สิงหปุระ นครแห่งการค้า

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

จากตำนานเล่าขานตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เจ้าชายแสง นิลา อุตามา แห่งนครปาเลมบัง เมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย ประเทศอินโดนีเซีย ออกแล่นเรือเพื่อมองหาพื้นที่ตั้งถิ่นฐานเมืองใหม่ ระหว่างทางทรงแวะจอดที่เกาะรีออ ตามคำเชิญของพระราชินีผู้ปกครอง วันหนึ่งเสด็จไปล่าสัตว์ยังเกาะที่อยู่ใกล้ๆนั้นเอง ทรงประทับใจกับหาดทรายขาวสะอาดบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งได้รับคำบอกเล่าต่อมาว่าคนจีนเรียก ปูเลาชุง แปลว่า เกาะปลายคาบสมุทร แต่ชาวมาเลย์เรียก เทมาเสก หมายถึง ทะเล และที่นี่เอง เจ้าชายแสงได้พบสัตว์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นก็คือสิงโต พระองค์เชื่อว่า มันคือสัญลักษณ์แห่งความโชคดี จึงรับสั่งให้สร้างเมืองใหม่ขึ้นบนดินแดนแห่งนี้ และตั้งชื่อว่า สิงหปุระ แปลว่า เมืองแห่งสิงโต

จากนั้นเป็นต้นมา ดินแดนสิงหปุระที่ไม่มีใครรู้จักก็ได้กลายเป็นเมืองท่าการค้าสำคัญ โดยเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าจาก จีน อินเดีย โปรตุเกส และอาหรับ จนถึงศตวรรษที่ 18 เจ้าเมืองที่ปกครองได้ขยายอาณาเข๖ทางการค้าไปจนถึงช่องแคบมะละกา และเกิดไปเข้าตาอังกฤษที่กำลังมองหาเมืองท่าทางการค้า จึงส่ง เซอร์โทมัส สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ นักสำรวจชาวอังกฤษเข้ามาติดต่อ ก่อนทำสนธิสัญญาการค้าร่วมกัน ส่งผลให้เกาะเล็กๆแห่งนี้กลายมาเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่รู้จักกันไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

หากพิจารณาจากพื้นที่เกาะเล็กๆ ที่มีอยู่ราว 700 ตารางกิโลเมตรเศษๆ ประกอบด้วยเกาะสิงคโปร์ และเกาะน้อยใหญ่ใกล้เคียงอีก 63 เกาะ ประชากรราว 5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีนซึ่งอพยพมากับเรือสำเภา รองลงมาคือชาวมลายูซึ่งเป็นชนพื้นเมือง นิยมใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง ภาษามลายู และภาษาทมิฬ สื่อสารซึ่งกันและกัน แต่ภาษาอังกฤษแบบสิงคโปร์ ถูกขนานนามว่า Singlish

สิงคโปร์เป็นประเทศใหม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับอาเซียนด้วยกัน แต่กลับเป็นประเทศที่มีรายได้ประชาชาติสูง เงินเดือนแพงระยับ และจะมีบ้านสักหลังรถสักคัน เต็มไปด้วยเงื่อนไขยุ่งยากมาก เพราะพื้นที่มีจำนวนจำกัด ราคาที่ดินแพง แต่เป็นประเทศที่ถูกจัด มีความโปร่งใส และไร้คอรัปชั่นอยู่ในอันดับต้น๐ ขณะที่ผู้คนกลับไม่นิยมมีลูก จนรัฐบาลต้องออกเป็นนโยบายสร้างแรงจูงใจให้ประชากรหันมาแต่งงานและผลิตทายาท แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ผล

จุดเด่นของสิงคโปร์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมทั้งคนไทย นักช็อปขาใหญ่หลั่งไหลพากันแวะเวียนไปมิได้ขาด เห็นจะอยู่ที่การสร้างจุดขายที่หลากหลาย ทั้งวัฒนธรรมจากชาติพันธุ์ที่แบ่งเป็นย่านต่างๆ เช่น ฮอลแลนด์วิลเลจ อาหรับสตรีท ลิตเติ้ลอินเดีย กัมปงกีลาม และไชน่าทาวน์ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจก็มีให้เลือกมากมาย เกาะเซนโตซา ที่มีตัว Merlion เป็นแลนด์มาร์ค ความสูง 37 เมตร มองเห็นเป็นสง่าในระยะไกล รูปปั้นสิงโตครึ่งปลา หรือเมอร์ไลอ็อนที่เห็นจนชินตานี้ ถูกออกแบบขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี 1964 เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์สำหรับการท่องเที่ยวสิงคโปร์ แต่ในที่สุดกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ จนถึงปัจจุบัน มี เมอร์ไลอ้อน รวม 4 ตัว ตัวใหญ่สุดอยู่บนเกาะเซนโตซา อีกตัวตั้งอยู่ตรงจุดชมวิว Mount Faber และ 2 ตัวสุดท้ายตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำสิงคโปร์ ออกแบบโดย ฟราเซอร์ บรุนเนอร์ และสร้างโดย ลิม นัง เส็ง ศิลปินที่มีชื่อเสียงของสิงคโปร์ในยุคนั้น ตัวใหญ่สุดบนเกาะเซนโตซา สามารถปล่อยแสงเลเซอร์ในยามราตรีได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีโรงละครเอสพลานาด ศูนย์กลางการแสดงศิลปวัฒนธรรม สามารถรองรับการจัดแสดงละครและคอนเสิร์ตระดับโลก จุคนได้ถึง 2,000 ที่นั่ง และสวนสัตว์สิงคโปร์ สวนนกจูร่ง ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ และยูนิเวอร์แซลสตูดิโอสิงคโปร์ ซึ่งเปิดเป็นแห่งที่ 2 ของเอเชียต่อจากเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น รวบรวมเครื่องเล่น24ชนิด ภายใน 7 โซน

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยพูดถึงสิงคโปร์ว่า เป็นประเทศที่มีต้นทุนทางทรัพยากรน้อย แต่สามารถสร้างความร่ำรวยด้วยสมองอันชาญฉลาด จึงไม่น่าแปลกใจว่า ไปสิงคโปร์ประเทศเดียว เท่ากับพบเห็นหลายสิ่งที่ทั่วโลกมี

หลังจากที่อังกฤษเข้ายึดครองเกาะสิงคโปร์ เซอร์สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้พื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำสิงคโปร์ เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวจีนฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว กวางตุ้ง และไหหลำที่อพยพมาจากจีนตอนใต้ ต่อมารู้จักกันในนาม ไชน่าทาวน์ กลายเป็นจุดขายด้านท่องเที่ยวตั้งแต่ ค.ศ.1989 โดยมีรัฐบาลเข้ามาดูแลบ้านเรือน และพยายามอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่าแก่อันทรงคุณค่า ย่านไชน่าทาวน์เป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรมและศาสนสถานทุกศาสนา ของกินของใช้ แหล่งช็อป และเป็นที่ขอพรจากเทพเจ้า คงโมเดลเดียวกับไชน่าทาวน์-เยาวราชของไทย

สิงคโปร์ อาจมีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นมากในด้านความเป็นผู้นำแหล่งช็อปปิ้งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว แต่จะมองข้ามความพยายามในการหันมาใส่ใจธรรมชาติของสิงคโปร์ไม่ได้เลย ใครจะเชื่อว่าเกาะเล็กๆแห่งนี้ จะเป็นที่ตั้งของ Bukit Timah Nature Reserve หรือป่าฝนขนาดใหญ่ ซึ่งมีเพียง 2 เมืองของโลก คือ ริโอ เดอ จาเนโร ของบราซิล และสิงคโปร์เท่านั้น แวดล้อมด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์หลากหลายชนิด เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจชั้นดีของชาวสิงคโปร์

Singapore Zoo มีสัตว์กว่า 315 สายพันธุ์ กว่า 14 โซน เป็นที่รวมของลิงอุรังอุตังฝูงใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมี สิงคโปร์ไนท์ซาฟารี สวนสัตว์กลางคืนแห่งแรกของโลก ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านสถานที่ท่องเที่ยว 7 ครั้ง รวบรวมสัตว์กว่า 132 สายพันธุ์ รวมถึง Jurong Bird Park ซึ่งเป็นสวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวบรวมนกชนิดต่างๆ 8,000 ตัว จาก600 สายพันธุ์ โดยอยู่รวมกันในป่าธรรมชาติจำลองขนาดเกือบ 400,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นโซนต่างๆ แต่ละวันจะมีการแสดงที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เช่น การแสดงของนกล่าเหยื่อ การแสดงของนกแก้วแสนรู้

แต่จุดเด่นซึ่งลวงล่อใจให้ขาช็อปทั่วโลกพากันมาเที่ยวสิงคโปร์ น่าจะอยู่ที่ Tax Free Shopping นี่แหละ สิงคโปร์จึงเป็นเมืองแห่งการค้าที่น่าอิจฉาที่สุดสำหรับชาวอาเซียนด้วยกัน และน่าอิจฉาสำหรับผู้นำทั่วโลก เพราะเงินเดือนนายกรัฐมนตรีประเทศนี้สูงที่สุด