สุขภาพดีไม่มีขาย (แต่) เลือกได้ที่ "ม.หัวเฉียวฯ"

ที่นี่..รายการเพื่อคุณภาพชีวิต

คำว่า อโรคยา ปรมาราภา ที่แปลว่า ความไม่มีโรค คือ "ลาภอันประเสริฐ" ดิฉันเชื่อว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ทุกคนปรารถนา ทำให้มีการคิดค้นและเสาะแสวงหา "ยาอายุวัฒนะ" เพื่อหยุดยั้ง หรือยืดระยะเวลาของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ให้นานที่สุด และต้องมีสุขภาพกายที่แข็งแรง และสุขภาพใจที่เป็นสุข

สมัยวัยเยาว์ คุณพ่อ คุณแม่ และครูบาอาจารย์จะพร่ำสอนเรื่องปัจจัย 4 มีการตั้งคำถามตามมาว่า มีอะไรบ้าง? คำตอบที่ถูกต้อง คือ 1. อาหาร 2. เครื่องนุ่งห่ม 3. ที่อยู่อาศัย และ 4. ยารักษาโรค ทั้งๆที่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจนัก แต่ก็สามารถท่องจำได้ขึ้นใจ แล้วยังมีเรื่องของการศึกษา และอื่นๆอีกมากมาย

ที่บริเวณริมถนนสายบางนา-ตราด กม.18 ฝั่งขาออก เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ก่อตั้งขึ้นโดย มูลนิธิปอเต็กตึ้ง และเป็นที่ทราบกันว่าสถานบันการศึกษาแห่งนี้ มีความโดดเด่นด้านภาษาและวัฒนธรรมจีน วิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์แผนจีน ฯลฯ ดิฉันไปร่วมฟังการแถลงข่าว โครงการพื้นที่ส่วนขยายมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเตรียมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (หรือเออีซี) ในปี 2558 และเยี่ยมชมสวนสมุนไพรจีน-ไทย การเรียนการสอนของคณะแพทย์แผนจีน ห้องปฏิบัติการจำลองด้านโรงแรมและการท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานสำหรับนักศึกษา สาขาวิชาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการท่องเที่ยว ที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

คำว่า หัวเฉียว ในภาษาจีนกลาง แปลว่า คนจีนโพ้นทะเล

วีดีทัศน์แนะนำโครงการบอกเล่าถึงเรื่องราว การอพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยของบรรดา คนจีนจากโพ้นทะเล สร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของสยาม และอัญเชิญรูปเคารพของ หลวงปู่ไต้ฮง มาในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก่อตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกงขึ้น เพื่อช่วยเหลือกิจการงานสาธารณสุขพื้นฐานในพระนคร จึงนำมาสู่การเป็นมูลนิธิป่อเต็กตึ้งในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2

ต่อมาได้ก่อตั้ง โรงเรียนผดุงครรภ์อนามัย แล้วยกฐานะเป็น วิทยาลัยพยาบาลหัวเฉียว เมื่อปี พ.ศ.2525 จากนั้นจึงก้าวมาสู่ระดับมหาวิทยาลัยในนาม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ในปี 2535 ภายใต้ปณิธาน "เรียนรู้เพื่อรับใช้สังคม" เสมือนเครื่องฉายภาพของความเป็นมิตรและไมตรีจิต ระหว่างคนไทยกับคนจีนที่พัฒนามาสู่คำกล่าวที่ว่า "คนจีน-คนไทย มิใช่คนอื่นไกล เป็นพี่น้องกัน"

มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามมหาวิทยาลัย จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (11 พฤษภาคม 2535) ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2537 โดยทรงมีกระแสพระราชดำรัสฝากไว้ ตอนหนึ่งว่า "...ขอให้ทำมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้ดี..."

ดร.สมาน โอภาสวงศ์ ประธานมูลนิธิฯ ได้ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน และกล่าวว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจ ร่วมทุนทรัพย์ของชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีน เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ และเป็นปณิธานอันแน่วแน่ในการตอบแทนน้ำใจของคนไทยที่มีความเอื้ออาทรต่อคนจีนโพ้นทะเล ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายจีน เมื่อครั้งเข้ามาตั้งถิ่นฐานพื้นแผ่นดินไทยเป็นเวลานานกว่า 102 ปีมาแล้ว

ภารกิจหลัก 3 ด้านของมูลนิธิฯ ได้แก่ 1. งานสังคมสงเคราะห์ 2. การรักษาพยาบาล และ 2. การศึกษาอันเป็นที่มาของการจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัย และได้รับพระราชทานชื่อว่า มหาวิทยาลัยเฉลิมพระเกียรติ โดยยึดแนวทาง การเรียนรู้เพื่อรับใช้สังคม เป็นสถาบันที่ผลิตบัณฑิตให้ได้คุณภาพและมีคุณธรรม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยฯ เปิดทำการเรียนการสอนมาครบ 20 ปี มี 13 คณะ 31 สาขาวิชา

กอบชัย ซอโสตถิกุล กรรมการมูลนิธิฯ และกรรมการสภามหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (มฉก.) กล่าวว่า เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับมหาวิทยาลัย รองรับทั้งคุณภาพและปริมาณของนักศึกษาที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต มูลนิธิจึงให้การสนับสนุน การจัดสร้างโครงการพื้นที่ส่วนขยายมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ด้วย งบประมาณ 2,000 ล้านบาท (สองพันล้านบาท) บนเนื้อที่ 36 ไร่ รวมพื้นที่ใช้สอย 101,176 ตารางเมตร โดยจะเริ่มก่อสร้างในเดือนมกราคม 2556 และคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมิถุนายน 2557

"โครงการนี้จะช่วยยกระดับสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นต่อไป รวมถึงสามารถรองรับการเปิดประตูสู่ประชาคมอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 เนื่องจากจะสามารถผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อม และสมบูรณ์แบบ เก่ง ดี มีคุณธรรม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต"

ปีการศึกษา 2555 มหาวิทยาลัยมีจำนวนนักศึกษา 10,872 คน มีจำนวนห้องเรียนที่รองรับได้เพียง 7,9000 ที่นั่ง ซึ่งไม่เพียงพอกับปริมาณของนักศึกษาที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 - 15,000 คน

และได้วางแผนจะขยายการรับนักศึกษาในสาขาวิชาทางด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมสงเคราะห์ คณะที่ได้รับความสนใจสูง เช่น สาขาวิชานิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการท่องเที่ยว สาขาวิชาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการท่องเที่ยว สาขาวิชาการแพทย์แผนจีน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขยายพื้นที่ใช้สอย สำหรับรองรับการเติบโตและขยายตัวอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยขนาดกลางที่มีความมั่นคง

โครงการพื้นที่ส่วนขยายมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วย อาคารเรียนและห้องปฏิบัติการ พื้นที่ใช้สอย 28,785 ตารางเมตร ได้แก่ ห้องปฏิบัติการภาษา เป็นห้อง COMPUTER ZONE / READING ZONE / ACTIVITY ZONE ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์สำหรับ SPECIAL PROJECT ห้องปฏิบัติการคณะนิเทศศาสตร์ ห้องปฏิบัติการคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม ศาลจำลองของคณะนิติศาสตร์ และสำนักงานของคณะวิชาและห้องทำงานอาจารย์

ห้องปฏิบัติการจำลองด้านโรงแรมและและการท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน ตามหลักวิชาชีพสำหรับนักศึกษาสาขาวิชาอุตสาหกรรมการบริการเพื่อการท่องเที่ยว พื้นที่ใช้สอย 8,016 ตารางเมตร

อาคารหอพักนักศึกษาและหอพักบุคลากร พื้นที่ใช้สอย 39,622 ตารางเมตร เนื่องจากทำเลที่ตั้งของมหาวิทยาลัยอยู่ในเขตชานเมือง นักศึกษา และบุคลากรไม่สะดวกในการเดินทาง มีความจำเป็นต้องอยู่หอพักเพื่อประหยัดเวลาและมุ่งเน้นการสร้างผลงานด้านวิชาการมากขึ้น ส่งเสริมให้มีบรรยากาศการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยได้อย่างมีความสุข มีกิจกรรมสร้างทักษะชีวิตของการเป็นคนดี และมีประโยชน์ต่อสังคม

ปัจจุบันหอพักนักศึกษารองรับได้เพียง 1,525 คน ไม่เพียงพอต่อความต้องการ สำหรับอาคารหลังใหม่จะรองรับนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยได้อีกประมาณ 3,000 คน

อาคารกีฬา-อเนกประสงค์ พื้นที่ใช้สอย 7,953 ตารางเมตร สำหรับให้นักศึกษาและบุคลากรได้ออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬา มีสนามได้มาตรฐานตามชนิดของกีฬาแต่ละประเภท กิจกรรมของชมรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพ และคุณภาพชีวิตให้เป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์ต่อไป

อาคารที่จอดรถและศูนย์โภชนาการ พื้นที่ใช้สอย 16,800 ตารางเมตร เพื่อรองรับนักศึกษา บุคลากรของมหาวิทยาลัย รักษาสิ่งแวดล้อม และให้เป็นพื้นที่ Car Free Zone

รองศาสตราจารย์ ดร.ประจักษ์ พุ่มวิเศษ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยฯ ได้รับการยอมด้านมาตรฐานการศึกษา สามารถผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านวิชาการที่โดดเด่น ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม จริยธรรม โดยเฉพาะหลักสูตรเฉพาะทาง ที่ได้รับความสนใจในตลาดแรงงานสูงมาก เช่น คณะภาษาและวัฒนธรรมจีน คณะแพทย์แผนจีน และวิทยาศาสตร์สุขภาพอื่นๆ

ปัจจุบันมีหลักสูตรเฉพาะทางด้านจีนศึกษา 10 สาขาวิชา มีความเชี่ยวชาญ และมีความพร้อมมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ได้ลงนามความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนคณาจารย์-นักศึกษา และหลักสูตร ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศจีนมากกว่า 40 สถาบัน ในแต่ละปีจะมีนักศึกษาแลกเปลี่ยนไปศึกษาที่ประเทศจีน ประมาณ 300 คนต่อปี และมีนักศึกษาจากประเทศจีนมาเข้าศึกษาที่ มฉก. ประมาณ 400 คนต่อปี

ด้านการพัฒนาหลักสูตร ผศ.ดร.อุไรพรรณ เจนวาณิชยานนท์ รองอธิการบดี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตร เพื่อรองรับกับตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเกิดการโยกย้ายแรงงานระหว่าง 10 ประเทศสมาชิก เป็นโอกาสที่แรงงานไทยจะสามารถเข้าไปทำงานในต่างประเทศได้ และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านก็จะเดินทางเข้าทำงานในประเทศไทยได้เช่นกัน

"คนไทยจึงต้องเตรียมพร้อมในทุกๆด้าน โดยเฉพาะด้านภาษา เพื่อสร้างโอกาสให้กับตนเองในการแข่งขัน มหาวิทยาลัยมีแผนพัฒนาหลักสูตรใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท มีแผนเปิดทำการเรียนการสอนระดับปริญญาเอกในหลักสูตรศิลปะศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาการสอนภาษาจีนในปีการศึกษา 2556 ด้วย"

จากนั้นท่านรองอธิการบดี พร้อมคณะทำงาน ได้นำไปเยี่ยมชมสวนสมุนไพรจีน และสมุนไพรไทย ซึ่งเป็นสวนแห่งแรกของ คณะการแพทย์แผนจีนที่มีขึ้นในประเทศไทย เป็นการทดลองปลูกไว้จำนวนกว่า 40 ชนิดโดยนักศึกษา เช่น อ้ายเยี่ย (หรือโกฐจุฬาลัมพา LEAF OF ARTEMISIA ARGYI LEVL.ET VANT) มีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาจีน อบอุ่นเส้นลมปราณ ขจัดความเย็น ปรับสมดุลเลือด และห้ามเลือด สามารถนำมาบดให้เป็นผงเพื่อใช้ในการรมยาบนจุดฝังเข็มได้อีกด้วย

สวนสมุนไพรของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีไว้ใช้ประกอบการเรียนการสอนในวิชาเภสัชวิทยาจีน และตำรับยาจีน เป็นข้อมูลในการวิจัยงานด้านสมุนไพรจีนต่อไปในอนาคตด้วยค่ะ

สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยได้ก่อตั้ง คณะการแพทย์แผนจีน ขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2547 โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเซี่ยงไฮ้ สร้างหลักสูตร วิชาการแพทย์แผนจีน การแพทย์แผนปัจจุบัน นักศึกษาต้องเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ต้องเรียนวิชาเภสัชวิทยาจีนซึ่งเกี่ยวข้องกับสมุนไพรจีนให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง สามารถดูแล ป้องกัน และรักษาโรคให้กับผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิผล

จากเหตุผลดังกล่าว โครงการสวนสมุนไพรจีนเพื่อการเรียนรู้ จึงเป็นแนวคิดในการสร้างสวนสมุนไพรในมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรจีนที่มีในประเทศไทย เสริมสร้างความเข้าใจในวิชาเภสัชวิทยาจีนให้นักศึกษาสามารถจำแนกสมุนไพรจีนทั้งแบบสดและแห้ง เลือกใช้สมุนไพรให้เหมาะสมกับผู้ป่วยได้ดี ประยุกต์ใช้เป็นยาป้องกันและรักษาโรคต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา

ผู้ที่สนใจยังสามารถเข้ามาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรจีนในรั้วมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และนำความรู้ที่ได้รับเกี่ยวกับสมุนไพรจีนไปใช้ในการป้องกันโรคให้กับตนเอง หรือนำไปขยายผลสู่ชุมชนของตนเองได้ ทั้งในเบื้องต้นและยั่งยืนสืบต่อไป

สำหรับคลินิกแพทย์แผนจีน ตั้งอยู่บนชั้น 2 อาคารบริการของมหาวิทยาลัย เปิดให้บริการสำหรับบุคคลทั่วไป รักษาด้วยการฝังเข็ม ครอบแก้ว และการนวดทุยนา ปัจจุบันได้รับความนิยมของผู้มาใช้บริการรักษาและบรรเทาอาการอย่างเป็นต่อเนื่อง จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องขยายพื้นที่และจำนวนบุคลากร เพื่อรองรับผู้ที่จะมาใช้บริการที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

การ "เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย" เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องได้พบเจอ และหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่สามารถรักษา หรือถนอมสุขภาพของร่างกายและจิตใจ ให้มีระยะเวลายาวนานออกไปได้ หากเลือกวิธีได้ถูกต้องและเหมาะสม เป็นจริงดั่งคำว่า "สุขภาพดีไม่มีขาย หากอยากได้ต้องทำเอง" คือการเปิดโอกาสให้กับตัวเองค่ะ