ฤๅผ้าขาวม้าจะคืนสยาม

วิถีไทย

คนไทยทอผ้าใช้เองมาแต่โบราณกาล กล่าวได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าทุกครัวเรือนรู้จักทอผ้าไว้ใช้เองอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่ปลูกฝ้ายสำหรับทอผ้าฝ้าย ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม เพื่อนำเส้นไหมมาทอผ้าไหม รู้จักย้อมสีจากพืชพรรณธรรมชาติ ทั้งใช้ดอกไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ ยางไม้ และเปลือกผลไม้มาย้อมผ้าให้เป็นสีสันต่างๆ เช่น ใช้มะเกลือให้เป็นสีดำ ใช้ต้นครามให้เป็นสีน้ำเงิน ใช้ก้านดอกกรรณิการ์ให้มีสีสันต่างๆ นอกจากนี้ยังรู้จักย้อมผ้าด้วยเปลือกมังคุด ใบฝรั่ง ขมิ้นชัน

นอกจากนี้คนไทยยังรู้จักออกแบบประดิดประดอยลวดลายและสีสันด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ยก จก ขิด มัดหมี่ การสอดดิ้นไหม ดินเงิน ดิ้นทอง การต่อผ้าถุงหรือผ้าซิ่นให้งดงามและเหมาะกับการนุ่งห่มในทุกโอกาส แต่แน่นอนว่าหน้าที่การทอผ้ามักตกอยู่กับผู้หญิง จนเป็นที่มาของคำกล่าวว่า "พอหมดหน้านา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก"

เมื่อพูดถึงผ้านุ่งสำหรับผู้ชาย คนส่วนใหญ่ยังคงคุ้นเคยกับ ผ้าขาวม้า แม้จะไม่เห็นชายไทยยุคใหม่ใช้ผ้าสารพัดประโยชน์ชนิดนี้กันแล้วก็ตาม มีผู้ลองไล่เรียงประโยชน์ของผ้าข้าวม้าเอาไว้ดูแล้วมากมายเหลือเชื่อ ตั้งแต่ ใช้นุ่งอาบน้ำ ใช้เช็ดทำความสะอาดร่างกาย ซับเหงื่อ ปูนอน ปูนั่ง โพกศีรษะ ผูกเปล นุ่งอยู่กับบ้านแทนกางเกง คาดเอว ห่ม-คลุมกาย ใช้ห่อของแทนย่าม ใช้ปัดฝุ่นปัดยุง ใช้มัดแทนเชือก ใช้หนุนแทนหมอน บังแดดบังลม ใช้เช็ดตัว ทำผ้าขี้ริ้ว-ผ้าเช็ดเท้า (หลังหมดสภาพ) ใช้ทำผ้ากันเปื้อน ใช้โบกแทนพัด เป็นผ้าอ้อมหรือผ้าอนามัย ใช้ตัดเสื้อสวมใส่

ผ้าขาวม้าอยู่คู่กับสังคมไทยมานานมากจนหลายคนคิดว่า เป็นผ้าดั้งเดิมที่ถือกำเนิดขึ้นในแผ่นดินสยาม แต่ตามประวัติความเป็นมา ผ้าขาวม้าน่าจะมีต้นตำรับอยู่ที่อิหร่าน เพราะคำว่า ผ้าขาวม้า มาจากคำในภาษาเปอร์เซียว่า กามาร์ บันด์ (Kamar Band) ซึ่งแยกได้เป็น กามาร์แปลว่าเอวหรือท่อนล่าง บันด์แปลว่า พัน รัด หรือคาด เมื่อนำสองคำมารวมกันจึงหมายถึงเข็มขัด ผ้าพัน นอกจากมีใช้ในอิหร่านแล้ว สเปนก็มีใช้เช่นกัน สันนิษฐานว่าน่าจะรับวัฒนธรรมมาจากอิหร่าน เพราะในประวัติศาสตร์ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์และติดต่อกันมาช้านาน

มีหลักฐานพบว่าคนไทยเริ่มใช้ผ้าขาวม้ามาตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 16 หรือตรงกับสมัยเชียงแสนโดยปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน จากการศึกษาการแต่งกายในสมัยเชียงแสนผู้หญิงนุ่งผ้าถุง ส่วนผู้ชายเริ่มใช้ผ้าเคียนเอว คือผ้าคาดเอวซึ่งได้วัฒนธรรมมาจากไทใหญ่ แต่ชาวไทใหญ่ผู้ชายจะใช้ผ้าขาวม้าโพกหัว ส่วนคนไทยยังมุ่นมวยผมอยู่ จึงนำผ้าขาวม้ามาเป็นการเคียนเอว และในยามเดินทางไกลประยุกต์เป็นผ้าห่ออาวุธหรือสัมภาระ ใช้ปูนอน นุ่งอาบน้ำและเช็ดตัว จิปาถะ

ในสมัยอยุธยา เราพบภาพเขียนในสมุดภาพไตรภูมิพระร่วง ประมาณพุทธศตวรรษที่ 22 ชาวอโยธยานิยมใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า คาดพุงหรือนุ่งโจงกระเบน แล้วใช้ผ้าชาวม้าคล้องคอตลบห้อยชายทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง ครั้นมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยิ่งมีการใช้ผ้าขาวม้าอย่างแพร่หลายไปทั่ว ไม่มีข้อจำกัด

รศ.ดร.อาภรณ์พันธ์ จันทร์สว่าง จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับผ้าขาวม้าระบุว่า ผ้าขาวม้าเป็นผ้าอเนกประสงค์ที่ใช้ประโยชน์ได้สารพัด มีลักษณะเป็นผ้ารูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าส่วนใหญ่ทอมาจากฝ้าย แต่ก็มีที่ทอจากผ้าไหม บางท้องถิ่นทอจากเส้นด้ายดิบและเส้นป่าน นิยมทอสลับสีเป็นลายตาหมากรุกหรือเป็นลายทาง โดยมากผลิตในภาคเหนือหรืออีสาน โดยทั่วไปมีขนาดกว้างประมาณ 3 คืบ ยาว 5 คืบ ราคาจะต่างไปตามวัสดุที่ใช้ทอ ถ้าเป็นผ้าไหมจะมีราคาแพง

อายุของผ้าขาวม้าในประเทศไทยน่าจะเก่าแก่ได้สัก 900 ปี จัดเป็นผ้าอเนกประสงค์ที่ใช้ตั้งแต่การเกิด เอามาทำเป็นเปลเด็ก จนถึงการตาย เอามาห่อศพ หรือคนที่คิดสั้น อาจเอาผ้าขาวม้ามาเป็นเครื่องมือหนีโลก (ขอบอกไม่ควรทำ...เพราะจะทรมานมาก) แต่ด้วยรูปลักษณ์และลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับศาสตร์แห่งสีสันและศิลปะแห่งลายผ้าที่นำมาผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ผ่านวันเวลามาหลายศตวรรษผูกพันกับวิถีดำรงชีวิตของคนไทยมากมาย ผ้าขาวม้าจึงนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งสายใยถักทอที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานได้เห็นและใช้งานสืบไป

ไม่ว่าจะเป็นงานสงกรานต์ปีนี้ที่ กระทรวงวัฒนธรรมเห็นดีเห็นงามให้มีการจัดงานรณรงค์ให้คนไทยเห็นคุณค่าและหันกลับมาใช้ประโยชน์จากผ้าขาวม้า โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ สุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นพรีเซ็นเตอร์ออกมาเชิญชวนให้คนหันมารักผ้าขาวม้า จัดกันเป็นงานใหญ่ที่เวิล์ดเทรดทีเดียว

ก่อนหน้านี้ที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ได้ทรงมีพระดำริให้นำผ้าขาวม้าไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบสร้างสรรค์ผลงาน และทรงสนับสนุนนำผ้าขาวม้าซึ่งมีสีสันสดใสมาตัดเย็บเป็นอาภรณ์สวมใส่ และจัดแสดงแฟชั่นจากผ้าขาวม้า ล้วนแล้วแต่เป็นการนำผ้าขาวม้าคืนกลับมาสู่สังคมไทยอีกครั้ง ซึ่งเราหวังว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแวดวงเสื้อผ้าและแฟชั่นจะสืบสานปณิธานนี้กันอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทุกลมหายใจเข้าออกมีแต่ผู้คนกล่าวถึงการนำสยามประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า ก็น่าจะเป็นโอกาสทองที่จะจับเอาผ้าขาวม้าของชายไทยรุ่นคุณตา คุณปู่ มาเป็นหนึ่งในจุดขาย เชื่อมโยงโลกแห่งความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนเข้าด้วยกัน รับรองว่า เพื่อนบ้านของเราจะต้องทึ่งกับผ้ามหัศจรรย์ ที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างหลากหลายโอกาสอย่างแน่นอน

เผลอๆการฟื้นคืนของผ้าขาวม้า ในระยะเวลาอันใกล้คราวนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าทอมือของไทยชนิดนี้ แทนที่จะขายถูกเหมือนให้เปล่าอย่างที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบันทั้งที่กว่าจะทอผ้าขาวม้าได้ 1 ผืน ต้องใช้ภูมิปัญญาของคนไทยที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน