สวนฝันที่ไฮโกรฟ

เกษตรพอเพียง

"เราควรจะร่วมมือกับธรรมชาติ แทนที่จะบุกรุก ทำลาย หรือตั้งตัวเป็นศัตรูกับธรรมชาติ" เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์

นับตั้งแต่เมื่อเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เสด็จไปพำนักยังพระตำหนักไฮโกรฟเป็นครั้งแรก ในปี 1980 พระองค์ก็ทรงทุ่มเทให้กับการเนรมิตอาณาบริเวณโดยรอบให้กลายเป็นสวนฝันที่จัดว่าสวยงามมหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา

Highgrove House ที่พำนักในชนบทและสวนออร์แกนิกของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ตั้งอยู่ในแคว้นกลูเชสเตอร์เชียร์ บนเนื้อที่ 37 เอเคอร์ เป็นเหมือนที่จัดแสดงความสนพระทัยของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ที่มีต่อทฤษฎีการปลูกพืชแบบดั้งเดิมและแบบออร์แกนิก พระองค์ทรงระดมความคิดสร้างสรรค์จากบรรดานักจัดสวนระดับหัวกะทิของอังกฤษ จนสำเร็จออกมาเป็นสวนออร์แกนิกอันงดงามที่สะท้อนถึงความสนพระทัยอันหลากหลายของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์

ด้วยความช่วยเหลือและแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องพืชสวนที่มีชื่อเสียงและทีมจัดสวนที่อุทิศตนเพื่องานนี้อย่างเต็มกำลัง ทำให้พื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รกร้างว่างเปล่า กลับกลายเป็นสวนสวยที่โดดเด่นด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างน่าทึ่งที่สุดในวันนี้ ลักษณะของสวนแบ่งออกเป็นสวนย่อยๆ โดยแต่ละสวนมีธีมและจุดประสงค์ที่ต่างกัน แต่ทั้งหมดเชื่อมต่อร้อยเรียงเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม

การจัดการสวนและอาณาบริเวณโดยรอบพระตำหนักไฮโกรฟ ยึดหลักที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงให้ความสำคัญมาโดยตลอดนั่นก็คือ ปลอดสารพิษและยั่งยืน สวนต่างๆได้รับการพัฒนาให้เป็นแบบพอเพียงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ โดยนำเอาขยะสีเขียวทั้งหมดมารีไซเคิลใช้เป็นวัสดุคลุมดินหรือทำปุ๋ยหมัก สภาพแวดล้อมในสวนเอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของนักล่าในธรรมชาติเพื่อใช้เป็นตัวควบคุมศัตรูพืช และที่นี่จะใช้เฉพาะปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงมุ่งมั่นที่จะปกป้องและอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์พื้นเมือง ซึ่งลดจำนวนลงอย่างน่าใจหายอันเนื่องมาจากทฤษฎีการทำฟาร์มสมัยใหม่

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงใช้วัตถุดิบในสวนเฉพาะที่เป็นออร์แกนิกเท่านั้น ทรงรีไซเคิลน้ำด้วยวิธีการขุดหลุมลงใต้ดินและใช้กอของต้นกกสร้างระบบกรองธรรมชาติเพื่อบำบัดน้ำเสีย ทรงซื้อแกะมาจากฟาร์มของเพื่อนบ้านใกล้เคียงเพื่อเอาไว้คอยช่วยเล็มและตัดหญ้าในทุ่ง นอกจากนั้นยังมีวัวคอยทำหน้าที่เล็มกิ่งก้านของต้นไม้ที่ยื่นระเกะระกะออกมา ทางเดินในสวนไม่ได้ทำด้วยปูน แต่ใช้แผ่นหินวางเป็นระยะๆ สลับกับพื้นดินบ้างเล็กน้อย และปลูกไธม์ป่าแซมระหว่างทางเพื่อให้แมลงต่างๆได้มาหากิน คนงานและช่างทั้งหมดในสวนก็ล้วนเป็นคนจากในละแวกใกล้เคียงทั้งสิ้น

ด้วยคำแนะนำของ มิเรียม ร็อธไชลด์ นักวิทยาศาสตร์ทางธรรมชาติ หนึ่งในผู้สนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพคนสำคัญของอังกฤษ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์จึงทรงสร้างทุ่งดอกไม้ป่าขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนที่อยู่ของสัตว์ป่าที่หายไป ปัจจุบัน ทุ่งแห่งนี้ดารดาษไปด้วยหลากหลายพันธุ์ไม้พื้นเมืองกว่า 30 ชนิด รวมถึง เดซี่ตาวัว yellow rattle กล้วยไม้พื้นเมืองของยุโรป meadow crane's bill และ ragged robin ซึ่งในยามที่ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งจะเกิดเป็นทัศนียภาพอันสวยงามราวกับปูด้วยพรมลายดอกไม้หลากสี สถานที่นี้ยังเป็นที่รวบรวมต้นบีชกับต้นฮาสต้าใบใหญ่ ซึ่งเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงอนุรักษ์ในนามของคณะกรรมการอนุรักษ์พันธุ์พืชและสวนแห่งชาติ (The National Council for the Conservation of Plants and Gardens) หรือเรียกสั้นๆ ว่า Plant Heritage/NCCPG ซึ่งเป็นองค์กรที่อนุรักษ์ความหลากหลายของพันธุ์พืชดั้งเดิม โดยรวบรวมจากทั่วราชอาณาจักร โดยมี เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงรักต้นไม้และทรงปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่าหนึ่งหมื่นต้นในเนื้อที่กว่า 37 เอเคอร์ของไฮโกรฟ และตลอดทั้ง 9 ไมล์ของแนวรั้ว มีทั้งต้นเมเปิลญี่ปุ่น ต้นลอเรล บางส่วนก็เป็นสวนต้นบีชโดยเฉพาะ นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงสร้างบ้านต้นไม้อันสวยงามเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงการสูญเสียต้นไม้ที่ทรงโปรดนั่นก็ คือต้นซีดาร์ของเลบานอน และทรงกำลังปลูกต้นใหม่แทนที่ตรงต้นเก่าที่ล้มหายตายจากไป

สวนแต่ละสวนในไฮโกรฟมีธีมที่แตกต่างกัน โดยเริ่มปลูกเป็นพันธุ์ไม้ป่าจากรอบนอกแล้วค่อยๆไล่มาเป็นพันธุ์ไม้พื้นบ้านมากขึ้นเมื่อขยับเข้าใกล้บริเวณบ้าน...สวนวู้ดแลนด์จัดแนวคิดแบบวิคตอเรีย โดยการนำรากไม้เก่าของต้นเกาลัดนำมาจัดรวมกันและยึดไว้ด้วยโครงเหล็ก ทำให้มองดูเหมือนขอนไม้ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงรากของต้นไม้ ซึ่งจะเป็นที่อยู่ที่เหมาะที่สุดสำหรับเฟิร์นและแมลง หน้าตาของสวนจึงดูเหมือนงานประติมากรรมที่ผสมผสานกันได้อย่างคลาสสิค

ที่ด้านหลังตำหนัก มีพุ่มไม้ตัดแต่งจากต้นยิวเป็นรูปทรงต่างๆเรียงรายเป็นทิวแถว ทั้งหมดถูกสร้างสรรค์จากฝีมือของนักจัดสวนที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงอนุญาตให้ออกแบบกันตามอัธยาศัย จากตรงนี้ก็ยังคงมีสวนอีกหลากหลายรูปแบบ เช่น สวนอิสลาม ซึ่งเคยคว้ารางวัลในงาน Chelsea Flower show มาแล้ว สวนโค้งแบบทางใต้ ซึ่งมีพันธุ์ไม้ประเภทเฟิร์น ทรีเฟิร์น (เฟิร์นแบบต้น) ปาล์ม และยูคาลิปตัส สวนอาซาเลีย สวนขาว-ดำ (ใช้ดอกลูพินและโบตั๋นสีขาว ตัดกับหญ้าสีดำ) สวนอิตาลี และสวนนาฬิกาแดด ในส่วนของทุ่งดอกไม้ป่ากินอาณาบริเวณ 4 เอเคอร์ เต็มไปด้วยดอกป๊อปปี้ คามาสเซีย และดอกไม้ป่าอื่นๆ แทบทุกชนิดที่สามารถหามาได้ในยุโรป

Walled Kitchen Garden เป็นสวนที่ปลูกผักโดยเฉพาะ มีทั้งผักที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงโปรด เช่น มันฝรั่งชาร์ล็อตต์ spring cabbage brussels sprouts และแครอท มีผักที่หายากและใกล้สูญพันธุ์อีกหลายชนิดที่มีความสำคัญในแง่ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่นี่ยังมีต้นแอปเปิ้ลหลายสายพันธุ์ เช่น นอนพาเรล โกลเด้นน็อบ คอร์นิช อโรมาติก และ เลดี้'ส ดีไลท์ นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างของแอปเปิ้ลที่นิยมนำมาปรุงอาหาร แต่เป็นพันธุ์ที่หา
ยากมากๆ และหลายชนิดสูญพันธุ์ไปแล้วในปัจจุบัน

นอกจากสภาพแวดล้อมในสวนจะเอื้ออำนวยต่อการดำรงอยู่ของมวลหมู่แมลงนานาพันธุ์แล้ว ยังเหมาะต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในป่า นับตั้งแต่นกที่มีเสียงไพเราะอย่าง เช่น ชิฟฟ์แชฟฟ์ (Chiffchaff) ดันน็อก (Dunnock) และซองธรัช (Song Thrush) ไปจนถึงแมลงปอ ผีเสื้อ เต่าทอง นิ้วท์ (สัตว์ประเภทจิ้งจกซึ่งอาศัยอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ) และผึ้งขนาดใหญ่ที่หายากอย่าง บัมเบิลบี...ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนประกอบในวัฏจักรตามธรรมชาติที่สร้างสมดุลให้กับสวนไฮโกรฟ อีกทั้งยังเป็นสวนที่สวยงามด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่พิเศษสุด เป็นผลงานที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงภาคภูมิพระทัยยิ่งนัก

นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา สวนไฮโกรฟแห่งนี้มีโอกาสได้ต้อนรับผู้คนมากมายจากทั่วทุกมุมโลก เพราะสำหรับคนรักสวนแล้ว ใครๆก็อยากเดินทางมาเยี่ยมชมให้เป็นบุญตาสักครั้งในชีวิต แต่สิ่งที่ผู้เข้าชมต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดก็คือ เดินชมได้อย่างเดียว เพราะเขาห้ามถ่ายรูปอย่างเด็ดขาดค่ะ...