ตามไปดู นิทรรศการ 100 ปี ไททานิค

บันทึกรายปักษ์

ไม่ทราบว่าแฟนๆคุณผู้อ่านหญิงไทย เป็นแฟนฟุตบอลกันหรือเปล่า มีปัญหาเรื่องจอดำที่บ้านหรือไม่ บ้านเรามีอะไรแปลกๆนะคะ อยู่ดีๆเราก็ดูฟรีทีวีที่ถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรผ่านเคเบิ้ลที่เราเสียค่ารายเดือนแบบเป็นพันไม่ได้ ถ้าจะดูก็ต้องไปซื้อกล่องรับสัญญาณของ GMM Z โชคดีที่ผู้เขียนไม่ได้เป็นคอฟุตบอล หลงรูป หลงความหล่อเหลา ความสามารถของเหล่านักฟุตบอล ก็เลยไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ผู้เขียนจะดูฟุตบอลก็ 4 ปีครั้ง คือในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกเท่านั้น ดูเฉพาะคู่นัดชิงชนะเลิศ แต่ถ้าเวลาถ่ายทอดมันดึกจนต้องทรมานตัวเองเพื่อนั่งดูแล้ว ก็ไม่เอาเหมือนกัน นอนดีกว่า

บันทึกรายปักษ์ครั้งนี้ จะพาคุณย้อนกลับไปถึงเรื่องราวของ เรือไททานิค ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักไททานิคจากการเป็นภาพยนตร์รัก ระหว่างแจ็คกับโรส ที่นำแสดงโดย ลีโอนาโด ดิคาปริโอ และ เคต วินสเลต สองผู้โดยสารที่อยู่บนเรือไททานิคที่สร้างตำนานรัก จนทำให้หลายคนถึงกับเชื่อว่าตัวละครแจ็คกับโรสนั้นมีจริง โดย เจมส์ คาเมรอน เป็นผู้กำกับฯ ออกฉายในปี 1997

ไททานิคเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์อันดับที่ 1 มานานถึง 12 ปี ด้วยมูลค่ามากถึง 1,848,813,795 เหรียญสหรัฐทั่วโลก จนถูกภาพยนตร์เรื่อง อวตาร มาล้มแชมป์

ในความเป็นจริง เรื่องราวของเรือไททานิคนั้นมีมากว่าเรื่องราวความรักของแจ็คกับโรส เรือลำนี้อับปางลง เมื่อวันที่ 15 เมษายน ปี 1912 หรือ พ.ศ.2455 ที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก ว่าครบรอบวาระ 100 ปี ที่ไททานิคจมลงสู่ท้องทะเล

บันทึกรายปักษ์ครั้งนี้ ผู้เขียนในฐานะที่รู้จักไททานิคมาตั้งแต่เด็ก จากอ่านหนังสือ จนลืมไปแล้ว ก็ได้มาดูหนัง และสารคดีอีกครั้ง พอทราบข่าวว่าบีอีซี เทโร จัดนิทรรศการของไททานิคในประเทศไทย ก็เลยตื่นเต้นตาโต ต้องตามไปดูสักหน่อย และก็เลยจะมาชวนคุณผู้อ่านไปดูด้วยกัน

นิทรรศการครั้งนี้ เขาคุยว่าเป็นระดับเวิลด์คลาส ที่เป็นความบันเทิงรูปแบบใหม่ ที่ผสมผสานการเรียนรู้กับนิทรรศการสื่อผสม ที่ชื่อว่า 'TITANIC THE ARTIFACT EXHIBITION' ซึ่งมีที่มาที่ไปจากการนำวัตถุที่กู้จากซากเรือไททานิคมาจัดแสดงกว่า 300 ชิ้น และนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรือลำนี้ ในโอกาสครบรอบ 100 ปีแห่งโศกนาฏกรรม กับการจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกของเรือไททานิคในปีนี้ ที่คร่าชีวิตผู้โดยสารไปถึง 2,228 คน นิทรรศการครั้งนี้ ตระเวนเปิดการแสดงมาแล้วทั่วโลกหลายประเทศ

ผู้เขียนไปร่วมงานในวันเปิดตัววันแรกของนิทรรศการครั้งนี้ ซึ่งเขาจัดขึ้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ อยากจะเล่าให้ทราบสักนิดว่า หลังจากเหตุการณ์การถูกเผาของเซ็นทรัลเวิลด์เมื่อสองปีก่อน ผู้เขียนแทบจะไม่ได้ย่างกรายไปเดินแถบนั้นเลย นอกจากจะมีธุระจำเป็นจริงๆ พอวันที่จะต้องไปงานนิทรรศการครั้งนี้ ก็เลยไปเดินหาห้องนี้แบบงงๆ เพราะมีการซ่อมแซมต่อเติมขึ้นมาใหม่ ถามพนักงานรักษาความปลอดภัยถึง 3 คน ถึงจะไปถูก และก็รู้สึกว่าถ้าเขาจะมีใจอธิบายว่าต้องเดินไปอย่างไรให้ละเอียดครั้งเดียว ก็น่าจะไปถูก นี่เวลาถามก็เหมือนกับไม่อยากตอบ ชี้ทางให้ไป และก็ไม่ใส่ใจที่จะให้รายละเอียด เดินแล้วงงๆ เข้าใจว่าไม่ใช่หน้าที่ แต่ไม่มีน้ำใจค่ะ ทำให้คิดถึงเวลาไปเดินที่ประเทศญี่ปุ่น หากไปเดินอยู่ในห้างไหน อย่าได้ถามอะไรเป็นอันขาด เขาจะตามใครต่อใครมาอธิบายให้เราได้เข้าใจ

นิทรรศการครั้งนี้อยู่ที่ ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ไลฟ์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ก็เล่นเอาเหนื่อยกว่าจะไปถึง

มาย้อนอดีตกับไททานิคกันหน่อย

"ไททานิค" ถือกำเนิดโดย บริษัทไวท์สตาร์ ไลน์ ประเทศอังกฤษใน ค.ศ.1912 จัดได้ว่าเป็นเรือสำราญที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในร้อยปีก่อน พรั่งพร้อมไปด้วยความหรูหรา สะดวกสบาย และด้วยรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่ง จึงได้รับการขนานนามว่า Unsinkable Ship หรือเรือที่ไม่มีวันจม ส่วนชื่อ Titanic มาจาก ชื่อเทพเจ้าผู้ทรงพลัง แต่น่าเสียดายและก็ไม่น่าเชื่อว่า "ไททานิค" ได้ทำหน้าที่เพียงการเดินทางเพียง 1 เที่ยวเท่านั้น ก็จมลงสู่ใต้ทะเล มหาสมุทรแอตแลนติก

"ไททานิค" อาร์เอ็มเอส ไททานิค (RMS Titanic) หรือ เอสเอส ไททานิค (SS Titanic) เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ.1909 สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ.1911 ที่เบลฟาสท์ ไอร์แลนด์ (Belfast Ireland) พร้อมๆกับเรือคู่แฝดที่ชื่อว่า อาร์เอ็มเอส โอลิมปิก (RMS Olympic) ซึ่งเบากว่าไททานิกถึง 1,000 ตัน

การเดินทางครั้งแรก และครั้งสุดท้ายของไททานิค

เรือไททานิคได้รับผู้โดยสารชุดแรก ที่เมืองเซ้าธ์แธมป์ตัน ในวันที่ 10 เมษายน มีผู้โดยสารบนเรือไททานิค มีทั้งมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ซึ่งมีสาวใช้ คนรับใช้ และหีบตู้เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อันหรูหรา และก็ยังมีกลุ่มผู้โดยสารที่เป็นผู้อพยพจากประเทศในยุโรปเพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่ที่อเมริกา เหมือนกับเรือลำอื่นๆ ไททานิคมีตั๋วโดยสาร 3 ประเภท คือ ตั๋วโดยสารชั้นหนึ่ง ชั้นสอง และชั้นสาม บันไดหลักคือสุดยอดของการตกแต่งภายในของเรือไททานิค ผู้โดยสารชั้นหนึ่งมักจะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อชื่นชมชุดที่แต่ละคนใส่ ก่อนจะไปรับประทานอาหารเย็น ส่วนผู้ที่อยู่ในชั้น 3 ก็อยู่กันอย่างแออัดตามประสาคนจน ซึ่งการแบ่งชั้นวรรณะมีมาในทุกยุคสมัย

ลักษณะเฉพาะของเรือ ทำให้ไททานิคเป็นเรือที่เปิดศักราชใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเรือเดินสมุทร เนื่องจากเป็นเรือลำแรกๆของโลกที่สร้างโดยโลหะและรองรับผู้โดยสารได้ถึง 2,433 คน ยาว 269.0622 เมตร กว้าง 28.194 เมตร หนัก 46,328 ตันอิมพีเรียล (4,707,1434.4681 กิโลกรัม) แบ่งเป็น 9 ชั้น เรียงจากชั้นบนลงชั้นล่างได้ดังนี้

ชั้น 9 ดาดฟ้า สงวนไว้ให้ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง มีปล่องไฟ 4 ตัว สูงตัวละ 19 เมตร ชั้น 8 ชั้น A ห้องนั่งเล่นของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ชั้น 7 ชั้นB ห้องอาหารของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ชั้น 6 ชั้น C ห้องสมุดของผู้โดยสารชั้นสอง ห้องอเนกประสงค์ของผู้โดยสารชั้นสาม ชั้น 5 ชั้น D ห้องอาหารของผู้โดยสารชั้นสอง ชั้น 4 ชั้น E ห้องนอนของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง สอง สาม ลูกเรือ ชั้น 3 ชั้น F ห้องอาหารของผู้โดยสารชั้นสาม ห้องออกกำลังกายส่วนรวม ชั้น 2 ชั้น G สระว่ายน้ำส่วนรวม ห้องเก็บกระเป๋าเดินทาง ชั้น 1 ชั้นห้องเครื่องมี 16 ห้อง หม้อน้ำรวม 29 ชุด ส่งเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์ 3 ตัว เครื่องยนต์ 3 ตัว หมุนใบจักร 3 ใบ รวม 50,000 แรงม้า เร่งความเร็วเรือได้สูงสุด 24 น็อต (44.448 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ห้องเครื่องทั้ง 16 ห้องมีกำแพงสูงถึงชั้น F และมีประตูกลซึ่งจะปิดลงมาทุกบานทั่วลำเรือเมื่อพบเหตุผิดปกติที่ห้องเครื่องใดห้องเครื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าหากไม่เกิดรอยรั่วในหลายห้องเครื่องจนเกินไป ตามหลักการลอยตัวแล้ว เรือจะไม่จม ถึงแม้จะเป็นจุดอ่อนที่สุดของเรือซึ่งก็คือหัวเรือ ก็ยังรับรอยแตกได้ถึง 4 ห้องเครื่องติดกันโดยไม่จม

และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

ก่อนเวลา 23.40 น. ของวันที่ 14 เมษายน เสียงระฆังเรือ 3 ครั้ง เตือนจากกระเช้าสังเกตการณ์เรื่อง ภูเขาน้ำแข็ง ช่วงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ส่วนหัวเรือไททานิคก็ค่อยๆ เบี่ยงผ่านฝั่งซ้ายของภูเขาน้ำแข็ง แต่ปลายแหลมที่แข็งเหมือนหินของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำ แทงทะลุเข้าไปในกาบเรือด้านขวาเป็นระยะๆ ความยาวถึง 250 ฟุต น้ำทะลักท่วมห้องกั้นน้ำทั้ง 6 ห้อง ลูกเรือพยายามสูบน้ำออกจากเรือ และป้องกันเครื่องจำหน่ายไฟฟ้าเพื่อให้มันยังคงทำงานต่อไปได้

กัปตันสั่งให้ส่งสัญญาณ SOS และรวมผู้โดยสาร เตรียมสละเรือ ให้เด็กและผู้หญิงได้อพยพก่อน ลูกเรือสามารถปล่อยเรือชูชีพ 18 ลำจากทั้งหมด 20 ลำออกไปได้ จากนั้นหลังเวลา 02.00 นาฬิกาเล็กน้อย ของวันที่ 15 เมษายน หัวเรือจมหายไปในน้ำ ส่วนท้ายเรือก็ลอยขึ้นฟ้า ไฟในเรือกะพริบหนึ่งครั้งก่อนจะดับหายไป เรือหักเป็นสองท่อน และจมดิ่งลงมหาสมุทรแอตแลนติก

ความผิดพลาดและความสูญเสียของไททานิคนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่มีเรือสำรองช่วยชีวิตหรือเรือบดนั้นเพียงพอสำหรับผู้โดยสารเพียง 1,178 คนเท่านั้น

และความผิดพลาดของกัปตันก็ว่าได้ หากวาดภาพตามภาพยนตร์ เจมส์ คาเมรอน จะทำให้เราสามารถจินตนาการตามไปได้เลยว่า ก่อนที่ไททานิคจะจมลงสู่ท้องทะเลนั้น ผู้คนบนเรือนั้นกำลังทำอะไร

ไททานิคชนภูเขาน้ำแข็งและอับปางลงในคืนอันหนาวเหน็บ ของวันที่ 15 เมษายน ค.ศ.1912 ซากเรือลำนี้จมอยู่ใต้ความลึกถึง 12,500 ฟุต (ราว 4 กิโลเมตร) ซึ่งความลึกขนาดนี้จะมีแรงอัดมหาศาลถึง 5,500 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว

ขณะที่จมดิ่งลงมาลึกราว 300 เมตร ลำเรือก็แตกร้าวเป็นสองท่อน ด้านหัวเรือซึ่งยาวกว่าพุ่งนำลงมาก่อน ลากเอาส่วนท้ายตามลงมาในแนวดิ่ง แล้วก็หักหลุดจากกัน ท่อนหัวดำดิ่งพุ่งลิ่วยังกับตอร์ปิโด โครงสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ กระจัดกระจายไปทั่ว แล้วหัวเรือก็ปักจมลงไปในโคลนใต้สมุทรลึกประมาณตึก 6 ชั้น

ผู้รอดชีวิต

เรือคาร์พาเธีย ที่ช่วยผู้รอดชีวิต กำลังมุ่งหน้าสู่มหานครเมืองนิวยอร์ก เหล่าผู้รอดชีวิตได้จัดพิธีทางศาสนา เพื่อไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิต จากนั้นพวกเราก็รวบรวมรายชื่อของผู้โดยสารทุกคนที่รอดชีวิต จากจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือบนไททานิค ทั้งหมด 2,207 คน มีเพียงแค่ 705 คนที่รอดชีวิต

ผู้เขียนไปถึงที่งาน ก็เจอะเจอกับหลานโต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ก่อนเลยก็ได้คุยกันเล็กน้อย ถามไถ่ฝากความระลึกถึงไปให้ นคร เวชสุภาพร พ่อของน้องโต๋ที่คุ้นเคยกันมานาน น้องโต๋ถามว่าจะเจอกันคอนเสิร์ตไหนอีก เพราะเราจะเจอกันตามงานคอนเสิร์ตเป็นประจำ

เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในงาน ก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศย้อนยุคไปถึง 100 ปีก่อนของเรือไททานิค นึกเสียดายอยู่ว่าน่าจะแต่งตัวแบบจัดเต็มไปเสียหน่อย บริเวณด้านหน้ามีเรือไททานิคเหมือนจริง ย่อส่วนโชว์อยู่หน้างาน ใครๆก็ไปยืนรุมถ่ายรูปตรงนั้น

จากนั้นก็ได้รับบอร์ดดิ้ง พาสส์ หรือบัตรโดยสารขึ้นเรือ ในชื่อของ Miss Eva Miriam Hart ชื่อนี้มีความสำคัญอย่างไร เดี๋ยวจะเฉลยให้ทราบในตอนท้ายนะคะ ทุกคนที่ไปเข้าชมนิทรรศการนี้จะได้บอร์ดดิ้ง พาสส์ ในชื่อที่แตกต่างกันไป แต่ชื่อทั้งหมด คือชื่อของบุคคลที่โดยสารไปบนเรือไททานิค

เจอน้องแคท-แคทลียา อิงลิช ที่แต่งตัวจัดเต็มมาอย่างกับ โรส ในหนังเรื่อง ไททานิค ดูสวยเชียว ทักทายกันเล็กน้อย เพราะไม่ได้เจอกันนามานานมาก

ได้เห็นตัวเป็นๆของ ไบรท์-พิชญทัฬน์ จันทร์พุฒ ผู้ประกาศข่าว เรื่องเล่าเช้านี้ น้องสาวสุดหวงของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา มาเป็นทำหน้าที่พิธีกรในงาน แต่งตัวเสียสวยเชียว

เมื่อได้เวลาเข้าชมนิทรรศการ ประสาร มาลีนนท์ ผู้บริหารใหญ่ของ บีอีซี เทโร ก็ได้ เคาะระฆังให้สัญญาณว่า ถึงเวลาการประตูก้าวข้ามสู่กาลเวลาของเรือไททานิค ให้เราได้เข้าไปสัมผัสแล้ว

ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้น เหตุเพราะอินกับไททานิคมาตั้งแต่เด็ก ก้าวเข้าไปห้องแรกนั้นมีสารคดีให้เราได้ชมความเป็นไปของไททานิค ใครอยากถ่ายรูปให้เหมือน โรสกับแจ็ค ตรงหัวเรือ ก็ขึ้นไปยืนทำท่าถ่ายได้เลย เพราะเขาจำลองหัวเรือมาให้ถ่ายรูปโดยเฉพาะ

จากนั้นก็แบ่งเป็นห้องๆ มีสมบัติที่ถูกขุดได้จากท้องทะเล ชิ้นส่วนจากประเทศจีนมีโลโก้ของไวท์สตาร์ไลน์ การจำลองห้องนอนของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ระเบียงชมวิว และภูเขาน้ำแข็งที่เราสามารถสัมผัสความเย็นได้ ไฮไลท์ อีกส่วนคือบันไดที่จะลงมาสู่ห้องอาหารอันวิจิตร ที่ทำให้เรารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่งดงามของไททานิค ของที่นำมาโชว์นั้นเป็นการเก็บกู้มาด้วยความยากลำบาก มีนับเป็นร้อยๆชิ้น ผู้เขียนได้เจอกับหนึ่งในทีมที่ลงไปเก็บกู้ สมบัติจากใต้ทะเลของไททานิคด้วย เขาดำลงไปถึง 60 ครั้ง ในเวลา 25 ปี เขาบอกว่า สมบัติที่เก็บกู้ขึ้นมาได้นั้น เก็บจากที่พบนอกลำเรือ ชิ้นแรกที่เขาเก็บขึ้นมาได้ คือจานอาหาร ผู้เขียนก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้พูดคุยกับตัวเป็นๆ ของคนที่ลงไปเก็บกู้สมบัติของไททานิค

มีจดหมาย มีสร้อยคอ ของผู้สูญเสีย ที่ยังคงอยู่ในสภาพดี อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ของหลายชิ้น ก็แทบจะนึกไม่ออกถึงสภาพเดิมๆที่เก็บมาโชว์มากหน่อย ก็เป็นหมวก จานชามที่ใช้เสิร์ฟอาหารบนเรือ

ระหว่างเดินชม ก็อดคิดตามไปไม่ได้ว่าชีวิตของผู้คนบนเรือในวันนั้น ต่างที่มา ต่างชนชั้น กรรมใด ที่ทำให้พวกเขาต้องมาจบชีวิตด้วยกันนะ

เดินมาถึงห้องสุดท้าย จะเป็นห้องที่มีรายชื่อของผู้ที่รอดชีวิต และผู้ที่สูญเสียชีวิต

ตรงนี้แหละค่ะที่สนุก เพราะบอร์ดดิ้ง พาสส์ หรือบัตรที่นั่งผู้โดยสารของแต่ละคนที่ได้มานั้นจะมีชื่อทุกใบ และชื่อที่ว่านี้ จะมีทั้งชื่อที่รอดชีวิต และไม่รอด

ก็สนุกสิคะ ใครที่เจอชื่อว่าบัตรโดยสารเสียชีวิต ก็จะรู้สึกอย่างหนึ่ง ผู้ที่ได้ชื่อว่ารอดชีวิต ก็จะรู้สึกอีกแบบ

ของผู้เขียนนั้นรอดค่ะ และก็จะมีเรื่องราวเป็นเกร็ดเล็กๆว่าเป็นใคร รอดชีวิตแล้วเป็นอย่างไร และเราก็เอามาเก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงได้เป็นอย่างดี

ถัดจากห้องนี้ ก็เป็นห้องขายของที่ระลึก ถ้าเป็นสมัยก่อน เชื่อว่าคงจะต้องควักกระเป๋าเสียสตางค์ซื้อของที่ระลึกที่น่าซื้อหา เหลือเกินมาเก็บไว้

ได้อะไรมากมาย จากการไปชมนิทรรศการครั้งนี้ แต่ก็อดเป็นห่วงผู้จัดอย่าง บีอีซี เทโร ไม่ได้ เพราะคนไทยเรานั้น กับประวัติศาสตร์บ้านเมืองตัวเอง ยังไม่เคยสนใจ ไฉนเลยจะไปเดินดูศึกษาเรื่องราวของเรือแห่งโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติลำนี้ จริงไหมคะ

นิทรรศการครั้งนี้จะเปิดแสดง จนถึงวันที่ 2 กันยายน 2555 เซ็นทรัลเวิลด์ ไลฟ์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ www.bectero.com/titanic บัตรเข้าชมราคา 500 บาท (ผู้ใหญ่) และ 350 บาท (นักเรียน-นักศึกษา) จำหน่ายที่ www.thaiticketmajor.com หรือหน้างาน สอบถามได้ที่ 0-2262-3838