นิทรา กิติยากร ณ อยุธยา "โยคะจิตนิ่งใจสงบ คัมภีร์ดูแลสุขภาพกายใจให้สมดุล"

แบ่งปันเคล็ดลับ

อสมท. จัดกิจกรรม CSR สื่อมวลชนสัญจรในโครงการเรียนรู้วิถีธรรมตามรอยท่านพุทธทาสเป็นปีที่ 3 เดินทางไปฟังธรรมะจัดสรรที่เปล่งวาจาจากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี(ท่านว.วชิรเมธี) ณ มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ (ไร่เชิญตะวัน) 217 หมู่ที่ 25 บ้านใหม่สันป่าเหียง ตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 18-20 พฤษภาคม ในช่วงหนึ่งเป็นการให้ความรู้โยคะกับนิทรา โดย ต่าย นิทรา กิติยากร ณ อยุธยา ผู้หญิงลูกครึ่งไทย-สก็อตหรือฉายานามไฮโซทรงเครื่อง บรรณาธิการนิตยสาร Women's Health แนวสุขภาพความงามวัย 42 กะรัต คู่ชีวิตนายแพทย์ หม่อมหลวงชาครีย์ กิติยากร ทั้งคู่มีทายาทสองคน สุษมา-ชานน กิติยากร ณ อยุธยา

ในระหว่างการฝึกสอนโยคะให้กับสื่อมวลชนและผู้บริหารอสมท. นิทรา กิติยากร ณ อยุธยา ผู้หญิงใบหน้างดงามรูปร่างดีคนนี้ประกาศตัวเองว่าเป็นคนไฮเปอร์อยู่ไม่สุขมีพลังมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ได้รักษาความสมดุลแห่งชีวิต ตำแหน่งหน้าที่การงานอดีตบรรณาธิการนิตยสาร Elle บรรณาธิการนิตยสารด้าน MTV บรรณาธิการนิตยสาร Men's Health สมัยนั้นโหมทำงานหนักพักผ่อนน้อยเพียงวันละ 4-5 ชั่วโมงต่อเนื่องเป็นเวลาสิบปี เลือกการรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นเวลานานกว่า 20 ปี

เธอเล่าว่าแล้ววันหนึ่งก็ถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้ นิทรา หันมาศึกษาธรรมะและฝึกโยคะเพื่อสร้างระฆังแห่งสติ เมื่อเธอเล่นกีฬาในต่างประเทศและพลัดตกลงมาจากเขา เดินไม่ได้เป็นเวลา 1 ปีเต็มๆ ในจังหวะเวลานั้นตั้งสติใหม่ถามกับตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เริ่มไตร่ตรองว่าทุกเวลานาทีล้วนมีความหมายใช้เวลาส่วนใหญ่กับการรักษาให้ร่างกายกลับคืนสู่ภาวะปกติต้องทำกายภาพบำบัด ระหว่างนั้นได้รับคำแนะนำจาก หนูแหม่ม สุริวิภา กุลตังวัฒนา พิธีกรรายการโทรทัศน์ซึ่งเป็นมิ่งมิตรที่ดีแนะนำให้เปลี่ยนความคิด ตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิตไม่เคยได้หยุดนิ่งเพื่อพินิจพิจารณาตัวเองอย่างถี่ถ้วน

กัลยาณมิตรคนนี้ชักชวนให้ไปนั่งสมาธิฟังธรรมะ ยิ่งฝึกสมาธิมากเท่าไหร่ทำให้ใจเรามีความสุข การฝึกลมหายใจศึกษาธรรมะอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 7 ปี การมอบธรรมะให้กับตัวเองขณะเดียวกันในโลกของการทำงานก็ต้องปรับความสมดุลของชีวิตให้ควบคู่กันไปด้วย

"สติหรือสมาธิ จึงเป็นหลักเบื้องต้นที่สำคัญในการดำเนินชีวิต เป็นสภาวะของความสงบหรือการตระหนักรู้ ขณะเดียวกันโยคะมีบทบาทเปลี่ยนแปลงชีวิต โยคะเป็นการสร้างพลังบวกสุขกายสบายจิต เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ ต่ายตัดสินใจเรียนโยคะ 200 ชั่วโมงเรียน Anatomy of Fitness พร้อมๆกับการฝึกสมาธิทั้งของไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เมื่อสร้างใจให้มีสติแล้วย่อมเข้าถึงจิตวิญญาณของตัวเองเวลานี้ต่ายเป็นครูสอนโยคะอีกอาชีพหนึ่งด้วย" นิทราผู้เขียนพ็อคเก็ตบุ๊คส์โยคะกับนิทรา กล่าวถึงหลักการของการทำโยคะ

เวลาที่ดีที่สุดของการทำโยคะคือ เช้าตรู่หรือช่วงบ่ายค่อนไปทางตอนเย็น สถานที่ทำโยคะควรจะมีลมโกรกอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป การแต่งตัวควรสวมเสื้อผ้าสบายๆ เคลื่อนไหวได้สะดวก นิทราแบ่งปันเคล็ดลับการฝึกโยคะสำหรับผู้ไม่มีเวลา ด้วยโยคะง่ายๆเพื่อรูปร่างเฟิร์มพร้อมเคล็ดลับสู่ความสมดุลกายใจและความงดงาม พร้อมกับกล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกโยคะมีคุณอย่างเอนกอนันต์ ทำให้เกิดความสงบภายในจิตใจ เพิ่มกำลังใจมีอำนาจเหนือร่างกายและสิ่งแวดล้อมภายนอก อีกทั้งควบคุมจิตใจได้เป็นอย่างดี ควบคุมอารมณ์ได้ สลายความโกรธความกลัววิตกกังวลให้คลายสิ้น ร่างกายแข็งแรงหน้าท้องแบนเรียบบุคลิกงดงาม อีกทั้งยังช่วยขจัดโรคร้ายและอันตรายจากสภาพจิตใจที่ไม่เป็นปกติ

นิทราเป็นผู้นำสอนโยคะสำหรับสื่อมวลชนระหว่างนั้นก็อธิบายขั้นตอนอย่างละเอียด การปฏิบัติโยคะทั้งประสาทส่วนที่ควบคุมได้หรือประสาทส่วนที่ไม่สามารถควบคุมได้ จะมีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน โดยระบบประสาทส่งความรู้สึกและประสาทส่วนที่สั่งงานให้เกิดการเคลื่อนไหว ระบบประสาททั้งหมดจะได้รับการเสริมพลัง ทำให้กระปรี้กระเปร่า ร่างกายและจิตใจได้รับการผ่อนคลาย สู่สภาวะสงบแห่งจิต ยิ่งออกซิเจนเข้าไปรวมตัวทำให้มีพลัง มีชีวิตชีวามากขึ้น

โยคะสอนในเรื่องการหายใจให้เป็น ตั้งใจการหายใจสูง หายใจกลางหายใจต่ำ และหายใจแบบโยคี การหัดฝึกหายใจจนเป็นนิสัยในยามปกติเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย มีความกระชุ่มกระชวยไม่เป็นหวัด การหายใจสูงด้วยไหปลาร้า ด้วยการเผยอซี่โครงและยกกระดูกไหปลาร้ากับไหล่ขึ้น พร้อมกันนี้ก็แขม่วท้องเข้าไปดันกระบังลมที่ช่องท้องให้ยกขึ้นไปด้วย เป็นการใช้ส่วนบนของหน้าอกและปอดซึ่งเป็นส่วนเล็กที่สุดเพื่อหายใจ ทำให้หายใจเอาอากาศได้น้อย เป็นการหายใจแบบเลวที่สุด

การหายใจกลาง เป็นการหายใจระหว่างซี่โครงด้วยการขยายซี่โครงบางส่วนและยกขึ้นเล็กน้อย ดันกระบังลมให้ยกขึ้นด้วยพร้อมกับการแขม่วท้องเข้า การหายใจต่ำ เป็นการหายใจด้วยท้องคือหายใจลึก เมื่อหายใจออกให้แขม่วท้องเข้าพร้อมกับยกซี่โครงขึ้น ทำให้กระบังลมถูกดันให้ยกขึ้นด้วย ช่องอกถูกบีบเข้าไป ทำให้อากาศเสียในปอดถูกขับออกจากร่างกายเป็นจำนวนมาก เวลาหายใจเข้าให้ขยายท้องหรือดันท้องให้ป่องตรงข้ามกับหายใจออก ส่งผลให้กระบังลมหย่อนลง ทำให้ปอดมีที่ว่างที่จะขยายตัวได้มากด้วยการสูดอากาศได้เยอะขึ้น การหายใจแบบโยคี คือการหายใจสูงกลางต่ำรวมกัน เป็นการหายใจที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการหายใจสลับรูจมูก

ผู้ที่นอนหลับยาก หรือนอนไม่ค่อยหลับหากทำท่าคนตายของโยคะ จะได้รับผลดีเป็นอันมาก ท่านี้ต้องการให้พักผ่อนจริงๆ เหมือนกับคนตายในชั่วระยะเวลาหนึ่งหยุดเคลื่อนไหวร่างกายรวมทั้งการหยุดคิดด้วย ให้นอนหงายลงกับพื้นหลับตา ขาตรงแยกเล็กน้อยตามสบาย แขนวางไว้ข้างตัวตามธรรมชาติ หงายฝ่ามือขึ้นศีรษะวางตรงกับลำตัวโดยไม่มีหมอนหนุน ขับไล่ความคิดทุกอย่างออกไปจากสมองหรือจิตใจ แล้วหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ให้ระยะของการหายใจเข้ากับหายใจออกให้เสมอกัน

จากนั้นค่อยๆคลายความตึงเครียดตั้งแต่บริเวณหนังศีรษะ หน้าผาก หนังตา รูจมูก ปาก คาง นิ้วจนเกิดความรู้สึกว่าหมดสิ้นแล้วอย่างแท้จริง ต่อด้วยคิดคลายความตึงเครียดจากท้องลงไปจนถึงปลายเท้าในที่สุด ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดวางอยู่บนพื้นโดยเท่าเทียมกัน รู้สึกเหมือนว่าร่างกายฝังจมลงไปในพื้นโดยไม่มีสิ่งใดมาต้านทานไว้

ด้วยหลักวิชาเกี่ยวกับการหายใจในวิชาโยคะหรือรากฐานการควบคุมปราณ คือพลังชีวิต การฝึกเริ่มต้นคือการฝึกหายใจสลับรูจมูก หรือ อนุโลมะ วิโลมะ ปราณยามะ การที่ต้องฝึกหายใจสลับรูจมูกเนื่องจากลมหายใจของเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาระหว่างรูจมูกสองรู ใช้หลังมือรอใกล้กับรูจมูกทั้งสองของตัวเอง แล้วหายใจเข้าออกตามปกติ จะพบว่ารูจมูกข้างหนึ่งนั้นมีลมเข้าออกเพียงเล็กน้อย แสดงว่ามีการอุดตันอยู่ส่วนหนึ่ง ส่วนรูจมูกอีกข้างหนึ่งโล่งมีลมเข้าออกเต็มที่ แสดงให้เห็นว่าตลอดเวลาที่เราหายใจอยู่นั้นรูจมูกเพียงข้างเดียวทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เป็นการทำงานสองข้างเท่าเทียมกันแต่อย่างใด

การมีสุขภาพสมบูรณ์ของร่างกาย ต้องทำปราณยามะ โดยเริ่มต้นฝึกการหายใจสลับรูจมูก หรืออนุโลมะ วิโลมะ ปราณยามะ ปกติระยะเวลาแห่งการเปลี่ยนรูจมูกของลมหายใจ ส่วนใหญ่ย่อมแตกต่างกันแต่ละบุคคล ทั้งนี้เนื่องจากภาวะการณ์ต่างๆ การใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ การกินอาหารไม่ถูกต้อง มีโรคภัยไข้เจ็บ ขาดการออกกำลังกายที่ถูกวิธี

ตราบใดที่มีการใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ หรือชอบตัวฝืนธรรมชาติ ย่อมส่งผลกระทบต่อการหายใจ กลายเป็นโทษแก่ร่างกาย โยคะมีหลักการว่าลมหายใจที่ผ่านเข้าทางรูจมูกขวาเป็นลมหายใจร้อนเป็นช่องอาทิตย์ ส่วนเข้าทางรูจมูกซ้ายเป็นลมหายใจเย็นเป็นช่องจันทร์ ดังนั้นพลังหรือกำลังงานที่ไหลผ่านช่องอาทิตย์ย่อมก่อให้เกิดความร้อนขึ้นในร่างกาย เป็นกำลังงานเผาผลาญเพื่อให้อาหารกลายเป็นพลังและเนื้อหนังบังคับให้โลหิตวิ่งออกไปทั่วร่างกาย รวมถึงก่อให้เกิดแรงกระตุ้นจากศูนย์กลางของประสาทออกไปสู่อวัยวะต่างๆของร่างกาย อีกทั้งเร่งให้อวัยวะของร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่

กำลังงานทางช่องจันทร์เป็นกำลังงานเย็นตรงกันข้ามกับช่องอาทิตย์ เป็นกำลังงานในการสร้างสรรพพลังและเนื้อหนังขึ้น หลังจากอาหารถูกเผาผลาญด้วยความร้อน แล้วขับโลหิตที่ร่างกายใช้แล้วกลับไปสู่หัวใจเพื่อฟอกใหม่ ทั้งรับความรู้สึกจากปลายประสาทกลับเข้าสู่ศูนย์กลางของประสาท อีกทั้งทำหน้าที่คอยยับยั้งมิให้อวัยวะต่างๆของร่างกายทำงานรวดเร็วจนเกินไปด้วย

ในกรณีที่ช่องจันทร์ทำงานมากกว่าช่องอาทิตย์ไม่สมดุลกัน ระบบการเผาผลาญเพื่อสร้างอาหารกลายเป็นพลังและเลือดเนื้อของร่างกายก็จะทำงานช้าลง ทำให้เกิดความเชื่องช้าเกียจคร้านอ่อนเพลีย ไม่อยากทำงานและสมองก็จะหมดสมรรถภาพไปด้วย ในกรณีที่ช่องอาทิตย์ทำงานมากเกินไป ความร้อนในร่างกายจะเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความวุ่นวาย และเกิดความไม่สวยทั้งทางประสาทและจิตใจ

การที่ลมหายใจเข้าออกคล่องทางรูจมูกข้างเดียวเป็นเวลาหลายชั่วโมง เป็นการเตือนให้รู้ว่า ความเจ็บไข้ได้ป่วยกำลังจะมาถึงตัวแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้อยู่นานเท่าใด ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ยิ่งร้ายแรงขึ้นเท่านั้น เพราะว่าปมของศูนย์กลางประสาท โดยเฉพาะบางแห่งทำงานมากเกินไป เนื่องมาจากการหายใจไม่สมดุลกันระหว่างรูจมูกทั้งสอง ก่อให้เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นการถาวร

การหัดหายใจด้วยรูจมูกข้างเดียวด้วยการนั่งในท่าสมาธิใดท่าหนึ่งให้สบาย อย่าให้มีอาการเกร็งหรือเกิดเจ็บปวดตามข้อต่างๆ ด้วยการนั่งบนเก้าอี้หรือนั่งแบบอียิปต์ กระดูกสันหลัง คอ ศีรษะ จะต้องตรงเป็นเส้นเดียวกัน มือซ้ายทอดตามสบายบนเข่าซ้ายให้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือแตะกันเบาๆ มือขวายกขึ้นปิดรูจมูกขวาด้านนิ้วหัวแม่มือข้างขวาหายใจให้ลมผ่านรูจมูกซ้ายอย่างช้าๆพร้อมกับนับในใจ 5 ครั้ง เมื่อหายใจออกจากรูจมูกเดียวกันคือด้านซ้ายให้นับ 10 ครั้ง ทั้งนี้การหายใจออกต้องเป็นสองเท่าของการหายใจเข้าเสมอ เป็นอัตราส่วน 1 ต่อ 2 ให้ทำซ้ำหายใจเข้า 5 วินาทีหายใจออก 10 วินาทีด้วยรูจมูกข้างซ้าย 15 ถึง 20 รอบรอบหนึ่งหายใจเข้า 5 วินาทีหายใจออก 10 วินาทีด้วยรูจมูกข้างซ้าย 20 รอบ แต่ละรอบหายใจเข้า5วินาทีหายใจออก 10 วินาที

การหายใจเข้าออกทางรูจมูกเดียวเพื่อแก้ความเคยชินที่หายใจผิดๆ ให้ถูกต้องในขั้นแรก เว้นแต่ว่าจะหายใจสมบูรณ์แบบหรือหายใจแบบต่ำกลางสูงได้เป็นอย่างดีและเป็นไปโดยอัตโนมัติ

การหายใจสลับรูจมูกด้วยการปิดรูจมูกขวาด้านนิ้วหัวแม่มือข้างขวา หายใจเข้าด้วยรูจมูกซ้าย จากนั้นปิดรูจมูกซ้ายด้วยนิ้วนางกับนิ้วก้อย ยกนิ้วหัวแม่มือออกจากรูจมูกขวาแล้วหายใจออกทางรูจมูกนั้น นับเป็นครึ่งรอบ แล้วสูดลมเข้าทางรูจมูกขวา ปิดรูจมุกขวาด้วยนิ้วหัวแม่มือขวา แล้วหายใจออกทางรูจมูกซ้ายอย่างที่ทำมาก่อนแล้วนับเป็นหนึ่งรอบ หายใจเข้า6วินาทีหายใจออก 12 วินาที ทำ 15-20 รอบ จากนั้นค่อยๆเพิ่มเวลามากขึ้นอีก จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ การหายใจสมบูรณ์โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกระบังลม ร่างกายจะเบาขึ้น

การหายใจสลับรูจมูกอย่างสมบูรณ์แบบ เริ่มต้นด้วยการหายใจเข้าทางรูจมูกซ้าย 4 วินาที หยุดหายใจด้วยการกักอากาศไว้ภายในร่างกาย 8 วินาทีหายใจออกทางรูจมูกขวา 8 วินาที หายใจเข้ารูจมูกขวา หยุดหายใจและหายใจออกทางรูจมูกซ้าย ด้วยอัตราส่วน 4-8-8 วินาที นับเป็นหนึ่งรอบ ทำ 15-20 รอบทุกวัน ในขณะที่หยุดหายใจหรือกลั้นหายใจให้ปิดรูจมูกขวาด้วยนิ้วหัวแม่มือขวา และรูจมูกซ้ายด้วยนิ้วนางและนิ้วก้อย อย่าใช้นิ้วชี้ปิดรูจมูกโดยเด็ดขาด ทำให้กระแสแม่เหล็กที่ออกจากนิ้วชี้ไม่สะอาด

กายบริหารแบบโยคะที่มีคุณประโยชน์แก่ร่างกายมากที่สุดท่านหนึ่งคือ สุริยะนมัสการหรือท่าไหว้พระอาทิตย์หรือท่าครูทั้งนี้เพราะพระอาทิตย์เป็นแหล่งพลังของทั้งมวลในจักรวาล หากปราศจากพระอาทิตย์แล้ว โลกและจักรวาลทั้งหมดจะพังพินาศไปด้วย เป็นเวลาหลายพันปีที่มนุษย์ได้พัฒนาวิทยาการเพื่อรับและใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังอันยิ่งใหญ่ สุริยะนมัสการมี 12 ท่า 1.ให้ยืนนิ่งตัวตรง ไม่ต้องเกร็ง เท้าทั้งสองชิดกัน พนมมือหายใจเข้าแล้วหายใจออก พร้อมกับยื่นแขนตรงไปข้างหน้าระดับแขนเสมอกับไหล่ สองแขนขนานกัน 2.หายใจเข้ายกแขนทั้งสองขึ้นเอนตัวเฉพาะส่วนบนไปข้างหลัง

3.หายใจออกโค้งตัวไปข้างหน้าให้นิ้วมือทั้งสองข้างจรดพื้นปลายนิ้วมือให้อยู่ระดับปลายนิ้วเท้า เข่าตรง 4.หายใจออก ย่อตัวลงค่อยๆ เหวี่ยงเท้าขวาไปข้างหลังให้เข่าขวาจรดพื้น เท้าซ้ายยังอยู่ระหว่างมือ เงยหน้าขึ้นหายใจเข้า 5.กลั้นใจเหวี่ยงเท้าซ้ายไปข้างหลังจนสุดขา เท้าขวาด้วยแขนตรงลำตัวตรง 6.หายใจออกค่อยๆหย่อนตัวลงกับพื้น ให้หน้าผาก หน้าอก มือทั้งสอง เข่าทั้งสอง ปลายเท้าทั้งสองสัมผัสพื้น 7.ดันร่างกายเฉพาะส่วนบนพื้นหายใจเข้า 8.หายใจออกแล้วยกตัวโค้งขึ้น กดส้นเท้าลง พยายามให้ส้นเท้าแตะพื้นโดยไม่เคลื่อนทั้งมือและเท้า 9.ขณะที่หายใจออก ขยับเท้าซ้ายไปข้างหน้าเล็กน้อย เหวี่ยงเท้าซ้ายมาให้อยู่ระหว่างมือ หัวแม่เท้ากับปลายนิ้วมืออยู่ระดับเดียวกัน เงยหน้าหายใจเข้า 10. หายใจออก ลุกขึ้นยืน ให้เข่าตรง มือเท้าพื้น 11. หายใจเข้ายกร่างกายส่วนบนขึ้นแล้วเอนไปข้างหลัง 12. หายใจออกค่อยๆลดมือลงไว้สองข้างของร่างกาย ทำท่าต่อเนื่องนับเป็นหนึ่งรอบของสุริยะนมัสการ

เมื่อทำครบ 12 รอบร่างกายจะรู้สึกกระฉับกระเฉง สบายใจ ส่งเสริมบุคลิกลักษณะที่ดี มีปัญญา สุริยะนมัสการจะทำให้อวัยวะที่มีอยู่ในร่างกายทั้งหมดแข็งแรง กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นโลหิต กระเพาะ ระบบหายใจ ระบบประสาท

อีกท่าหนึ่งที่สำคัญคือท่ายืดส่วนหลัง ปัจฉิโมททานอาสนะ เป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อส่วนหลังและก้นทั้งหมด 1.นอนราบกับพื้น ตัวเหยียดตรงให้ขาตรงและชิดกันตลอดถึงเท้าทั้งสองพนมมือขึ้นเหนืออก 2.หายใจเข้าพร้อมกับยกลำตัวขึ้นช้า ๆจนอยู่ในท่านั่งตัวตรง 3.หายใจออก(แขม่วท้อง) ค่อยๆโน้มตัวลงไปข้างหน้าโดยมีแขนแนบกับใบหูติดลงมาด้วย จนกระทั่งนิ้วมือจับนิ้วเท้าได้ แล้วสอดนิ้วชี้เข้าไประหว่างนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วเท้าถัดไป ให้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือกำรอบนิ้วหัวแม่เท้าไว้แล้วก้มศีรษะลงไปจนหน้าผากจรดขา เข่าตรง กลั้นหายใจ 3 วินาที 4.ปล่อยมือจากนิ้วเท้า หายใจเข้า พร้อมกับยกตัวขึ้น ให้แขนกลับไปแนบใบหู แล้วยกตัวขึ้นจนกระทั่งตัวตรงแขนชี้ไปข้างหน้า ค่อยๆนอนลงกลับสู่ท่าแรกพร้อมกับหายใจออก ให้ทำซ้ำเช่นนี้ 3-5 ครั้ง

"อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ...." เนื้อเพลงฤดูที่แตกต่าง ของ บอย โกสิยพงษ์ ทำให้เราได้ชื่นชมความสุขและความเบิกบานอย่างแท้จริงภายหลังฝนตก ท้องฟ้าจะมีรุ้งกินน้ำดูสดใส เปรียบประดุจการเดินทางของชีวิตคนเรานั้นจะต้องเดินผ่านอะไรอีกมากมาย ทั้งหมดนี้คือความแตกต่างเฉกเช่นฤดูกาลที่แตกต่าง การทำโยคะจึงเป็นการบำบัดและรักษาโรคที่ให้ประโยชน์ทั้งด้านกายและวิญญาณสำหรับมิ่งมิตรทุกคนที่แสวงหาธรรมะควบคู่กับการทำโยคะ