นางแก้วคู่ขวัญแผ่นดิน

ราชินีศรีสยาม

วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2475 เมื่อราชสกุลกิติยากร ได้มีโอกาสต้อนรับต้อนรับ หม่อมราชวงศ์หญิง ธิดาคนใหญ่ของ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และ หม่อมหลวงบัว กิติยากร ซึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งของคนในครอบครัว และต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า "สิริกิติ์" อันมีความหมาย "ศรีแห่งกิติยากร" ตราบจนปัจจุบันชาวไทยและนานาประเทศทั่วโลก ต่างประจักษ์โดยทั่วกันว่าตลอดระยะเวลา 80 ปีมานี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงบำเพ็ญพระองค์เพื่อเป็นแบบอย่างของนางแก้วแห่งแผ่นดิน อย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน

ในฐานะคู่พระราชหฤทัยแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับจากวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493 ที่ได้เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรส ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภาระทั้งหลายทั้งปวงไปได้มาก ในฐานะพระราชภรรยาเจ้า ทรงมีพระราชศรัทธาในพระสวามี ทั้งในพระบรมเดชานุภาพและพระบรมราโชวาท มีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2534 ความตอนหนึ่งว่า

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดูแลสั่งสอนมาตลอดว่า สิ่งใดควรทำ ไม่ควรทำบ้าง ทรงสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักการที่จะเป็นพระราชินีของไทย จะต้องวางตนอย่างไร และมีหน้าที่อย่างไร"

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่ ตลอดเวลา ดังพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2530 ที่ว่า

"ข้าพเจ้าโชคดีที่ยังมีโอกาสตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศมานานหลายปี ได้แลเห็นพระวิริยะอุตสาหะ พระราชศรัทธาที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอีกด้วย"

ทรงปฏิบัติตามแนวทางของภรรยาที่พึงมีต่อสามีทั้งตามหลักธรรมการครองเรือนในพระบวรพุทธศาสนา และตามประเพณีไทยที่ว่า หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของกุลสตรีไทย คือการเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงทรงถือสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิตของสตรีที่แต่งงานแล้ว คือการเป็นภรรยาที่ดีของสามี และเป็นมารดาที่ดีของบุตร จึงจะนำความผาสุกมาสู่ครอบครัว แม้จะทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย แต่ก็ยังเอาพระราชหฤทัยใส่ในการปรนนิบัติดูแล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างใกล้ชิดในทุกโอกาส ตั้งแต่การเลือกรายการพระกระยาหาร ทรงปรุงเครื่องเสวยถวาย ทรงตรวจตราดูแลกิจการต่างๆภายในที่ประทับอยู่เป็นนิจ

ประโยคทองขอ งสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่ทรงรับสั่งอันบ่งบอกถึงความรักภักดีที่ทรงมีต่อกันที่พสกนิกรทุกคนจำได้ขึ้นใจก็คือ "พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า..."

เฉกเช่นเดียวกับการทำหน้าที่มารดา ที่ทรงถือว่า การอบรมดูแลพระราชโอรสพระราชธิดาอย่างใกล้ชิดเป็นเรื่องสำคัญ เช่น โปรดให้พระราชโอรส พระราชธิดาทุกพระองค์เสวยพระกษิรธาราของพระองค์เองจนถึงวัยอันพอสมควร ทรงอภิบาลตามหลักการเลี้ยงดูทารกเป็นอย่างดีทุกประการ

ซึ่งทรงดูแบบอย่างจาก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชินีนาถ ที่เคยทรงอภิบาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้หลักการเดียวกันว่า ให้เสวยเป็นเวลา บรรทมเป็นเวลา เล่นเป็นเวลา และเสวยอาหารที่มีประโยชน์ ทรงอบรมทุกพระองค์ให้ใช้ชีวิตอย่างมีธรรมะ จริยธรรม มารยาท ประเพณี

และที่สำคัญคือความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน แต่ที่ทรงให้ความพิถีพิถันเป็นพิเศษ เห็นจะได้แก่ การเอาพระราชหฤทัยใส่ในด้านการศึกษา ทรงกวดขันการเรียนของพระราชโอรส และพระราชธิดาด้วยพระองค์เอง และทรงมีบทบาทอย่างมากในการชี้แนะให้แต่ละพระองค์เลือกเรียนในสาขาวิชาแตกต่างกันเพื่อจะได้ทรงนำความรู้นั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากที่สุด

ดังนั้น การที่พระราชโอรส และพระราชธิดาทุกพระองค์มีพระราชจริยาวัตรอันงดงาม และทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม คิดถึงประเทศชาติมากกว่าพระองค์เอง ล้วนแล้วแต่มาจากการอบรมลี้ยงดูอย่างดียิ่งจากสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงเป็นแบบอย่างแห่งพระมารดา

มีพระราชดำรัสถึงการทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2522 ว่า "ชาวต่างประเทศเขาถามว่าอบรมลูกอย่างไร ก็บอกเขาว่าอบรมอย่างพ่อแม่ธรรมดาที่อบรมว่าให้เป็นคนดีเท่านั้นเอง ข้อสำคัญเป็นคนดีให้รู้จักเสียสละ ยิ่งเกิดมาในตำแหน่งลูกของประมุขแล้วยิ่งต้องเสียสละมากขึ้น ต้องทั้งเรียนและทำงานไปด้วย และต้องพยายามทำให้ได้ดี"

ในฐานะพระบรมวงศ์ หรือเจ้านายชั้นสูง ทรงแผ่พระบารมีปกเกล้าอาณาประชาราษฎร์ทุกหมู่เหล่า ไม่เว้นแม้แต่ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชายแดน ที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานกำลังใจ แม้หนทางจะทุรกันดารและเสี่ยงอันตรายเพียงใดก็ไม่ทรงย่อท้อ บางคราวเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานน้ำอาบศพด้วยพระองค์เอง รับสั่งปลอบโยนไต่ถามทุกข์สุขของบิดามารดาและญาติมิตรของผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด พระราชทานพระราชานุเคราะห์จนเต็มพระกำลัง ยังความปลาบปลื้มมาสู่ผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้

สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ ต่างมีความสำนึกที่จะถวายงานสนองพระราชดำริจนสุดชีวิต ทุกคนต่างซาบซึ้งที่ได้เห็นการทรงงานอย่างหนักโดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทรงเป็นเจ้านายที่เอาพระราชหฤทัยใส่บุคคลผู้ใกล้ชิดพระยุคลบาท ผู้ที่ปฎิบัติงานสนองพระราชดำริ หรือทำงานเพื่อผลประโยชน์ชองชาติ งานสังคมสงเคราะห์ งานส่งเสริมด้านการศึกษา ทรงสนพระทัยในขวัญและกำลังใจของทุกคน นอกจากจะทรงจัดให้ทำงานตามความเหมาะสมแก่กำลัง ทรงปลูกฝังให้มีความรู้เพิ่มเติมเพื่อความสุขความเจริญในหน้าที่

พระราชทานเงินค่าจ้าง อาหาร ที่อยู่ที่กินให้เพียงพอเป็นสุขสบาย มีพระราชเสาวนีย์กับข้าราชบริพารด้วยวจีที่อ่อนหวานไพเราะ ทรงยกย่องผลงาน พระราชทานเกียรติและรางวัลตามโอกาส และยามเจ็บไข้ได้รับพระราชทานพระราชานุเคราะห์ โปรดพระราชทานขวัญและกำลังใจ กระทั่ง

ท้ายที่สุดของชีวิต เมื่อบุคคลเหล่านี้หรือบิดามารดาถึงแก่กรรม ยังทรงรับศพไว้ในพระราชานุเคราะห์ และทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพ เพื่อเป็นการพระราชทานเกียรติแก่ผู้ทำประโยชน์ต่อบ้านเมือง

ตลอดระยะเวลาแห่งการครองสิริราชสมบัติของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก โดยมี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นนางแก้วคู่ขวัญบารมี ประเทศไทย จึงผ่านวิกฤติการณ์และก้าวข้ามผ่านจุดเปลี่ยนมาแล้วหลายครั้ง ด้วยความจงรักภักดีที่ไม่มีวันเสื่อมคลายไปจากหัวใจของคนไทย ขอทั้งสองพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ประทับเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดไป