เกรียวกราวในดงหลิว

หนังสือคือแสงจันทร์

"เกรียวกราวในดงหลิว"

เคนเนธ แกรมห์ เขียน

รัชยา เรืองศรี แปล

เมื่อจะอ่านหนังสือ เราก็ต้องรู้จักเลือกให้เหมาะกับสภาพการณ์ หนังสือแต่จะเล่มมี 'เวลาจำเพาะ' หากเลือกได้เหมาะสม หนังสือเล่มนั้นก็จะช่วยเติมความสุขสดชื่น พร้อมทั้งเกิดความคิดและปัญญา

เกรียวกราวในดงหลิว มีชื่อภาษาอังกฤษน่ารักว่า The Wind in the Willows

เคนเนธ แกรมห์ เขียน รัชยา เรืองศรี แปล สำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊ค พ.ศ.2547

เคนเนธ แกรมห์ เขียน The Wind in the Willows เป็นนิทานกล่อมนอนให้ลูก และเมื่อได้ตีพิมพ์ ก็กลายเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน เพราะ The Wind in the Willows ให้ความสดชื่นแจ่มใสจากธรรมชาติสองฝั่งน้ำ ชื่นใจอบอุ่นจากความรักมิตรภาพ ความบริสุทธิ์เรียบง่าย และจริงใจ เรียกได้ว่าตลอดทั้งเล่มมีแต่ความอิ่มเอมจากเรื่องราวน่ารัก ความสนุกสนานเพลิดเพลินดังกับว่าเราเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องนี้

เกรียวกราวในดงหลิว เรื่องราวแสนสนุกของเพื่อนสัตว์ 4 ตัว คือ โมล (ตุ่น) แรต (หนูน้ำ) โท้ด(คางคก) และเฒ่าแบดเจอร์แสนดี ชีวิตความเป็นอยู่และบุคลิกของสัตว์ทั้ง 4 ตัว ชวนให้เรายิ้มหัว เกรียวกราวในดงหลิว เหมาะยิ่งนักที่จะหยิบขึ้นมาอ่านในเดือนแห่งความสุขสำราญ

โมลน่ารักน่าชัง ทั้งยังว่าง่าย และไม่ขัดใจใคร เขาคือตุ่นตัวป้อมๆ ตากลมใส แรตมีอารมณ์สุนทรีอยู่เสมอๆ เขาแต่งเพลง เขียนบทกวี และมีน้ำใจกับเพื่อนๆมาก แบดเจอร์มาดขรึมอยู่ในป่าลึก ไม่ชอบสมาคม เขาเป็นผู้รู้ เฉลียวฉลาด มีความห่วงใย และมีน้ำใจงามกับเพื่อนสัตว์ทุกตัว ส่วนโท้ด เศรษฐีร่างอ้วนเจ้าของคฤหาสน์ริมน้ำผู้ร่ำรวย ชอบอวดตัว ขี้โม้ มีความสนใจเปลี่ยนไปตลอดเวลา ชอบทำตามใจตนเอง

โท้ดยังเป็นตัวตลก อ่านไปๆ ก็อดจะขำในสิ่งที่โท้ดทำไม่ได้

เกรียวกราวในดงหลิว จึงเหมาะอย่างยิ่งทีเดียวที่จะนั่ง นอนอ่านในวันที่คิดอยากจะเก็บเกี่ยวดอกไม้ความสุข รับประกันได้ว่าจะต้องเก็บดอกไม้ความสุขได้เต็มอ้อมแขน โมลเป็นสัตว์น่ารักตัวแรกสุดที่จะมาพบกับเรา ในตอนเริ่มเรื่องแสนสุขเบิกบานชื่อว่า ริมฝั่งน้ำ

เช้าแจ่มใสวันหนึ่ง โมลกำลังล้างบ้านรับฤดูใบไม้ผลิ เขาปัดกวาดบ้านหลังน้อยใต้ดินอย่างขมีขมัน ทว่ากลิ่นอายของสายลม และความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าของใบไม้ผลิ ดอกไม้หลากสีสันพากันแบ่งบาน สายลมเริงพลิ้วที่พัดโบก โชยลงมาในบ้านใต้ดิน ทำให้โมลไม่สามารถปัดกวาดบ้านต่อไปอีกได้ จมูกสูดกลิ่นหอมของฤดูกาล รู้สึกได้ถึงความกระปรี้กระเปร่าราวแดดระยิบที่เกิดขึ้นบนพื้นดิน แล้วโมลก็ทิ้งแปรง ทิ้งไม้กวาด วิ่งกระดุกกระดิกเร็วรี่ออกจากบ้านใต้ดินไปเพื่อชื่นชมผืนแผ่นดินสวยงาม ทั้งบรรดาเพื่อนสัตว์ซึ่งกำลังแสนสุขกับชีวิตเมื่อฤดูใบไม้ผลิเริ่มขึ้น

"ตุ่นเหยาะย่างไปตรงโน้นตรงนี้ในทุ่งหญ้า ลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้รอบๆ เดินลัดป่าละเมาะ เจอรังนกในทุกทิศที่ไป เห็นดอกไม้กำลังผลิช่อ ใบไม้ที่ไหวแกรกกราก ทุกสิ่งทุกอย่างช่างสุขสม"

"และแล้วความสุขของตุ่นก็เต็มปรี่สมบูรณ์แบบแท้จริง เพราะขณะเดินเตร็ดเตร่เอ้อระเหยอยู่นั้น จู่ๆเขาก็มาหยุดยืนอยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งน้ำกำลังปริ่มฝั่ง ภาพซึ่งชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เจ้าสัตว์ขนเรียบเป็นมันขลับตัวนี้กำลังบิดลำตัวอันอ้วนใหญ่ มันไล่จับพลางหัวเราะคิกๆ ไขว่คว้าเอาทุกสิ่งขณะทำเสียงกลั้วคอ ก่อนจะปล่อยสิ่งที่คว้าไว้พร้อมทำเสียงเอิ๊กอ๊าก"

"ตุ่นรู้สึกคล้ายตกอยู่ในมนต์สะกด จมดิ่งอยู่ในภวังค์ เขาวิ่งเหยาะๆเลียบไปตามฝั่งน้ำ ราวกับเด็กน้อยวิ่งเคียงข้างผู้ใหญ่ ผู้ซึ่งมีนิทานแสนสนุกสะกดคนฟังได้ประหนึ่งร่ายมนต์"

โมลกับเพื่อนสัตว์ล้วนร่าเริง อากาศก็แจ่มใสแจ๋ว โมลชื่นชมความสุขสดชื่นริมฝั่งน้ำ แล้วโมลก็ได้พบกับเพื่อนสัตว์ ซึ่งต่อมากลายเป็นเพื่อนรัก นั่นคือหนูน้ำกระฉับกระเฉงตัวสีน้ำตาล นัยน์ตาสุกใสเป็นมิตร หนูน้ำชวนโมลนั่งเรือพายล่องสบายใจไปตามน้ำไหลไหวกระเพื่อม ช่างแสนสุขเสียนี่กระไร โลกบนพื้นดินน่าสนใจและมีแต่ความเพลิดเพลิน โมลหลงเสน่ห์ชีวิตริมฝั่งเช่นเดียวกับหนูน้ำ และได้อาศัยอยู่กับหนูน้ำแสนสุขใจ

"เรามีเรื่องสนุกๆตื่นเต้นให้ทำอยู่ตลอด อยู่กับน้ำ กินกับน้ำ นอนกับน้ำเลยละ หนูน้ำบอก มันเหมือนพี่น้องของฉัน เหมือนลุงป้า น้าอา และเหมือนเพื่อนฝูง เหมือนอาหารและเครื่องดื่ม เป็นห้องอาบน้ำที่แสนจะเป็นธรรมชาติ คือโลกทั้งโลกของฉัน ฉันไม่ต้องการโลกอื่นอีกแล้ว อะไรที่ไม่มีก็ย่อมไม่มีค่าพอให้ไปแสวงหามัน อะไรที่ไม่รู้ก็ย่อมไม่มีค่าพอให้ขวนขวายไปรู้"

"ดอกลูสไทรฟ์สีม่วงมาถึงไวก่อนใคร สะบัดกลุ่มรากหนาแน่นพันกันยุ่งไปตามขอบกระจกเงา ซึ่งบนบานกระจกนั้นสะท้อนภาพใบหน้าของมันเองหัวเราะล้อเลียนอยู่ ต้นวิลโลว์เฮิร์บวึ้งอ่อนโยนละห้อยหา สีชมพูประหนึ่งเมฆยามต้องแสงสายัณห์ ตามติดมาไม่ห่าง หญ้าคัมฟรีย์สีม่วงจูงมือมากับสีขาว ต้วมเตี้ยมตามมาโดยไม่หลุดตำแหน่งในขบวน และท้ายสุดในเช้าวันหนึ่ง ดอกด็อกโรสผู้ขี้อายและเชื่องช้า ก็ก้าวยุรยาตรมาบนเวที เพียงนั้นผู้ชมต่างก็เป็นที่รู้กัน ราวกับดนตรีเครื่องสายได้บรรเลงทำนองอันอลังการ"

"ขณะที่ฤดูร้อนเคลื่อนคล้อยไปจนสุกงอม ตุ่นได้หัดว่ายน้ำและพายเรือ และรื่นรมย์อยู่กับสายน้ำไหลหลั่ง เขาแนบหูกับรากต้นกก เงี่ยฟังเสียงบางอย่าง เสียงซึ่งสายลมเพียรกระซิบกระซาบมาเป็นห้วงๆ"

เพียงบทแรก เกรียวกราวในดงหลิว ก็ทำให้ชื่นบานแสนสุข ธรรมชาตินานาอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน ใครบ้างจะเกลียดชังธรรมชาติได้ ใครจะปฏิเสธคืนจันทร์กระจ่างสาดแสงสกาวทั่วผืนน้ำ แดดอุ่นงามในยามเช้านั้นเล่า ไหนจะดอกไม้ในท้องทุ่ง และเสียงนกร้อง

เสียงแห่งความงามเหล่านี้บรรเลงบทเพลง ทำให้สงบสุข ฤดูร้อนแสนเพลิดเพลินใจ

The Wind in the Willow ทำให้เกิดรอยยิ้มอิ่มเอมตั้งแต่ต้นจนจบเล่ม และยังอบอุ่นใจที่ได้เห็นว่าความสุขยังทอดยาวไปในแต่ละบรรทัด และจะย้อนกลับมาอ่านซ้ำใหม่ก็ได้

หนูน้ำพาโมลล่องเรือไปยังคฤหาสน์หรูหราริมน้ำของโท้ด ช่างประจวบเหมาะที่โท้ดกำลังต้องการเพื่อนร่วมเดินทาง หลังจากหลงใหลเรือนานาชนิดมาจนเบื่อในเวลาอันรวดเร็ว ตอนนี้โท้ดหันมาชอบรถม้า

โท้ดออกจะขี้โม้โอ้อวด กระตือรือร้นสนใจสิ่งใหม่ๆอย่างไม่เบื่อหน่าย และมักทำอะไรตามใจตัวเอง ใครจะวุ่นวายเดือดร้อนเขาไม่สนใจ โท้ดรักและรับฟังคำว่ากล่าวตักเตือนจากเพื่อน แต่ชั่วพริบตาต่อมา เขาก็เปลี่ยนใจมาทำตามใจตนเองเรียกร้อง และโท้ดก็มีเรื่องขำๆ เพี้ยนๆ ให้คนอ่านได้หัวเราะหึๆ

เกรียวกราวในดงหลิว จึงมีเรื่องผจญภัยของโท้ดซ้อนแทรกอยู่ในเรื่อง ตื่นเต้น สนุกสนาน ชวนขำ น่าหมั่นไส้ และให้บทเรียนเรื่องผลีผลามใจเร็ว ไม่คิดหน้าคิดหลังเสียให้ดีก่อน

ในที่สุด โท้ดก็กล่อมให้หนูน้ำกับโมลนั่งรถม้าไปผจญภัยกับเขาจนได้ แต่ไม่นานหรอกเพราะรถยนต์ที่แล่นฉิวแซงเฉียดจนทำให้รถม้าล้มคว่ำ โท้ดไม่ยี่หระเพราะหลังจากวินาทีนั้น โท้ดก็หันไปละเมอคลั่งไคล้รถยนต์ เขาเพ้อเจ้อคร่ำครวญว่า

"วันเวลาปีแล้วปีเล่าที่ฉันอยู่มาอย่างสูญเปล่า ฉันไม่เคยรู้ ไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลย แต่เวลานี้ขณะนี้ฉันรู้แล้ว ฉันตระหนักอย่างแท้จริงแล้ว โอ้ ฉันเห็นเส้นทางปูด้วยดอกไม้นานาพรรณรออยู่เบื้องหน้า จากนี้ไป เมฆฝุ่นละอองจะฟุ้งขึ้นเป็นกลุ่มก้อนเวลาฉันแล่นผ่านไปตามทางอย่างเร็วรี่

เวลานี้ฉันตระหนักถึงการเดินทางอันยิ่งใหญ่ครั้งใหม่ รถม้ากี่คันจะตกลงคูฉันจะไปสนทำไม รถม้าเอ๋ยช่างแสนไม่ได้ความ"

เคนเนธ แกรห์ม คงมีความคิดเรื่องรถยนต์และความเร็วที่จะเปลี่ยนโลก เรื่องเกรียวกราวในดงหลิว พิมพ์เป็นเล่มเมื่อ พ.ศ.2451 แต่ เคนเนธ แกรห์ม ได้เขียนขึ้นเป็นนิทานกล่อมลูกก่อนหน้านี้หลายสิบปี เพราะเขาแต่งงานเมื่อ พ.ศ.2441 ช่วงเวลาวันวานที่นับย้อนไปกว่าหนึ่งร้อยปีนั้น โลกยังอ่อนหวานเนิบช้า ไร้สรรพเสียงของเครื่องยนต์กลไกต่างๆนานา ธรรมชาติยังงดงามบริสุทธิ์ ไม่ถูกเบียดเบียนทำลายมากเท่าทุกวันนี้

ความเร็วอาจท้าทายจิตใจผู้คนจำนวนหนึ่ง มีประโยชน์คราจำเป็นเร่งด่วน แต่ความเร็วก็ซ่อนเร้นพิษร้ายทำลายโลก ฉันคิดอยู่เสมอว่าสังคมมนุษย์จะเร่งรีบไปไย ความรีบร้อนทำให้เราละเลยหลายๆสิ่ง สร้างความเสียหายแก่หลายๆเผ่าพันธุ์ และขาดความละเอียดอ่อนโยนไปอย่างไม่จำเป็น โท้ดเป็นตัวอย่างของผู้ที่ชอบความเร็ว และได้สร้างความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ด้วยการขับรถแบบบ้าคลั่ง

หลังจากฤดูหนาวผ่านไป เพื่อนผู้ปรารถนาดีทั้งสาม คือ ตาเฒ่าแบดเจอร์ หนูน้ำและโมล ต่างก็ช่วยกันอยู่ยามเฝ้าเวรไม่ให้โท้ดออกจากบ้านไปขับขี่รถยนต์ แบดเจอร์เฒ่าชราที่เคยเป็นเพื่อนพ่อ อบรมโท้ดเสียยกใหญ่

"แบดเจอร์เอ่ยเสียงขรึม นายไม่เคยสนใจสิ่งที่พวกเราพร่ำเตือน กลับตั้งหน้าตั้งตาผลาญเงินที่พ่อนายทิ้งไว้ ซึ่งยังทำให้สัตว์ทั้งหลายเสียชื่อกันไปหมด เพราะนิสัยขับรถแบบบ้าระห่ำ ชนดะ แถมยังทะเลาะกับตำรวจเขาไปทั่ว เราไม่ก้าวก่ายเสรีภาพซึ่งกันและกันก็จริงอยู่ แต่พวกเราเห่าสัตว์ไม่เคยยอมให้สหายทำเรื่องโง่เง่าจนเกินขอบเขต ซึ่งนายก็ก้าวเกินขอบเขตนั้นมาแล้ว"

แล้วโมลผู้อ่อนเยาว์ก็หลงกลของโท้ด โท้ดแสร้งมายาหลบหนีออกจากคฤหาสน์ไปจนได้

เขาขโมยรถยนต์ขับ ในที่สุดก็ถูกศาลตัดสินจำคุก เคนเนธ แกรห์ม เขียนเรื่อง เกรียวกราวในดงหลิว ได้สอดแทรกเรื่องมารยาท กฎกติกา ความมีระเบียบ การเคารพกฎหมาย การเคารพตนเองและผู้อื่นนี้ ก็เพื่อความเอื้อเฟื้อและสร้างความเรียบร้อยสงบสุขให้เกิดขึ้นในสังคม

มีผู้กล่าวว่าเรื่องเล่าในวัยเด็กจะสร้างความประทับใจไปจนชั่วชีวิต ความสุขใจประการสำคัญที่ได้รับจากการอ่าน เกรียวกราวในดงหลิว ก็คือ ความหมายลึกซึ้งของคำว่า บ้าน หนังสือเล่มนี้มีเรื่องราวทั้งหมด 12 ตอน บทที่ 5 ชื่อว่า บ้านเก่า ทำให้เห็นถึงน้ำใจของหนูน้ำ และความอบอุ่น ความรัก และทุกๆสิ่งที่หมายถึง 'บ้าน'

"นับแต่หนีจากบ้านมาในเช้าแจ่มใสวันนั้น เขาแทบจะไม่ได้หวนคิดถึงมันเลย ด้วยกำลังเพลิดเพลินอยู่กับชีวิตใหม่ ที่มีแต่เรื่องสนุกสนานตื่นเต้นมาให้พบเจอ อีกทั้งประสบการณ์อันแปลกใหม่ และน่าตื่นใจทั้งหลาย บัดนี้ ความทรงจำเก่าๆถาโถมเข้ามาหาเขา บ้านกลับตั้งเด่นชัดอยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางความมืดนี่เอง บ้านหลังเก่าแสนเล็ก ซ้ำยังไม่ตกแต่งให้เจริญหูเจริญตาอะไร

บ้านที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง บ้านที่เคยกลับไปหาอย่างสุขใจหลังเสร็จการงานแต่ละวัน"

"เขาเห็นชัดแล้วว่า บ้านเองก็สุขใจไปกับเขาด้วยเช่นกัน มันคิดถึงเขา มันกำลังบอกเขามาด้วยอาการเศร้าสร้อย ทว่าปราศจากน้ำเสียงน้อยใจหรือโกรธเคืองใดๆทั้งสิ้น มีเพียงถ้อยคำย้ำเตือนว่ามันยังอยู่ที่เดิม และยังเฝ้ารอเขาอยู่"

อ่านหนังสือแสนสุข เกรียวกราวในดงหลิว เหมือนกับการได้พบเจอ 'บ้าน' เพื่อนวัยเยาว์และแม่น้ำแห่งความรักซึ่งรินไหลด้วยบทเพลงที่ฝังตรึงอยู่ภายในมนุษย์ ไม่มีวันเสื่อมคลาย ยิ่งเป็นการผจญภัยในช่วงท้ายของโท้ดผู้กลับใจ และการที่พวกเขาได้ช่วยกันขับไล่ตัววีเซิลกับสโตทออกไปจากคฤหาสน์ริมน้ำ ความรักความหวังดีอย่างไม่รู้เบื่อนี่เอง ทำให้เกิดความสุขสงบ

นี่เป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้สังคมมนุษย์ยังคงอยู่ด้วยความงดงาม และด้วยเหตุผลเหล่านี้ ธรรมชาติสวยงาม ความรักความอบอุ่น มิตรภาพที่ได้ทำให้หนังสือ เกรียวกราวในดงหลิว (The Wind in the Willow) ยังคงสร้างความเพลิดเพลินเติมรอยยิ้มและสุขใจให้กับผู้อ่าน ไม่ว่าวันคืนจะผันผ่านไปเท่าไร