ในยุคที่ความบันเทิงมีให้เลือกสรรกันอย่างจุใจหลากหลายรูปแบบ จนแทบจะนึกภาพของหนังกลางแปลง และการแสดงมหรสพเก่าๆ ในสมัยคุณปู่ คุณย่า ไม่ออกเอาเสียเลย ทั้งที่ความสำคัญของมหรสพแต่โบราณ ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยมาช้านาน มีรากเหง้าจากการรำบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่าเจ้าเขา ผี เทพเทวดา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และวิงวอนให้เกิดความผาสุขในชีวิต และขจัดอุปสรรค ตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บ นอกเหนือจากเพื่อพักผ่อนหย่อนใจและความบันเทิง

โขน เป็นการละเล่นของชายล้วนที่อยู่คู่กับราชสำนักมาตั้งแต่โบราณ ใช้เล่นในการพระราชพิธี แต่เดิมผู้ที่จะได้รับการฝึกหัด คือมหาดเล็กหลวง จึงเรียกกันว่าโขนหลวง เรื่องที่นิยมเล่นกันเห็นจะเป็นรามเกียรติ์ เพราะเป็นวรรณคดีสำคัญที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีคติสอนใจ และให้แง่คิดต่างๆ สอดแทรกอยู่เป็นอันมากตามหลักนิยมของอินเดีย สำนวนกลอนก็มีความไพเราะตามหลักนิยมของไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงพื้นฟูการแสดงโขน โดยมีพระบรมราชานุญาตให้เจ้านาย และขุนนางผู้ใหญ่หัดโขนได้ ทำให้มีผู้สนใจหัดโขนมากขึ้นเพื่อหวังประดับเกียรติของตน เรียกขาน โขนบรรดาศักดิ์ เกิดการเล่นประชันกันหลายโรง เป็นเหตุให้การแสดงโขนแพร่หลายเป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป

ส่วนประกอบสำคัญของโขน ได้แก่ หัวโขนที่ผู้เล่นใช้สวมหัว นับเป็นงานประณีตศิลป์ที่มีวิธีการประดิษฐ์ให้มีลักษณะลวดลาย และสีสันวรรณะแตกต่างกันออกไป และเนื่องจากตัวละครในคู่สงครามของรามเกียรติ์มีเป็นจำนวนมาก ตัวโขนที่ออกแสดงจึงมีจำนวนมากตามไปด้วย เอกลักษณ์ของโขนแต่ละตัวดูได้จากมงกุฎ หรือเครื่องประดับศีรษะ ปาก ตา สี และอาวุธที่ใช้

ท่าเต้นและท่ารำถือเป็นหัวใจของโขนเสมือนเป็นภาษาพูด การเล่นโขนจะต้องแสดงท่าประสานอย่างกลมกลืนกันกับจังหวะของคำพากษ์ คำเจรจา คำขับร้อง และเพลงหน้าพาทย์

โดยทั่วไปมีท่าทางที่สามารถสื่อสารให้ผู้ชมเข้าใจเป็น 3 แบบ คือ

  1. ท่าทางที่ใช้แทนคำพูด เช่น รับ ปฎิเสธ สั่ง เรียก ไป มา
  2. ท่าทางแสดงกิริยาอาการ หรืออิริยาบถ เช่น เดิน นั่ง นอน เคารพ
  3. ท่าทางแสดงอารมณ์ภายใน เช่น รัก โกรธ ดีใจ เสียใจ ร่าเริง

นอกจากนี้ผู้ฝึกการแสดงโขนยังต้องฝึกวิชาระบำรำเต้นในกระบวนสรรพยุทธ์ อันหมายถึงการต่อสู้ด้วยอาวุธ หรือที่เรียกว่า กระบี่ กระบอง และสรรพคิลา อันหมายถึง การกีฬาที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อให้เคลื่อนไหวด้วยลีลาฟ้อนเต้น

นอกจากนี้การแต่งกายโขนก็เป็นศิลปะที่วิจิตรบรรจง เพราะโขนแสดงเรื่องราวของชนชั้นกษัตริย์ เครื่องแต่งกายจึงใกล้เคียงกับเครื่องทรงของกษัตริย์ ในระยะแรกมีการประดิษฐ์เครื่องแต่งตัวชุดนายโรงหรือ ตัวพระขึ้นก่อน และมีตัวละครแต่งกายแบบนี้เพียงคนเดียว เรียกว่า ตัวยืนเครื่อง และเรียกเครื่องแต่งกายแบบตัวพระว่า ยืนเครื่อง ต่อมาไม่ว่าจะเป็นตัวเอกหรือตัวรอง ก็แต่งยืนเครื่องทั้งนั้น ต่างกันเพียงเครื่องประดับศีรษะ

เสื้อของตัวโขนจะเป็นแขนยาว สีเสื้อที่สวมบ่งบอกถึงสีผิวของตัวโขนไปในตัวด้วย เช่น ทศกัณฐ์ พระราม กุมภกรรณ อินทรชิต พระอินทร์ มีผิวกายสีเชียวตามพงศ์ในเรื่องรามเกียรติ์ ก็สวมเสื้อสีเขียว ยักษ์ หรือลิง ที่มีผิวกายสีใดก็สวมเสื้อสีนั้น ส่วนผ้านุ่งของผู้แสดงโขนจะใส่สีตัดกันกับสีเสื้อ เช่น เสื้อสีเขียวให้นุ่งผ้าสีแดง เสื้อสีแดงให้นุ่งผ้าสีเขียว เป็นต้น

ลิง เป็นตัวแสดงโขนที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีการประดิษฐ์ท่าทาง โดยพยายามลอกเลียนแบบอากัปกิริยาของลิงประยุกต์ เข้ากับการเคลื่อนไหวแบบนาฏศิลป์ โดยคงความเป็นธรรมชาติไว้ให้ได้มากที่สุด ลิงจึงเป็นตัวแสดงที่มีเอกลักษณ์ของความน่ารัก คล่องแคล่ว สนุกสนาน แตกต่างไปจากท่าทางของตัวละครอื่น

ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่จัดขึ้นที่ไบเทค บางนา ปีนี้ ได้สร้างสีสันด้วยการนำเอาโขนวิทยาศาสตร์ มาเปิดการแสดงเป็นครั้งแรก วันละ 2 รอบ ในช่วงเวลาประมาณ 8 วัน ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมเกินความคาดหมาย โดยแสดงเรื่อง เมขลา-รามสูร ซึ่งเป็นเรื่องราวที่คนไทยคุ้นเคยกันดีจากนิยายปรัมปราที่เล่าขานกันมาแต่โบราณปากต่อปากถึงที่มาของการเกิดฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ซึ่งเกิดจากนางเมขลาล่อรามสูรด้วยแก้ว

จตุพร ธิราภรณ์ และ ชาคริต อิ่มเจริญกุล ผู้ควบคุมทีมโขนวิทยาศาสตร์ เล่าว่า นักแสดงทั้งหมดเรียนโขนมาจากที่ต่างๆหลากหลาย มีทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทร์เกษม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ทุกคนมารวมตัวกันโดยมีจุดประสงค์เดียวกัน คือต้องการเผยแพร่ศิลปะความเป็นไทย เพราะโขนถือเป็นกิ่งเป็นรากน้อยๆของความเป็นไทยที่ปัจจุบันเราละเลยไม่สนใจกันแล้ว คนสมัยก่อนที่นั่งดูโขนแล้วสนุก เพราะเขามีพื้นรู้ สมัยนี้ถ้าไม่ใช่คนที่เรียนมา จะฟังเนื้อร้องยังยาก แล้วโขนกับวิทยาศาสตร์ เป็นอะไรที่มันยากจะเข้ากัน

เมื่อ ชนินทร วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการสำนักโครงการพิเศษ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หรือ อพวช.ซึ่งทราบว่า จตุพร เรียนโขนมาจากชมรมดนตรีและนาฏศิลป์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้มอบโจทย์ให้นำโขนมาเป็นเครื่องมือสอนวิทยาศาสตร์ทำให้ ต้องมานั่งตีโจทย์กับเพื่อนๆว่าจะทำออกมาอย่างไรดี เพราะเป็นเรื่องยากถ้าจะเอาโขนมาเล่นเป็นวิทยาศาสตร์ เนื่องจากโขนเป็นเรื่องของความเชื่อ วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องความจริง ในที่สุด งานจึงออกมาเป็นการนำโขนมาอธิบายความเป็นวิทยาศาสตร์ เลือกแสดงเรื่องเมขลา-รามสูร ซึ่งคนไทยคุ้นเคย พอผู้ชมเห็น เขาก็เข้าใจได้ทันที ถ้ามากับครอบครัว แม่ก็จะเล่าให้ลูกฟัง หรือบางทีครูก็เล่าให้นักเรียนเข้าใจ แต่ก็ยอมรับว่าไม่ง่าย เพราะแม้แต่ผู้ใหญ่ของหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ยังคุยกันยาก แล้วก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับงานของเรา แต่เสียงตอบรับที่ออกมาดี คนดูมีความสุข พอเห็นเมขลากับรามสูรออกมา เขาเข้าใจและมีส่วนร่วม ก็มีความหวังว่า งานแสดงครั้งแรกที่เหมือนเป็นการนำร่อง และทางองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติสนใจจะให้แสดงอีก เห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับชาติของเราต่อไป ทางทีมงานก็ยินดี

จตุพร กล่าวว่าตัวแสดงในโขน เช่น หนุมาน ทศกัณฐ์ มัจฉานุ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จึงคิดว่าจะหาทางนำขบวนการวิทยาศาสตร์ด้านต่างๆ เข้ามาแทรก อาจจะเป็นเรื่องของพันธุกรรมก็ได้

ส่วนแรงบันดาลใจที่เลือกเรียนโขน เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เรียนตั้งแต่ปีหนึ่งช่วงเทอมสอง แล้วก็ได้เครือข่ายคนที่สนใจแบบเดียวกันในชมรมดนตรีไทยและนาฏศิลป์ จึงเกิดการรวมตัวกัน จริงๆตอนที่เรียนไม่ได้หวังจะเอามาทำงาน แต่ต้องการดูโขนเป็น และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติไทย อยากหาจุดร่วมให้เด็กรุ่นใหม่หันมาสนใจโขน ไม่ทิ้งรากเดิม ต่อไปอาจจะแทรกโขนไปกับการ์ตูน หรือแอนิเมชั่นก็ได้ พวกเราอยากเป็นเพียงผู้จุดประกายเล็กๆในสังคมไทยให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจโขนให้มากขึ้น

ผู้สนใจและต้องการสนับสนุน การจัดแสดงโขนวิทยาศาสตร์ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากทีมงาน ได้ที่ 08-1422-1400 เพื่อร่วมกันสืบทอดโขนอันเป็นศิลปะชั้นสูงของไทยให้ดำรงอยู่สืบไป ตราบนานเท่านาน ตามพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระผู้ซึ่งฟื้นฟูศิลปะการแสดงโขน ให้กลับมามีชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์