หินครวญ

หนังสือคือแสงจันทร์

"หินครวญ" ฮิคารุ โอคุอิซึมิ เขียน ปาริชาติ ฉิมคล้าย แปล

หินครวญ หนังสือเล่มนี้ทำให้ประตูแห่งรัตติกาลส่งเสียงคร่ำครวญน่าสะพรึงกลัว เสียงความปวดร้าวที่ถ่วงลึก เสียงมนุษยธรรมพร่ำรำพัน

'Something More...เพราะยังมีอื่นๆ อีกมาก' คำโปรยปกในดูจะเหมาะสมที่สุด

The Washington Post ให้คำจำกัดความไว้สั้นๆ ว่า "งดงาม เศร้าสร้อย และเยี่ยมยอด"

Los Angeles Times Book Review บอกว่า "แม้จะสั้นกว่าหนังสือของมุระคามิ แต่กลับนำเสนอประเด็นได้กว้างและครอบคลุมกว่า ขุดลึกลงไปยังพรมแดนอันน่าหวาดหวั่น"

สำหรับฉันอยากจะบอกว่า ในผลึกหินครวญที่สัมผัสได้นี้ ยังทำให้เกิดอาการหวาดกลัวตัวปีศาจร้ายที่แฝงฝังอยู่ในตัวเรา

หนังสือเล่มนี้เพื่อนที่เชียงใหม่ส่งมาให้เมื่อสองปีก่อน เพิ่งให้โอกาสตัวเองเปิดอ่าน และทำให้วางไม่ลงแบบนิ่งๆอึ้งๆเยียบๆ อารมณ์ลึกลับเทาทึมของหนังสือได้ห้อมล้อมไว้ ประหนึ่งอยู่ในถ้ำหินชืด เงียบเย็นและสงบครวญ กระทั่งเลือดในตัวค่อยๆเย็นลง แล้วสะท้าน หัวใจกระตุก...

หินครวญ เขียนโดย ฮิคารุ โอคุอึซึมิ ปาริชาติ ฉิมคล้าย แปล สำนักพิมพ์โอ้ พระเจ้า พับลิชชิ่ง จัดพิมพ์

หินครวญ ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดของญี่ปุ่น ชื่อว่า รางวัลอะคุตะงาวา (Akutagawa Prize) คำประกาศเกียรติคุณหนังสือ หินครวญ มีว่า

"การอ่านงานเขียนของ ฮิคารุ โอคุอึซึมิ เป็นเหมือนประสบการณ์อันเข้มข้นหนักอึ้ง ทว่าหาใช่ภาระยากลำบากแต่อย่างใด หินครวญ แสดงถึงความสามารถของโอคุอิซึมิ ในการเล่าเรื่องได้อย่างแนบเนียนน่าทึ่ง พลังของเรื่องราวในการพาผู้อ่านให้ติดตามต่อไป คือเครื่องแสดงถึงความสามารถทางวรรณศิลป์ของเขาได้เป็นอย่างดี

"ยากนักที่จะพบงานเขียนที่ผ่านการสลักเสลาหมดจดและใช้ถ้อยคำหลากหลาย จากปลายปากกาของผู้ประพันธ์อายุน้อยขนาดนี้ เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่คณะกรรมการยกให้เป็นวรรณกรรมยอดเยี่ยม"

ต้องกล่าวโทษความมืดดำและเขม่าควันพิษของสงครามที่ยังกักขังตัวอยู่ในเลือดเนื้อ ลมหายใจของเหล่าทหารหาญ แม้จะผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมาไกลแล้ว บางเวลาพิษก็ไหลพุ่งกระจายออกมาครอบงำสติ อำนาจปีศาจร้ายเหล่านี้ยิ่งทำให้ผู้คนสูญเสีย และเวลาก็ไม่สามารถบำบัดได้ ความทุกข์ยังคร่ำครวญแข็งแกร่งและดื้อรั้น...

มะนะเซะ ทาคาชิ ถูกเกณฑ์เข้าประจำการในกองทหารราบ ตั้งแต่ปีโชวะที่ 18 ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียงกรีดร้อง การฆ่า ภาพหดหู่ของนรกบนดินยังรบกวนจิตใจเหมือนว่าเพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดในถ้ำทหารป่วย บาดเจ็บ นอนรอความตาย ความรู้สึกฝังใจต่อพลทหารอาวุโสใกล้ตายที่พร่ำพูดเพ้อถึง ก้อนหิน ด้วยน้ำเสียงประหลาด

"พวกก้อนกรวด ก้อนหินทั่วๆไปนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจเลย มันได้แต่เพียงแค่อยู่กระจัดกระจายอยู่ตามทุ่งหญ้าป่าเขาแม่น้ำลำธารโดยไม่มีความหมายอะไร เป็นสิ่งระเกะระกะที่เธอคิดว่าไม่ควรค่าแก่การหยิบมันขึ้นมาเชยชมหรอกจริงไหม แต่ผิดถนัด ก้อนหินธรรมดาๆ แม้เพียงก้อนเดียวก็ยังบันทึกประวัติของดวงดาวที่เรียกว่า 'โลก' ไว้อย่างละเอียด"

"แร่ธาตุเปลี่ยนแปลงตลอดไปไม่หยุดนิ่งแม้แต่วินาทีเดียว สรรพสิ่งหมุนเวียนอยู่เสมอ เธอก็รู้ไม่ใช่หรือว่า ผืนแผ่นดินใหญ่ซึ่งดูเหมือนไม่ขยับเขยื้อนตลอดกาลก็ยังเคลื่อนไปทีละน้อย นั่นหมายความว่า ก้อนหินก้อนหนึ่งที่เธอหยิบขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างที่เดินเล่นฆ่าเวลานั้น เป็นหนึ่งฉากละครซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ดาวเคราะห์ดวงนี้ถือกำเนิด"

หินครวญ เปรียบได้กับความทุกข์ถ่วงใจ ฮิคารุ โอคุอิซึมิ เล่าเรื่องย้อนกลับไปมาระหว่างปัจจุบันกับภาพหลอนจากอดีตที่เป็นคลื่นยักษ์กระหน่ำ มะนะเซะกลับจากสงครามเมื่อฤดูใบไม้ผลิ ปีโชวะที่ 21 ช่วยพี่สาวทำไร่ทำสวน พ่อของเขาเคยเปิดร้านขายหนังสือ

มะนะเซะนำหนังสือที่เก็บไว้ในโกดัง ใส่ท้ายรถพ่วงจักรยานออกเร่ขาย หนังสือขายดีจนน่าตกใจ

เมื่อมีเงินทุนมากพอเขาก็เปิดร้านขายหนังสือในตัวเมือง

ช่วงนี้เองที่เขาเริ่มสะสมหิน และเมืองจิจิบุที่มะนะเซะอาศัยอยู่นั้น "เปรียบดังกรุงเมกกะด้านธรณีวิทยาโดยแท้จริง"

"ทุกวันตั้งแต่นั้นมามะนะเซะจะค่อยๆสะสมก้อนกินที่มีสีสวยๆ ลวดลายแปลกๆ และรูปร่างประหลาดๆ, จากนั้นกิจวัตรประจำวันที่ตามมาก็คือ ขลุกตัวอยู่ในห้องคนเดียวทุกคืนเพื่อทดลองวิธีการต่างๆกับหิน ระหว่างที่ทดลองไปก็นำหินมาวางประดับไว้ดูเล่นอย่างไม่รู้เบื่อ แรงปรารถนาที่จะสะสมหินอย่างเป็นระบบระเบียบจึงเกิดขึ้นมา"

"เริ่มศึกษาค้นคว้า อ่านหนังสือ พร้อมทั้งซื้ออุปกรณ์ขัดแล้วตกแต่งเพื่อเรียนรู้คัดประเภทของหิน ด้วยความหลงใหลและมุมานะ ก่อนหน้าวันเกิดลูกชายคนที่สองเพียงวันเดียว มะนะเซะสามารถรวบรวมชุดตัวอย่างหินร้อยชนิดจนเสร็จสมบูรณ์"

คำต่อคำ ประโยคร้อยจินตนาการ เหมือนชิ้นโมเสกหินหลากหลายประเภทที่นำวางจัดเรียงอย่างมีศิลปะ ด้วยความมุมานะ เพื่อล้อมกรอบพื้นที่เล่าในเรื่องให้แคบลงๆ และโดดเด่น ต่อจากนั้นภาพแต่ละภาพก็ปรากฏตัวขึ้น ทำให้ผงะ ภาพเชื่อมต่อเหล่านี้มีมนต์ขลังด้วยแสงเรืองของวรรณศิลป์ ท่วงทำนองและความนึกคือแสงฉายในเวลาต่างๆกัน อุ่นอายแดดแรก

เที่ยงวัน และโพล้พลบ ยิ่งงามล้ำกลางแสงจันทร์ จนยากที่จะถอนสายตา

"กลุ่มของสีสันนั้นมีมากมายจริงๆ มันน่าตกใจกับความแปลกและความงามทุกครั้งที่มอง สีฟ้าเยือกเย็นแทรกด้วยลำแสงวาบสีแดงเข้ม สีแดง เหลืองเขียว สีสันสดใสกระจัดกระจายเต็มยศ

สีเทาปนจุดดำด่างถูกล้อมรอบด้วยสีฟ้าอ่อนจางๆ ทั้งรูปแบบการถักทอทับถมกันของส่วนที่เป็นผลึกกับเนื้อหินภูเขาไฟ และลวดลายตามธรรมชาติที่เรียกได้ว่ายอดเยี่ยม

"เมื่อกำลังนึกว่ารูปแท่งน้ำแข็งย้อยของแร่พลาจิโอเดลสเฟลสสปาร์ซึ่งเบียดตัวกันแน่นจนบดบังย่านการมองเห็น แต่ก็ยังไม่บังลวดลายกระเบื้องโมเสกของแร่แคลไซค์เฉดสีต่างๆ ทุ่งหิมะของแร่ควอทซ์แผ่กว้างไปทั่วผิวท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมิด ยานอวกาศรูปทรงสี่เหลี่ยมของแร่ไมก้าและแร่เฟลสปาร์กำลังพุ่งทะยานผ่านไป และข้างๆนั้นดวงจันทร์สีเหลืองขนาดใหญ่ของแร่แอมฟิโบลอยู่ด้วย"

"ก้อนหิน คือสิ่งควบแน่นของประวัติศาสตร์โลก" คือคำพูดของพลทหารอาวุโสคนนั้นที่ทำให้มะนะเซะถูกตรึงด้วยเวทมนตร์ของ หิน ความหลงใหลในงานอดิเรก หวนสลับกลับสู่อดีตเป็นครั้งคราว อดีตในสงครามที่อัดแน่นดิ้นรนขลุกขลักอยู่ใต้จิตสำนึก

หินครวญ จึงมิใช่ ก้อนหินสามัญ จะว่าไปแล้ว หินทุกก้อนก็ไม่ได้ธรรมดา สิ่งใดๆในโลกนี้ต่างก็ไม่ธรรมดาในความเป็นธรรมดา ทุกสิ่งมีรายละเอียดและสัมพันธ์เกี่ยวเชื่อมกัน หินครวญคือการกดทับ กระแทกผลัก แรงผลักจากอดีตของหัวใจอ่อนไหวอ่อนแอ แง่งหินแหลมคมเหล่านี้จิกตำใจให้แปรปรวนวิปริตและร้องครวญคราง

มะนะเซะ มีลูกชายสองคน คนโตชื่อ ฮิโรอะกิ คนเล็กชื่อ ทะคาอะกิ ลูกชายคนโตฉลาดเฉลียว สนใจงานอดิเรกของพ่อมาตั้งแต่ยังเล็ก ฤดูร้อนหนึ่งเมื่อฮิโรอะกิ อายุ ๑๐ ขวบ ชวนลูกชายไปทำกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อการสะสมหิน แล้วลูกชายก็หลงใหล ก้อนหิน เหมือนพ่อ

"ระหว่างช่วงฤดูร้อน เด็กชายซึมซับความรู้ได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ -- แต่สำหรับเด็กคนนี้เขาไม่สนใจสิ่งอื่นใดนอกจากการสะสมหินเท่านั้น นี่คงเรียกได้ว่า ฮิโรอะกิไม่ได้ขาดความเป็นเด็กตามอายุ เขามีภาพลักษณ์ของความเป็นคนที่สมบูรณ์แบบมาตั้งแต่แรกแล้ว ฮิโรอะกิคือความมีตัวตนของจินตนาการและเสี้ยวหนึ่งของความฝัน ซึ่งเป็นเหมือนของขวัญแด่ตัวมะนะเซะเองมิใช่หรือ"

"มะนะเซะคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตัวเขาและฮิโรอะกิกำลังล่องลอยอยู่ในภาชนะปิดโปร่งใสซึ่งเต็มไปด้วยแสงแดด ทั้งๆที่ภาชนะลอยไปลอยมาอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่พอยื่นมือไปหามันกลับไกลออกไป เมื่อตั้งใจจะคว้ามามันก็กระเด้งกระดอนหายไปเสียแล้ว นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ตัวเขาเองในอดีตไม่เคยข้องเกี่ยว มันไม่ใช่ความฝันในช่วงเวลาสั้นๆหรอกหรือ"

"มะนะเซะกำลังถูกความทรงจำที่ไม่อาจมีวันลืมเลือนรบกวนจิตใจ สุดท้ายความฝันก็จบลง ยิ่งของขวัญที่ได้มามีค่ามากเท่าไร สิ่งแลกเปลี่ยนก็ยิ่งมีราคาแพงขึ้นเท่านั้น"

อ่านมาถึงตรงนี้ก็ขนลุกซู่ ร้าวราน...ฮิโรอะกิ ตายในหน้าร้อนปีนั้น ปลายเดือนสิงหาคมซึ่งเหลือวันหยุดปิดเทอมอีกเพียงไม่กี่วัน...พ่อไม่อยู่บ้าน เด็กชายปั่นจักรยานเพื่อไปเก็บตัวอย่างหิน จากในถ้ำที่เคยไปมากับพ่อ เช้าวันรุ่งขึ้นมีคนพบจักรยานเด็กที่เหมืองหินในมะซึอิดะ ตำรวจพบศพในถ้ำที่หน้าผา

สาเหตุการตายเกิดจากบาดแผลที่ถูกแทงสูญเสียเลือดมาก

สลับกับเหตุการณ์ความตายของลูกชาย คือความทรงจำจากถ้ำอับเหม็นกลิ่นสาบความตาย

ล่องลอยปะปนอยู่ในความหวัง การรอคอยและความกล้าหาญที่จะฆ่าใครสักคน และคำสั่งของหัวหน้ากองที่สั่งให้มะนะเซะฆ่าพลทหารอาวุโสที่กำลังทุกข์ทรมานคนนั้น

"ฉันจะให้นายลองฟันดู ฟันตามใจชอบเลย ลิ้มรสด้วยตัวเอง แล้วนายจะได้สัมผัสสิ่งที่ไม่เคยรู้จักมาทั้งชีวิต

"เขาสอนวิธีฟันมนุษย์ด้วยน้ำเสียงที่ดุดันขึ้น...ระวังอย่าเผลอฟันขาตัวเอง จับด้ามดาบให้เหมือนว่าถือร่ม ห้ามใช้ดาบตีหรือกระทุ้งเด็ดขาด อย่าใช้กำลังโดยไม่จำเป็น หากเล็งปลายดาบไปที่เป้าหมายแล้วจงวาดดาบลงไปเหมือนกับตัดน้ำในชั่วอึดใจ"

มะนะเซะจะฆ่าพลทหารอาวุโสหรือไม่ไม่สำคัญ คมดาบความหลังก็ยังปาดลึก กลายเป็นแผลเรื้อรังมาถึงปัจจุบัน และลามไปถึงอนาคต ครอบครัวแตกแยก ภรรยากลายเป็นคนขี้เมา โมโหร้าย ขมขื่น ปล่อยชีวิตไปวันๆ ไม่สนใจลูกชายคนเล็กและเฝ้าแต่พร่ำลงโทษมะนะเซะ

"พ่อล่อลวงลูกไปสู่ความตาย...ภรรยาผู้ทุกข์ระทมจนขาดสติแต่งนิยายเพ้อเจ้อขึ้นมา ภายในใจของมะนะเซะเหมือนถูกรุมเร้าด้วยฝุ่นทรายอันหยาบและเยือกเย็นทุกครั้งที่ฟังเรื่องนี้ ถึงกระนั้นถ้ามันทำให้หล่อนหลุดพ้นจากความอ้างว้างและสงบลงได้ เขาก็อยากสารภาพเสียเองเลยว่า เขานี่แหละเป็นคนชักนำฮิโรอะกิไปที่เหมืองหิน และเป็นต้นเหตุให้ลูกชายถูกฆ่า"

"ความสัมพันธ์ที่จะกลับมาคืนดีกันดังเดิมมันมีอยู่จริงหรือ แม้จะบอกว่าจูงมือแต่เราจะหนีไปไหนกันดีล่ะ เมื่อคิดดังนั้น แรงใจที่จะคืบคลานไปหาแสงสว่างก็กลับห่อเหี่ยวลง"

ก้อนหินหนัก มิได้ทับถมอยู่เพียงเท่านี้ ความตระหนกจากเรื่องหินครวญยังมีอีกสองสามฉากที่ยังทำให้ขนลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว มะนะเซะเกือบฆ่ารัดคอภรรยา ลูกชายคนเล็กถูกนำไปให้ป้าเลี้ยงดูจนโต สูญสิ้นศรัทธาในตัวพ่อ ทะคาอากิเป็นนักศึกษาหัวรุนแรง ก่อนจะถูกตำรวจฆ่าตาย เขาหนีกลับมาพบพ่อพูดจาดูแคลน และบอกว่า วันที่พี่ชายถูกฆาตกรรม พี่ชายได้พูดอะไรกับเขาบ้าง

ความทุกข์ครวญยังไร้ขอบเขต ยังตามหลอกหลอน ทำลายล้างชีวิตอ่อนแอน่าสงสารชีวิตหนึ่ง และอีกหลายๆชีวิต

สายลมเกรี้ยวกราดยังทำให้หน้าผาหินสูงชันคร่ำครวญโหยไห้...เวลาผันผ่านยิ่งเผยให้เห็นร่องรอยแผลเป็นถี่ยิบ ความเจ็บปวดยังตามไม่ลดราวาศอก มันอาจเปลี่ยนรูปลักษณ์ เปลี่ยนชื่อ

แต่ยังเป็นความอาดูรอยู่ดี

Amazon.com Book Review เขียนถึง หินครวญ ว่า

"เรื่องราวหลอกหลอนชวนให้หัวใจสลาย ความสำเร็จเยี่ยมยอดที่สุดของหนังสือเล่มนี้ คือการเผยแสดงบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวมันเอง"