เดินกินถิ่นนาเกลือ...รำลึกวิถีชีวิตชาวเล

ชม ชิม ช็อป ชิวชิว

เมืองชล...แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลตะวันออก ด้วยการเจริญเติบโตของเมืองที่รวดเร็ว จึงมีการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ ที่เรียกว่า เมืองพัทยา คือแยกส่วนการปกครองจากอำเภอบางละมุง การเริ่มต้นการเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว จากที่ทหารอเมริกันได้แวะมาขึ้นฝั่ง แล้วมาเช่าบ้านพักตากอากาศทุกสัปดาห์ ต่อมากลายสภาพจากหมู่บ้านชายทะเล แล้วพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ดังที่เราแลเห็น และเป็นอยู่ในปัจจุบัน

แม้เมืองพัทยาถูกเติมเสริมด้วยธุรกิจ กระทั่งร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ร้านขายของที่ระลึก ตลอดจนสถานบันเทิงเริงรมย์ที่คึกคักกันมากมายในยามราตรี แต่ทว่ายังมีบางส่วนบางซอกซอย อย่างแถวๆบริเวณตลาดเก่านาเกลือ ที่ยังคงความเป็นชุมชนชาวประมง ซึ่งทำมาหากินเลี้ยงตัวมากว่า 100 ปี เห็นได้จากสถาปัตยกรรมที่งดงาม และยังคงเอกลักษณ์ในแบบดั้งเดิม ดังนั้น ตลาดนาเกลือ จึงกลายเป็นตลาดอันเก่าแก่ มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองพัทยา และรู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ

เพื่อเป็นการยกระดับเพิ่มคุณภาพของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ให้เมืองพัทยาเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน กระทรวงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จึงจัดเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ตลาดนาเกลือ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มั่นคงยิ่งขึ้น นับตั้งแต่ระหว่างปี 2551-2552 ก็ได้ดำเนินโครงการติดต่อกันมา กระทั่งปีนี้ เป็นปีที่ 4 ระหว่างปี 2555-2556 ต้นเดือนธันวาคมถึงปลายเดือนมกราคม ก็ได้รับการชื่นชมด้านท่องเที่ยวอย่างดี ทั้งจากประชาชนภายในพื้นที่และใกล้เคียง รวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

การจัดงานภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่นาเกลือ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั้น ครั้งนี้มีชื่อการจัดงานว่า เดินกินถิ่นนาเกลือ ในชื่อตอนที่ว่า รำลึกวิถีชีวิตชาวเล ประจำปี 2555-2556 ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็น ถึง 4 ทุ่ม เริ่มตั้งแต่ 2 ธันวาคม เป็นต้นไป ซึ่งจะละลานตากับอาหารพื้นบ้าน ร้านค้าชุมชน ตลาดอาหารทะเล ทั้งสดสะอาด และราคาถูกสุดๆ พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดง ทางวัฒนธรรมบนเวทีตลอดทั้งงาน เลือกชม ชิม ช็อปกันได้ตามอัธยาศัย ห้ามพลาด!!! เพราะหนึ่งปีจัดเพียงครั้งเดียว

ผู้อำนวยการ อรรถพล วรรณกิจ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา ให้ความเห็นก่อนการเปิดงานว่า งานเดินกินถิ่นนาเกลือนั้น ยังคงมีเรื่องของการเสาะหาปลา หรือชาวประมงเอาอาหารทะเลขึ้นมา จึงเป็นจุดของการซื้อขายเกิดขึ้น ดังนั้น ทางนายกเมืองพัทยา จึงมีแนวคิดว่า น่าจะรวมร้านค้า ร้านขายต่างๆ มาจัดกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวขึ้น ในการจัดงานปีแรกก็มีไม่กี่ร้านค้า แล้วก็เป็นร้านเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ปีที่ผ่านมาได้พัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทั้งตัวชุมชน ร้านค้า หรือร้านอาหาร ที่อาศัยอยู่รายรอบถนนนาเกลือ ต่างร่วมมือร่วมใจจัดจำหน่ายสิ่งของที่สะท้อนความเป็นบ้านเมืองตนเอง

ในส่วนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ท่านผอ.ได้มีความคิดเห็นอีกว่า กิจกรรมที่ย้อนยุคย้อนสมัยนั้น จะตรงใจกับนักท่องเที่ยวคนไทย ด้วยที่ผ่านมามีการทำตลาดบก-ตลาดน้ำ ก็ได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดี เพราะว่าคนไทยชอบกิน ชอบเที่ยว และชอบซื้อ ดังนั้น กิจกรรมในลักษณะดังกล่าว จะมาเป็นมูลค่าเพิ่มให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเตร่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งในการมาท่องเที่ยวตอนกลางวัน นอกจากบรรยากาศหาดทรายชายทะเล หรือมีกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆแล้ว ในช่วงเวลาเย็นค่ำบริเวณตลาดนาเกลือ ยังเดินหาของกินรสชาติอร่อยเลิศ ที่เหมือนกันกับที่ไปเที่ยวหัวหิน

ที่สำคัญ สามารถขยายผลต่อออกไป สู่นักท่องเที่ยวต่างประเทศได้อีกด้วย อย่างหากมีเวลาเต็มวันที่เมืองพัทยา ททท.ก็จะไปแนะนำกับโรงแรมต่างๆไว้ว่า ตลาดนาเกลือน่าเที่ยวเตร่เหมือนกัน แต่สรุปแล้วก็ยังไม่มีความชัดเจนนัก เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เพราะส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเที่ยวกัน จะเป็นในลักษณะแพ็คเก็จ หรือบริษัทนำเที่ยว ดังนั้น จึงมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัด แต่หากทางผู้จัดงานยืนยันได้ว่า จะจัดงานตลอดทุกปีอย่างต่อเนื่อง บริษัทนำเที่ยวที่รู้โปรแกรมล่วงหน้า อาจให้หนึ่งวันฟรีสำหรับนักท่องเที่ยว ทางผู้จัดงานก็จะให้บริการที่จอดรถ หรือให้ความสะดวกเข้ามาเดินเที่ยว

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนในเมืองพัทยา ยังมีการเดินทางด้วยตัวเองกันอยู่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา ก็จะเข้าไปทำการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ โดยให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวด้วยกันได้เลย แล้วก็ยังมีนักท่องเที่ยวที่มาปักหลัก เรียกว่า Expat ก็สามารถเข้าลิ้มลองอาหารได้เช่นกัน มีการคาดการณ์ถึงการจัดงานปีหน้า จะมีการทำให้เห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ที่จะพยายามตอบโจทย์ให้ตรงใจมากที่สุด

โดยสิ่งที่ต้องคุยกับคณะจัดงาน คือ หนึ่ง...ต้องเป็นพันธสัญญาว่าจะจัดงานตลอดไปในระยะยาว สอง...การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะส่งรายละเอียดของงานล่วงหน้า อาจเป็นสัปดาห์เริ่มต้นการจัดงาน คือต้นเดือนธันวาคมจนถึงปลายเดือนมกราคม ให้กับบริษัทนำเที่ยวในต่างประเทศรับรู้ แล้วจัดเป็นโปรแกรมการเดินทางมาเที่ยว อย่างน้อยที่มาเที่ยวเมืองพัทยาหนึ่งวันตอนเย็น จะนำพานักท่องเที่ยวมาหย่อนใจ ด้วยการให้มาเดิน มาช็อป มากิน ในบรรยากาศแบบไทยๆที่อยู่ในต่างจังหวัดอย่างชลบุรี

สำหรับสาเหตุที่จัดงานไม่ยาวนัก เพราะส่งผลในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่อยู่ในส่วนของการดำเนินงานจัดงาน เนื่องจากต้องมีการดูแลโดยรวม หรือการบริหารจัดการร้านค้า จึงมีความคิดเห็นตรงกันว่า ระยะสองเดือนเป็นเวลาลงตัวที่สุด คือเสาร์แรกของเดือนธันวาคม ถึงเสาร์สุดท้ายเดือนมกราคม และหลังการจัดงาน มีการประเมินว่า ร้านใดในชุมชนที่เป็นร้านยอดนิยม สามารถโดนใจนักท่องเที่ยวได้มากที่สุด

ประการต่อมา จะประเมินผลนักท่องเที่ยว นอกจากเกี่ยวกับอาหารการกินแล้ว สินค้าที่ระลึกที่ประทับใจแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งซื้อหาไปแล้วได้บ่งบอกความเป็นพัทยา ประการที่สาม เป็นเรื่องของการแสดงสังคีตศิลป์ อย่างน้อยก็เพื่อให้ความบันเทิงรื่นเริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ถ่ายทอดจากเยาวชนรุ่นใหม่ หรือการแสดงพื้นบ้านจากท้องถิ่นอื่นๆ นำเอามาให้คนพัทยาหรือนักท่องเที่ยวชมกัน ในการจัดงานตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้ว ทางกระทรวงวัฒนธรรม เข้ามาให้การสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ

พิธีเปิดงานในวันแรกของโครงการ ได้รับเกียรติเป็นประธานจาก สนธยา คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมด้วย ปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม อิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา อรรถพล วรรณกิจ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา รวมถึงผู้สนับสนุนจากองค์กรต่างๆ ทั้งที่เป็นของภาครัฐและเอกชน พร้อมด้วยสื่อมวลชนหลากสำนักงาน ทั้งที่เป็นส่วนกลางและภูมิภาค ต่างมาร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง

หลังจากชมการแสดงเปิดพิธีการ จากคณะหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ ตามด้วยศิลปินแห่งชาติ ศิลปินยอดนิยม นักร้องลูกทุ่งเยาวชน ต่างทยอยคิวออกมาร้องเพลงลูกทุ่ง โดยสลับกับการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ด้วยการแสดงพื้นบ้านอันอ่อนช้อย รวมไปถึงการได้นำภาพยนตร์เก่าๆมาฉายให้ชม ในบรรยากาศหนังกางแปลง ซึ่งเห็นส่วนใหญ่มีแต่คนในท้องถิ่นด้วยกัน นั่งดูกันตาแป๋วไม่ยอมลุกขึ้นไปไหน หรือมีเวทีจัดโชว์แม่ไม้มวยไทยคาดเชือก ที่เรียกความสนใจชาวต่างชาติได้อย่างยิ่ง

ส่วนรูปแบบการจัดร้านค้าร้านขาย จัดเป็นแบบถนนคนเดิน (Walking Street) คือใช้พื้นที่ถนนสำหรับจัดเรียงรายร้านค้า รวมถึงเวทีสำหรับให้ความบันเทิงอีกด้วย โดยร้านขายสินค้า ร้านขายอาหาร ต่างได้แสดงความเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สามารถสอดรับกับความต้องการให้บรรดานักท่องเที่ยวได้อย่างดี ซึ่งจะเห็นในความเป็นเมืองที่ทันสมัย แต่ทว่าพอเดินทางมาถึงบริเวณลานโพธิ์ ความเป็นเมืองใหญ่ได้กลายเมืองธรรมดาๆ นั่นก็คือที่ตลาดนาเกลือแห่งนี้นี่เอง ที่มีบรรยากาศเป็นตัวอาคารอันเก่าแก่ เรียงตัวอยู่ทั้งสองฝากของถนนนาเกลือ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นเมืองพัทยา

แล้วก็เป็นการเริ่มต้นชิวชิวของเราอีกเช่นกัน จากบริเวณซุ้มประตูโค้งที่เขียนชื่อของงาน ข้างๆมีมุมให้ถ่ายรูปเล่นๆกันก่อน ซึ่งจัดทำเป็นท่ารถสามล้อนาเกลือ แล้วยังมีป้ายภาพเมืองเก่าเคียงตู้ไปรษณีย์ จัดสรรเสริมเป็นองค์ประกอบอย่างลงตัว จึงเข้าไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันอยู่นาน เสร็จแล้วแวะเข้าไปชมร้านสกรีนเสื้อ เห็นมีเสื้อยืด-ถุงผ้าชื่องานประกอบลายน่ารัก ในราคาเสื้อขนาด S 220 M 230 และ L 240 แล้วยังเอาใจคนร่างบิ๊กด้วย XL 250 4XL 360 และ 6XL 390 รวมถึงกระเป๋าผ้าในราคา 159 บาท

ชำเลืองไปมองร้านเสื้อผ้าแฟชั่น จัดเรียงรายตามหน้าร้านค้าที่ปิดบริการ ที่แขวนก็น่าใส่ วางที่พื้นก็น่าซื้อฝาก สาวๆมุงเข้าไปเลือกซื้อกันอย่างตั้งใจ พอหันหลังออกมาเจอลูกโป่งสวรรค์สดใส แขวนอยู่ที่หลักไม้กับของเล่นต่างๆ ถือเป็นสัญลักษณ์งานโดยแท้ เรียกได้ว่างานไหนงานนั้น ต้องมีออกมาจำหน่ายเอาใจเด็กๆ แล้วก็อ้า!!! เดคูพาจ...การเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยกระดาษสวยๆ ที่เจ้าของร้านออกมานั่งยิ้มระรื่น พร้อมจำหน่ายสินค้าหัตถศิลป์ สำหรับเรื่องของราคา...จุ๊จุ๊!!! แอบต่อรองได้นะครับ

เพลิดเพลินกับของฝากมากมายไปแล้ว เรามาต่อด้วยอาหารการกินกันบ้าง ว่ากันว่าเป็นหัวใจสำคัญในงานเชียวละ ในงาน เดินกินถิ่นนาเกลือ มีถึงประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นร้านขายอาหารทะเลปรุงอร่อย ทั้งที่นำมาแกง ต้ม ปิ้ง ย่าง หรือทอด ซึ่งผู้จัดงานต่างการันตีในความสดสะอาด อย่างแกงส้มหน่อไม้ รสจัดจ้าน เพียงเดินเฉียดเข้าไปในระยะใกล้ๆ กรุ่นกลิ่นก็โชยมายั่วยวนเลยเกิน ถัดออกไปหน่อยเป็นร้านปลาทอด สอบถามถึงได้รู้ว่าเป็นปลากะพงยักษ์ นำมาทอดกับสมุนไพร ขายตัวละ 200 บาท

การมาเดินเล่นๆยามเย็นอย่างนี้ ต้องหาของทานจุ๊บจิ๊บไปพรางๆ นี่เลย!!! หมูย่างที่เป็นสูตรเฉพาะของที่นี่ รสชาติสุดที่จะบรรยายออกมา บอกได้แต่เพียงคำเดียวสั้นๆว่า...อร่อย หมดไปห้าไม้กับข้าวเหนียวนิดหน่อย กวาดตามองหาปลาหมึกกระตอย ใส่ในกระทงใบตอง ราคา 50 บาท ทานสลับกับทอดมันปลากราย ที่เพื่อนๆซื้อมานั่งทานรวมหมู่กัน อ้อ!!! ยังมียำทะเลรสแซบเว่อร์ นักข่าวสาวคนหนึ่งหันมาถามว่า เอาอะไรดีระหว่างยำปูม้า ปูแสม ปูแป้น หรือยำมะม่วง ยำข้าวโพดไข่เค็ม ยำกั้งดอง ยำกุ้งแช่น้ำปลา ยำไก่หัวปลีพริกเผา ที่ทางร้านใช้น้ำมะนาวสดกับน้ำพริกทำเอง ราคาตั้งแต่ชุดละ 40-60 บาท

หลังจากเลือกเป็นตำปูม้าพริกเจ็ดเม็ด แล้วนำมาทานมั่วกับข้าวห่อใบตอง เบรคของคาวด้วยก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา แล้วเดินเคี้ยวข้าวโพดคั่ว หรือ Pop Corn มีทั้งรสเค็ม รสหวาน แต่เพื่อนบอกให้เอาเค็มดีกว่า ซึ่งเห็นขายควบคู่กับโรตีสายไหม แป้งใบเตยแท้ๆ หอมหวานอร่อย ซื้อกลับไปบ้านได้ชุดละ 20 บาท ต่อด้วยข้าวโพดต้ม ถุงละ 20 บาท เห็นใส่ในถุงฝักใหญ่ๆ 3 ฝัก หักแบ่งเป็นท่อนเล็ก เดินทานกับเพื่อนๆ เพิ่มความหวานชื่นใจด้วยเฉาก๊วยนม ส่วนเพื่อนสั่งเอาเป็นนมชาเขียว แล้วควักตังค์จ่ายไปแก้วละ 20

นอกจากนั้นยังมีกาแฟสด นมสด นมเย็น โกโก้ ชาดำ โอเลี้ยง และเนสที ในระหว่างก้มไปขอชิมนมชาเขียว เหลือบเห็นร้านขนมเบื้อง และไข่ข้าว เห็นเขียนป้ายราคาชุดละ 20 บาท กะจะเดินเข้าไปดูให้ชัดๆสักหน่อย เพื่อนจูงมือไปที่ร้านขายสตรอว์เบอร์รี่ มีขายสดคัดเกรด A กิโลละ 250 บาท ส่วนที่เป็นถุงๆ มีพริกเกลือ ถุงละ 100 แล้วที่ใส่เป็นแก้ว แก้วละ 20 บาท ระหว่างยืนรอเพื่อนๆสั่งน้ำปั่นกัน ผมเดินเลยจากร้านยำข้าวคลุกแหนม ไปร้านไอศกรีมกะทิในลูกมะพร้าว แล้วสั่งมะพร้าวน้ำหอมปั่นหนึ่งแก้ว อื้อฮือ!!! ชื่นใจจริงๆ

เดินผ่านมาถึงท้ายๆของถนน เห็นมีอาหารทะเลวางขายอยู่หลายร้าน นอกจากเรื่องของน้ำจิ้มรสเด็ด ที่ถือเป็นจุดขายได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ก็ยังมีความสดใหม่และความสะอาด เนื่องจากอยู่ใกล้เคียงกับท่าเรือประมง ตั้งแต่ต้นลานโพธิ์จนเกือบถึงปลายสะพาน ผมว่าไปกลับน่าจะร่วมสองกิโลได้ ก็ออกอาการเมื่อยๆเหมือนกันนะ จึงหาที่นั่งพัก พร้อมชมการแสดงไปพร่างๆ ระหว่างนั้นก็นึกถึงที่ ผอ.อรรถพล เตือนเรื่องความปลอดภัยขึ้นมาว่า ให้คอยจับกระเป๋าตังค์ตัวเองให้ดี ถือเป็นการเซฟตัวเองอันดับแรก แล้วก็ยังมีชาวบ้านชุมชนนาเกลือ ต่างแฝงตัวคอยเป็นหูเป็นตาอีกทางหนึ่ง ที่นอกเหนือจากมีเจ้าหน้าที่หลายคน คอยให้ความสะดวกด้านการจราจร ยังมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอีกไม่น้อยเลย คอยเดินตรวจตรารอบบริเวณงานตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยในเรื่องความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีครับ