เปิดบ้านกรมศิลปากร-ไหว้พระศักดิ์สิทธิ์ในวังหน้า กรมธนารักษ์ร่วมเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 230 ปี

รายงานพิเศษกรุงรัตนโกสินทร์ 230 ปี

กรุงรัตนโกสินทร์เริ่มมีสถานะเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรีโปรดให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีข้ามมายังฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันออกเพราะสะดวกต่อการสัญจรและขยับขยายเมื่อพ.ศ.2325 ทั้งยังโปรดเกล้าฯให้สร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นเป็นที่ประทับและที่ว่าราชการ โดยมีวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นพระอารามหลวงประจำพระราชวัง บริเวณพื้นที่ด้านทิศเหนือของพระบรมมหาราชวังเรียกกันว่าหน้าพระลานต่อเนื่องกับบริเวณท้องสนามหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างวังขึ้นหลายวังพระราชทานแด่พระเจ้าลูกเธอ และพระเจ้าหลานเธอหลายพระองค์ วังที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าพระลาน 3 วังเรียกว่า วังถนนหน้าพระลาน มีวังท่าพระ (วังหน้าพระลานตะวันตก) วังกลาง และวังตะวันออก วังตะวันตกเป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปะคือมหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนวังกลางและวังตะวันออกคือที่ตั้งของกรมศิลปากรในปัจจุบัน

โครงการพิทักษ์มรดกสยามได้บันทึกไว้ว่า เมื่อครั้งกรุงรัตนโกสินทร์อายุ 150 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 7 ฝรั่งอีกคนหนึ่งเขียนไว้ว่าเวนิสตะวันออกแห่งนี้เจริญไม่แพ้เซี่ยงไฮ้ ไซ่ง่อน และหลายเมืองในยุโรป บ้านเรือนของชาวไทยสมัยก่อน ถ้าไม่อยู่ในเรือนแพก็อยู่ในสวน และอิงอาศัยน้ำตลอดเวลา การสร้างบ้านเรืองทำใต้ถุนสูง พอถึงหน้าน้ำหลาก น้ำก็พัดพาสิ่งสกปรกใต้บ้านไปหมด คนไทยเริ่มขึ้นบกเปลี่ยนจากบ้านใต้ถุนสูงมาอาศัยบนพื้นดินเมื่อแรกมีตึกแถว เริ่มจากตึกแถวย่านท่าช้าง หน้าพระลาน ท่าเตียน

พื้นที่ 5.8 ตารางกิโลเมตรของกรุงรัตนโกสินทร์มีวัดหลวงสำคัญ 30 วัด วัดราษฏร์ 16 วัด มีมัสยิด 3 แห่ง และโบสถ์คริสต์ ที่ดินส่วนใหญ่เป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รองลงมาเป็นวัดหลวง และ กรุงเทพฯ เป็นผู้ดูแลสาธารณูปโภค ทั้งนี้ยังมีแนวคิดในการบูรณาการทุกภาคส่วนของราชการเสนอภูมิทัศน์วัฒนธรรมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพรระยาในฐานะภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์ที่เป็นมรดกโลกซึ่งกรมศิลปากร และกรุงเทพฯดำเนินการเสนอต่อยูเนสโก จัดพื้นที่อนุรักษ์ทั้งผู้คน วิถีชีวิตเป็นพื้นที่ๆมีชีวิตชีวา

ถึงวันนี้เป็นปีที่เฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 230 ปีย่างก้าวสู่ปีที่ 231 กรมธนารักษ์ในยุค นริศ ชัยสูตร เป็นอธิบดีรับเป็นแม่งานร่วมกับกรมศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการจัดงานเปิดบ้านกรมศิลปากร วังหน้า-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ศิลปะศิลป์ พีระศรี รวมถึงการเปิดถนนคนเดินที่ถนนพระอาทิตย์เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย

เมื่อย่างเข้าวังหน้าพระลาน กรมศิลปากร ผ่านประตูรั้วก็จะพบผลงานรูปประติมากรรมสลักหินรูปแม่สิงห์กับลูกสิงห์แสดงถึงความรักความผูกพันที่มีต่อกันระหว่างแม่กับลูกได้เป็นอย่างดี สันนิษฐานว่าผลงานชิ้นนี้นำมาจากเมืองจีนคราวสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อใช้ตกแต่งวังและวัดต่างๆ กรมศิลปากรเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในด้านงานศิลปะการช่างแขนงต่างๆสถาปนาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 6) เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2454 ผ่านมาแล้ว 101 ปี จึงปรากฎรูปของพระวิษณุกรรมประดิษฐานเป็นสง่าอยู่บริเวณหน้าอาคารตึกกรมศิลปากร เป็นรูปปั้นสำริดประทับนั่งอยู่บนแท่นฐานเหนือป้ายชื่อกรมศิลปากร ภายในกรมศิลปากร พระวิษณุกรรมเป็นเทพแห่งศิลปะการช่างมีชื่อเรียกว่า พระวิศวกรรม พระเวสสุกรรมทรงชฏาหัตถ์ขวาถึอผึ่ง และหัตถ์ซ้ายถือดิ่ง พระบาทขวาอยู่ในลักษณะขัดสมาธิ พระบาทซ้ายห้อยลงมาถึงฐานที่ประทับ นายช่างของกรมศิลปากรปั้นจากต้นแบบประติมากรรมฝีพระหัตถ์สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และกรมศิลปากรนำขึ้นประดิษฐานไว้ในสมัยพลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร (พ.ศ.2477-2488)

ศาลเจ้าพ่อหอเชือกหนัง เป็นศาลไม้ทรงไทยตั้งอยู่ริมรั้วด้านในข้างประตูทางเข้ากรมศิลปากร บริเวณภายในมีแผ่นไม้รูปเทพารักษ์ หรือเทวดาถือพระขรรค์ (เจว็ด) ของเก่าเมื่อสมัยแรกตั้งศาล เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปหรือพระครูปะกำซึ่งครูช้างและหมอเฒ่าเคารพบูชาและเป็นที่เก็บเชือกบาศของหมอช้าง ทั้งยังมีศาลพระภูมิตั้งอยู่ในบริเวณนั้นด้วย ทั้งเป็นที่ประกอบพิธีคชกรรมประจำปี พิธีทอดเชือกตามเชือกเพื่อสำรวจตรวจสอบความแข็งแรงมั่นคงของเชือกบาศ บูชาไหว้ครูซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์ที่ฝึกหัดช้างจะต้องเสด็จเข้าร่วมในพิธีทุกพระองค์ แต่ในสมัยรัชกาลที่ 6โปรดให้รื้อหอเชือก และอัญเชิญเทวรูปไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ส่วนเชือกบาศได้นำมาเก็บรักษาที่พระบรมมหาราชวัง ในปัจจุบันศาลเจ้าพ่อหอเชือกเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารกรมศิลปากร

อาคารที่ทำการกรมศิลปากรนั้นแต่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของวังถนนหน้าพระลาน วังกลางต่อจากวังท่าพระ และวังถนนหน้าพระลาน วังตะวันออก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในเรื่องตำนานวังเก่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(รัชกาลที่ 1) โปรดเกล้าฯให้สร้างเป็นที่ประทับของพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอรุโณทัย ทรงได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพประทับจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) จึงพระราชทานวังกลางให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชอนุชา ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงเทพพลภักดิ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ซึ่งประทับอยู่ที่วังหน้าพระลาน วังตะวันออกสิ้นพระชนม์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ เสด็จมาประทับแทน และโปรดเกล้าฯให้วังกลางเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมราชจักรีวงศ์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1-9 เป็นประติมากรรมต้นแบบงานปั้นหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์ ภายในหอประติมากรรมต้นแบบหรือโรงปั้นหล่อเก่า ของกรมศิลปากร โดยงานประติมากรรมลอยตัวทุกชิ้น จะเป็นต้นแบบในการหล่ออนุเสาวรีย์ รวมถึงพระบรมราชานุสาวรีย์ก่อนจะนำไปประดิษฐานในสถานที่ต่างๆ ภายในหอประติมากรรม มีผลงานต้นแบบประติมากรรมลอยตัวหลายชิ้น เช่น พระศรีศากยะทศพลญาณ ซึ่งเป็นต้นแบบหล่อพระประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ และ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ต้นแบบอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น โดยผลงานต้นแบบประติมากรรมทั้งหมดในหอนี้ เป็นผลงานของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้บุกเบิกและวางรากฐานศิลปกรรมร่วมสมัยในงานปั้นหล่อในสมัยรัชกาลที่ 5 จนได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย

นอกจากผลงานสถาปัตยกรรมโบราณภายในหอประติมากรรมแล้ว พื้นที่ที่ตั้งของกรมศิลปากรเดิมเป็นที่ตั้งของวังถนนหน้าพระลาน วังกลาง และวังถนนหน้าประลาน วังตะวันออก สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานวังทั้ง 3 เป็นที่ตั้งโรงงานช่างสิบหมู่ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานให้สร้างเป็นที่ทำการกรมศิลปากรในปัจจุบัน

พระพุทธรูปคันธารราฐ เป็นพระพุทธรูปอำนวยความอุดมสมบูรณ์สร้างขึ้นเป็นพระขอฝนสำรหับใช้ในพระราชพิธีพิรุณศาสตร์และงานพระราชพิธีพืชมงคล เพื่อความเป็นมงคลในการพระราชพิธีอำนวยให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล พื้นดินอุดมพืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างพระพุทธคันธารราฐเป็นพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา เป็นที่กล่าวกันว่าเมื่อปีฉลูเบญจศกอันเป็นปีพระราชสมภพ ต้นปีฝนแล้ง ข้าวในนาเสียหายมากเมื่อทรงประสูติในทันใดนั้นฝนตกมาก ตามชาลาในพระบรมมหาราชวังมีน้ำท่วมถึงเข่า เป็นอัศจรรย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระองค์มีหน้าที่ประกอบพระราชพิธีขอฝนมาแต่ยังทรงพระเยาว์ด้วยทรงเป็นสิริแห่งการขอฝน

พระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดินประจำปี 2556 จะเปิดให้พุทธศาสนิกชนเข้ากราบสักการะตั้งแต่วันที่ 1-31 มกราคมตั้งแต่เวลา 09.00น.-16.00 น. ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ทั้งนี้ได้อัญเชิญพระพุทธรูปมงคลโบราณ 9 พระองค์ที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติซึ่งรวบรวมมาจากภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสำคัญประจำพระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งของไทย ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เป็นประธานและพระพุทธรูปอีก 8 พระองค์ อันเป็นพระปฏิมา ประวัติความเป็นมา เป็นมงคลตามตำนานพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นตามคติอันเป็นมงคล

พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นป็นรูปแทนองค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้กอปรด้วย พระปัญญาธิคุณ (มีคุณด้วยปัญญา) พระวิสุทธิคุณ (มีคุณด้วยจิตวิสุทธิ์) และพระมหากรุณาธิคุณ(มีคุณด้วยความเมตตากรุณาต่อสัตว์โลก) พระพุทธรูปแต่ละองค์ที่สร้างขึ้นจึงอุดมด้วยคุณลักษณะ ความงาม เปี่ยมด้วยสรรพสิริสวัสดิมงคลต่างๆ อันเป็นเครื่องน้อมนำให้พุทธศาสนิกชนยึดมั่นศรัทธาต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธรูปที่สร้างด้วยวัสดุมงคลเพื่อให้ประชาชนได้สักการบูชาอย่างใกล้ชิดมีดังนี้คือ

1. พระพุทธสิหิงค์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้ารัชกาลที่1) ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่เมื่อพ.ศ.2338 มาไว้ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระพุทธสิงหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ลังกาได้สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.700 มีลักษณะใกล้เคียงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากที่สุด พ่อขุนรามคำแหงกษัตริย์สุโขทัยทรงทราบถึงลักษณะที่งดงามของพระพุทธสิหิงค์จึงให้พระยานครศรีธรรมราชแต่งทูตอัญเชิญพระราชสาส์นทูลขอพระพุทธสิหิงค์มาจากพระเจ้ากรุงลังกาได้มาตามพระราชประสงค์ จึงอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่สุโขทัย ได้กราบไหว้บูชากัน เมื่อกรุงสุโขทัยเสื่อมลง พระพุทธสิหิงค์ก็ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปตามหัวเมืองสำคัญๆ เมืองพิษณุโลก กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ความนิยมเคารพนับถือพระพุทธสิหิงค์ยังคงสืบเนื่องต่อมาในสมัยอยุธยา ต่อมานำกลับไปยังเชียงใหม่ เมื่อมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นแล้ว สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ 1 ได้ยกทัพไปเชียงใหม่ และได้นำพระพุทธสิหิงค์กลับมาประดิษฐานที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ทั้งนี้พระโพธิรังสีกล่าวไว้ว่า "พระพุทธสิหิงค์เมื่อประทับอยู่ ณ ที่ใด ย่อมทรงทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองดั่งดวงประทีปชัชวาล เหมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่"

หลวงวิจิตรวาทการ ผู้รวบรวมประวัติตำนานย่อพระพุทธสิหิงค์ตอนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในอานุภาพของพระพุทธสิหิงค์อยู่มาก อย่างน้อยก็สามารถบำบัดทุกข์ร้อนในใจให้เหือดหาย ผู้ใดมีความทุกข์ร้อนในใจท้อถอยหมดมานะด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ข้าพเจ้าขอแนะนำให้มาจุดธูปเทียนบูชาและนั่งนิ่งๆ มองดูพระองค์สัก10นาที ความทุกข์ร้อนในใจจะหายไป ดวงจิตที่เหี่ยวแห้งจะกลับมาสดชื่น หัวใจที่ท้อถอยหมดมานะจะกลับเข้มแข็งมีความมานะพยายาม ดวงจิตที่หวาดกลัวจะกลับกล้าหาญ ดวงจิตที่เกียจคร้านจะกลับขยัน ผู้ที่หมดหวังจะกลับมีหวัง"

2. พระเจ้าห้าพระองค์นาคปรก ในยามปกติเก็บรักษาไว้ที่พระที่นั่งวสันตพิมาน(ชั้นบน) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิในซุ้มเรือนแก้วจำนวน 5 องค์ สลักซ้อนชั้นลดหลั่นบนริ้วของงาช้างที่บิดเป็นเกลียว ปลายบนสุดของงาสลักเป็นเศียรพญานาค ฐานไม้สลักลายปิดทองประดับกระจก งาช้างคือฟันหน้าแถวบนที่งอกออกจากปากช้างและเนื่องจากช้างเป็นสัตว์สิริมงคลที่แสดงถึงโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ คนไทยถือว่างาช้างเป็นสิ่งสูงค่า และมีคุณวิเศษกว่าเขาหรืองาสัตว์อื่น นิยมนำไปสลักเป็นพระพุทธรูปตราประทับประจำตำแหน่ง หรือสิ่งของเครื่องใช้ของบุคคลชั้นสูง บ้างเชื่อว่างาช้างสามารถป้องกันยาเบื่อยาสั่งใช้ตรวจพิสูจน์พิษในอาหารได้

คติการสร้างพระพุทธรูปจำนวน 5 พระองค์ในสมัยรัตนโกสินทร์ หมายถึงพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ในภัทรกัลป์ กัลป์ที่พระพุทธเจ้าอุบัติมากที่สุดถึง 5 พระองค์ ภัทรกัลป์ แปลว่ากัลป์อันเจริญเป็นกัลป์ของยุคปัจจุบัน มีพระพุทธเจ้าถือกำเนิดแล้ว 4 พระองค์ คือพระกกุสันธะ พระโกนาคม พระกัสสปะ และพระโคตมะ ในอนาคตจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นอีกพระองค์คือพระศรีอาริยเมตไตรย

3. พระพุทธรูปหยกรัสเซีย สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงศภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงสั่งให้สร้างเมื่อพ.ศ.2457 เก็บรักษาไว้พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระพุทธรูปหยกรัสเซียสลักจากหยกประเภทเนฟไฟรต์ซึ่งพบอยู่ทางแถบภูเขาซายานในไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย เนื้อหยกสีเขียวเข้ม จำหลักเป็นพระพุทธรูปสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองข้างวางหงายบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางซ้อนอยู่บนพระหัตถ์ซ้าย ประทับขัดสมาธิเพชร

พระพุทธรูปหยกองค์นี้ เดิมพระบาทสมเด็จมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานแบบให้สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงศภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถส่งไปจ้างช่างเจียระไนแก้วมรกต(หยก) ที่ประเทศรัสเซีย โดยให้ มิสเตอร์คาร์ล ฟาแบร์เช่ ช่างทองหลวงแห่งราชสำนักรัสเซียเป็นผู้สร้าง เมื่อทำเสร็จแล้วยังไม่ได้ส่งเข้ามาหยกที่จำหลักพระพุทธรูปนั้นได้หักเสีย สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงศภูวนาถทรงเสียดาย จึงโปรดให้เอาท่อนที่หักนั้นมาจำหลักเป็นพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นแล้วส่งมาถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานแก่พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฏางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมาซึ่งทรงเก็บรักษาไว้ตลอดพระชนมายุของพระองค์ ครั้นเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฏางค์เดชาวุธสิ้นพระชนม์แล้ว พระพุทธรูปหยกองค์นี้ตกไปเป็นของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฏ์และเมื่อจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเสร็จแล้วจึงได้ประทานมาไว้ในพิพิธภัณฑสถานเมื่อพ.ศ.2469

พระพุทธรูปสลักจากรัตนะหรือหินมีค่าหายาก คนไทยเรียกว่า พระแก้ว พระหยกรัสเซียองค์นี้มีสีเขียวเข้ม ดุจสีมรกตเรียกว่าพระแก้วมรกตนับถือว่ารัตนะเป็นของประเสริฐหาได้ยาก นิยมนำมาสลักเป็นพระปฏิมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งถือเป็นเอกอัครรัตนะ ประเสริฐยิ่งกว่ารัตนะทั้งปวงบูชาเพื่อความดี ความงาม ความประเสริฐ และความมีโภคทรัพย์ ตามความหมายแห่งรัตนะ

4. พระไภษัชยคุรุ ซื้อมาจากหม่อมเจ้าปิยะภักดีนาถ สุประดิษฐ์ ทั้งนี้พระไภษัชยคุรุเป็นหนึ่งในพระพุทธเจ้าตามความเชื่อในศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน นิกายวัชรยาน หรือ พุทธตันตระ ซึ่งมีผู้นิยมนับถือกันมากที่สุดองค์หนี่งในประเทศจีนและทิเบต นับถือกันว่าทรงเป็นพระพุทธเจ้าแพทย์ เนื่องจากเมื่อพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงตั้งปณิธานว่า เมื่อพระองค์ทรงบรรลุพระโพธิญาณแล้ว เหล่าสัตว์ที่ทนทุกข์ทรมานด้วยโรคภัยใดๆหากได้ยินพระนามของพระองค์ จะพ้นจากโรคภัยทั้งหลาย มีร่างกายสมบูรณ์ประกอบด้วยสติปัญญา มีทรัพย์มหาศาล และจะบรรลุโพธิญาณในที่สุด เชื่อกันผู้เจ็บป่วยด้วยโรคทางกายและทางใจสามารถพ้นจากโรคภัยได้ ด้วยการถวายเครื่องบูชาแก่พระปฏิมาไภษัชยคุรุ

5. พระชัย เก็บรักษาในพระตำหนักแดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไม่ได้มีการบันทึกมูลเหตุในการสร้างพระชัย แต่ในแผ่นดินสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีการอัญเชิญพระชัยไปในกองทัพ ในการทำพระราชสงครามคราวเสด็จพระราชดำเนินไปตีเมืองเมาะตะมะโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ครั้งนั้นโปรดให้อัญเชิญพระพุทธปฏิมาทองนพคุณบรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายสมญาพระชัย ประดิษฐานเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์นำไปก่อน พระชัยที่อัญเชิญไปในการสงครามตั้งแต่สมัยอยุธยานี้ หมายถึงพระปฏิมาแห่งชัยชนะ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นตามคติเรื่องพระเจ้าแผ่นดินอินเดียสร้างพัดถวายพระพุทธองค์สำหรับทรงถือในเวลาประทานธรรมเทศนา พระชัยคือพระพุทธรุปประทานปฐมเทศนา แสดงพระธรรมจักร หรือการหมุนวงล้อแห่งธรรม พระชัยคือพระมารวิชัย แสดงถึงชัยชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือพระยามาร อันเป็นบุคลาธิษฐานแห่งกิเลส โลกิยวิสัยอันเป็นอุดมมงคล อำนวยให้เกิดชัยชนะ

ในการเสด็จพระราชดำเนินไปในการสงคราม หรือเสด็จประพาสทางไกลไปประทับแรม หากไปทางชลมารคก็จะอัญเชิญประดิษฐานในเรือพระที่นั่งทรงเป็นพิเศษนำไปในกระบวน ถ้าเสด็จไปทางสถลมารค มักอัญเชิญพระชัยขึ้นประดิษฐานบนหลังช้างจึงได้ชื่อว่าพระชัยหลังช้าง หากตั้งในพระราชพิธีเรียกว่าพระชัยราชพิธี พระชัยของหลวงมีหลายพระองค์ ล้วนสร้างด้วยวัสดุอันเป็นมงคล พระชัยทอง พระชัยทองลงยาราชาวดี พระชัยเงิน พระชัยนวโลหะ สำหรับพระชัยที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้องค์และฐานบุเงิน ฐานทำเป็นฐานสิงห์บัวกลุ่มหน้ากระดานยกเก็จ พัดแฉกประดับแก้ว สีขาว สีแดง และสีเขียว เป็นพระพุทธรูปบูชาเพื่ออำนาจและชัยชนะ

6. หลวงพ่อนาก เป็นพระพุทธรูปมงคลด้วยวัตถุพิเศษ พระองค์สีนากสุกปลั่ง เนื่องจากเนื้อสัมฤทธิ์มีส่วนผสมของทองคำจำนวนมาก ได้รับการขนานนามว่าหลวงพ่อนาก ลักษณะพระพุทธรูปปางสมาธิ เหนือฐานบัวหงาย พระรัศมีรูปดอกบัวตูมทำด้วยไม้ ภายในพระเศียรมีช่องสำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพักตร์อิ่ม พระเนตรเหลือบต่ำจนเกือบปิดสนิทแสดงลักษณะขณะเสวยวิมุติสุข ที่ฝ่าพระบาทสลักลายจักรและลายมงคล รอบฐานเขียงมีจารึกอักษรธรรมล้านนา ภาษาบาลีสันสกฤต กล่าวถึงพระยายุธิษฐิระ เจ้าเมืองพะเยาเป็นผู้สร้าง

7. พระแก้วขาว ในยามปกติเก็บรักษาไว้ที่ห้องศิลปะรัตนโกสินทร์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พระพุทธรูปปางมารวิชัยสลักจากหินเขี้ยวหนุมาน ครองจีวรห่มเฉียง ประทับบนฐานบัวรองด้วยขาสิงห์ทำจากทองคำลงยา พระเกศา อุษณีษะและเกตุมาลาทำจากทองคำ ลักษณะหินกึ่งมีค่าหรือหินเขี้ยวหนุมาน ใสไม่มีมลทิน เรียกว่าพระแก้วขาวบุษย์น้ำค้าง บางครั้งก็เรียกแก้วโป่งข่ามมีความเชื่อในคุณวิเศษด้านปกป้องภัยต่างๆ ชีวิตสดใสดุจเนื้อแก้วที่ไร้มลทิน

8. พระทองคำปางมารวิชัย เก็บรักษาไว้ที่พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธรูปบุทองคำปางมารวิชัย พระหัตถ์ขวาวางบนพระชานุ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา พระรัศมีทรงดอกบัวตูม เม็ดพระศกเรียวเล็กแบบหนมขนุน มีเส้นลวดคั่นระหว่างพระศกและพระอุษณีษะ พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม มีไรพระศก พระขนงจรดกันที่ดั้งพระนาสิกเป็นรูปปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำ พระโอษฐ์บาง แย้มที่มุมพระโอษฐ์ ครองชีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา คลุมพระอังสาซ้าย พระพุทธรูปปางมารวิชัยสื่อถึงการได้ชัยชนะได้ด้วยวิชา ความระลึกรู้เท่าทัน หากเราสามารถดำรงสติ เอาชนะสิ่งที่ไม่ดีที่มาบั่นทอนจิตใจได้แล้ว สิ่งที่ได้มาคือปัญญาอันรู้แจ้งดุจพระพุทธเจ้าชนะมาร ทรัพย์ใดจะเสมอด้วยปัญญาไม่มี พระพุทธรูปองค์นี้ สร้างด้วยทองคำนับถือเป็นวัสดุมงคลมีความสวยงาม มีสีเหลืองเล่งปลั่งสุกใส บูชาเพื่อชัยชนะและความมีสติปัญญา

9. พระหายโศก ปกติเก็บรักษาไว้ที่ห้องศิลปะล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พระพุทธรูปซึ่งมีมงคลนามว่า พระหายโศก เป็นพระพุทธรูปของหลวงพระราชทานเก็บรักษาในพิพิธภัณฑสถาน พระนคร พระหายโศกปรากฏในจารึกที่ฐานด้านหลังเป็นอักษรไทย ภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ เรียกนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระหายโศก"เข้าใจว่าเป็นนามเดิมเมื่อหล่อขึ้นในล้านนา เนื่องจากธรรมเนียมชาวหนือนิยมตั้งนามพระพุทธรูปอย่างเรียบง่ายเป็นนิมิตให้ระงับดับความทุกข์โศก อำนวยความสุขสวัสดี เป็นการบูชาเพื่อความดับทุกข์ อำนวยความปิติ ความสุขความโสมนัส

กรมศิลปากรจัดกิจกรรมฤกษ์ดีปีใหม่ไหว้พระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดินอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี2553 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 176,000 คน ครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงพระพุทธรูปบางองค์เพื่อให้ประชาชนเข้ามาสักการะบูชาเป็นสิริมงคลในหน้าที่การงาน ชีวิตครอบครัว รวมถึงการมีสุขภาพที่ดีตลอดทั้งปี