หลงเสน่ห์รถโบราณที่ "เจษฎาเทคนิคมิวเซียม"

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ใครมีโอกาสไปร่วมถวายพระพรในช่วงเช้า และเดินชมการประดับไฟตกแต่งอย่างสวยงามบริเวณถนนราชดำเนินในช่วงค่ำ คงได้พบกับกิจกรรม "ไมโครคาร์พาเหรดเฉลิมพระเกียรติฯ 5 ธันวามหาราช" แสดงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ซึ่งมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม โดย เจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย( ททท.) จัดขึ้น อังคณา พุ่มผกา ผู้อำนวยการททท. สำนักงานสมุทรสงคราม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า...ททท. มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งนี้ และถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้แสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการร่วมถวายพระพรชัย

ขบวนไมโครคาร์พาเหรด (Microcar Parade) หรือขบวนรถจิ๋วโบราณประเภทต่างๆ จากทั่วโลกจำนวน 99 คัน ประดับด้วยธงชาติและธงตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ มีวงดุริยางค์บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ และเพลงอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความครึกครื้น และสง่างามสมเป็นวันมหามงคลของแผ่นดิน และมีรถบัสโบราณนานาชาติ จำนวน 12 คัน ประกอบด้วย รถบัส 2 ชั้นจากลอนดอน รถบัสจากกรุงปารีส รถรางจากซานฟรานซิสโก รถบัสอนุบาลจากญี่ปุ่น รถนักเรียนจากสหรัฐฯ รถสองแถวจีปนีย์จากฟิลิปปินส์ รถลิมูซีน 8 ประตูจากสหรัฐฯ รถบัสโบราณขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ของไทย เป็นต้น

ไมโครคาร์ คือรถจิ๋วโบราณ หรือจะเรียกว่า "บับเบิลคาร์" ตามลักษณะรูปทรง หรือรถการ์ตูน ผลิตขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในหลายประเทศของทวีปยุโรป เนื่องจากวัตถุดิบต่างๆ ถูกใช้อย่างหมดเปลืองในระหว่างสงคราม อีกทั้งรถยนต์ขนาดใหญ่ถูกถล่มย่อยยับจากระเบิดเป็นจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นต้องประหยัดทรัพยากร ผู้ผลิตจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม อาทิ เยอรมนี อีตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ เชโกสโลวะเกีย เป็นต้น จึงได้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก ซีซีต่ำ ออกมาขายในตลาด หลังจากเศรษฐกิจยุโรปเริ่มฟื้นตัว ความนิยมในรถพวกนี้ ก็ลดลง และหลังทศวรรษที่ 1970 ก็แทบจะไม่มีการผลิตออกมาอีก โดยนิยามทั่วไปของไมโครคาร์ คือรถที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 500 ซีซี ลูกสูบเดียว มีไม่เกิน 2 ประตู ขับเคลื่อนล้อเดียว มี 2-4 ล้อ แต่ส่วนมากมี 3 ล้อ

หลังจากชมรถจิ๋วโบราณในขบวนจนชื่นใจแล้ว เรายังหลงเสน่ห์รถโบราณจนต้องตามไปยัง "เจษฎาเทคนิคมิวเซียม" ที่ ต.งิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางเทคโนโลยีและเครื่องจักรกล จัดแสดงยานยนต์อันทรงคุณค่าที่สำคัญ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อเป็นการยกระดับ และส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น ทั้งนี้เมื่อวันที่10 กรกฎาคม 2555 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของประธานมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม ได้มีพิธีเปิดสำนักงานของพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการที่ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซอย 2 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ด้วย

"เจษฎาเทคนิคมิวเซียม" (Jesada Technik Museum) จัดตั้งขึ้นด้วยความรักรถและยานพาหนะทุกชนิดของ เจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ ที่มีมาตั้งแต่เป็นเด็ก เมื่อมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ โดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรป สิ่งหนึ่งที่ไม่ลืมก็คือการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ยานยนต์ของแต่ละเมืองที่ไปเยือน จนวันหนึ่งเกิดความคิดที่ว่าเมืองไทยน่าจะมีพิพิธภัณฑ์แบบนี้บ้าง Messerschmitt KR200 ไมโครคาร์สัญชาติเยอรมันที่ประมูลมาได้จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี พ.ศ.2540 เป็นรถโบราณคันแรกที่เข้าสู่การครอบครองของคุณเจษฎา จากนั้นก็เริ่มต้นสะสมมาเรื่อยๆ จน15 ปีผ่านไป ยานยนต์ในคอลเลคชั่นมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นหลายร้อยคัน จึงได้ตัดสินใจเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แบ่งปันให้คนทั่วไปได้เข้าชมในปี 2550และเมื่อมาถึงปี2555ยานพาหนะสะสมเหล่านี้ก็ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเกือบถึงหนึ่งพันคัน และที่น่าทึ่ง คือรถทุกคันออกวิ่งตามท้องถนนได้ นำไปใช้งานได้ตามปกติ แม้บางคันจะมีอายุกว่าร้อยปี แต่เครื่องยนต์รักษาสภาพไว้ดีเยี่ยม พร้อมออกใช้งาน

ด้วยปณิธานการก่อตั้งเจษฎาเทคนิคมิวเซียม ที่ต้องการให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่หวังผลกำไร มุ่งหวังที่จะอนุรักษ์มรดกและประวัติศาสตร์ทางยานพาหนะและเครื่องจักรกลจากทั่วทุกมุมโลก มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา เรียนรู้ เสริมสร้างทักษะ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจแก่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน องค์กรภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป จึงไม่มีการเสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด แต่ถ้าใครต้องการบริจาคเงินสนับสนุนตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคนก็ใส่กล่องได้ไม่ว่ากันค่ะ

มีเรื่องน่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่งที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง คือเยาวชนไทยเกือบจะได้ชมเรือดำน้ำU-194 อายุ 40 ปี เปลี่ยนชื่อมาจากเรือดำน้ำใน Projektu 613 ของกองทัพเรือสหภาพโซเวียตที่ผลิตตามคำสั่ง โจเซฟ สตาลิน เมื่ออาณาจักรหมีขาวล่มสลายลงในต้นทศวรรษ 1990 แล้วละค่ะ เพราะคุณเจษฎาต้องการเติมเต็มความเป็นพิพิธภัณฑ์ยานพาหนะของ Jesada Technik Museum ด้วยการหาเรือดำน้ำมาประจำการ แต่เรือดำน้ำลำนี้ได้ไปอยู่ในมือของนักสะสมชาวฟินแลนด์ นามติโม วัลลิน เขาถอดตอร์ปิโดออก และจัดการดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์เรือดำน้ำ แสดงโชว์และให้คนเข้าชมในทะเลบอลติก ประเทศฟินแลนด์ และสวีเดน เป็นเวลาราว 15 ปี คุณเจษฎาติดต่อขอซื้อจนสำเร็จ และนำไปซ่อมที่อู่ต่อเรือในประเทศโปแลนด์ แล้วติดต่อบริษัทลากเรือเพื่อลาก U-194 กลับประเทศไทย แต่เมื่อเรือลากที่หวังเป็นเพียงเรือล่าปลาวาฬลำเล็กๆ อายุ 80 ปี เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันจึงเกิดขึ้น

วันที่ 22 มกราคม 2550 เรือลาก 2 ลำ ประคองเรือดำน้ำแบบหัว - ท้าย ออกจากอู่ต่อเรือ สู่ปากอ่าวทะเลบอลติก เมื่อเรือมาถึงบริเวณช่องแคบเดนมาร์ก (ระหว่างโคเปนฮาเกนของเดนมาร์ก และมัลโม ของสวีเดน) ค่ำของวันที่ 23 มกราคม เรือดำน้ำได้หายไป เพราะเชือกมะนิลาที่ผูกโยงไว้ได้เข้าไปพันกับใบพัดเรือลากจนขาด ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เรือดำน้ำ U-194 ชนเข้ากับเรือลากอย่างจังเสียงดังโครมใหญ่ กะลาสีชาวอินโดนีเซียจะกระโดดลงทะเลคว้าเชือกที่ติดกับเรือดำน้ำ หลายคนจับตัวไว้ทัน ไม่อย่างนั้นมีหวังเสียทั้งเรือและคน สุดท้ายเรือดำน้ำก็กลับมาตามต้อยเรือลากอีกครั้งด้วยการช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทะเลแถวนั้น

เมื่อใกล้จะถึงเมืองเฮลซิงบอร์ก ของสวีเดน (อีกหนึ่งช่องแคบระหว่างเดนมาร์ก และสวีเดน) ระบบไฮโดรลิกเครื่องหางเสือเสียทั้งระบบ น้ำมันทะลักขึ้นไปกองอยู่บนห้องควบคุมเรือ กัปตันชาวสวีเดนต้องสั่งช่างมาจากสต็อกโฮล์ม ลอยทะเลไม่ยอมเข้าฝั่งเพราะประหยัดค่าระวางจอดเรือและกลัวว่าช่างจะไม่รีบทำงาน เรือลากซ่อมเสร็จแล้ว แม้มีพยากรณ์อากาศว่ามีพายุลมแรงในทะเลเหนือ ควรจะรออีกสี่ห้าวัน แต่กัปตันไม่ฟังเสียง บอกว่าเสียเวลามานานแล้ว ออกเรือไปพร้อมกับอาการหวั่นวิตกกลัวตายของลูกเรือชาวไทยไม่กี่คน การเผชิญคลื่นลมระดับ 5 - 7 เมตรอยู่หลายวัน นอกจากอาเจียนพุ่งไม่หยุดหย่อนแล้ว เช้าตรู่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ เรือดำน้ำก็จมลงสู่ก้นทะเลเหนือ ตอนใต้ของคาบสมุทรจุตแลนด์ ใกล้เมืองเอสแบร์ก ตะวันตกเฉียงใต้ของเดนมาร์ก กัปตันสั่งตัดเชือกทันเวลาก่อนที่เรือดำน้ำจะดึงเรือลากลงไปเป็นเพื่อน เรือดำน้ำ

U-194 จึงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ทางทะเลของ Jesada Technik Museum ที่อยู่นอกราชอาณาจักรไทยนับแต่บัดนั้น น่าเสียดายจริงๆเลยนะคะ

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ถ้า คุณพ่อ คุณแม่ คุณน้า คุณอา มีเวลาว่าง พาลูกๆหลานๆไปชม ความสวยงาม แปลกตา และความน่ารักของรถโบราณที่ "เจษฎาเทคนิคมิวเซียม" และถ้าขับเลยเข้าไปด้านในก็เป็นลานกว้างสำหรับสะสมเครื่องบินโบราณด้วยค่ะ เผื่อว่าการที่ได้พบเห็นเรื่องราวดีๆเหล่านี้ตั้งแต่เด็กๆ อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณหนูคุณน้องสนใจเรื่องยานยนต์ จนอาจกลายเป็นนักวิศวกรรมยานยนต์หรือนักวิศวกรรมอากาศยานที่มีชื่อเสียงของประเทศไทยในอนาคตค่ะ