โครงการ "สื่ออาสา...สืบสานพระราชดำริ" สำนักงาน กปร.

สกู๊ปพิเศษ

 

2...

เช้าวันต่อมา สื่ออาสาฯ เข้าชมโครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ อันเนื่องจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น ด้วยมีเกษตรกรบุกรุกทำลายป่าไม้ เพื่อบุกเบิกเป็นที่ทำกินอย่างไม่รู้เท่าทัน ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะกล้วยไม้พันธุ์รองเท้านารีเหลืองกระบี่ ได้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกันก็มีเกษตรกรอีกกลุ่ม ที่มีอาชีพเก็บพันธุ์พืชจากป่าไปขาย ได้ลักลอบเอาพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่ ออกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก หากไม่ได้ช่วยกันดูแลรักษาและปลูกจิตสำนึก ในเรื่องของการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ ก็อาจมีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ หรือหมดไปจากผืนป่าได้ ดังนั้น โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้เข้ามาอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ในจังหวัดกระบี่ ไม่ให้สูญหายสายพันธุ์ไปจากพื้นที่ป่า และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึก ให้เกิดความรู้สึกหวงแหนทรัพยากรพืช

รองเท้านารีเหลืองกระบี่ เป็นไม้พุ่มกว้างประมาณ 30-40 เซนติเมตร ใบกว้าง 2.5-3 เซนติเมตร ยาว 20-30 เซนติเมตร ใบสีเขียวเป็นมันแตกหน่อง่าย เจริญเติบโตเป็นกอใหญ่ ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาด 6-7 เซนติเมตร ก้านดอกยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร กลีบบนมีริมสีขาว โคนกลีบสีเขียวปนเหลือง และมีจุดปะขนาดใหญ่สีม่วงปนน้ำตาล กลีบในแคบสีเหลืองเป็นมัน ริมกลีบเป็นคลื่นงุ้มมาด้านหน้า มีเส้นสีน้ำตาลกลางกลีบ กระเป๋าสีเหลืองอมเขียวเป็นมันเงา ออกดอกระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน

ลักษณะนิสัยของรองเท้านารีเหลืองกระบี่ ชอบความชื้นสูงและแสงค่อนข้างมาก เมื่อต้นสมบูรณ์จะให้ดอกและแตกหน่อได้ดี ถิ่นอาศัยพบตามภูเขาหินปูน ที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลหรือตามเกาะ ที่มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน โดยขึ้นอยู่สูง 10-100 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตามรอยแยกของหินที่ปกคลุมด้วยมอสส์ มีสภาพแวดล้อมคล้ายกับรองเท้านารีเหลืองตรัง และรองเท้านารีขาวสตูล แต่รองเท้านารีเหลืองกระบี่ จะอยู่ในบริเวณที่ได้รับแสงค่อนข้างมาก บางครั้งพบขึ้นอยู่บนหินกลางแจ้ง สามารถพบในจังหวัดตรัง กระบี่ พังงา สตูล

กล้วยไม้รองเท้านารี หรือ Lady's Slipper นั้น มีให้พบเห็นอยู่ทั่วโลก 4 สกุล จำนวน 125 ชนิด สำหรับประเทศไทยที่ได้ชื่อว่า เป็นแหล่งกล้วยไม้เขตร้อน ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมือง ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย สกุล Paphiopedilum ปัจจุบันที่ค้นพบแล้วมีทั้งหมด 17 ชนิด ได้แก่ รองเท้านารีคางกบคอแดง รองเท้านารีม่วงสงขลาหรือรองเท้านารีคางกบภาคใต้ รองเท้านารีฝาหอย รองเท้านารีคางกบหรือรองเท้านารีไทยแลนด์ รองเท้านารีดอยตุง รองเท้านารีเหลืองปราจีนหรือรองเท้านารีเหลืองกาญจน์หรือรองเท้านารีเหลืองอุดร รองเท้านารีเหลืองกระบี่ รองเท้านารีขาวชุมพร รองเท้านารีเหลืองตรังหรือรองเท้านารีเหลืองพังงา รองเท้านารีเหลืองเลย รองเท้านารีอินซิกเน่ รองเท้านารีขาวสตูล รองเท้านารีเมืองกาญจน์หรือรองเท้านารีเชียงดาว รองเท้านารีปีกแมลงปอหรือรองเท้านารีสุขะกุล รองเท้านารีอินทนนท์ รองเท้านารีช่องอ่างทอง และรองเท้านารีเกาะช้าง

การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารี ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับการเจริญเติบโต ทั้งโรงเรือน เครื่องปลูก แสงแดด ความชื้น อุณหภูมิ หรือภาชนะปลูก อย่างเรื่องเครื่องปลูกของกล้วยไม้ ควรมีส่วนผสมของดิและวัสดุจากดินโปร่ง เช่นดินผสมใบไม้ผุผสมกาบมะพร้าวสับ ส่วนโรงเรือนเลี้ยงกล้วยไม้ ควรมีแสงแดดส่องประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ มุงด้วยพลาสติกใสกันฝนตก แล้วมีวัสดุกันลมให้ผ่าน 30 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นตาข่ายเขียวหรือซาเรนก็ได้ ส่วนวิธีการปลูกกล้วยไม้ เริ่มจากหาเศษกระถางแตกอุดก้นกระถาง ใส่วัสดุรองก้น 2 ใน 3 ส่วนของกระถาง ใส่เครื่องปลูกลงไปพอประมาณ วางกล้วยไม้ให้โคนต้นสูงจากกระถางและเครื่องปลูกเล็กน้อย จะช่วยให้กล้วยไม้แตกหน่อได้ดี เมื่อนำต้นกล้วยไม้ลงบนเครื่องปลูกแล้ว ใส่เครื่องปลูกกลบรากโดยรอบ แล้วโรยหินเกร็ดลงทับ เพื่อป้องกันดินกระเด็นเวลารดน้ำ

ส่วนการดูแลรักษาต้นกล้วยไม้ คือการให้น้ำจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ปกติควรให้น้ำวันละหนึ่งครั้งตอนเช้า แต่ถ้าเครื่องปลูกยังชุ่มอยู่ ควรงดให้น้ำ การให้ปุ๋ยแก่ต้นกล้วยไม้นั้น จะนิยมใส่ปุ๋ยเม็ดละลายช้าสูตรเสมอ เช่น 14-14-14 ผสมวิตามินบี 1 ด้วยก็ได้ ในอัตรา 5 กรัมต่อกระถางทุก 3 เดือน (แล้วแต่ขนาดของกระถาง) หากใกล้ถึงระยะที่ออกดอก ให้ใส่ปุ๋ยที่มีปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง เพื่อกระตุ้นให้เกิดตาดอก หลังจากออกดอกแล้วค่อยใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงแทน เพื่อเป็นการบำรุงต้นให้แตกหน่อใหม่ขึ้นมา

จากนั้นคณะสื่ออาสาได้ชมความสำเร็จของ โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านครองชีพ ตำบลนาปะขอ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โดยเกิดขึ้นจากพระเมตตาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรบ้านหัวป่าเขียว ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2543 ทรงทราบถึงความยากจนของราษฎรจังหวัดพัทลุง จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้หาพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อจัดทำโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ ให้ราษฎรเข้ามาศึกษาหาความรู้ ด้วยการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง แล้วนำกลับไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเอง

ในการนี้มีประชาชนจำนวน 93 ราย ได้ร่วมกันบริจาคที่ดิน รวม 254 ไร่ 3 งาน 12 ตารางวา ให้เป็นพื้นที่สำหรับดำเนินงาน ปัจจุบันมีการขยายผลกิจกรรมจากฟาร์มตัวอย่าง เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาเรียนรู้ การทำการเกษตรที่เหมาะสมและถูกต้อง และนำผลสำเร็จของโครงการ ขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ ตำบลนาปะขอและตำบลท่ามะเดื่อ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งผลิตอาหาร ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ทำให้ราษฎรหวนกลับมาถิ่นฐานเดิม เพื่อประกอบอาชีพในถิ่นฐานของตนเอง

รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ว่าที่ร้อยตรี สมโภชน์ สุวรรณรัตน์ กล่าวว่า จังหวัดพัทลุง เป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้พระราชทานโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ ให้กับประชาชนชาวจังหวัดพัทลุง และจังหวัดใกล้เคียง ให้มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเมื่อครั้งที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรบ้านหัวป่าเขียว ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ทรงได้รับทราบถึงความยากจนของราษฎร จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดหาพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อจัดทำโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ

ดั่งพระราชเสาวนีย์ เมื่อ 11 สิงหาคม 2546 ณ ศาลาดุสิดาลัย "ที่ฉันทำฟาร์มตัวอย่างนี้ เพื่อสอนให้ชาวบ้านสะสมอาหารเพิ่มขึ้น จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน และทำฟาร์มตัวอย่าง และอย่างที่สอง คือต้องการให้ทุกๆคนที่ข้าพเจ้าพบปะ ได้มีอาชีพมีทางทำมาหากิน คือรับเขาเข้ามาแล้วจ่ายเงินให้เขาเป็นลูกจ้างในฟาร์ม เวลาเดียวกันเขาก็เห็นวิธีเลี้ยงเป็ด เลี้ยงแกะ เลี้ยงอะไรทั้งหลายอย่าง ได้เงิน และได้ค่าจ้างทุกวัน ข้าพเจ้าก็บอกว่าเขาต้องการคนงานมากๆ เพื่อให้ชาวบ้านเหล่านี้มีงานทำ"

เกษตรกรชาวนาวัย 60 ปี จินดา มาสุข เล่าถึงประสบการณ์การทำนา พร้อมประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านครองชีพ ว่า "ฉันไม่เคยมีหนี้สินมาก่อนเลยนะ เพราะยึดหลักการเศรษฐกิจพอเพียง คือมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไม่ประมาท ฉันช่วยพ่อแม่ทำนานมาตั้งแต่เล็กๆแล้วละ ตระกูลของฉันทำนามาโดยตลอด สมัยพ่อแม่ทำนาเนื้อที่ 20 ไร่ ฉันมารับผิดชอบเพียงลำพังตอนอายุ 30 ต่อมารุ่นของฉันซื้อที่ทำนาเพิ่มอีก 8 ไร่ แล้วยังได้บริจาคมอบที่ดิน ให้ทำเป็นโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ 2 ไร่

...การทำนาปลูกข้าวไม่ยากหรอก ฉันทำนาปลูกข้าวหัวนา และข้าวสังข์หยดที่เมล็ดเล็กๆ แบ่งพื้นที่ปลูกข้าวไว้อย่างละครึ่ง สามารถปลูกพร้อมๆกันได้เลย ก็เคยคิดจะทำข้าวสังข์หยดอย่างเดียว แต่ต้องนำมากินกันในครอบครัว แล้วด้วยข้าวสังข์หยดเมล็ดมันเล็ก ทำให้ต้องกินเยอะกว่าจะอิ่มท้อง ต่อมาทางโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ให้ส่งครอบครัวละหนึ่งคนเข้าไปเรียนรู้ ก็เลยส่งให้น้องชายเข้าไปแทน แล้วฉันก็เรียนรู้จากน้องชายอีกที

...ทำให้เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ฉันทำนาได้ 2 ครั้ง ทั้งนาปี และนาปลัง เมื่อก่อนปีหนึ่งทำนาได้เพียงครั้งเดียว ทางโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ เค้ามีหลักวิชาการพิถีพิถันมาก อย่างดำนาก็ให้ปลูกเรียงเป็นแถว หรือให้ห่างกันประมาณสักหนึ่งฟุต เมื่อก่อนฉันก็เพียงกะๆเอา คือบางอย่างนำมาใช้กับเราได้นะ บางอย่างต้องนำมาประยุกต์ใช้ ข้าวสังข์หยดเมล็ดมันเล็ก เลยไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ไร่หนึ่งได้ประมาณ 350 กิโล ในราคาสองหมื่นบาทต่อเกวียน ส่วนข้าวหัวนาได้ไร่ละประมาณ 600 กิโล ในราคาหมื่นห้าพันต่อเกวียน

...ข้าวของฉันไม่ใส่ปุ๋ยเคมีเลย ไม่เคยใส่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ไม่เคยใส่แม้แต่นิดเดียว มีเจ้าหน้าที่มาตรวจที่ดินทุกปี...ก็ไม่พบสารพิษ เมื่อก่อนกะจะเลิกปลูกข้าวสังข์หยดแล้วนะ เพราะมีราคาถูกมาก น้ำหนักก็เบา พอสมเด็จพระราชินีมาส่งเสริมให้ปลูก พร้อมเผยแพร่ให้คนรู้จักมากขึ้น ทำให้ข้าวสังข์หยดขายดี มีราคาขายสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากการทำนามีเวลา 2-3 เดือน ฉันจะปลูกผักเป็นรายได้เสริม อย่างปลูกผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ข้าวโพด และพืชผักสวนครัว ก็มีรายได้จากการปลูกผักราวสามพันต่อเดือน แล้วก็มีการเลี้ยงปลาในบ่อครึ่งไร่ ฉันเลี้ยงพวกปลาดุก ปลาสวาย ปลาจาระเม็ด ก็ซื้อพันธุ์ปลามาจากโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ นอกจากทำบ่อเลี้ยงปลาไว้แล้ว ฉันก็ยังเลี้ยงไก่ 20 กว่าตัวไว้กินไข่อีกด้วย

...โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ เป็นที่พึ่งให้ชาวบ้านอย่างมากเลย ทำให้ครอบครัวไม่เดือดร้อน ไม่มีหนี้สิน และยังมีเงินออมอีกด้วย ฉันดีใจจนบอกไม่ถูก ที่สมเด็จพระราชินีสนับสนุน โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ บอกตามตรงชาวบ้านเหมือนได้เกิดใหม่ ยิ่งบางครอบครัวเป็นหนี้เป็นสิน โครงการฟาร์มตัวอย่างฯมาช่วยเหลือได้อย่างดี ฉันคิดว่า จะทำนาไปจนกว่าจะทำไม่ได้ ฉันชอบทำนามาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ฉันรู้สึกภูมิใจมากในการเป็นชาวนา เพราะไม่ว่าคนอาชีพใด จะเป็นผู้ดีหรือคนจน ต้องทานข้าวด้วยกันทั้งนั้น ชีวิตนี้จะทำนาให้ดีที่สุดและทำอย่างสุจริต เพื่อเป็นการตอบแทนสมเด็จพระราชินี ที่มาจุดประกายให้อาชีพทำกิน"

ปิดท้ายคณะสื่ออาสาฯได้เข้าร่วมในพิธีเปิด นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ "80 พรรษา ปวงประชา ร่มเย็น เป็นสุข" ครั้งที่ 5/2555 เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอุทิศพระองค์ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยทุกคน และเพื่อเผยแพร่ขยายผลองค์ความรู้ จากแนวพระราชดำริไปสู่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป จึงมีการจัดนิทรรศการขึ้น ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี องคมนตรี อำพล เสนาณรงค์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี

นิทรรศการ 80 พรรษา ปวงประชา ร่มเย็น เป็นสุข นั้น สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา กองทัพบก สำนักงบประมาณ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ และกรมชลประทาน ร่วมกันจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สุวัฒน์ เทพอารักษ์ ให้สัมภาษณ์ทิ้งท้ายกับสื่ออาสาฯ เกี่ยวกับนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติว่า

"ตลอดระยะเวลาแห่งการทรงงานกว่า 60 ปี ตัวอย่างความสำเร็จของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายได้เกิดขึ้น เพียงแต่รอพี่น้องประชาชนได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้ และนำตัวอย่างความสำเร็จตรงนั้น ไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง ปรับใช้กับภูมิสังคมของตนเอง ซึ่งแนวทางของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ สามารถแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ มีตัวอย่างความสำเร็จมากมาย ที่อยากจะขอเชิญชวนประชาชนชาวไทย และชาวภาคใต้เข้ามาชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ รวมถึงเข้าไปชมในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตและมีองค์ความรู้ พร้อมจะเผยแพร่ไปสู่ประชาชน"