เดินทางไปประเทศจีน นายบุญรอดต้องรับหน้าที่ต่างๆในห้างสูงขึ้น จึงขอเงินเดือนเพิ่ม แต่นายห้างคนใหม่ไม่ตกลง นายบุญรอดจึงลาออก แล้วไปเข้าทำงานกับบริษัทฝรั่งชื่อ ห้างเดนนิมอต แอนด์ซัน ซึ่งเป็นบริษัททำกิจการโรงเลื่อยจักรเช่นกัน โดยได้รับเงินเดือนสูงกว่างานเดิมมาก นายบุญรอดใช้ประสบการณ์ของตนเป็นประโยชน์แก่งานใหม่ จนได้รับเงินเดือนเพิ่มสูงขึ้นถึง ๑๔๐ บาท ในเวลาไม่นานนัก ซึ่งในสมัยนั้นนับว่าเป็นเงินเดือนที่สูงมาก แต่สิ่งที่มีคุณค่าอย่างสูงแก่ชีวิตของนายบุญรอดไม่อาจคิดเป็นเงินได้ ก็คือความเชี่ยวชาญยอดเยี่ยมในการคิดคำนวณหน้าไม้ ซึ่งเป็นหัวใจของการค้าไม้ และการโต้ตอบค้าขายกับต่างประเทศ จนถึงสามารถแต่งตำราเรื่องค้าไม้ออกจำหน่ายเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔

นายบุญรอดทำงานที่ห้างเดนนิมอต แอนด์ซัน จนถึง พ.ศ.๒๔๔๗ จึงลาไปอุปสมบท เมื่อลาสิกขาบทแล้ว ประจวบกับนายอากรเต็ง นายห้างกิมเซ่งหลี กลับจากประเทศจีนได้แนะนำให้นายบุญรอดคิดค้าขายด้วยตนเอง เมื่อนายบุญรอดแจ้งแก่ท่านว่า ตนไม่มีทุนพอที่จะเริ่มกิจการค้า นายอากรเต็งก็มีความกรุณาไว้วางใจให้นายบุญรอดรับไม้จากโรงเลื่อยจักรกิมเซ่งหลีไปขายก่อน และนำเงินค่าไม้มาส่งใช้คืนภายหลัง นายบุญรอดค้าไม้ด้วยความวิริยอุตสาหะและซื่อสัตย์ ไม่นานก็มีกำไรมาก จนสามารถซื้อที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าบ้านของบิดา ปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นราคาถึง ๑๒,๐๐๐ บาท ซึ่งในสมัยนั้นนับว่าเป็นจำนวนเงินสูงมาก และยังมีเงินเพียงพอเดินทางไปหาประสบการณ์ทางการค้าในต่างประเทศด้วย

ครั้นถึง พ.ศ.๒๔๔๘ นายบุญรอดตัดสินใจเดินทางไปพักผ่อนและติดต่อค้าไม้ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในสมัยนั้น การเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบาก ต้องรอนแรมฝ่าคลื่นลมไปทางเรือ จึงต้องนับว่านายบุญรอดเป็นผู้มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และมีความทรหดอดทนมาก การเดินทางครั้งนี้ นายบุญรอดได้แวะพักผ่อนชมบ้านเมืองหาความรู้ด้านการค้าและการสังคมตามเมืองที่ผ่านคือ สิงคโปร์ ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ แม้จะต้องตรากตรำลำบาก แต่นายบุญรอดมีอุปนิสัยชอบใฝ่หาความรู้ ชอบคบหาผู้คน ตลอดจนใช้ภาษาอังกฤษได้ดี การเดินทางจึงเรียบร้อยราบรื่นทุกแห่ง ในเวลาต่อมา นายบุญรอดก็ได้เดินทางไปติดต่อการค้าไกลออกไปในประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ เช่นที่ ชวา และยุโรป

การเดินทางไปยุโรปนั้น มีพ่อค้าเชื้อสายจีนร่วมเดินทางไปด้วยหลายคน ได้ใช้เวลาดูการค้าที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และขากลับผ่านเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และฝรั่งเศส ได้แวะท่องเที่ยวหาความรู้พร้อมกับใช้ชีวิตสนุกสนานไปด้วย ได้รับประสบการณ์ด้านการค้าในต่างประเทศมาก นอกจากนี้ นายบุญรอดยังเล็งผลทางการค้าได้เป็นเลิศ โดยได้ซื้อสินค้าที่เป็นที่นิยมของผู้มีกำลังซื้อสูง เช่น กล้องถ่ายรูป นาฬิกาเรือนทอง สายสร้อย เข็มกลัด รวมทั้งซื้อรถยนต์แบบใหม่นำกลับมา และรับเป็นเอเย่นต์สั่งรถยนต์เข้ามาขาย มีผลกำไรคุ้มค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วย นับว่าเป็นผู้ปราดเปรื่องในเชิงการค้ามาก

แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในด้านการค้าอย่างดีทั้งการค้าไม้ รถยนต์ และสินค้าอื่นๆ แต่นายบุญรอดก็มิได้หยุดนิ่ง เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ ได้ริเริ่มกิจการเดินเรือเมล์บางหลวง โดยร่วมทุนกับบุตรของนายอากรเต็ง ห้างกิมเซ่งหลี นายจ้างซึ่งมีบุญคุณแก่นายบุญรอดมาก โดยนายบุญรอดรับเป็นผู้จัดการ กิจการมีผลกำไรมาก ทั้งนี้เพราะนอกจากจะใช้ประสบการณ์สูงในเชิงการค้าแล้ว นายบุญรอดยังใช้ความรู้ด้านไฟฟ้าและฟิสิกส์ที่เคยเรียนมา คิดริเริ่มปรับปรุงเครื่องเรือยนต์ให้มีกำลังขับเคลื่อนสูง ทำให้เรือแล่นเร็วขึ้น เป็นที่นิยมของผู้โดยสารมาก บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์จึงมอบรางวัลให้ และนำสูตรที่นายบุญรอดคิดค้นได้ไปปรับปรุงสินค้าของตนให้มีคุณภาพสูงขึ้น นับว่านายบุญรอดมีความสามารถปราดเปรื่องมาก และยังมีความคิดริเริ่มด้วย อันเป็นคุณสมบัติของผู้นำที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นอย่างดี

ความสำเร็จในด้านการค้าของนายบุญรอดนั้น นอกจากสืบเนื่องมาจากความวิริยอุตสาหะและความซื่อสัตย์แล้ว คุณสมบัติอีกประการหนึ่งคือ การเป็นผู้มีน้ำใจกว้างขวาง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเมตตากรุณาทั้งแก่ญาติพี่น้องและมิตรสหาย ดังปรากฏว่า เมื่อพระภิรมย์ภักดี บิดาของนายบุญรอดถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ นายบุญรอดได้จัดการศพบิดา และแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่พี่น้อง โดยตนมิได้ขอรับส่วนแบ่ง และยังได้ช่วยเหลือรับซื้อกิจการโรงเลื่อยจักรของพ่อค้าที่ทำการค้าขาดทุน เป็นหนี้ธนาคารจะต้องถูกประกาศขายเลหลังทรัพย์สิน เป็นการช่วยกู้หน้าผู้ที่อยู่ในวงการค้าด้วยกันไว้ และในการติดต่อค้าขายก็จัดเลี้ยงตอบแทนผู้ที่ช่วยเหลือหรือผู้เกี่ยวข้องอย่างยกย่องให้เกียรติ คุณลักษณะเช่นนี้ ทำให้นายบุญรอดมีมิตรสหายรักใคร่นับถือมาก จะประกอบกิจการหรือเดินทางไปติดต่อการค้าที่ใด ก็มีผู้ยินดีช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้ทุกหนทุกแห่ง ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งตลอดมา หรือแม้มีอุปสรรคปัญหาในธุรกิจการค้า เช่น มีผู้คิดแก่งแย่งแข่งขันกิจการเดินเรือเมล์ถึง ๔ ราย รวมทั้งรายที่มีอิทธิพลสูง แต่นายบุญรอดก็สามารถมีชัยชนะผู้แข่งขันทุกราย

คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนายบุญรอดได้แสดงให้ประจักษ์ตลอดมา เช่น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ นายบุญรอดได้จัดเรือเมล์รับส่งผู้โดยสารที่นุ่งขาวห่มขาวไปถวายบังคมและไปถวายพระเพลิงพระบรมศพโดยไม่คิดค่าโดยสาร และเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ นายบุญรอดได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกเสือป่า จนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานยศให้เป็นนายหมวดตรีและนายเรือตรีเสือป่า และต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงภิรมย์ภักดี สืบราชทินนามแทนบิดา ครั้นถึง พ.ศ.๒๔๖๐ ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระภิรมย์ภักดี ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงขึ้นตามลำดับ และภายหลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาภิรมย์ภักดี ซึ่งเป็นเกียรติยศที่สูงยิ่งสำหรับพ่อค้า

ในด้านกิจการกุศล พระยาภิรมย์ภักดีได้มีศรัทธาสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ เช่น สร้างศาลาท่าน้ำให้วัดต่างๆ สร้างโรงเรียนที่วัดจันทาราม คลองบางหลวง ซึ่งได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า โรงเรียนเศรษฐบุตรบำรุง

ผลงานที่สำคัญอย่างยิ่งในด้านการค้าของพระยาภิรมย์ภักดี ก็คือการริเริ่มบุกเบิกอุตสาหกรรมการผลิตเบียร์ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เริ่มตั้งแต่พ.ศ.๒๔๗๑ พระยาภิรมย์ภักดีทราบว่าจะมีการสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าเชื่อมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คาดการณ์ว่าประชาชนจะใช้เรือเมล์น้อยลง จึงคิดริเริ่มหากิจการค้าที่มั่นคงอย่างอื่นมาแทน วันหนึ่งได้มีโอกาสดื่มเบียร์เยอรมันเห็นว่ามีรสดี จึงเกิดความคิดที่จะผลิตเบียร์ขึ้นในประเทศไทย แม้จะทราบว่ากิจการผลิตเบียร์จะมีอุปสรรคและปัญหามาก แต่พระยาภิรมย์ภักดีเป็นผู้มีอุปนิสัยกล้าหาญเด็ดเดี่ยว คิดจะทำสิ่งใดจะต้องมุ่งมั่นจนประสบความสำเร็จ จึงออกเดินทางไปดูกิจการผลิตเบียร์ในประเทศต่างๆ ทั้งในเอเชียและยุโรป โดยเฉพาะในประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเบียร์มีชื่อเสียงของโลก โดยมี นายประจวบ ภิรมย์ภักดี บุตรชาย ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสร่วมเดินทางไปด้วย นายประจวบนี้ ภายหลังพระยาภิรมย์ภักดีได้สั่งให้ไปเรียนวิชาการผลิตเบียร์ที่เมืองมิวนิก และได้ทำงานหาประสบการณ์แล้วกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการบุกเบิกริเริ่มอุตสาหกรรมผลิตเบียร์ในประเทศไทย

พระยาภิรมย์ภักดี ได้ใช้ความวิริยอุตสาหะอย่างสูงมากในการศึกษาดูงานผลิตเบียร์ตามโรงงานในต่างประเทศ แม้จะลำบากตรากตรำเพียงใดก็มิได้ย่อท้อ ทั้งการขออนุญาตตั้งโรงงานผลิตเบียร์ ยังมีอุปสรรคอย่างมากจากกระทรวงการคลัง ต้องใช้เวลาตั้งแต่เริ่มติดต่อประสานงานเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๑ และต้องต่อรองกฎเกณฑ์เปลี่ยนใบอนุญาตหลายครั้ง พระยาภิรมย์ภักดีก็หาทางจนผ่านพ้นอุปสรรคและได้รับใบอนุญาตเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ นำเครื่องจักรเข้าติดตั้งที่โรงงานผลิตเบียร์สำเร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ ทั้งนี้พระยาภิรมย์ภักดีได้จดจำสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงสนับสนุนพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้พระยาภิรมย์ภักดีกู้เงินจากพระคลังข้างที่ไปร่วมลงทุนด้วย

โดยที่อุตสาหกรรมผลิตเบียร์ที่พระยาภิรมย์ภักดีบุกเบิกก่อตั้งประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง มีรายได้เป็นภาษีอากรสำหรับทะนุบำรุงประเทศปีละเป็นจำนวนสูงมาก นับแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน และทำให้มีการจ้างงาน เป็นผลดีแก่เศรษฐกิจของชาติตลอดมา ประวัติศาสตร์ของไทยจึงควรจารึกเกียรติคุณของพระยาภิรมย์ภักดีไว้เป็นแบบฉบับในการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพราะพระยาภิรมย์ภักดีต้องใช้ความมานะพยายามและความทรหดอดทน ตลอดจนใช้ประสบการณ์อย่างสูง ตรวจศึกษาวิชาการผลิตตลอดจนพิจารณาเงื่อนไขในการทำสัญญาซื้อและติดตั้งเครื่องจักร ซึ่งพระยาภิรมย์ภักดีดำเนินการเองอย่างรอบคอบเป็นผลดี โดยไม่ต้องจ้างทนายชาวต่างประเทศ โรงงานผลิตเบียร์แห่งแรกของไทยชื่อ "บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด" จึงถือกำเนิดด้วยทุนจดทะเบียน ๖๐๐,๐๐๐ บาท โรงงานตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แถบบางกระบือ ถนนสามเสน และเบียร์ของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ออกสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗ ในยี่ห้อต่างๆ คือ ตราว่าว ตราพระปรางค์ ตรากุญแจ ตรารถไฟ ตราหมี และตราสิงห์ ปรากฏว่าตราสิงห์ได้รับความนิยมสูงสุด ต่อมาจึงเลิกผลิตตราอื่น ผลิตแต่ตราสิงห์ออกจำหน่ายจนถึงปัจจุบัน และยังครองตลาดของไทยอย่างแน่นแฟ้น เป็นเวลาถึง ๘๐ ปีแล้ว ทั้งยังส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศด้วย

นอกจากความสามารถปราดเปรื่องในด้านธุรกิจการค้าแล้ว พระยาภิรมย์ภักดียังมีความสามารถในด้านอื่นๆอีกหลากหลาย เป็นต้นว่า กีฬากอล์ฟ ดังปรากฏว่าได้รับถ้วยพระราชทาน King's Cup ในการแข่งขันกอล์ฟ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐-๒๔๗๑

พระยาภิรมย์ภักดี มีบุตรดังนี้

๑. นายวิทย์ ภิรมย์ภักดี บุตรบุญธรรม ซึ่งเป็นบุตรของพระประเวศวรขันธ์ (ปลื้ม เศรษฐบุตร) น้องชาย
๒. นายประจวบ ภิรมย์ภักดี มารดาชื่อ นางกิม เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๕
๓. นายจำนงค์ ภิรมย์ภักดี มารดาชื่อ นางลิ้นจี่ เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๑

พระยาภิรมย์ภักดีถึงอนิจกรรมเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ บุตรหลานผู้สืบสกุล "ภิรมย์ภักดี" หลายรุ่น ได้สืบทอดกิจการและผลงานที่พระยาภิรมย์ภักดีได้บุกเบิกวางรากฐานไว้ และประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ได้ขยายกำลังการผลิตเบียร์และขยายการลงทุนไปดำเนินการในอุตสาหกรรมข้างเคียงอีกหลายอย่าง เช่น ผลิตโซดา และน้ำดื่มในตราสิงห์ตลอดมา

กิจการเบียร์ของบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด สามารถครองตลาดส่วนใหญ่ในประเทศไทยไว้ได้อย่างเหนียวแน่น รวมทั้งเป็นที่นิยมในตลาดต่างประเทศ และได้รับรางวัลนานาชาตินำเกียรติมาสู่ประเทศไทยด้วย ผลสำเร็จยิ่งใหญ่นี้ล้วนมีรากฐานมาจากความเปรื่องปราดปรีชาสามารถ และวิริยอุตสาหะของพระยาภิรมย์ภักดี ทั้งในการดำเนินธุรกิจการค้าและการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานให้สามารถสืบทอดกิจการ ประสบความสำเร็จตลอดจนการสร้างนโยบายให้บริษัทดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์แก่สังคมควบคู่ไปด้วย จึงดำรงรักษาเกียรติคุณของตระกูลวงศ์ ภิรมย์ภักดี ไว้ได้อย่างมั่นคงตราบจนทุกวันนี้ ดังปรากฏข่าวงานฉลอง ๘๐ ปี ของบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งมีการจัดนิทรรศการเชิดชูเกียรติ พระยาภิรมย์ภักดี โดยทายาทตระกูลภิรมย์ภักดี ได้จัดขึ้นดังกล่าวแล้วข้างต้น

นับได้ว่า พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) เป็นปูชนียบุคคลที่ควรได้รับการสรรเสริญและยึดถือเป็นแบบฉบับในการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดียิ่ง

บทความนี้ ขอเสนอเพื่อสดุดีเกียรติคุณของ พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ผู้ยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจการค้าด้วยอัจฉริยภาพ ด้วยความมีคุณธรรมและด้วยอุตสาหะวิริยะ เป็นการทดแทนคุณของแผ่นดินตลอดชีวิตของท่าน อนุชนชาวไทยจึงควรยึดถือท่านเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต เพื่อให้ประสบความสำเร็จเป็นคุณแก่ชาติบ้านเมือง

 (ข้อมูล : ๑. สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ-บทความเรื่อง พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ของ คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ ออกอากาศทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์, พ.ศ.๒๕๓๓ ; ๒. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอังคารที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ หน้า ๒๑ ; ๓. http://rishgallery, blogspot.com/2018/08blog-post28htmt ; ๔. http://media-cache-ake.pining.com)