บ้านชินประชา

บ้านเก่านอกกรุง

บ้านหลังนี้ตั้งอยู่บนถนนกระบี่ ในอำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ย่านที่อาคารตั้งอยู่มีห้องแถวสไตล์จีนปนฝรั่งเป็นเอกลักษณ์ของย่าน บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ภูเก็ตมีร่วมกับปีนัง และมะละกา สมัยที่โปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ ผลัดเปลี่ยนกันมามีอิทธิพลอยู่ในบริเวณช่องแคบมะละกา

บ้านหลังนี้ก็อยู่ในสไตล์นั้นเช่นกัน

พระพิทักษ์ชินประชา (ตันปาเสียง) คนภูเก็ต เกิดเมื่อ ๑๘๘๓/๒๔๒๖ เป็นผู้ให้สร้างอาคารหลังนี้ เมื่อปี ๑๙๐๓/๒๔๔๖ นับดูแล้วตอนนั้นผู้สร้างมีอายุเพียง ๒๐ ปีเท่านั้น

พระพิทักษ์ชินประชา เป็นบุตรของหลวงบำรุงจีนประเทศ เกิดที่ฮกเกี้ยน เป็นบู๊เต็กจงกุน [ฝ่ายบู๊จากส่วนกลาง] เดินทางมาเมื่อปี ๑๘๕๔/๒๓๙๗ ประกอบอาชีพทำเหมืองแร่ดีบุกที่ภูเก็ต และค้าขายที่ปีนัง ยี่ห้อเหลียนบี้

เอกสารของบ้านชินประชาให้ข้อมูลด้วยว่า บ้านนี้สร้างแบบชิโน-โปรตุกีส เป็นหลังแรกของภูเก็ต เรียกว่าอังม่อเหลา [บ้านแบบฝรั่ง] เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นของบรรพบุรุษจากเมืองจีน วัสดุสร้างบ้านส่วนใหญ่นำเข้ามาจากยุโรป เช่น กระเบื้องอิตาลี รั้วจากฮอลแลนด์ เป็นต้น โดยมีการค้าทางเรือจากยุโรปผ่านปีนังมาภูเก็ต

คุณจรูญรัตน์ ตัณฑวณิช หนึ่งในทายาทเล่าว่า เปิดชั้นล่างของบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ ชั้นบนยังคงใช้เป็นที่พักอาศัย ปัจจุบันสกุลตัณฑวณิช มีลูกหลานถึงรุ่นที่ ๖ แล้ว รุ่นหลังๆ เรียนหนังสือหรือทำงานในกรุงเทพฯ

บ้านหลังนี้ เดิมมีรั้วสวย และเห็นอาคารเด่นแต่ไกล ตอนนี้เป็นห้องแถวปลูกให้เช่า แต่เปิดทางด้านข้างไว้เป็นทางรถยนต์แล่นเข้าออกได้

ตอนที่ไปชมบ้าน เราต้องเข้าไปในตัวอาคารทางด้านข้าง เพราะด้านหน้าซึ่งเป็นประตูหลักของบ้านมีรั้วกั้นประชิดอยู่ กันพื้นที่บ้านออกจากพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นสนามหน้าบ้าน และกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่

เราจ่ายเงินคนละ ๑๐๐ บาท เป็นค่าเข้าชม

สิ่งแรกที่พบเมื่อก้าวเข้าไปในบ้านก็คือ courtyard กลางบ้าน ช่องนี้เปิดโล่งเห็นท้องฟ้า ทำให้ได้แสงธรรมชาติเข้ามาในบ้าน ประมาณความกว้างของช่องแสงน่าจะเท่ากับความกว้างของห้องแถวหนึ่งห้อง

ห้องนอน ห้องรับแขก และโถงทางเข้ามีเครื่องเรือนสไตล์จีน และเสื้อชุดของสาวบ้าบ๋า ทั้งหมดเตือนให้นึกถึงพิพิธภัณฑ์บ้าบ๋าที่สิงคโปร์ และปีนัง เพียงแต่ว่าพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอื่นเป็นของรัฐ ส่วนในประเทศไทยเอกชนทำกันเอง

เครื่องเรือน เครื่องใช้ วัสดุตกแต่งอาคาร ตลอดจนผ้าลูกไม้ที่ใช้ทำเสื้อสตรี เตือนให้นึกถึงเศรษฐกิจของสมัยนั้น ที่รุ่งเรืองด้วยการค้าทางทะเลระหว่างคาบสมุทรกับพ่อค้ายุโรป

บันไดไม้ที่ทอดตัวสู่ชั้นบน มีลายสลักบนแผงที่ปูปิดหลังบันได เป็นจุดเด่น

ก้าวเข้าไปในโรงครัว ก็เห็นปิ่นโตเถายาวพิเศษตั้งอยู่เด่นสะดุดตาชวนให้เดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ ในโรงครัวที่มีเตาไฟขนาดใหญ่ แบบก่อติดพื้น และเครื่องมือทำครัวขนาดใหญ่ บ่งชี้ว่านี่เป็น "ครอบ-ครัว" จริงๆ คือสมาชิกทั้งหมดในบ้านกินข้าวจากครัวเดียวกัน

บ่อน้ำและพื้นที่ซักล้างอยู่ติดๆกับโรงครัว

บรรยากาศเหล่านี้ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง Little Nonya ที่ช่องไทยพีบีเอส เคยนำมาฉาย เป็นภาพยนต์ที่สนุกและผู้ชมยังได้ความรู้เรื่องการครัว และชีวิตในบ้านเรือนแบบนี้ในสมัยที่วัฒนธรรมบ้าบ๋ายังรุ่งเรือง และเป็นวิถีชีวิตของคนในถิ่นนี้

ในภาษาอังกฤษ หรือคำที่ใช้ในสิงคโปร์และมาเลเซีย เรียกกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมผสมระหว่างจีนกับพื้นถิ่นแถบคาบสมุทร ที่เป็นผู้ชายว่า บ้าบ๋า เรียกผู้หญิงว่า นอนญ่า (Nonya -- ng ออกเสียงเป็น ย ขึ้นจมูก จึงขอแทนด้วย ญ คนไทยสมัยก่อนเรียกนอนญ่าว่า ย่าหยา) แต่คนภูเก็ตสมัยปัจจุบันตกลงกันว่า ไม่ว่าหญิงหรือชาย จะเรียกรวมๆ กันว่า บ้าบ๋า เพื่อความสะดวกในการสื่อสารภาษาไทย แต่ถ้าอ่านภาษาอังกฤษ พบคำว่า Nonya cuisine -- อาหารของนอนญ่า ให้เข้าใจได้เลยว่า เป็นอาหารของพวกบ้าบ๋า นั่นเอง

การชมอาคารสิ้นสุดลงที่บริเวณร้านค้าติดกับตัวบ้าน เครื่องแต่งกายแบบบ้าบ๋า-ญอนญ่า แขวนเรียงรายเต็มราว โสร่งสีสวยๆ วางอยู่ในตู้โชว์พร้อมกับกระดุมเสื้อสามชิ้นชุด (เป็นเข็มกลัดที่ใช้แทนกระดุม) และเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ต่างๆ

ผู้ขายบอกว่า เสื้อผ้ามีทั้งขาย และให้เช่าชุดพร้อมเครื่องประดับครบครัน มีคนมาเช่าเสมอๆ เพื่อสวมออกงาน

สิ่งของและเครื่องแต่งกายสไตล์บ้าบ๋าตอนนี้กำลังมาแรง ร้านค้ารายหนึ่งทำขนมพื้นถิ่นของภูเก็ตใส่บรรจุภัณฑ์กระดาษกล่องทำเป็นรูปตึกแถวแบบชิโน-โปรตุกีส ขายดีแบบเกลี้ยงร้านที่สนามบิน --ไทยก็ซื้อ ฝรั่งก็ซื้อ

การได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์ชินประชากระตุ้นความคิดหลายเรื่อง

เรื่องแรก ขอบคุณที่เจ้าของบ้านเปิดบ้านให้ชม ค่าเข้าชมคนละร้อย คงไม่ทำให้เจ้าของบ้านร่ำรวยได้ แต่ช่วยให้เกิดการบำรุงรักษาให้อาคารสถานที่อยู่ในสภาพดี และทำให้คนทั่วไปได้ชื่นชมบ้านงามๆ ที่หาดูได้ยาก

เรื่องที่สอง ผู้ชมต้องชมบ้านอย่าง "ดูเอาเอง" และพึ่งความรู้จากอดีต เช่น จากภาพยนตร์ จากที่เคยดูพิพิธภัณฑ์ในมาเลเซียและสิงคโปร์ เคยดูบ้านแบบเดียวกันในมะละกา และความรู้จากหนังสือที่เคยอ่าน การนำชมบ้านอย่างเป็นระบบน่าจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมของพื้นที่เพิ่มขึ้น

นึกถึงครั้งที่เดินชมถนนกลางเมืองภูเก็ตกับบ้าบ๋าชาวภูเก็ต อาคารบ้านเรือนดูมีชีวิตชีวามาก เพราะเขาชี้ชวนให้ดูสัญลักษณ์ต่างๆ หรือลักษณะการสร้างอาคารที่โยงกับความเชื่อต่างๆ ของเจ้าของบ้านด้วย ความชื่นชมจึงสูงกว่าเพียงแค่มองเห็นผ่านๆ

นึกย้อนกลับไปถึงครั้งไปเที่ยวปีนังเมื่อประมาณ ๑๕ ปีมาแล้ว ครั้งนั้นได้ไปชมคฤหาสถ์ Cheong Fatt Tze ในเขตจอร์จ ทาวน์ ที่ National Trust ในปีนังได้ซื้อมา และฟื้นสภาพจากคฤหาสถ์ที่ทรุดโทรมมากจนกลับเป็นคฤหาสถ์หลังงาม เริ่มเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว

ผู้นำชมเป็นสตรีวัยกลางคน เธอเล่าเรื่องราวของบ้าน และชี้ชวนให้ชมจุดต่างๆ ที่ผสมผสานความเชื่อไว้กับงานศิลปะ ด้วยความรักในบ้านหลังนั้น ทำนองเดียวกับที่เคยไปชมที่มะละกา เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ

เรื่องที่สาม เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ประโยชน์ใช้สอยของอาคารต้องเปลี่ยนไปด้วย เพื่อให้อาคารยังคงอยู่อย่างอาคารที่มีชีวิต คฤหาสถ์ Cheong Fatt Tze ที่ปินัง ปัจจุบันเปิดเป็นโรงแรมแบบบูติคแล้ว ซึ่งเป็นการเดินตามรอยอาคารเก่าอีกหลายๆ หลังในเขตจอร์จ ทาวน์

ภูเก็ตก็เช่นเดียวกัน ที่ทำการของรัฐแห่งหนึ่งตอนนี้เป็นโรงแรมชิโนเฮ้าส์ อีกแห่งหนึ่งกำลังอยู่ระหว่างบูรณะปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ก็ยังมีอาคารของรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นอีกหลายแห่งที่รอการพัฒนารูปแบบการใช้สอยใหม่ ถ้าทำได้ทั้งหมด กลางเมืองของภูเก็ตน่าจะมีชีวิตชีวาน่าสนใจทีเดียว (แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใช้อาคารทำอะไรด้วย)

เรื่องที่สี่ ประทับใจในความพยายามของเทศบาลเมืองภูเก็ต ที่จะทำให้บริเวณกลางเมืองสวยงามน่าเดิน เช่น ชักชวนให้ห้องแถวริมถนนเปิดพื้นที่อาเขตให้เป็นทางเดินแบบที่เคยเป็นมา และนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน เป็นต้น แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้ได้เห็นอาคารหลายหลังในเขตที่สายไฟฟ้าลงใต้ดินแล้ว กลับสร้างประตูปิดทางเข้าไปเลย และสายโทรศัพท์ก็ยังรุงรังอยู่

การจะพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ น่าดู จำเป็นต้องได้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น ส่วนราชการต่างๆ ผู้อยู่อาศัยในบริเวณนั้น และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้พื้นที่บางเวลา

ด้วยศักยภาพ และพื้นที่ที่มีอยู่ ภูเก็ตน่าจะเป็นที่เลื่องลือเรื่องความงามของเมืองด้วย นอกเหนือจากความงามของชายหาด

โชคดีนะคะ ภูเก็ต