โครงการพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พื้นที่ภาคกลาง

อาสา-สืบสาน

 

1...

"โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร มีตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ ถึง จังหวัดนราธิวาส ส่วนเป้าหมายในแต่ละแห่งนั้น มีความแตกต่างกันไปบ้าง แต่หลักใหญ่ๆ มีความคล้ายคลึงกัน โดยเมื่อประมาณปี 2548-2549 มีน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่จังหวัดสิงห์บุรี พระองค์ท่านรับสั่งให้ตั้งโครงการฟาร์มตัวอย่างฯขึ้น ซึ่งสิ่งแรกมิใช่การทำงานอย่างถาวร ต่อมาให้เป็นโรงเรียนการเรียนรู้ สำหรับสอนให้ชาวบ้านทำกินอย่างถูกต้องวิธี และปลอดภัย

...โดยมีโมเดลในการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ที่ให้ทั้งทำอย่างถูกวิธีที่สุด ประหยัดต้นทุน ทำมาหากินได้จริงๆ และเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ ทว่าสิ่งที่กระทำต่างๆมาแล้วนั้น ใช้ได้กับชาวบ้านที่อยู่รอบๆเท่านั้น ดังนั้น จึงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร หรือจริงๆแล้วเป็นแหล่งเผยแพร่วิธีการทำงานที่ถูกต้อง ต่อวิถีชีวิตปัจจุบันออกไป โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ที่จังหวัดอ่างทอง เริ่มต้นในพื้นที่ 30 กว่าไร่ มีจำนวนคนงาน 400 คน ถ้าดูที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว...ขาดทุนแน่นอน แต่เรามองที่กิจกรรมแต่ละประเภทว่ามีความกำไรในตัวเองหรือไม่

...ที่สำคัญในระหว่างที่มาเรียนรู้ พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า ถ้าให้ชาวบ้านมาเรียนรู้เฉยๆ เหมือนโรงเรียนอื่นๆ ที่ต้องเสียสตางค์ เขาจะทำกันไม่ได้หรอก จึงให้เงินส่วนหนึ่งเหมือนเงินยังชีพ แรกเราจ่ายเงินเป็นรายวัน ระยะหลังๆ 15 วันจ่ายที และต่อมาก็จ่ายเป็นเดือน พระองค์ท่านเชื่อมั่นในคนไทยว่า เป็นคนดีทุกคน หากไม่ได้มีความอดอยาก หรือกระทั่งลูกเมียจะอดตาย ก็จะไม่หันไปเป็นโจรกัน ฉะนั้นช่วยเหลือคนสิ้นไร้ไม้ตอกได้ เพียงให้มีสตางค์ไว้ใช้บ้างเล็กน้อย จะเป็นการลดปัญหาของสังคมได้อย่างมาก เพราะเป้าหมายของโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ คือพยายามพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้าน...ให้มีความยั่งยืน"

ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวัง จรูญ อิ่มเอิบสิน สรุปแนวพระราชดำริและการดำเนินโครงการ ก่อนสื่อมวลชนสัญจรเข้าชมภายใน โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ (หนองลาด) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตำบลท่าข้าม อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ในโครงการ "สื่ออาสา...สืบสานพระราชดำริ" ครั้งที่ 2/2555 ในเขตพื้นที่ภาคกลาง จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 ที่ทรงพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ (หนองลาด) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองลาด หมู่ที่ 1 และ 2 ตำบลท่าข้าม และหมู่ที่ 3 ตำบลวิหารขาว มีพื้นที่ทั้งหมด 443 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่น้ำ 349 ไร่ และพื้นที่ดิน 94 ไร่ โดยมีการปลูกผักหมุนเวียนตามฤดูกาล พร้อมทั้งมีการปลูกกล้วย มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง แทรกเป็นแถวกั้นพื้นที่ ส่วนแปลงนาข้าวมีพื้นที่ 12 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์ กข.31 (ปทุมธานี 80) เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์จำหน่าย ส่วนโรงเพาะเห็ด จำหน่ายทั้งปี 13 โรงเรือน ได้แก่ เห็ดฮังการี เห็ดนางฟ้าภูฏาน โดยผลผลิตที่เก็บได้ในแต่ละวัน จัดจำหน่ายให้กับพ่อค้า แม่ค้าใกล้เคียง และทุกวันอังคาร วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ นำส่งขายไปที่ อตก.กรุงเทพฯ

โดยเฉพาะทางสำนักพระราชวัง ได้จัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพฯ 3 แผนก ได้แก่ แผนกทอผ้า แผนกปักผ้า และแผนกแกะสลักไม้ ซึ่งหนึ่งในราษฎรที่มาปักผ้า อารี เดชสุวรรณ อายุ 47 ปี เล่าให้ฟังว่า "คนปักผ้าต้องมีใจรักเป็นเบื้องตัน ซึ่งมีครูจากสกลนครมาสอน 3 เดือน เริ่มจากการทำงานชิ้นเล็กๆ ใช้สีแค่ 2 สี เดินเส้นตรงให้ดูเหลือบ แล้วค่อยไปขึ้นเป็นงานชิ้นกลาง ที่มีการเพิ่มสีเหลือบหลายสีขึ้นไป ใช้เวลา 2-3 เดือน ก็ได้ชิ้นงานออกมา สุดท้ายเป็นสองชิ้นงานต่อ ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน โดยส่วนตัวเริ่มปักผ้ามา 2 ปีแล้ว ครั้งแรกที่ได้ลงมือทำจริง...ยากมากค่ะ ต้องใช้ความละเอียดและต้องใจเย็น พยายามเกือบปีจนทำงานปักได้ ก็ปักทุกวันไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง ก็คิดเสมอว่า จะทำอย่างไรให้เหมือนกับตัวอย่างที่สุด ภาพที่มีสีสันมากๆ...ปักยากเหมือนกัน ยิ่งมีโทนสีเข้มๆ หรือสีทึบๆ...ยิ่งปักยากค่ะ

...เรารับชุดงานปักผ้ามาปัก ได้แก่ ลายกระดาษ กระดาษลายเส้น ภาพตัวอย่าง ด้ายสี และผ้าฝ้าย จากนั้นเย็บเป็นช่องที่ผ้าไว้ใส่สะดึง แล้วทำการขึงน็อตให้ผ้าตึง นำกระดาษลายเส้นติดที่ผ้า จะด้วยกาวน้ำหรือด้วยการเนา แต่ติดด้วยกาวจะให้ความเรียบ ทว่าเมื่อกาวแห้งผ้าจะแข็งตัว ทำให้เกิดความยากเวลาปัก และเมื่อเสร็จเป็นชิ้นงานแล้ว ต้องระวังไม่ให้โดนความชื้น เพราะจะทำให้เกิดราที่ผ้าปัก ส่วนเทคนิคในการปักผ้า เราจะปักผ้าในส่วนที่ใกล้มือก่อน เสร็จแล้วเลาะส่วนกระดาษลายออก แล้วส่งไปวังสวนจิตรลดาตีราคา ก็มักได้คำชมว่า ชิ้นงานสีสวยหรือปักได้เรียบ ซึ่งบางภาพใช้สีสัน 80 กว่าเส้น งานปักผ้าก็เหมือนทำงานศิลปะ ต้องมีสมาธิมีอารมณ์ในการปัก ถ้าวันไหนใจไม่ค่อยสงบ...วันนั้นปักไม่สวย"

สำหรับการทำนาข้าวในอนาคต จะมีการปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งเกษตรกรทำนาและจัดจำหน่าย
ชัชวาลย์ เวียร์รา ได้มาให้ข้อมูลและสาระว่า "ข้าวไรซ์เบอร์รี่...พันธุ์ข้าวอินทรีย์เพื่อสุขภาพ พัฒนาโดย ม.กำแพงแสน ผมรับพันธุ์ข้าว และมาทำการเรียนรู้ ณ วันนี้ก็เป็นเวลา 8 ปีแล้ว ด้วยเป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่ไวแสง จึงสามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล มีระยะเวลาเก็บเกี่ยว 120 วัน เท่าที่สังเกตข้าวที่ใช้เคมีเกษตร จะเป็นข้าวที่มีปัญหาทั้งหมด แต่ในการทำการเกษตรธรรมชาติ ข้าวจะไม่มีโรคและแมลง โดยใช้สิ่งแวดล้อมดูแลกันเอง เช่น หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เราก็เปิดน้ำเข้าไปในแปลงนา เพื่อให้ปลาซิว ปลาสร้อยกินเพลี้ย หรือพบหนอน...ก็ให้นกกินตามธรรมชาติ แต่ชาวนาไม่ทราบว่าอะไรคือคุณประโยชน์

...ข้าวไรซ์เบอร์รี่ในแต่ละฤดูกาล อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อย่างหน้าร้อนมีอากาศอบอ้าว จะเปลี่ยนจากสีม่วง เป็นสีม่วงอ่อน ต่อเมื่อช่วงระยะของปลายฝน สีของข้าวจะเริ่มม่วงมากขึ้น และสมบูรณ์ที่สุดเมื่อถึงหน้าหนาว คือเป็นสีม่วงเข้ม โดยผลผลิตออกมาไม่น้อยกว่าหนึ่งพันกิโลต่อไร่ในน้ำหนักแห้ง โดยส่วนตัว ผมทำนาทั้งหมด 300 ไร่ ซึ่งข้าวเปลือกหนึ่งพันกิโลกรัม แล้วสีเป็นข้าวสารได้ 650-680 กิโลกรัม ราคาขายส่งข้าวกล้อง 90 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนข้าวขัด ราคาขายส่ง 75 บาท แต่ผมไม่อยากขายข้าวกล้องนะ เพราะถ้าออกไปต่างประเทศ จมูกข้าวที่ติดไปด้วย...งอกได้ ก็อยากให้มีอยู่เฉพาะในประเทศไทย

...ข้าวที่เกิดจากธรรมชาติ จะมีสารอนุมูลอิสระ ส่วนรำอ่อนกับจมูกข้าว ที่ผ่านกระบวนการสี หรือขัด ข้าวหนึ่งตัน ได้น้ำหนัก 120 กิโลกรัม ถ้าหน้าแล้งได้ข้าว 6-8 ลิตร หน้าฝนได้ปริมาณ 8-10 ลิตร และหน้าหนาวได้ 8-12 ลิตร ต่อปริมาณข้าวเปลือกหนึ่งตัน ถ้านำไปใส่ในแคบซูนหนึ่งลิตร จะได้จำนวน 1,900 แคบซูน ในราคาแคบซูนละ 5 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 9,500 บาทต่อลิตร แต่ขายแบบไม่บรรจุภัณฑ์ได้ 8,000 บาทต่อลิตร อันนี้เป็นราคามาตรฐานทุกฤดูกาล แม้ว่าข้าวไรซ์เบอร์รี่สีสันจะกระด่างกระดำ แต่ตอนเป็นข้าวกล้องหุงได้เลย ไม่ต้องนำไปแช่น้ำ รวมถึงใช้น้ำในปริมาณที่ปกติ แล้วไม่มีสีย้อมติดข้างๆหม้อ ทั้งจะเห็นมีน้ำมันลอยขณะหุง เมื่อหุงแล้วเนื้อนุ่ม เหนียว หอม และไม่บูดง่าย"

ระหว่างเดินทางไปชมโครงการต่อไป ก็นึกถึงการสนทนาช่วงท้าย กับเกษตรกรทำนาข้าวที่ว่า "ผมพร้อมเสมอช่วยงานโครงการ ที่เป็นงานในส่วนกลางอย่างนี้ การเรียนรู้ และเผยแพร่สู่เกษตรกร เป็นเรื่องที่ง่าย และไม่ต้องใช้งบประมาณ เพียงแต่ให้ทุกคนเรียนรู้อย่างเข้าใจ แล้วนำกลับไปทำให้เกิดประโยชน์ อย่างที่พระองค์ท่านบอกว่า ให้ทุกคนมีรายได้ มีแหล่งเรียนรู้ มีแหล่งฝึกอาชีพ แล้วเอาไปเป็นอาชีพทำกิน" โดยในช่วงบ่ายวันแรกของสื่อมวลชนสัญจร เรามีจุดหมายปลายทางอยู่ที่หมู่ 3 ตำบลน้ำเต้า อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือ โครงการทอผ้าในพระบรมราชินูปถัมภ์วัดน้ำเต้า

เมื่อเดินทางมาถึง โครงการทอผ้าในพระบรมราชินูปถัมภ์วัดน้ำเต้า ประธานกลุ่มทอผ้าวัดน้ำเต้า พยับ บุญเหลือ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการฯ ซึ่งเมื่อปี 2518 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้นาล่มเสียหายอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในหลายพื้นที่ภายในจังหวัด และจังหวัดใกล้เคียง พระองค์ท่านทรงทราบว่า อำเภอมหาราชประสบปัญหาน้ำท่วมมากกว่าทุกอำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่ม ได้รับภัยจากน้ำท่วมเกือบทุกปีติดต่อกัน และตำบลน้ำเต้ามีคนยากจนจำนวนมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้นที่วัดน้ำเต้า

กลุ่มทอผ้าด้วยมือวัดน้ำเต้า ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2518 อยู่ในการดูแลของมูลนิธิศิลปาชีพฯ ระยะเริ่มแรกมักประสบปัญหาที่ทำให้ต้องหยุดชะงักการทอผ้า ในช่วงฤดูฝนน้ำท่วมหลาก ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ทุกปี เนื่องจากต้องเคลื่อนย้ายเครื่องมือและอุปกรณ์ หลบหนีละอองฝนและหนีน้ำ เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการทำงาน ปัจจุบันได้สถานที่ในการทอผ้าแห่งใหม่ โดยสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข ได้ประสานการสร้าง อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ ซึ่งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคาร

การทอผ้าที่บ้านน้ำเต้านั้น ดำเนินการมาราว 27 ปีได้แล้ว โดยสวนจิตรลดาเป็นผู้ส่งวัสดุอุปกรณ์ ในการทอผ้าฝ้ายหรือผ้าขาวม้า โดยเฉพาะผ้าฝ้ายลายดอกจอกหรือลายรังผึ้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้อนุรักษ์ไว้ ที่วัดน้ำเต้าอำเภอมหาราชเป็นแห่งเดียว ซึ่งเป็นศิลปะลวดลายที่บรรพบุรุษคิดขึ้นมา จากการดำเนินชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ โดยใช้วิธีการทอแบบ 7 ตะกอ จึงเกิดเหลี่ยมนูนคล้ายขนมดอกจอก มีลักษณะเนื้อผ้าหนานุ่ม มีชายครุยที่สวยงาม และมีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ดีเป็นพิเศษ ขณะนี้มีการนำไปเป็นผ้าห่ม ผ้าขนหนู ผ้าคลุมไหล่ หรือตัดเป็นเสื้อคลุม

สมาชิกหนึ่งในจำนวน 11 คน นงลักษณ์ ทองลิ้ม อายุ 54 ปี เล่าถึงประสบการณ์ทอผ้าว่า "แรกๆ เราก็อยากมีอาชีพติดตัว และช่วยเหลือครอบครัวด้วย ครั้งแรกที่ทอผ้า...รู้สึกยากกว่าที่คิดไว้ ก็คิดในใจว่า ต้องสู้...ต้องทำให้ได้ พอทอออกมาเป็นผืนผ้าได้...ดีใจมาก ก็ใช้เวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น การทอผ้าตอนยังไม่ลงมือทำ...ดูเหมือนยาก แต่พอลงมือทำแล้ว...ทำได้ไม่ยากเท่าไหร่ คือระหว่างมือและเท้าต้องสัมพันธ์กัน ที่เคยให้รู้สึกท้อ...ก็มือเท้าไปคนละทางกัน หรือกระสวยกระเด็น เส้นด้ายขาด สมาชิกทุกคนจะเป็นเหมือนกัน ทอผ้ามาก็ร่วม 10 ปีได้แล้ว เคยทอผ้าได้ยาวร้อยกว่าเมตร ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณครึ่งเดือน ตอนนี้ทางสวนจิตรลดา ขึ้นราคาเป็นสี่พันกว่าบาท ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่พอกินพอใช้"

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า