บ้านนกฮูกหลังเล็กๆของ รศ.ปรีชา ปั้นกล่ำ

เก็บด้วยรัก
ช่างภาพ: 

นกเค้าแมว นกฮูก หรือนกเค้า (Owl) เป็นนกที่มีรูปใบหน้าคล้ายแมว จับสัตว์เล็กๆกินเป็นอาหาร เป็นนกล่าเหยื่อที่หากินในเวลากลางคืน มีดวงตาโตกว่าเหยี่ยวและอินทรีมาก ดวงตาอยู่ด้านหน้าของใบหน้าเหมือนมนุษย์ และสัตว์ตระกูลแมว หัวหมุนได้เกือบรอบตัวได้ถึง 270 องศา เนื่องจากมีกระดูกสันหลังตรงคอ 14 ชิ้น ซึ่งมากกว่าสัตว์ชนิดใดในโลก หูมีความไวมากเป็นพิเศษสำหรับการฟังเสียงในเวลากลางคืน มีขนปีกอ่อนนุ่ม บินได้เงียบเพื่อไม่ให้เหยื่อรู้ตัว มีประสาทสายตาที่มองเห็นได้ดีกว่ามนุษย์ถึงร้อยเท่า มีเล็บโค้งแหลม และปากงุ้มแหลมสำหรับจับสัตว์กิน เหตุที่หากินในเวลากลางคืน เพราะนกเค้าแมวไม่อาจสู้กับเหยี่ยวหรืออินทรีได้ บางครั้งยังถูกนกที่มีขนาดเล็กกว่าอย่างนกเอี้ยง หรือนกกิ้งโครงไล่จิกตีอีกต่างหาก

ในทางความเชื่อของมนุษย์ไม่ว่าชนชาติไหนๆ มักจัดให้นกเค้าแมวเป็นนกปีศาจเช่นเดียวกับแร้ง นำมาซึ่งความโชคร้ายและความตาย เช่น ความเชื่อของคนไทย เชื่อว่าถ้านกเค้าแมวหรือนกแสกบินข้ามหลังคาบ้านใคร หรือไปเกาะอยู่ใกล้ๆบ้านใคร บ้านนั้นจะต้องมีผู้เสียชีวิต เพราะถือว่าเป็นยมทูตส่งวิญญาณ ซึ่งคตินี้คล้ายคลึงกับคติของชาวโรมันและชาวโรมาเนีย ชาวไอริชเชื่อว่าหากนกเค้าแมวบินเข้าบ้าน ต้องฆ่ามันให้ตายทันที มิเช่นนั้นจะนำพาความโชคดีให้บินไปพร้อมกับตัวนก สำหรับชาวอินเดียแดงเชื่อว่า นกเค้าแมวเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์แห่งปีศาจ การมีขนนกฮูกไว้ในครอบครองแสดงถึงการเล่นเวทมนตร์คาถา สำหรับชาวแอสเทก ชาวมายา และชาวเมโสอเมริกาพื้นเมือง เชื่อว่า นกเค้าแมวเป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้างและความตาย ทั้งยังมีคำกล่าวในภาษาสเปนที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ว่า "เมื่อใดก็ตามที่นกฮูกกรีดร้อง ชาวอินเดียนจะต้องตาย" ยังมีความเชื่อที่น่าสนใจเกี่ยวกับนกฮูกอีกมากมาย เช่น การได้ยินเสียงร้องของนกฮูกหมายถึงลางร้าย จะต้องแก้เคล็ดด้วยการเอาเหล็กไปเผาไฟ หรือไม่ก็นำเกลือ พริกไทย หรือ น้ำส้มไปสาดใส่กองไฟ เพราะเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้นกฮูกเจ็บลิ้น และส่งเสียงร้องไม่ได้อีก คนใกล้ชิดเราจะไม่มีใครต้องโชคร้าย หรือบางที่ก็เชื่อว่า ต้องถอดเสื้อผ้าออก กลับด้านในออกมาไว้ด้านนอกแล้วสวมกลับเข้าไปใหม่เพื่อโชคร้ายจะได้ไม่เข้าตัว หรือความเชื่อที่ว่า ชายใดก็ตามถ้ากินนกฮูกย่างแล้วก็จะกลายเป็นคนกลัวเมีย

แต่ก็มีความเชื่อที่แตกต่างออกไปในบางวัฒนธรรม เช่น เชื่อกันว่านกเค้าแมว หมายถึง สติปัญญา ในคติของชาวฮินดู นกเค้าแมวเป็นพาหนะของพระแม่ลักษมี มเหสีของพระนารายณ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตรีมูรติ เป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์และพรรณข้าว ด้วยเชื่อว่าพระนางจะขี่นกเค้าแมวออกไปตรวจนาข้าวในเวลากลางคืน ซึ่งก็คล้ายคลึงกับคติของกรีกโบราณ ที่นกเค้าแมวขนาดเล็กเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับ เทพีอธีนา เทพีแห่งสติปัญญาและการสงคราม ดังนั้น ในทางวิทยาศาสตร์ ชื่อสกุลของนกเค้าแมวจุดจึงใช้คำว่า Athene ซึ่งก็หมายถึง เทพีอธีนา นั่นเอง ในฟุตบอลอังกฤษ มีทีมที่ใช้นกเค้าแมวเป็นสัญลักษณ์ของทีม คือ เชฟฟิลด์ เวนสเดย์ ซึ่งเป็นทีมประจำเมืองเชฟฟิลด์ ก็มีฉายาว่า "นกเค้าแมว" อีกด้วย นอกจากนี้ในนวนิยายสำหรับเด็กแนวแฟนตาซีชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็มีนกเค้าแมวปรากฏในเรื่อง และในซีรี่ส์แนวโทคุซัทสึของญี่ปุ่นเรื่อง เจ็ทแมน นกเค้าแมวก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งในบรรดานักสู้เจ็ทแมนด้วย ด้วยการเป็นนักสู้ประจำสีเหลือง ชื่อ เยลโล่ โอว์

รศ.ปรีชา ปั้นกล่ำ ศิลปิน นักออกแบบ และอาจารย์ประจำ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ศิษย์เก่าสาขาภาพพิมพ์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ไม่ต่างกับใครหลายๆคน ที่แรกรู้จักนกฮูกก็ตกอยู่ภายใต้ความเชื่อว่าจะนำโชคร้ายมาสู่ เพราะเมื่อตอนเด็กอยู่ต่างจังหวัด ได้เห็นนกฮูก นกเค้าแมวบ่อยๆ เคยพบกับความเชื่อที่ค่อนข้างรุนแรงจนเชื่อสนิทใจว่า นกฮูก นกแสก ถ้าไปเกาะที่บ้านใครต้องมีคนในบ้านเสียชีวิต

เมื่อโตขึ้นเรื่องราวเหล่านั้นเลือนรางไป จนวันหนึ่งต้องมาเลี้ยงลูก เขาจึงพบว่านกฮูกไม่ใช่เรื่องของความน่ากลัว ความโชคร้ายอย่างเดียว แต่ยังมีแง่มุมของความน่ารัก และการเป็นสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของความเฉลียวฉลาดด้วย จึงใช้นกฮูกเป็นตัวนำในการเล่านิทานกล่อมให้ลูกนอน เล่าแบบแต่งเรื่องขึ้นมาเอง ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นอยากจะสอนลูกให้คิดเรื่องอะไร เล่าถึงนกฮูกทั้งในแง่บวกและลบ เพื่อให้ลูกตัดสินใจเองว่าจะเชื่อในด้านไหน จากนั้น รศ.ปรีชากับภรรยา (สุภาภรณ์ ปั้นกล่ำ) และ ลูกสาว (น้องปราชญ์) จึงเริ่มสะสมสิ่งของที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับนกฮูกร่วมกัน จนสิ่งของที่สะสมเกี่ยวกับนกฮูก นกเค้าแมวที่ได้มาจากหลายที่ทาง ทั้งในและต่างประเทศมีอยู่มากมายกว่าพันชิ้น เกิดความรู้สึกอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้ชม จึงเป็นที่มาของ "พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก" อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ตั้งอยู่ใกล้ๆกับตลาดท่านา ขับรถเลี้ยวซ้ายผ่านตลาดไปไม่กี่กิโลเมตรก็จะเห็น ค่าเข้าชม เด็ก 20 บาท ผู้ใหญ่ 40 บาท พิพิธภัณฑ์นี้เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นปี '55นี่เองค่ะ

อาคารพิพิธภัณฑ์หลังนี้ใช้พลังงานน้อยที่สุด ดีไซน์ผนังโปร่ง ลมพัดเข้าได้ โดยไม่ติดแอร์ พื้นที่โดยรอบมีความเป็นธรรมชาติ งานเซรามิคนกฮูกชิ้นเด่นที่ รศ.ปรีชาลงมือทำ คืองาน "ฮูกครอบครัว" เป็นงานต้นแบบปลาสเตอร์สีขาวๆ ได้แรงบันดาลใจมาจากความรัก ความผูกพัน ของคนในครอบครัว นอกจากนี้ยังมีของสะสมที่แปลกตาอีกมากมาย อาทิ งานแกะไม้เป็นนกฮูก ซึ่งได้มาจาก พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ฮาโกเน่ ประเทศญี่ปุ่น อันเป็นความฉลาดของช่างที่รู้จักใช้เครื่องมือ และใช้วัสดุธรรมชาติมาสร้างเป็นงานได้อย่างลงตัว งานชิ้นนี้เค้าแกะพียงไม่กี่ที มันก็สามารถเป็นไปได้อย่างที่เค้าต้องการ โดยไม่ต้องสลักหรือขัดเกลาอะไรมากมาย ฮูกตาโขน และ ครกฮูกหินอ่างศิลาเป็นส่วนหนึ่งของการที่เขาพยายามส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ไฮไลท์ที่เด็ดที่สุด คือพระเครื่องบูชาบางรุ่นที่ถูกทำขึ้นเป็นหน้านกฮูก เรียกว่า พระพิมพ์หน้านกฮูก เช่น รุ่นหลวงปู่พิน กรุวัดชายทุ่ง บ้านโคกหม้อ ตำบลท่าระหัด อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระพิมพ์ศิลปะเวียงจันทน์ หรือที่เรียกกันว่า "พระลาว" พระพักตร์คล้าย "หน้านกฮูก" อันเป็นที่มาของชื่อพระ สร้างสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น บรรจุในกรุเจดีย์รวมกับศาสตราวุธต่างๆ พระพิมพ์หน้านกฮูก เป็นพระนั่งขัดสมาธิราบปางสมาธิ จำลององค์พระสงฆ์ มีพระพักตร์กลม พระเนตรกลม เศียรโล้นคล้ายนกฮูก

รศ.ปรีชา ปั้นกล่ำ ต้องการให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะในทุกระดับและเป็นศูนย์พัฒนาด้านหัตถกรรม นอกจากมาชมพิพิธภัณฑ์แล้ว ใครอยากมีงานศิลปะงามๆตามจินตนาการของตัวเอง ก็สามารถรังสรรค์ชิ้นงานกันได้ เพราะมีวิทยากรคอยดูแล...ตามเจตนารมณ์ของเจ้าของพิพิธภัณฑ์ที่อยากให้ศิลปินได้ทำงานศิลปะบริสุทธิ์ค่ะ