ร่วมสร้างพระมหาเจดีย์ศรีแสงธรรมวิสุทธิมงคล

อิ่มใจได้บุญ
ช่างภาพ: 

"ใจเราถ้าเฝ้าสังเกตดูอยู่โดยสม่ำเสมอกับการประกอบกิจทั้งปวง ย่อมจะมีวันรอบคอบไปด้วยกับงาน ไม่บกพร่องทั้งใจและงาน จนกลายเป็นความเคยชินต่อการระวังรักษา"

"การไปทำบุญปกติย่อมไม่ขาดทุน มีแต่ได้กำไรทางจิตใจโดยถ่ายเดียว"

คำสอนสั้นๆของพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัวที่ศิษย์ทุกคนจดจำและนำไปปฏิบัติจนเกิดความสงบร่มเย็นในจิตใจ ถือเป็นบุญกุศลใหญ่หลวงที่ท่านมีเมตตาชี้นำแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขเพื่อไปสู่หนทางหลุดพ้นให้แก่ศิษย์ ปูชนียสถานบริสุทธิ์งดงามเพื่อทดแทนคุณหลวงตามหาบัวจึงเกิดขึ้นหลายแห่ง ดังเช่นพระมหาเจดีย์ศรีแสงธรรมวิสุทธิมงคล ซึ่งพระอาจารย์โสภา สมโน ประธานสงฆ์วัดแสงธรรมวังเขาเขียว ดำริสร้างเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเป็นอนุสรณ์สถานน้อมรำลึก พระคุณพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่ท่านได้ให้ความเมตตาคณะศิษย์ และได้ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติอย่างล้นพ้นอันประมาณค่าไม่ได้

พระอาจารย์โสภา สมโณ ประธานสงฆ์วัดแสงธรรมวังเขาเขียว อุปสมบทครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2527 ที่จังหวัดสุรินทร์ และได้เดินทางธุดงค์จากจังหวัดสุรินทร์ไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ ใช้ระยะเวลาในการเดินทาง 1 เดือน 25 วัน ภายหลังได้ญัตติซ้ำอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532 โดยมีพระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) เป็นพระอุปัชฌาย์ อีก 6 วันต่อมาจึงเดินทางไปอยู่ศึกษากรรมฐาน ณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เป็นเวลา 10 ปี จึงออกจากวัดป่าบ้านตาด วันที่ 3มีนาคม พ.ศ.2542 แล้วไปอยู่ที่วัดทัพไทย อ.สนม จ.สุรินทร์

พ.ศ.2549 พระอาจารย์โสภา มีอาการอาพาธจึงเดินทางมาจำพรรษาบนเขาสลัดได อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เพราะสถานที่แห่งนี้นอกจากอากาศสัปปายะต่อธาตุขันธ์แล้วยังดีต่อการภาวนา แต่เนื่องจากสถานที่นี้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทำให้ไม่สามารถอยู่ถาวรได้ พระอาจารย์ท่านจึงคิดหาสถานที่ที่ไม่ไกลจากบริเวณนี้มากนักอยู่แทน ประกอบกับท่านเกิดนิมิตฝันว่า แบกบาตรสะพายกลดไปถึงภูเขาสองลูก เมื่อไปยืนหน้าภูเขาก็ปรากฏมีภาษาเขมรขึ้นมาซึ่งแปลเป็นคำภาษาไทยว่า "กระเทือนเลื่อนลั่น" ซึ่งท่านเองก็ไม่ทราบว่านิมิตนี้หมายถึงกระเทือนเลื่อนลั่นทางดีหรือทางไม่ดีอย่างไร วันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2550 พระอาจารย์โสภา ได้มาพบที่ดินบริเวณที่ตั้งวัดในปัจจุบันมองเห็นภูเขาเขียวเหมือนกับที่เคยนิมิตเห็นภูเขาสองลูกมาก่อน จึงคิดทำอาศรมสำหรับพักอาศัยชั่วคราว วันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2550 พระชินวงศาจารย์ เจ้าคณะอำเภอปักธงชัย-วังน้ำเขียว (ธรรมยุต) ออกหนังสือรับรองที่พักสงฆ์ให้

เจ้าของบ้านไร่ปลายตะวันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักสงฆ์บอกถวายไม้ แต่พระอาจารย์โสภา ท่านก็บอกปัดถึงสามครั้ง อยู่มาวันหนึ่งพระอาจารย์โสภาเกิดนิมิตฝันว่าหลวงตามหาบัว นั่งรถมาจอดในบริเวณที่พักสงฆ์แห่งนี้ ท่านจึงให้พระอาจารย์อำนวย สุขวัฑฒโน ไปพิจารณาดูว่าไม้นั้นจะสามารถเกิดประโยชน์แก่สมณะธรรมอย่างใดได้บ้าง พระอาจารย์อำนวยพิจารณาเห็นว่าไม้นั้นสามารถทำเสาได้ 32 ต้น พระอาจารย์โสภาจึงใคร่ครวญเกี่ยวกับนิมิตที่หลวงตามหาบัวนั่งรถมาจอดในบริเวณที่พักสงฆ์แห่งนี้ ดังนั้น ท่านจึงดำริให้นำไม้นั้นมาสร้างศาลาโดยใช้เวลาเพียง 4 เดือน

วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2552 เป็นวันที่ฉลองศาลาเสร็จเพียง 15 วัน และเป็นวันที่หลวงตามหาบัว นั่งรถมาที่พักสงฆ์แห่งนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกับในนิมิต พระอาจารย์โสภาทราบทันทีว่า "กระเทือนเลื่อนลั่น" นั้นหมายความว่าอย่างไร สมดังความตั้งใจที่สร้างวัดนี้เพื่อน้อมถวายองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เพื่อได้มาโปรดเมตตา เพื่อคณะศิษยานุศิษย์ทางภาคตะวันออก และภาคกลางจะได้พบกันครึ่งทาง ซึ่งหลวงตามหาบัวได้เดินทางมาวัดนี้ตั้งแต่ก่อสร้างวัดครั้งแรกถึงครั้งสุดท้าย รวมแล้ว 26 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วัดแสงธรรมวังเขาเขียว ตั้งอยู่หมู่ที่ 19 บ้านบุตะโกเมืองใหม่ ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ถนนหมายเลข 304 (ถนนสายกบินทร์บุรี-นครราชสีมา แยกตรงถนน กม. 66 เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร) วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ประทานนามวัดว่า "วัดแสงธรรมวังเขาเขียว" พร้อมทั้งประทานพรว่า "ขอวัดที่ให้นามแล้วนี้ จงอำนวยประโยชน์เป็นที่พักผ่อน ปฏิบัติธรรม สงบกาย สงบใจ เจริญเป็นอุดมมงคล ให้เกิดความสวัสดีแก่พระภิกษุ สามเณร และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ตลอดจิรกาล" วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554 ประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่องตั้งวัดในพระพุทธศาสนา อาศัยความตามข้อ 4 แห่งกำกับกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2507) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงประกาศตั้งเป็นวัดขึ้นในพระพุทธศาสนามีนามว่า "วัดแสงธรรมวังเขาเขียว" ตั้งแต่บัดนั้น พระอาจารย์โสภา สมโน เป็นประธานสงฆ์วัดแสงธรรมวังเขาเขียว โดยมี พระอาจารย์อำนวย สุขวัฑฒโน เป็นเจ้าอาวาส ในปี 2554 มีพระภิกษุจำพรรษา 15 รูป สามเณร 3 รูป

พื้นที่ของวัด 37 ไร่ แปลงที่ใช้ก่อสร้างวัด 23 ไร่ และแปลงที่ใช้ก่อสร้างพระมหาเจดีย์ศรีแสงธรรมวิสุทธิมงคล 13 ไร่เศษ "ด้วยสำนึกในพระสังฆคุณอันหาที่สุดประมาณมิได้ที่พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เมตตาอบรมสั่งสอนคุณงามความดีทุกสิ่งทุกประการ สอนกรรมฐานทางสู่มรรค ผล นิพพานอย่างแจ่มแจ้ง ทั้งสงเคราะห์โลกด้านต่างๆ และทั้งช่วยชาติไทยให้พ้นจากวิกฤตทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรเราจึงจะตอบแทนพระคุณของท่านได้อย่างถูกต้องเหมาะสมที่สุด" พระอาจารย์โสภา สมโณ คณะศิษย์ และชาวบ้านทั้งหลายจึงปรึกษาร่วมกันแล้วมีความเห็นตรงกันว่าจะสร้างอนุสรณ์ไว้บูชาคุณขององค์หลวงตามหาบัวให้เป็นอนุสติแก่ชาวพุทธสืบไป เมื่อคณะศิษย์มีโอกาสได้รับมอบอัฐิธาตุของหลวงตามหาบัวจากวัดป่าบ้านตาด จึงนำมาประดิษฐานไว้บนศาลาวัดแสงธรรมวังเขาเขียวเป็นการชั่วคราว เพื่อรอการสร้างพระมหาเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิธาตุเป็นการถาวร

วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2553 ตัวแทนผู้ประสานงานของวัดแสงธรรมวังเขาเขียวและคณะศิษย์ได้หารือร่วมกันว่า พื้นที่ ส.ป.ก. 4-10 เลขที่ 3019 เจ้าของสิทธิ์ที่ครอบครองตามกฎหมายคือ ประสิทธิ์ เฉลิมเกียรติ มีพื้นที่ติดกับพื้นที่ของวัดแสงธรรมวังเขาเขียว ประสิทธิ์ เฉลิมเกียรติ ได้พิจารณาว่าถ้าโอนการครอบครองให้ทางวัดฯ ได้ใช้ประโยชน์ในการสร้างพระมหาเจดีย์เพื่อเทิดทูนและบูชาคุณองค์หลวงตาฯ จะเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่หาค่าประมาณมิได้ เพราะจะได้เป็นที่สักการบูชาของคณะศิษย์และชาวพุทธทั่วไป นายประสิทธิ์ เฉลิมเกียรติ และครอบครัวจึงได้แสดงเจตนาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมเพื่อยืนยันการตัดสินใจและให้วัดแสงธรรมวังเขาเขียวเข้าครอบครองทำคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาแทนตนเอง โดยทำบันทึกเป็นเอกสารเพื่อให้วัดแสงธรรมวังเขาเขียวใช้เป็นหลักฐานประกอบคำขอทำเรื่องกับสำนักพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ผ่านมาอีก1ปี ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2554 ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านบุตะโกเมืองใหม่ ตัวแทนผู้ประสานงานของวัด พร้อมทั้งชาวบ้านได้ประชุมหารือการจัดทำประชาคมร่วมกันภายในวัดแสงธรรมวังเขาเขียว โดยข้อสรุปการทำประชาคม ทุกท่านยืนยันเจตนาเดิมที่จะสร้างพระมหาเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์และอัฐิธาตุของหลวงตามหาบัว

ด้วยอานิสงส์ของการสร้างพระมหาเจดีย์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรืออัฐิธาตุของบุคคลที่ควรบูชาเป็นการสร้างมหามงคลให้ตนเองอย่างสูงสุด เมื่อสิ้นชีพย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ย่อมได้ดวงตาเห็นธรรมและบรรลุมรรคผลนิพพานได้ง่าย การมีส่วนร่วมสร้างพระเจดีย์ด้วยการร่วมบริจาคเองก็ดี ด้วยการชักชวนผู้อื่นก็ดี หากทำด้วยความเลื่อมใสศรัทธาย่อมได้รับอานิสงส์มากมาย ดังเรื่องอดีตของพระสุธาปิณฑิยเถระ ผู้ใส่ก้อนปูนขาวเพียง 1 ก้อนลงสู่ในช่องแผ่นอิฐที่มหาชนกำลังก่อสร้างบนเจดีย์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วยจิตใจเลื่อมใสศรัทธายิ่ง ผลบุญนั้นดลบันดาลให้ท่านเกิดเสวยสุขในสวรรค์และโลกมนุษย์ถึง 94 กัปป์ จนถึงสมัยพระสมณโคดม พระพุทธเจ้าองค์นี้ ท่านได้ออกบวชและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เมื่อใดพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธามานมัสการและเวียนเทียนรอบพระเจดีย์ บุญกุศลนี้ย่อมเกิดแก่เจ้าของผู้ร่วมบริจาคทรัพย์และแรงงานที่สร้างพระมหาเจดีย์องค์นี้ ในช่วงวันพฤหัสที่ 28มีนาคม-5 เมษายน 2556 ทางวัดได้เปิดโอกาสให้คณะศิษยานุศิษย์ทุกท่านได้ร่วมทำกิจกรรมปฏิบัติบูชา โดยการขนดินและทรายเข้าฐานพระมหาเจีดีย์ศรีแสงธรรมวิสุทธิมงคล เราสองคนจึงไปร่วมลงแรงขนทรายในครั้งนี้ ด้วยความปีติอิ่มเอิบใจอย่างที่สุด

ท่านใดสนใจร่วมบุญสร้างพระมหาเจดีย์ศรีแสงธรรมวิสุทธิมงคล วันที่ 15 เมษายน ของทุกปีมีผ้าป่าประจำปีโดยคณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ณ วัดแสงธรรมวังเขาเขียว (จนกว่างานสร้างพระมหาเจดีย์ศรีแสงธรรมวิสุทธิมงคลจะแล้วเสร็จ) อนึ่งวันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ 2556 ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพงานกฐินสามัคคี วัดป่าบ้านตาด นำโดยคณะศิษยานุศิษย์วัดแสงธรรมวังเขาเขียวและคณะศิษย์องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ทุกหมู่เหล่า และในวันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2556 เชิญร่วมเป็นเจ้าภาพงานกฐินสามัคคี และร่วมพิธีมหามงคลบรรจุผอบทองคำขึ้นสู่ยอดฉัตรและพิธียกยอดฉัตรพระมหาเจดีย์ศรีแสงธรรมวิสุทธิงมงคล โดยคณะศิษยานุศิษย์ขององค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ณ วัดแสงธรรมวังเขาเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมาค่ะ