บันทึกรักนักอ่าน

หนังสือคือแสงจันทร์

บันทึกรักนักอ่าน อัลเบร์โต มังเกล เขียน จิระนันท์ พิตรปรีชา แปล

"ถ้อยคำที่ดีสุดที่ถูกนำมาจัดเรียงอย่างดีที่สุด"

มีถ้อยคำอันแสดงตน สวมเสื้อผ้าตกแต่งหน้าตาด้วยลีลาต่างๆมากมายอยู่ในหนังสือแสนวิเศษเล่มนี้ รวมทั้งตัวหนังสือเรียบง่ายเหมือนนักบวชด้วย

บันทึกรักนักอ่าน เขียนโดย อัลเบร์โต มังเกล แปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา นักเขียนซีไรต์ (หนังสือบทกวีเล่ม ใบไม้ที่หายไป)

ครั้งแรกเมื่อหยิบเล่มนี้เพราะสะดุดตาว่าคนเขียนเป็นคนเดียวกันกับเล่ม 'โลกในมือนักอ่าน' จึงมั่นใจว่าต้องพบขุมทรัพย์ แล้วก็ไม่ผิดหวัง สิ่งที่เกิดขึ้นจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ พอจะบอกได้ว่า โลกนี้หนอช่างไพศาลลึกล้ำทั้งที่ตามองเห็นและมองไม่เห็น ความรู้ที่พอมีของฉันนั้น ดังปลายเข็มจิ้มลงในมหาสมุทรหนังสือที่กำลังเคลื่อนที่เท่านั้นเอง ยังมีหนังสือหลากหลายชวนอ่านมากมายบนโลกสีน้ำเงินเข้มขรึม โลกขรุขระแต่ก็มีความโดดเด่นอันน่ารักน่าชัง

อัลเบร์โต มังเกล เขียนบันทึกรักนักอ่านอย่างเลิศรส เขาบันทึกถึงหนังสือเล่มโปรดที่กลับมาอ่านอีกครั้งเดือนละหนึ่งเล่มรวม 12 เล่มในเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่ เดือนมิถุนายน ปี 2002 จนถึงเดือน พฤษภาคม ปี 2003 นอกจากหนักสือเล่มที่เขาหยิบมาอ่านแล้ว เขายังบันทึกความคิดเห็น คำรำพึง หรือหยิบยกถ้อยคำจากหนังสือเล่มอื่น ทั้งเรื่องราวในชีวิตประจำวัน เรื่องแต่หนหลัง เรื่องในสังคม ข่าวสาร อัลเบร์โต มังเกล นำมาเล่าเชื่อมร้อยไว้น่าอ่าน ผู้แปลบอกว่า "ทำให้สติปัญญาเบิกบานแตกฉานกว่าเดิมทั้งความรู้ความคิด"

ศาสตราจารย์นักอ่านท่านนี้ได้เดินผ่านบันไดแก้วแห่งตัวอักษร เขาใช้เวทมนตร์เสกให้ตัวหนังสือส่องประกายแวววาว เขาเป็นนักอ่านที่ลุมลึกและชัดแจ้ง

บันทึกรักนักอ่าน เปรียบดังเรื่องเล่าหมื่นราตรี เพราะถ้อยคำในหนังสือนั้นคือความจริงอันเพลิดเพลิน ในเล่มมีทั้งเรื่องสั้น นิยาย สารคดี เศรษฐกิจ สงคราม การเมือง และประวัติศาสตร์ ที่ถ่ายทอดโดยผู้ที่เป็นยิ่งกว่าคำว่าลึกซึ้ง

ความหลงใหลในการอ่าน รวมถึงหนังสืออันมากมายของอัลเบร์โต มังเกลที่ทำให้เราตาลุกได้นั้น เขาเขียนว่า

"ห้องที่ผมใช้เป็นห้องหนังสือดูใหญ่โตโอ่โถงดี และเมื่อจัดเรียงหนังสือเข้าชั้น มันก็ดูใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ... หลายปีที่ผ่านมาพื้นที่อันจำกัดทำให้ผมต้องเก็บหนังสือส่วนใหญ่เข้ากรุ ผมเคยคิดเล่นๆว่าวันดีคืนดีผมอาจได้ยินเสียงพวกมันตะโกนเรียกผม แล้วตอนนี้ผมก็กำลังยืนอยู่ท่ามกลางกองหนังสือพวกนั้น ท่วมท้นด้วยภาพพจน์และเศษเสี้ยวของข้อความต่างๆในความทรงจำกับชื่อหนังสือและชื่อคน"

"วันเวลาอันยาวนานในสวนหลังบ้านเช่าแบบชนบทที่บัวโนสไอเรส หรือบนหาดที่อุรุกวัย ซึ่งผมนั่งหลบแดดใต้ต้นสน อ่านหนังสือ และลุกมาปั่นจักรยาน สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าก่อนถึงวันเปิดเทอมสุดสยองในเดือนมีนาคม ผมหวนนึกถึงความอิ่มอกอิ่มใจในยามอ่านหนังสือจบแล้วนั่งฝันกลางวันถึงตัวละคร (ที่ถูกใจ) ไปอีกหลายวัน สร้างจินตนาการถึงชีวิตหลังจากนั้นของพวกเขา หรือลองคิดตอนจบแบบต่างๆขึ้นมาเรียบเทียบกัน แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยมีช่วงว่างที่จะผ่อนคลายพักใจได้นานๆเช่นนั้นอีกแล้ว"

การอ่านเป็นมนตราเป็นแน่ หนังสือคืออะไร...ถ้าไม่ใช่ป่าแห่งความอัศจรรย์ มีทั้งดอกไม้หอมหวานและสัตว์ประหลาด ถ้ามองให้ดีๆก็จะเห็นว่าตัวอักษรและหนังสือเล่มวนเวียนอยู่รอบๆตัวเราตั้งแต่ลืมตา เพื่อให้ศึกษาเรียนรู้ เข้าใจและเพลิดเพลิน เราจะละเลยไม่ไยดีต่อความเพลิดเพลินจากการอ่านได้ละหรือ

เป็นที่แน่ชัดว่า อัลเบร์โต มังเกล 'รู้แจ้ง' การอ่าน หนังสือจำนวน 10 เล่มที่เลือกมาเขียนเป็นหนังสือ บันทึกรักนักอ่าน ด้วยถ้อยคำของเขา จึงทำให้เรือหนังสือเล่มนี้เพียบแปล้ แต่มันก็ยังลิ่วลม หนังสือที่เขาหยิบยกมาเขียนถึง เกือบทุกเล่มเพิ่งจะเคยได้ยินชื่อครั้งแรกด้วยซ้ำ

ทว่าหนังสือเล่มที่ไม่เคยเห็นเคยอ่านนั้น กลับเปิดเผยให้เห็นภาพและรสสัมผัสของมัน ทั้งยังทำให้หลงรักหนังสือเล่มนั้นทั้งๆที่ไม่เคยเห็นนี่แหละ เหมือนการหลงใหลนิทานก่อนนอนในวัยเยาว์ หลายเล่มเหล่านั้น เช่น มนตร์โมเรล (The Invention of Morel : ของ Adolfo Bioy Casares) เกาะของ ดร.มอโร (The Island of Dr. Moreau : H.G. Wells) คิม (Kim ของ Rudysrd Kipling) ความสัมพันธ์ที่เลือกได้ (Elective Affinities ของ Goethe) สมุดข้างหมอน (The Pillow-Book ของ Sei Shonagon) ส่วนเล่มที่เคยอ่านเพียงสองเล่ม คือ ดอนกีโฆเต้ แห่งลามันช่า (Don Quixote ของ Miguel de Cervantes) หลิวลู่ลม (The Wind in the Willow ของ Kenneth Grahame) ก็ทำให้เห็นหลายๆสิ่งอีกกองพะเนิน

หนังสือทั้งสิบสองเล่ม ทำให้รู้สึกอัศจรรย์ใจในโลกหนังสือและการอ่านยิ่งขึ้นอีกหลายเท่า

"เพื่อล่อใจผู้อ่านอย่างเราๆ หนังสือบางเล่มจึงต้องเชื่อมโยงประสบการณ์ของเราเข้ากับเรื่องที่แต่งขึ้น-ระหว่างจินตนาการสองด้าน คือด้านที่เป็นของผู้อ่านและด้านที่ปรากฏบนหน้ากระดาษ-ให้เป็นเหตุบังเอิญที่สอดคล้องต้องกันจนได้"

"คำกล่าวแบบกำปั้นทุบดิน พูดอีกก็ถูกอีก ยังได้ผลเสมอ : ความรุนแรงเป็นบ่อเกิดแห่งความรุนแรง อำนาจทั้งปวงคือการกดขี่ ความคลั่งไคล้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งคือศัตรูของเหตุผล โฆษณาชวนเชื่อก็คือโฆษณาชวนเชื่อวันยังค่ำ แม้จะอ้างว่ามาช่วยขจัดปัดเป่าความอยุติธรรม สงครามเป็นสิ่งดีงามเฉพาะในสายตาของผู้ชนะ ผู้เชื่อมั่นว่าพระเจ้าสถิตย์อยู่กับกองทัพของตน นี่อาจเป็นสาเหตุให้เราอ่านหนังสือ และใช้หนังสือเป็นที่พึ่งในช่วงที่มืดแปดด้าน เพื่อค้นหาวาทะถ้อยคำมาสะท้อนสิ่งที่เรารู้อยู่แก่ใจ"

"มาร์เกอร์ริต ยูคซีนาร์ : บ้านเกิดที่แท้จริงของเราคือที่ที่เราได้ทอดสายตาอันปราดเปรื่องลงมองตัวเองเป็นครั้งแรก บ้านเกิดแห่งแรกของฉันคือหนังสือ"

"บางครั้งตัวละครที่ยิ่งใหญ่ในนิยายก็คือคนส่วน น้อยที่เราไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ทั้งคิงเลียร์ จอมบีบบังคับพาพรรคพวกเป็นร้อยไประรานที่บ้านลูกสาวของตน ดันเต้ ผู้อาภัพรักเฝ้าหมกมุ่นครุ่นคิดถึงหญิงสาวที่เขาเคยพบแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ดอนกีโฆเต้ นักฝันผู้รนหาที่เจ็บตัวอยู่เสมอเพราะไม่ยอมกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง

"เหตุใดพวกเขาเหล่านี้จึงทำให้เราต้องหลั่งน้ำตาเหตุใดพวกเขาจึงตามหลอกหลอนเรา และเหตุใดพวกเขาจึงบอกเราในท้ายที่สุดว่า ชีวิตนั้นมีความหมายไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม"

"ชาโตบริยองด์บอกว่า "เราจะใช้ชีวิต ก็ต้องเลือกวิถีชีวิต"

เรื่องราวในหนังสือ ไม่ได้อยู่เฉพาะบนหน้ากระดาษ ตัวหนังสือ ความหมายและรูปภาพช่วยสะท้อนชีวิตจริง เปิดเผยความฝัน ให้ความหวัง ช่วยคิดทั้งปลอบโยนอารมณ์ความรู้สึก ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร จะอยู่ในสถานะใด หนังสือช่วยเราได้เสมอ หากเพียงได้ "อ่าน" เท่านั้นเอง

น่าเศร้าถ้าผูคนจะหลงลืมการอ่าน ภาษาเขียนนั้นลึกซึ้ง ชีวิตมนุษย์ไม่ได้แบนราบ หากมี "ใจ" ภายในคอยกำกับ ภายในซึ่งมีแผนที่คอยชี้นำบงการโลกภายนอก และการอ่านจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจชีวิตขึ้นได้โดยง่าย

ในเล่มชื่อ บันทึกจากหลุมศพ อัตชีวประวัติของ ชาโตบริย็องด์ ขุนนางฝรั่งเศส เขาเคยเป็นเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศภายใต้ราชสำนักบูร์บอง ผ่านชีวิตมาหลายช่วงหลายสมัยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง เขาบันทึกความทรงจำอย่างตั้งใจ รวบรวมเนื้อหาครบหนึ่งศตวรรษ คือตั้งแต่ปี 1768 ที่เขาเกิดจนถึงปี 1841 หรือเจ็ดปีก่อนเสียชีวิต อัลเบร์โต มังเกล พูดถึงหนังสือบันทึกจากหลุมศพว่า

"การอ่านงานของชาโตบริยองด์คือการนั่งมองการตีแผ่สังคมที่เปลี่ยนแปลง ทั้งขนบธรรมเนียม ความคาดหวัง จริยธรรมและระเบียบแบบแผนที่อิงตามความคิดของผู้แต่งเป็นหลัก แต่นี่ก็เข้าใจได้ เขายืนอยู่บนฝั่งที่ห่างไกล(เหมือนในภาพเขียนชิ้นเอกของ Giordet) ทอดสายตาไปยังเครื่องประดับยศขุนนางที่ถูกถอดออกไปจากตัวเขา ผมเองในฐานะผู้อ่านก็ไม่ได้รู้สึกเห็นใจในการสูญเสียครั้งนี้ แต่เมื่อเขารำพึงถึงความสูญเสียในเชิงลึกกว่านั้น ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากวัย ประสบการณ์ และความปรารถนาที่ไม่สมหวัง ผมก็รู้สึกสงสารจับใจ เขาเล่าว่าวัยเด็กของเขาต้อง 'ทนทรมานกับการโหยหาความสุข' ครั้นเมื่ออายุถึงปูนนี้ก็ยังแอบสังเกตเห็น 'แสงเรื่อเรืองยามรุงอรุณของดวงตะวันที่ข้าพเจ้าคงไม่มีโอกาสได้เห็นมันโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า"

บันทึกรักนักอ่าน มิใช่เพียงการแนะนำหนังสือเล่มที่อัลเบร์โต มังเกลโปรดปราน หากในแต่ละเล่มยังสอดแทรกบทวิจารณ์ แสดงความคิดอย่างเฉียบคม ด้วยทัศนคติและความรู้อันหลากหลายของอัลเบร์โต มังเกล ทุกสิ่งที่เขาจัดสรรนำมาปรุงให้กลมกลืนกัน ช่วยยืนยันตอกย้ำว่าถ้อยคำนั้นน่าหลงใหลและทำให้ประหลาดใจได้มากเพียงใด

"ฤดูกาลผ่านมาแล้วผ่านไป ประกาศริ้วรอยแห่งวัยและความตายของเพื่อนฝูง รอยร้าวร่วนของผนังบ้านกับความทรงจำที่เลือนหายไปคือสิ่งที่เราได้คืนมา แต่มันก็เป็นการตอกย้ำ(และยืนยัน) ความแน่นอนของสรรพสิ่ง มันบอกเราว่าเวลาหมุนเป็นวงกลม"

"ชะตากรรมได้ขีดเส้นทางให้บางเรื่องราวโดยไม่ผ่อนปรนอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุผล ศีลธรรม หน้าที่ หรือความดีงามที่เข้ามาขวางทางมัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดูจะเป็นไปตามลิขิตของโชคชะตา ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ชะตากรรมก็ยังทำหน้าที่ของมันต่อไป"

"มีช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆน้อยๆที่เรามักคาดไม่ถึง มันผ่านไปอย่างรวดเร็วและไม่สลักสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นภาพจันทร์เต็มดวงนอกหน้าต่าง รสชาติของแยมแอพริคอต ความอบอุ่นจากการจับมือ รวมทั้งวรรคทองของสตีเวนสันใน Kidnapped ผมจำได้ดีว่าจะต้องลืม..."

"ผมเคยอ่านเจอที่ไหนสักแห่งว่า กษัตริย์เฟรดเดอริกที่สองก็เคยพยายามทดลองอะไรบางอย่างในทำนองเดียวกัน แม้จะไม่ใช่เรื่องแก่นแท้ของความรัก แต่เป็นเรื่องธรรมชาติของภาษา เพื่อค้นหาคำตอบว่า ภาษา"ดั้งเดิม" ของเราคืออะไรแน่ พระองค์ทรงบัญชาให้นำทารกแรกเกิดจำนวนหนึ่งส่งให้แม่นมเป็นผู้เลี้ยงดู โดยห้ามแม่นมเอ่ยถ้อยคำใดกับทารกเหล่านี้เป็นอันขาด ด้วยวิธีนี้พระองค์หวังจะได้ยินคำแรกที่มนุษย์เปล่งเสียงออกมา "ตามธรรมชาติ" โดยไม่ต้องมีใครสอน ผลปรากฏว่าการทดลองครั้งนี้ล้มเหลว เนื่องจากไม่มีทารกคนใดรอดชีวิต นี่แสดงชัดว่าเราต้องการภาษาเพื่อดำรงชีพ พอๆกับที่ต้องการอาหารเลยทีเดียว"

ถ้อยคำทั้งหลายเปิดรอยยิ้ม เนื้อเรื่องในหนังสือบางเล่มทำให้เราร้องไห้ อีกหลายเล่มจูงมือลากจูงให้เดินจมลงไปสู่ทะเลอักษรจนมิดหัว น่าประหลาดที่ในการจมลงใต้ตัวหนังสือไม่ได้ทำให้เราตาย แต่กลับทำให้มีชีวิตใหม่ ฉันนึกถึงเรื่องกลาย (The Metamorphosis) ของคาฟก้า ที่ตัวเอกตื่นเช้ามาแล้วพบว่าตนเองกลายเป็นแมลง การอ่านก็คล้ายเช่นเดียวกันนี้ แต่สนุกกมากว่า เพราะคนอ่านไม่ได้เพียงกลายเป็นแมลง แต่การอ่านจะทำให้กลายเป็นสิ่งอื่นๆอีกมาก และจะทำให้รื่นรมย์กว่า ในภาพฝันที่สามารถทำให้เป็นจริงได้ บันทึกรักนักอ่าน กล่าวถึงเล่ม ดอนกีโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน หนังสือยิ่งใหญ่เล่มหนึ่งของโลก มีหลายสิ่งล้วนน่าจดจำในหนังสือเล่มนี้กับโลกสมมุติที่เซร์บันเตสสร้างขึ้น

"ลีโอเนล ทริลลิง กล่าวว่า นิยายทั้งหลายทั้งปวงคือความหลากหลายของแก่นเรื่องดอกีโฆเต้"

"เชลลิ่งมีข้อสังเกตอันคมคายใน Philosophie der Kunst พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1809 ว่า แนวคิดหลักในดอนกีโฆเต้ คือการดิ้นรนในเชิงอุดมคติเพื่อต่อต้านสภาพความเป็นจริงที่คอยรุมล้อม ในลักษณาการอันแตกต่างหลากหลาย ทีแรกดูเหมือนว่าอัศวินและศักดิ์ศรีของเขาได้ถูกทำลายจนย่อยยับ แต่นั่นเป็นเพียงปรากฏการณ์ภายนอก เพราะสิ่งที่นิยายเล่มนี้สำแดงให้เราได้ประจักษ์ตลอดทั้งเรื่องก็คือ ชัยชนะอันสูงสุดของเกียรติและศักดิ์ศรีนั่นเอง"

"ถ้าให้เลือกบทที่ชอบที่สุดในเล่ม ผมว่าน่าจะเป็นตอน Clavileno ที่ดอนกีโฆเต้และซานโชติดหลงกลถูกปิดตาขี้ม้าไม้ที่อุปโลกน์ขึ้นมาว่าจะพาพวกเขาเหาะไปหาพ่อมดมาลัมบรูโน ซานโชตั้งคำถามว่า ถ้าพวกเขากำลังบินอยู่จริงๆเหตุใดจึงยังได้ยินเสียงผู้คนเบื้องล่าง? ดอนกีโฆเต้ก็บอกปัดไปว่านั่นอาจเป็นเสียงบริกรรมเวทมนตร์คาถาประหลาดๆที่ทำให้เหาะได้"

โอ้...ความฝันหรือความจริงกันแน่ที่คอยร่ายมนตร์ทุกเช้าค่ำ เราทุกคนน่าสงสารไม่ต่างจากอัศวินนักฝันดอนกีโฆเต้ และบันทึกรักนักอ่านยังพิสูจน์ให้ฉันเห็นมากกว่านั้นหลายเท่า สิ่งสำคัญก็คือการอ่านสัมพันธ์กับความคิด ไม่มีใครหลีกพ้นบทบาทที่ต้องแสดง มีบทบาทของถ้อยคำอยู่มากมายในหนังสือเล่มนี้ มีตัวละครมากมายยังโลดแล่นไม่มีวันจบจริงเหมือนในนิยาย เพราะเขาและเธอเหล่านั้นยังจะอยู่ในใจนัก-อ่านและจะมีชีวิตอีกครั้งและอีกครั้งเมื่อถูกนึกถึง

เราอ่านเพื่อจะให้ชีวิตลงตัว และปรารถนาว่า ขอให้วันนี้เป็นอีกวันที่เรียบง่าย และผ่านไปโดยนุ่มนวล