ศาลารวมใจ น้ำพระทัยสู่ชาวใต้

ราชินีศรีสยาม

ไม่มีผืนแผ่นดินใดในราชอาณาจักรแห่งนี้ที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะมิได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์

นับแต่ทรงอภิเษกสมรส จนถึงตลอดระยะเวลาแห่งการครองสิริราชสมบัติ เสด็จพระราชดำเนินประทับเคียงข้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะทุรกันดาร แสนยากลำบากเพียงใด การเสด็จพระราชดำเนินแบบรอนแรมของทั้งสองพระองค์ เริ่มต้นที่ภาคกลาง ในปี 2498 ต่อด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปีเดียวกัน ประทับอยู่ 19 วัน ในปี 2501 จึงเสด็จพระราชดำเนินไปที่ภาคเหนือ เป็นเวลา 19 วัน แล้วเสด็จพระราชดำเนินลงภาคใต้ ในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2502 อีก 20 วัน

ทรงตั้งพระราชปณิธานที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงรับทราบความต้องการของพสกนิกร ความทุกข์ความสุข บ้านเมือง ภูมิประเทศ ดิน น้ำ อากาศ เพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ในอนาคต

จนกระทั่งพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ถือกำเนิดขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อ พ.ศ.2515 โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่พ่อค้าประชาชนจำนวนมากในจังหวัดภูเก็ตและสงขลา พร้อมใจกันจะสร้างพระตำหนักถวายเพื่อการประทับแรมในบริเวณที่มีธรรมชาติสวยงาม แต่ทั้งสองพระองค์ทรงเลือกสร้างที่นราธิวาสสำหรับเป็นที่ประทับทรงงาน

ในการเสด็จฯเยี่ยมเยียนราษฎร ทั้งสองพระองค์จะเสด็จจากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ด้วยกัน แต่จะทรงแยกกันปฏิบัติพระราชภารกิจ ในขณะที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสำรวจภูมิประเทศความเป็นอยู่ของราษฎร หากทรงพบปัญหา เช่น พรุ ที่ทำให้ดินเปรี้ยวก็จะทรงคิดค้นหาทางแก้ปัญหา จึงกลายเป็นที่มาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯทอดพระเนตรด้านครัวเรือน เพื่อจะทรงหาทางช่วยเหลือในการประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะแก่สตรี และแม่บ้าน

ทรงค้นพบความเป็นอัจฉริยะของชาวไทยมุสลิมภาคใต้ ที่รู้จักนำย่านลิเภาและกระจูดมาใช้ในงานหัตถกรรม โดยย่านลิเภานั้นชาวบ้านนำมาสานเป็นภาชนะและของใช้ตามบ้าน ทั้งที่ย่านลิเภามีอายุการใช้งานนับร้อยปี เคยมีการทำเป็นกระเป๋าหมาก ซึ่งเป็นที่นิยมของเจ้านายฝ่ายในในสมัยรัชกาลที่ 5 และต่อมาภูมิปัญญานี้ได้เลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย จึงทรงส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ย่านลิเภา และสนับสนุนให้มีการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ประยุกต์นำนาก ทอง และเครื่องถมทองมาประดับตกแต่งจนกลายเป็นงานฝีมือที่ขึ้นชื่อ สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ชาวไทย และต่างประเทศ

ส่วนต้นกระจูดซึ่งเป็นกกชนิดหนึ่ง และชาวใต้นำมาสานเป็นเสื่อ ทรงแนะนำให้สร้างสรรค์ลายใหม่ๆ โดยสานให้ละเอียดขึ้น นำเทคโนโลยีเข้าไปผสมผสานไม่ให้สีตก กลายเป็นสินค้าทำเงินให้ราษฎรอย่างมาก นอกจากนี้ยังทรงส่งเสริมให้มีการทอผ้าฝ้ายขึ้นที่อำเภอบาเจาะ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ส่งผลให้ผ้าฝ้ายลายดอกพิกุล หรือดอกตันหยง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ กลายเป็นสินค้ายอดนิยมอีกเช่นกัน

ต่อมามีพระราชดำริให้ทรงสร้างห้องสมุดอเนกประสงค์ เพื่อเป็นศูนย์กลางของการศึกษาเรียนรู้สำหรับประชาชนขึ้น พระราชทานชื่อว่า "ศาลารวมใจ" เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ศาลารวมใจเป็นที่คุ้นตามาก ในพื้นที่ภาคใต้ เพราะได้เห็นภาพทรงงานของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ สถานที่แห่งนี้ แต่ความจริงทรงพระกรุณาให้มีศาลารวมใจเพื่อเป็นศาลาแห่งความรู้ และความช่วยเหลือเกื้อกูลแก่พสกนิกรที่อยู่ห่างไกลอีกหลายแห่ง พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นห้องสมุด อีกส่วนเป็นห้องปฐมพยาบาล ปัจจุบันศาลารวมใจในประเทศไทย มี 6 แห่ง คือ ศาลารวมใจบ้านกาด อำเภอสันป่าตอง ศาลารวมใจบ้านขุนคง อำเภอหางดง ศาลารวมใจพร้าว ศาลารวมใจวัดจันทร์ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับในภาคใต้โปรดเกล้าฯให้จัดตั้งที่เขตวัดพระพุทธ หมู่ที่ 3 ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และที่เขตวัดสารวัน บ้านลุตอ หมู่ที่ 2 ตำบลไทรทอง กิ่งอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี

พลเอก ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ เล่าว่า เมื่อพ.ศ.2547 ขณะที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยี่ยมราษฎรใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีราษฎรใน 5 หมู่บ้านได้เข้ามาร้องไห้กับพระองค์ แล้วบอกว่าอยู่ไม่ได้แล้วเพราะถูกรบกวนหนัก คนในตำบลตันหยงลิมอถูกตัดคอคามอเตอร์ไซค์ระหว่างไปกรีดยางตอนเช้ามืด ซึ่งไม่เคยเกิดเหตุร้ายแรงขนาดนี้มาก่อน ชาวบ้านได้ถวายฎีกาขอให้พระองค์บอกทหารให้ส่งคนมาช่วยฝึกอาวุธให้ ทรงพระกรุณาตามที่ราษฎรร้องขอ แต่รับสั่งว่า ให้ฝึกเพื่อป้องกันตัวเอง ป้องกันทรัพย์สิน ไม่ได้มีเจตนาให้เอาปืนไปไล่ฆ่าใครต่อใคร เป็นที่มาของโครงการราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ต่อมามีรับสั่งว่าจะช่วยราษฎรในเรื่องการทำมาหากินด้วย จึงเกิดโครงการฟาร์มตัวอย่างขึ้นมา ชาวบ้านที่ไม่กล้าไปทำงานในเมือง ก็สามารถมาทำในฟาร์มตัวอย่าง ปลูกพืชสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ทำประมง เลี้ยงแพะนม ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานความช่วยเหลือราษฎรที่เดือดร้อน ไม่เลือกว่าชนชาติใด ภาษาใด ศาสนาใด ที่ฟาร์มตัวอย่างบ้านรอตันบาตู โปรดเกล้าฯให้ซื้อที่ดิน 600 ไร่ ครึ่งหนึ่งสร้างบ้าน 150 หลัง ช่วยครอบครัวผู้เสียชีวิต รับสั่งว่าจำเป็นต้องทำเพื่อช่วยครอบครัวผู้เสียชีวิต เพราะเขาขาดเสาหลัก เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ยังไม่ได้สร้างหลักปักฐาน พอสามีตาย ก็บ้านแตกสาแหรกขาด ไม่รู้จะทำอย่างไร

ในปี 2547 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ในพระราชหฤทัยของพระองค์เต็มไปด้วยความโทมนัสกับสิ่งที่ได้ทรงพบเห็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นจากพระราชดำรัสที่พระราชทานต่อคณะลูกเสือชาวบ้านและกลุ่มราษฎรอาสา เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2548 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต ความตอนหนึ่งว่า

"บ้านเมืองของเราทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังประสบภัยพิบัติอย่างมหันต์ มิใช่ภัยอันเกิดจากธรรมชาติอย่างเดียว แต่เป็นภัยจากน้ำมือมนุษย์ที่มีจิตวิปริตโหดเหี้ยม ฆ่าเพื่อนมนุษย์เล่นเป็นผักเป็นปลา ดังที่ท่านทั้งหลายก็คงจะทราบอยู่ทั่วกัน ข้าพเจ้าเองได้รับอาสา ได้รับพระบรมราชโองการให้ไปอยู่ที่ทักษิณราชนิเวศน์ ถึง 2 เดือนเต็ม คือเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม 2547 ธรรมดาแล้วทุกๆปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้าพเจ้า จะไปเยี่ยมเยียนหัวเมืองทางภาคใต้ 1 เดือนเต็ม บางครั้งก็เดือนครึ่ง แต่คราวนี้ข้าพเจ้าไม่มีใจที่จะกลับมาได้ เพราะว่าได้เห็นความทุกข์โทมนัสของประชาชนชาวไทยอย่างเหลือเกิน ข้าพเจ้าก็เลยพยายามอยู่ต่อจนครบ 2 เดือน และข้าพเจ้าก็เคยได้มาพูดขอร้องคณะผู้แทนของทั้งภาครัฐบาลและเอกชน และกลุ่มองค์กรอิสระต่างๆ ณ ศาลาดุสิดาลัยแห่งนี้ ให้ช่วยกันออกความคิด ส่งกำลังใจและความช่วยเหลือไปสู่พี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เขามีความอบอุ่นใจว่าคนไทยทั้งชาติห่วงใยและเข้าใจถึงภัยอันตรายที่เขาได้รับอยู่"

ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะนำสันติสุขกลับคืนมาสู่พี่น้องชาวใต้ เพื่อให้ความห่วงใยในพระราชหฤทัยของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้คลายลง