ลีลาไทยลีลาเที่ยว เพียงคืนเดียวที่สมุทรสาคร

ท่องเที่ยวทั่วไทย

 

3...

อยากเอนหลับให้สบายเสียหน่อย แต่ก็ทนเสียงชักชวนให้ไปเที่ยวไม่ได้ จึงฝืนใจเดินตามหลังเพื่อนไปโดยดี เราใช้เวลาในการขับรถไปตามถนนหลักสาม-กระทุ่มแบน ไม่นานเท่าไหร่ก็มาถึงบริเวณของ ตำบลอำแพง อำเภอบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ วัดสุนทรสถิต หลังจากจอดรถที่ลานจอดเรียบร้อยแล้ว ก็มายืนมองภาพกว้างๆของวัดอันสงบเสงี่ยม ทำให้เกิดความรู้สึกเลื่อมใสในจิตใจขึ้นมา จึงใช้เวลาระหว่างรอเรือชมวิวตามคลอง ขอไปเริ่มโปรแกรมศรัทธาสัญจรกันก่อน โดยที่ผองเพื่อนกลับมิได้สนใจด้วยเลย

วัดสุนทรสถิต เดิมชื่อว่า วัดอำแพง ต่อมาปี 2484 ได้เปลี่ยนมาเป็นวัดสุนทรสถิต มีเนื้อที่ 23 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย คาดว่าอายุประมาณ 200 ปีเศษ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2500 มีอาคารเสนาสนะต่างๆ อาทิ อุโบสถ วิหารหลวง ศาลาการเปรียญ สำนักปฏิบัติธรรม หอไตร หอฉัน หอสวด หอกลอง หอระฆัง ส่วนปูชนียวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ พระพุทธศิลา...พระพุทธรูปโบราณศิลปะอู่ทอง หลวงพ่อดำ...พระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อโลหะสัมฤทธิ์ รูปหล่อหลวงปูนิ่ม...อดีตเจ้าอาวาสวัด รูปหล่อหลวงพ่อเกษม...อดีตเจ้าอาวาสวัดเช่นกัน

พอเริ่มย่างกรายตามศาสนสถาน สุรพล มรรคเจริญ หรือ พี่จู๊ด กรรมการวัดสุนทรสถิต ก็เข้ามาทักทายกับผมเสียก่อน พร้อมอาสาพานำชมอย่างกันเอง เริ่มต้นกันที่ หลวงพ่อศิลา หรือ หลวงพ่อสามพี่น้อง พระพุทธรูปที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด ใครเป็นผู้สร้าง มีแต่ตำนานจากคนเฒ่าคนแก่ว่า เมื่อก่อนทางทิศตะวันตกของวัด มีวัดร้างอยู่แห่งหนึ่ง คงจะนำพระพุทธศิลามาจากวัดนั้น ต่อมายืนชมหน้า ศาลาการเปรียญที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2538 โดยชาวบ้านร่วมกันบริจาคทรัพย์ แต่ก็สร้างยังไม่แล้วเสร็จได้ ด้วยขาดทุนทรัพย์อีกจำนวนหนึ่ง ในปี 2547 ทางเจ้าอาวาสและกรรมการวัด ขอความเมตตาจาก สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ให้ช่วยดำเนินการก่อสร้าง และสร้างแล้วเสร็จ เมื่อปี 2548

ผมซอกแซกดูศิลปะตามซอกมุม จนกระทั่งมานั่งที่ศาลาท่าน้ำ ติดชิดริมลำคลองอำแพง สร้างมาเมื่อประมาณปี 2475 ต่อมาปี 2545 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ บูรณะปฏิสังขรณ์ให้สวยงาม ดูสง่าดังที่เห็นในปัจจุบัน ผมนั่งไล่มองไปตามศาลาไม้ แล้วเอ่ยว่า "น่านอนเล่นนะครับ มีลมเย็นพัดตลอดเลย ศาลานี้มีชื่อว่าอะไรครับ" "ศาลาผีดุ" พี่จู๊ดตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่คนฟังอย่างผมกลับสะดุ้งเฮือก แล้วทำแสร้งเลี่ยงเดินออกมาจากศาลา พร้อมมีเสียงอธิบายที่มาของชื่อว่า ในสมัยก่อนมีการสัญจรกันทางน้ำ มีชาวบ้านขึ้นลงท่าน้ำเป็นประจำ อีกทั้งเมื่อมีคนเสียชีวิต ก็จะนำศพขึ้นมาจากเรือ แล้วมาพักไว้ในศาลาแห่งนี้ บางครั้งกางมุ้งพร้อมจุดตะเกียงไว้ เพื่อรอไปซื้อหา หรือต่อโลงศพ ดังนั้น หากเห็นมุ้งกางที่ศาลาเมื่อใด นั่นหมายความว่า มีศพรอไปประกอบพิธีกรรม

บรื๊อ!!! หายง่วงดังปลิดทิ้งเลยครับ ผมยังไม่อยากหลับอย่างถาวรนะ เลยขอตัวอำลาพี่จู๊ดมานั่งท่าเรือดีกว่า ไม่นานเรือเครื่องหางยาวก็มาถึง พอนายท้ายกระตุกเครื่องสองสามที ใบจักรเรือสามใบหมุนเร็วทันที พอเมื่อนำลงในลำน้ำอำแพง ฝีจักรกระทบน้ำเป็นฟองขาว ส่งแรงให้เรือแล่นออกไปจากท่าน้ำ ลำคลองอำแพงกว้างกำลังพอดี จึงให้เห็นบรรยากาศสองฝั่งชัดตา เป็นภาพวิถีความเป็นอยู่ชาวบ้านแพ้ว บ้านเรือนไม้ชั้นเดียวอันสงบสบาย มีต้นไม้หลายสายพันธุ์ตามฟากฝั่ง อย่างต้นลำพู และต้นตีนเป็ด ต่างให้ร่มเงาข้างๆท่าน้ำ ต้นจากขึ้นเป็นก่อตามฝั่งน้ำตื้น ขณะที่บางส่วนทำเกษตรไร่ข่า หรือปลูกต้นกล้วยอย่างหนาตา และแพผักบุ้ง หรือผักทอดยอด ลอยกระเพื่อมตามระลอกคลื่น อันเป็นธรรมชาติที่ดูสดชื่นจริงๆ

ท่ามกลางทัศนียภาพแห่งความสุข ผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เรือก็พาเรามาถึงประตูระบายน้ำลงอ่าวไทย พอดับเสียงเครื่องยนต์เงียบสนิทดีแล้ว เราขึ้นไปถ่ายรูปเล่นตามประตูระบายน้ำ เอ้า!!! หนึ่ง สอง สาม...ยิ้มหวาน จากนั้นก็กลับสู่ท่าน้ำหน้าวัดสุนทรสถิตอีกครั้ง แล้วแล่นรถตามถนนสองช่องจราจร ไปทางด้านทิศตะวันออกเพียง 15 กิโลเมตรเท่านั้น เราก็มายืนตรงอยู่ภายใน อนุพุทธมณฑลจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีมูลเหตุแห่งการก่อสร้างมาจากทางคณะรัฐมนตรี มีมติ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2547 เห็นชอบให้จังหวัดทุกจังหวัด พิจารณาก่อสร้างอนุพุทธมณฑลประจำจังหวัด เพื่อประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา

อนุพุทธมณฑลจังหวัดสมุทรสาคร เดิมชื่อว่า สวนกาญจนาภิเษก 50 ปี แห่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีเนื้อที่ประมาณ 143 ไร่ 83 ตารางวา บริเวณกลางอนุพุทธมณฑลฯนั้น มีพระประธานปางลีลาประทับยืน ในความสูง 9 เมตร นามว่า พระศรีสาครภูมิบาลประทานธรรมสุทัศน์ อันมีความหมายว่า พระพุทธรูปที่เป็นสิริมงคล ปกปักรักษา และชี้ทางธรรมแก่ชาวสมุทรสาคร นอกจากนั้นจะได้พบกับสวนป่า มีน้ำล้อมรอบ ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ซึ่งถือว่าเป็นโซนแห่งแรกในจำนวน 3 โซน ต่อมาเป็นโซนสวนสุขภาพและลานกีฬา และโซนสุดท้ายภายในอนุพุทธมณฑลฯ เป็นโซนศูนย์ผู้ดูแลผู้สูงอายุกลางวัน ในโครงการพัฒนาของ ศูนย์สามวัยสานสายใยรักแห่งครอบครัว จังหวัดสมุทรปราการ โดยเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2551 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธาน เปิดศูนย์สามวัยสานสายใยรักแห่งครอบครัว จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นศูนย์แห่งแรกของประเทศไทย

กลับจากการเที่ยวหย่อนใจกันแล้ว พอเข้าที่พักก็ตรงกับอาหารค่ำพอดีเลย มีอาหารรสชาติที่แสนเลอเลิศเช่นเคย ผนวกกับบรรยากาศริมคลองดำเนินสะดวก ทำให้อบอวลไปด้วยความสุขที่ล้นเหลือ สมกับคำขวัญของอำเภอบ้านแพ้ว ที่ว่า "แดนดินกลิ่นดอกส้ม ดงองุ่นหวาน น้ำตาลบริสุทธิ์ สุดสวยด้วยกล้วยไม้ หลากหลายไม้ผลนานาพันธุ์" ซึ่งสภาพแต่เดิมบ้านแพ้วเป็นป่าทึบ มีทั้งสัตว์ป่า และต้นไม้นานาชนิด ต่อมามีชาวบ้านจากชุมชนใกล้เคียง จากจังหวัดนครปฐม และจากที่อื่นๆเข้ามาล่าสัตว์ และหาของป่ากันมากขึ้น จึงได้ทำสัญลักษณ์หรือเรียกว่า แพ้ว เพื่อป้องกันการหลงป่า เช่น ใช้ไม้เป็นเสาธงผูกผ้าที่ปลาย เรียกว่า แพ้วธง จนกระทั่งมีการอพยพตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชน จึงเรียกกันว่า หมู่บ้านแพ้ว

ล้มตัวนอนในห้องที่แต่งเรียบง่าย ก็เคลิ้มพร้อมแว่วเสียงสัตว์ตัวน้อย อย่างพวกจิ้งหรีด หริ่งเรไร ต่างกรีดปีกเกิดเสียงเพลงบรรเลง เสมือนบทเพลงขับกล่อมอันไพเราะ ที่แผ่วเบาปนมาในสายลมของค่ำคืน ทั้งเสียงใบไม้เสียดสีกับกระแสลมหวีดหวิว จึงทำให้หลับใหลเลยถึงเช้าวันใหม่ กาเหว่าๆ ๆ ๆ เสียงแรกให้พ้นจากภวังค์ ผมเดินไปเปิดม่านสูดหายใจเข้าปอด ม่านบางๆหม่นมืดเริ่มจางหายไป เผยเห็นละอองน้ำเกลื่อนตามยอดไม้ ขณะที่หมู่เมฆที่ริมขอบฟ้าไกล ก็กำลังขลิบสีแสดส้มน่ามอง นับเป็นภูมิภาพที่แสนบริสุทธิ์อย่างยิ่ง

หลังอาหารมื้อเช้าที่เอร็ดอร่อยเหมือนเดิม เราได้มีโอกาสพูดคุยกันหลายเรื่องราวกับเจ้าของบ้านลีลาไทย พี่เปี๊ยก-พงษ์ศักดิ์ สมบัติกิจตระกูล ว่า "พี่เป็นคนที่ชอบอะไรที่เป็นไม้ ด้วยเครื่องเรือนในประเทศไทย นำมาผสมรวมกันได้หมด อย่างโน่นตู้ไม้มาจากแม่สอด แหย่งนั่นมาจากสังขละ คนโฑไม้นี่มาจากแม่สาย แม้แต่เป็นพวกเครื่องหนัง ก็ยังนำมาตกแต่งร่วมกันได้ มันขึ้นอยู่กับความชอบของเรา หรือจัดวางอย่างมีองค์ประกอบ เครื่องเรือนที่นำมาตกแต่งทุกชิ้น...เราขายนะ นักท่องเที่ยวคนไหนอยากได้ จ่ายตังค์มาแล้วยกเอาไปเลย

...ส่วนบ้านพักเรือนไทยร่วมสมัย ก็ด้วยสภาพแวดล้อมเป็นสวน มีลำคลองไหลผ่าน หากปลูกเป็นเรือนไทยไม้อย่างสมัยก่อน จะก่อเกิดปัญหาเรื่องปลวกตามมา จึงแก้ไขปัญหาด้วยการเสริมปูน ซึ่งก่อให้เกิดอารมณ์แบบไทยได้อย่างดี อีกทั้งได้รับการแนะนำจากชินแส ให้มีการขุดร่องน้ำเสริมฮวงจุ้ย ชินแสบอกว่า เมื่อด้านหลังเป็นเขาแล้ว ถึงแม้จะเป็นเขาเพชรบุรีที่อยู่ไกลมาก ด้านหน้าก็ควรมีแหล่งน้ำให้ความเย็น เราจึงขุดร่องน้ำเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งก็ยังเอื้อในเรื่องของภูมิทัศน์ พี่ขอแนะนำการท่องเที่ยวสักหน่อยน่ะ ถ้ามาพักในแบบเป็นแพ็คเกจ เราก็จะเริ่มนำไปไหว้พระกันก่อน แล้วค่อยท่องเที่ยวช็อปที่ตลาดน้ำ ต่อด้วยการชมสวนผลไม้

...ในแต่ละฤดูกาลจะไม่เหมือนกัน ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม อากาศจะเย็นสบายเหมือนแถวเชียงใหม่เลย พอระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน อากาศตอนกลางวันจะอ้าวเล็กน้อย แต่พอประมาณสักสี่โมงเย็น จะเริ่มมีลมเย็นๆ พัดผ่านเข้ามา เป็นลมที่มาจากทะเล และตามลำคลอง ส่วนช่วงหน้าฝนจะนำเที่ยวตามวัด ชมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ประเพณีการแห่เทียน ประเพณีการล้างเท้าพระ สำหรับการนำเที่ยวสวนผลไม้ จะเป็นช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป มีผลไม้ออกเรียงตัวมากมาย เริ่มตั้งแต่ มะม่วง กระท้อน แก้วมังกร ฝรั่ง องุ่น แล้วที่กำลังขึ้นชื่อในขณะนี้ คือ ลำใย ที่มีลูกใหญ่ และเนื้อหนา"

โปรแกรมการเที่ยวสุดท้ายของเรา เป็นการล่องเรือตามคลองดำเนินสะดวก เป็นคลองที่มีทัศนียภาพงดงาม ในอดีตก่อนมาเป็นคลองดำเนินสะดวกอย่างทุกวันนี้ อาณาพื้นที่ทั้งหมดเป็นป่ารกชัฏ ครั้นเมื่อปี 2409 ในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ขุดคลองในการสัญจรไปมาของประชาราษฎร์ โดยเป็นคลองตัดขวางแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง ทำให้สภาพพื้นที่ที่เคยเป็นป่าดง กลายเป็นแหล่งการเกษตรของเกษตรกร ได้พลิกฟื้นเป็นเรือกสวนปลูกผัก ผลไม้ ดังปรากฏในประวัติศาสตร์การเปิดคลองดำเนินสะดวก ความว่า มีการเปิดคลองขุดใหม่ที่บางนกแขวก เริ่มลงมือมาตั้งแต่ปลายปีขาล ขุดตั้งแต่บริเวณแม่น้ำบางยาง ทางฝั่งตะวันออกของเมืองนครไชยศรี ไปตกคลองบางนกแขวก เมืองราชบุรี ความยาว 840 เส้น กว้าง 6 วา ลึก 6 ศอก

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านชาวเรือนในละแวกนั้น ต่างได้รับความสะดวกสบาย แล้วมีการโยกย้ายมาตั้งบ้านเรือน อยู่อาศัยตลอดแนวของสองฝั่งคลอง ตั้งแต่หลักหนึ่งไปจนถึงหลักแปด ทั้งนี้ด้วยพระบารมีของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยทุกระดับชั้น ชาวบ้านเมื่อมาอาศัยอยู่กันมากขึ้น จึงต่างได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดวาอารามขึ้น ตามริมคลองเป็นระยะๆ เพื่อใช้เป็นที่บำเพ็ญศาสนกิจต่างๆ ตามแบบอย่างของพุทธศาสนิกชนทั่วไป พึ่งควรกระทำทั้งกาย วาจา และใจ

เราเริ่มแล่นเรือจากบริเวณหน้าบ้านลีลาไทย ตรงกับหลักแบ่งเขตคลองหลักสอง แล้วไปสุดที่หลักแบ่งเขตคลองหลักสี่ อันเป็นสถานที่ตั้งของ วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร ซึ่งได้ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงเท่านั้น เฮ้อ!!! ไม่รู้นายท้ายเรือ...จะรีบร้อนไปไหนต่อกันนะ โดยที่วัดหลักสี่ฯ เป็นวัดราษฎร์ ประชาชนที่อาศัยในบริเวณหลักสี่ หรือบริเวณกึ่งกลางคลองดำเนินสะดวก มารวมตัวกันสร้างวัดบนที่ดินของ แจ่ม วาสุกรี ผู้ที่มีความศรัทธายกที่ให้เป็นธรณีสงฆ์ ในเบื้องแรกของการสร้างวัดนั้น มีเพียงกุฏิมุงด้วยจากเพียงหลังเดียว ต่อมามีคนมาถวายบ้านเรือนเก่าๆ เป็นฝากระดานบ้าง หรือเป็นฝาขัดแตะบ้าง ทางวัดก็ได้มาปลูกเป็นกุฏิสงฆ์เพิ่มขึ้น และได้ทำการตั้งชื่อตามหลักแบ่งเขตของคลอง ว่า วัดใหม่หลักสี่ ในเวลาต่อมา

จากนั้นได้เปลี่ยนเป็นชื่อ วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร จนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยตั้งอยู่เลขที่ 17 หมู่ 2 ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว นับอายุมาถึงปัจจุบันก็ 65 ปี มีการพัฒนาโดย พระครูพิพัฒน์สาครธรรม จึงมีความเจริญใหญ่โตสวยงาม อาทิ พระอุโบสถ กุฏิ หอฉัน หอสวดมนต์ ซึ่งศาลาการเปรียญเป็นหลังใหญ่ที่สุดในคลอง สามารถจุคนได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคน ส่วนบนวิหารหลังใหม่ เป็นที่ประทับอย่างเด่นสง่าของ หลวงพ่อโต เป็นวิหารทรงไทยจัตุรมุข ประดับประดาด้วยกระจกสี ทุกส่วนตกแต่งได้อย่างสวยงาม ตามแบบสถาปัตยกรรมไทย อันประกอบด้วยกระจกหลากสีหลากชนิด ปิดทองคำเปลวหลายแสนแผ่น

ผู้ดูแลความสะอาดในวิหารเล่าให้ผมฟังว่า มีแม่ค้าที่เป็นชาวสวนเจ้าหนึ่ง จะพายเรือไปขายผลไม้ที่ตลาดน้ำ เมื่อพายมาเห็นหลวงพ่อโตเข้า จึงบนบานศาลกล่าวเอาไว้ว่า หากวันนี้ขายผลไม้ได้หมด จะนำผลไม้มาถวายเป็นการแก้บน แล้วนำน้ำในคลองมาเป็นน้ำมนต์ ประพรมไปตามผลไม้ในเรือจนทั่ว ผลปรากฏอย่างน่าอัศจรรย์ว่า วันนั้นขายดิบขายดีราวกับเทน้ำเทท่า ต่อมาจึงเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องต่อกันมา หากจะทำมาค้าขายให้ประสบความสำเร็จ จะแก้บนด้วยผลไม้ ไข่ หรือประทัดกัน สำหรับผมขอบารมีจากหลวงพ่อโต ช่วยให้เงินเดือนขึ้นสักพันสองพันด้วยเถอะ ด้วยตอนนี้ทำงานหนักหนาเหลือเกิน...สาธุ

ท่องเที่ยวทั่วไทย...ในทริปของ "ลีลาไทยลีลาเที่ยว เพียงคืนเดียวที่สมุทรสาคร" ครั้งนี้นั้น ไม่น่าเชื่อจริงๆเลยครับว่า เพียงใช้ระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น เราก็ได้รับรู้เรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสำคัญในด้านต่างๆ ทั้งสะท้อนด้านวิถีความเป็นอยู่ ด้านความภาคภูมิใจในชนชาติ ด้านประวัติศาสตร์ชาติไทย หรือด้านประเพณีวัฒนธรรม และที่สำคัญที่สุด คือรู้สึกอบอุ่นเหลือเกินที่อยู่ใต้ร่มบารมี แห่งพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์