จิตรกรรมฝาผนัง งานปิดทองหลังพระ

อิ่มใจได้บุญ
ช่างภาพ: 

ตามลักษณะพื้นฐานของสังคมไทย ซึ่งมีความเป็นอยู่ในลักษณะที่พึ่งพาอาศัยกัน มีการพบปะและช่วยเหลือกันเป็นหมู่เป็นคณะ วัดจึงเป็นศูนย์รวมในการพบปะแทบทุกประเภท เพราะวัดในความรู้สึกของสังคมไทยเป็นศูนย์กลางในด้านศาสนา งานประเพณีต่างๆ รวมทั้งการศึกษาเบื้องต้นของเด็กไทย ดังจะเห็นได้ว่า งานจิตรกรรมซึ่งเป็นสื่อของการบันทึกเรื่องราวต่างๆให้แก่สังคมแทนการสอนด้วยวาจา จะอยู่ที่วัดทั้งสิ้น...

...จิตรกรรมหรือภาพเขียนฝาผนังที่อยู่ในโบสถ์และวิหาร มักแสดงเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ ที่ต้องการถ่ายทอดออกสู่สังคม สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเป็นคณะอย่างมีระบบ กล่าวคือ ในการสร้างโบสถ์ วิหารของวัดใดวัดหนึ่ง ผู้ที่ทำงานประสานกันจะประกอบด้วยช่างฝีมือแขนงต่างๆ เช่น สถาปนิก ผู้ออกแบบโบสถ์ นายช่างตกแต่งภายในโบสถ์ ช่างปั้น และช่างเขียน เป็นต้น พระประธานนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของโบสถ์ ดังนั้น งานประติมากรรมซึ่งประกอบด้วยการปั้นและสร้างพระประธานในโบสถ์ จึงถือเป็นงานที่สำคัญที่สุด การออกแบบและปั้นฐานพระประธาน เป็นงานรองจากการสร้างพระประธาน เพราะต้องออกแบบฐานตามลักษณะ และขนาดของพระประธาน ขนาดของโบสถ์ และพระประธานต้องมีความสมดุลกัน ช่างเขียนซึ่งทำงานจิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์จะต้องสร้างงานในลักษณะส่งเสริมองค์พระประธาน จึงต้องรู้จักลักษณะงานของตน ในการวางเค้าโครงเรื่องราวของภาพจิตรกรรม การวางโครงสร้างของสี และขนาดสัดส่วนของคน สัตว์ และสิ่งของต่างๆ ซึ่งประกอบเป็นเรื่องราว ต้องวางเค้าโครงในลักษณะที่ส่งเสริมองค์พระประธานให้มีลักษณะเด่น ภาพเขียนฝาผนังในโบสถ์ วิหารต่างๆ ทำให้เราเกิดความรู้สึกสงบร่มเย็น ทั้งนี้เพราะมีการวางเค้าโครงของการใช้สี เส้น รูปทรงต่างๆ ของภาพจิตรกรรมแวดล้อมพระประธานอย่างถูกต้อง

เพื่อให้นักศึกษาสาขาวิชาศิลปะไทย ภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ได้มีประสบการณ์ตรงในการทำงานจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถดังกล่าวมาข้างต้น คณะอาจารย์ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบัน สาขาศิลปะไทย จึงรวมใจเขียนจิตรกรรมฝาผนังศิลปะล้านนา วัดหนองทรายทอง จ.เชียงราย สืบสานความเป็นไทย ทำนุบำรุงศาสนา สร้างพลังจิตอาสา ตามดำริของ รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี ที่เห็นว่า ทางวัดก่อสร้างโบสถ์เสร็จแล้ว แต่ยังขาดงบประมาณในการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์ ทั้งสาขาวิชาศิลปะไทย ภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ก็มีบทบาทในการจัดการศึกษา เพื่อการอนุรักษ์ สืบทอด และสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมฝาผนัง งานศิลปกรรมไทย แขนงต่างๆอยู่แล้ว จึงควรร่วมกันจัดกิจกรรมนี้ขึ้น โดยมีแบบเป็นศิลปะล้านนา เนื้อหาทศชาติ 10 ชาติของพระพุทธเจ้า

ผศ.ธนา เหมวงษา คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ เล่าว่า "...สืบเนื่องมาจากเมื่อปี 2553 ทางคณะศิลปกรรมศาสตร์ ได้มีโอกาสในการรังสรรค์ผลงานฝาผนังจิตรกรรมศิลปะล้านนา ผนังด้านข้างโบสถ์ ซึ่งได้รังสรรค์เป็นทศชาติทั้ง 10 ชาติ ซึ่งได้มีการติดตั้งเป็นที่เรียบร้อย เมื่อปี 2553 แต่ผนังด้านหน้าและด้านหลังพระประธานยังไม่ได้เขียนลาย ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี และสาขาศิลปกรรมศาสตร์ จึงรับอาสาที่จะรับผิดชอบผนังด้านหน้าและด้านพระประธาน จึงได้ดำเนินโครงการจิตรกรรมฝาผนังศิลปะล้านนา ระยะที่ 2 โดยสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยฯ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ฝึกจิตอาสาของบุคลากร และนักศึกษา ถ่ายทอดความรู้จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ช่วยกันในการรังสรรค์จิตรกรรมฝาผนัง ศิลปวัฒนธรรมและศาสนาให้คงอยู่สืบไป..."

ผศ.ไกรสร ประเสริฐ หัวหน้าภาคทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า...ในการเรียนการสอนนักศึกษาสาขาศิลปะไทย เน้นการบูรณาการในเรื่องการสอนศิลปะไทย โดยนำโจทย์การทำงานสถานการณ์จริง เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่นเดียวกับการเขียนฝาผนังจิตรกรรมศิลปะล้านนา สืบเนื่องมาจากปี 2553 ต้องการทำให้พระอุโบสถสมบูรณ์แบบ ในการเขียนฝาผนังด้านหลังพระประธานจะเป็นลักษณะของซุ้มต้นโพธิ์ตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ถ้ามองจากด้านหน้าเข้าพระประธาน จะเหมือนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ส่วนด้านหลังพระประธานจะเขียนฝาผนังตอนมารผจญ โครงสร้างทั้งหมดอาจารย์เป็นผู้ออกแบบ สำหรับนักศึกษาที่ร่วมเขียนภาพ คือศิษย์เก่าและนักศึกษาชั้นปีที่ 1 นักศึกษาที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ มีจิตสาธารณะ ได้บันทึกความเป็นไทยไว้คู่แผ่นดิน ร่วมถ่ายทอดผลงานศิลปะ งานสาธารณะประโยชน์เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดีกว่าไปทำอะไรไม่เหมาะสม ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เยาวชน...

ผศ.บัณฑิต อินทร์คง หัวหน้าสาขาศิลปะไทย ผู้ดูแลการออกแบบลวดลายและโครงสร้าง อธิบายรายละเอียดของการทำงานจิตรกรรมนี้ว่า...สำหรับขนาดของภาพฝาผนังจิตรกรรมศิลปะล้านนา มีขนาด 4 x 9 เมตร เทคนิคเขียนสีด้วยสีอะครีลิคบนพื้นผ้าใบ จากนั้นนำไปติดตั้งด้วยวิธีการผนึกกับฝาผนัง โดยเรื่องราวทั้งหมดทั้งศึกษามาจากพระไตรปิฎก และจิตรกรรมฝาผนังโบราณตามอุโบสถสมัยเก่า เป็นจิตรกรรมศิลปะล้านนาผสมศิลปะภาคกลาง แฝงไว้ด้วยคติธรรม ผนังด้านหน้าพระประธานเขียนภาพตอนมารผจญ จะวางพระพุทธเจ้าไว้ตรงกึ่งกลาง ส่วนทางด้านซ้ายขวาจะเป็นรูปของมารผจญที่เข้ามาทำร้ายพระพุทธเจ้า โดยทางด้านซ้ายมือ จะแฝงคติในเรื่องของ โลภะ โมหะ โทสะ ในส่วนของกิเลส หมายถึงพวกพญามาร ทางด้านขวา ศีล สมาธิ ปัญญา หมายถึงพระพุทธเจ้า ส่วนผนังด้านหลังเขียนลวดลายของซุ้มต้นโพธิ์ สองข้างมีเทวดามาแสดงความยินดี การเขียนภาพจิตรกรรมโดยใช้สีน้ำมันเขียนบนไม้หรือผ้าใบ เท่าที่ค้นพบหลักฐาน มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6แล้ว โดย พระสรลักษณ์ลิขิต (หลักฐานปีเกิดตายไม่แน่ชัด) เป็นผู้เขียน และในสมัยรัชกาลที่ 7 พระยาอนุศาสน์จิตรกร (หลักฐานปีเกิดตายไม่แน่ชัด) เป็นผู้เขียน...

ศิษย์เก่าจากสาขาศิลปะไทย เบนซ์-ประภัส พุกเจริญ เล่าว่า...ได้เข้าร่วมโครงการเมื่อปี 2553 ตอนนั้นได้มีโอกาสเขียนภาพทศชาติ 10 ชาติ เพื่อเป็นการสานต่อความเป็นไทย จึงเข้าร่วมจิตอาสาโครงการนี้กับน้องๆ ในการทำงานในครั้งนี้ ได้นำความรู้ทางเทคนิคตลอดระยะเวลาการศึกษามาถ่ายทอดให้กับน้องๆด้วย ถือว่าเป็นบุญกุศล และเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เขียนงานถวายวัด และที่สำคัญ เรียนในสาขาศิลปะไทย "เขียนมากเท่าไร จะทำให้เก่งมากเท่านั้น" การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทำให้ได้รับความรู้ และฝึกการแก้ปัญหา ในการสอนน้องๆเกี่ยวเทคนิคต่าง น้องๆจะได้รับความรู้ เพื่อนำไปใช้ในการเรียนต่อไป สร้างความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องในคณะ...

เตยหอม-สุนิสา เพ้งแจ่ม และ เต้ย-สุริยา ชะโนภาษ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาศิลปะไทย กล่าวว่า...ภูมิใจที่ได้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ช่วยอาจารย์และรุ่นพี่ ในส่วนของการลงสีพื้น การตัดเส้น ลอกลวดลาย ได้ฝึกการทำงานจริง ถือว่าคุ้มค่า ใช้เวลาในช่วงปิดเทอมในการทำผลงานกับเพื่อนๆ พี่ๆ และอาจารย์ ซึ่งเทคนิคบางอย่าง ยังไม่ได้มีเรียนในห้องเรียน แต่อาจารย์และพี่ให้สอน เช่น เทคนิคเส้นส้นเทา จะต้องมีการวางสะพานมือรองไว้ เพื่อไม่ให้เปื้อนสี เป็นการทำงานใหญ่ ทำบุญร่วมกับรุ่นพี่ วาดภาพฝาผนังอุโบสถให้รุ่นหลังได้สืบทอด ประทับใจที่ได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา...

ชื่อและเรื่องราวของช่างเขียนไทยในประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่ค้นคว้าหาเรื่องราวได้ยาก เพราะในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังตามลักษณะไทยแบบประเพณีสมัยโบราณ ไม่นิยมแสดงความสำคัญของช่าง ไม่มีการเขียนชื่อของผู้เขียน หรือแสดงหลักฐานใดๆไว้ในภาพเขียน ที่เป็นเช่นนี้เพราะภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นเรื่องราวทางศาสนา เสมือนเป็นการอุทิศตนทำงานโดยไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ ถือว่าผลงานช่าง และเรื่องราวที่บันทึกไว้ในภาพจิตรกรรมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าตัวช่างเขียน ซึ่งแตกต่างไปจากช่างเขียนยุโรป ซึ่งจะต้องแสดงชื่อผู้เขียนไว้ในภาพเขียนเสมอ...นับว่าเป็นงานปิดทองหลังพระ...ที่ช่วยรักษาศิลปะ จิตรกรรมไทยให้คงอยู่ชั่วนิรันด์จริงๆ ค่ะ