ความเชื่อนำมาซึ่งโชคลาภ

วิถีไทย

ฉัตรชัย เครือเสนา ภาพ

เทศกาลที่สำคัญที่สุดในบรรดาเทศกาลทั้งหมด ของชาวจีนก็คือ เทศกาลตรุษจีน ซึ่งเดิมเรียกว่า เทศกาลชุนเจี๋ย หรือ เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาของความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งของแผ่นดิน ปัจจุบันเทศกาลตรุษจีนยังหมายถึง การเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สดใสเต็มไปด้วยความสุขและความเจริญรุ่งเรือง

จึงไม่แปลกที่พอถึงเทศกาลนี้ จะมีแต่การกระทำที่เชื่อว่า ทำแล้วเกิดความเจริญรุ่งเรืองเป็นมงคลชีวิตและส่งผลดีต่อผู้ประพฤติปฏิบัติ แม้จะเป็นเพียงความเชื่อที่เล่าต่อๆกันมา ปราศจากเหตุผลและคำอธิบาย

ชาวจีนมักคิดว่า "ถ้าเงินทองเล็กๆน้อยๆไม่จ่ายออกไป เงินก้อนใหญ่ก็จะไม่เข้ามา"

ดังนั้นผู้คนจึงใช้จ่ายเงินทองอย่างฟุ่มเฟือยในการต้อนรับและเฉลิมฉลองในเทศกาลตรุษจีน เพราะพวกเขาเชื่อว่าเป็นการปลุกเทพเจ้าแห่งความเจริญรุ่งเรืองให้นำปีใหม่ที่เต็มไปด้วยความสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่พวกเขา

ภาษิตจีนมีอยู่ว่า "ความอับอายเลือนหายไปในตอนเช้า แต่หนี้สินยังคงอยู่วันแล้ววันเล่า"

ดังนั้นก่อนจะสิ้นปี หรือในวันสุดท้ายก่อนวันขึ้นปีใหม่หนี้สินทั้งหลายจะต้องได้รับการชำระ ตามประเพณีของชาวจีน เจ้าหนี้ทั้งหลายจะไม่สามารถทวงหนี้ของตัวเองได้อีกในวันขึ้นปีใหม่

ชาวจีนยังเชื่อว่า "ลาภก้อนใหญ่ขึ้นอยู่กับโชค ลาภก้อนเล็กขึ้นอยู่กับความขยันหมั่นเพียร"

พวกเขาจึงชอบแสวงหาวิธีง่ายๆเพื่อทำให้เกิดโชคลาภและนำมาซึ่งความร่ำรวย ดังนั้นชาวจีนจะต้อนรับเทศกาลตรุษจีนด้วยการเก็บกวาดครั้งใหญ่เพื่อขจัดโชคร้ายต่างๆ การเก็บกวาดจะทำก่อนวันขึ้นปีใหม่ ไม่นิยมทำในวันขึ้นปีใหม่เพราะถือเป็นวันดีจะเท่ากับเป็นการกวาดโชคออกจากบ้าน นอกจากนี้จะต้องกวาดฝุ่นละอองจากข้างนอกเข้าสู่ภายในบ้าน เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้โชคลาภและความมั่งคั่งออกไป ทุกส่วนในบ้านจะต้องสะอาดและใหม่ โชคลาภจึงจะมาเยือน

ภาษิตจีนบทหนึ่งยังบอกว่า "ให้เพื่อนเก่าแก่ฉัน แต่ขอเสื้อใหม่ให้ฉัน" ดังนั้นในช่วงตรุษจีนจึงเป็นเวลาแห่งการรักษาสัมพันธภาพของเพื่อนเก่า แต่กลับโละเสื้อผ้าเก่าเพื่อเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าใหม่ที่สดใส การที่เสื้อผ้าใหม่เป็นสิ่งสำคัญ ก็เพราะชาวจีนจะตัดสินคนจากเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ ด้วยความเชื่อที่ว่า เสื้อผ้าที่ดีสามารถเปิดประตูทุกบานได้

ตรุษจีน เป็นช่วงเวลาของตัวหนังสือสีแดง เพราะชาวจีนถือว่าสีแดงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรื่นเริงและโชคลาภ ธงแดงและโคมไฟแดงจะถูกนำมาประดับประดาหน้าประตูบ้าน เพราะเชื่อกันว่า

สีแดงสามารถขจัดผีสางหรือสิ่งชั่วร้ายได้ จึงไม่แปลกที่ช่วงเวลาแบบนี้มองที่ไหนก็มีแต่สีแดง

ถือกันว่าสีดำเป็นสีที่เกี่ยวข้องกับความตาย และนำมาซึ่งโชคร้าย ดังนั้นในการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนจึงควรหลีกเลี่ยงสีนี้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อต้องออกไปพบเพื่อนหรือญาติ

ภาษิตจีนบอกว่า "คนเราตายเพื่อลิ้นมามากแล้ว" ด้วยเหตุนี้ชาวจีนจึงระมัดระวังในการพูดอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่ต้องดูดี ยังต้องพูดดี พูดไพเราะด้วย เทศกาลตรุษจีนจะมีแต่คำพูดที่ไพเราะอ่อนหวาน จะไม่มีการเอ่ยถึงคำว่า "ตาย"หรือ "แย่" ห้ามดุด่าหรือสาปแช่งกัน โดยเฉพาะเด็กๆจะถูกผู้ใหญ่ตักเตือนไม่ให้ทะเลาะและพูดจาหยาบคายในช่วงนี้ด้วย เพราะชาวจีนเชื่อว่า ถ้าเด็กๆแสดงกริยาท่าทางไม่ดีในวันขึ้นปีใหม่ เด็กเหล่านี้มีแนวโน้มไปดื้อดึงไปตลอดปี แต่เมื่อเทศกาลตรุษจีนผ่านไปแล้วก็อาจได้รับการผ่อนผันบ้าง เพราะชาวจีนเชื่อว่า ถ้าเราสาปแช่งใครทุกวัน เขากลับได้พบแต่ความสุขและมีอายุยืนยาว

อุปกรณ์ทุกชนิดที่มีปลายแหลม เช่น มีด กรรไกร หรือเข็ม ชาวจีนจะเก็บให้ออกห่างจากตัว แม้แต่ของขวัญที่มีปลายแหลม ได้แก่ ดินสอ ปากกาก็ไม่ควรให้ เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวขัดขวางโชคลาภ รวมทั้งจะต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องใช้อุปกรณ์ที่เปราะบางและแตกง่าย เช่นเครื่องแก้ว เพราะชาวจีนเชื่อว่าถ้าของเหล่านี้แตก จะทำให้ครอบครัวแตกแยก หรือโชคร้ายมาเยือนใน 7 ปี หรืออาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต

อาหารที่นิยมปรุงรับประทานในเทศกาลตรุษจีน ประกอบด้วย

  •       หื่อแซ หรือปลาดิบหั่นเป็นชิ้นบางๆคลุกเคล้ากับผักชิ้นเล็กชิ้นน้อยผสมด้วยเครื่องปรุงรสอย่างน้ำส้ม น้ำตาล เกลือและเมล็ดพริกไทย คำว่าหื่อแซ หมายถึงการกินเพื่อให้อายุยืนและมั่งคั่งร่ำรวย ถือเป็นอาหารจานแพงและได้รับความนิยมสูงสุดในวันที่เจ็ดของปีใหม่
  •       หอยนางรม หมายถึง โอกาสที่ดีเต็มไปด้วยโชคลาภ
  •        ฝ่าไช่หรือสาหร่ายเส้นผม เป็นคำพ้องเสียงกับวลีที่ว่า เพื่อให้เจริญรุ่งเรือง
  •       เห็ดหอม หมายถึง ขอให้สมหวังไปหมดทุกสิ่ง
  •       พุทราแดง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองมาแต่เนิ่นๆ
  •       เม็ดบัว หมายถึงขอให้ครอบครัวมีลูกหลานสืบทอดไปหลายชั่วคน
  •        ขนมเค้กที่ทำในเทศกาลตรุษจีนจะเป็นขนมเค้กรูปร่างกลมๆสีน้ำตาลทำจากแป้ง ข้าวและน้ำตาล เชื่อกันว่าใครก็ตามที่รับประทานขนมเค้กนี้จะมีสถานภาพที่สูงขึ้น และมีชีวิตที่ดีกว่าในปีใหม่

 

นอกจากนี้ขนมเค้กยังเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์หรือสัมพันธภาพที่คงอยู่ตลอดไป เนื่องมาจากรูปร่างที่กลมและเหนียวของขนมเค้กนั้น ความเหนียวของขนมหมายถึง ขอให้มีความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกันในยามทุกข์และยามสุข ความหวานของขนมทำให้ผู้กินมีชีวิตที่หวานชื่น ขนมเค้กประจำเทศกาลนี้เป็นของที่นิยมส่งให้แก่กันในหมู่เพื่อนฝูงและญาติสนิท

บางที่จะเสริมอาหารในถาด 8 หลุม คำว่าแปดในภาษากวางตุ้งพ้องกับคำว่า รุ่งเรือง ถาดใบนี้จะบรรจุขนมหวานหลากหลายชนิด เค้กและผลอินทผลัม หลุมตรงกลางจะใส่เมล็ดแตงโม ขนมหวานแต่ละชนิดล้วนมีความหมาย เช่น เค้กหมายถึงการประสบความสำเร็จ ผลอินทผลัม หมายถึง ขอให้มีลูกชายไวๆ เม็ดแตงโดหมายถึง การงอกเงยของลูกหลาน ซึ่งเปรียบได้กับความเจริญงอกงามของเงินทอง และเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง

ที่จะขาดเสียมิได้ก็คือการแลกเปลี่ยนส้มเป็นของขวัญซึ่งกันและกันเพื่อความโชคดี ส้มที่แลกเปลี่ยนเป็นจำนวนคู่จะนำมาซึ่งความหวานและความร่ำรวย

หนึ่งในอาหารโอชะของเทศกาลตรุษจีนคือ ถั่วลิสง นับเป็นอาหารที่สำคัญสำหรับชาวจีน เพราะถือว่าเป็น ถั่วเพื่อสุขภาพ เป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืนและความแข็งแรงสมบูรณ์

ในเทศกาลตรุษจีน พิธีบวงสรวง 3 สิ่งถือเป็นพิธีที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การเซ่นไหว้บวงสรวงบรรพบุรุษ การบวงสรวงต่อพื้นดิน-สวรรค์ และการบวงสรวงเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง การเซ่นไหว้บวงสรวงบรรพบุรุษก็เพื่อแสดงความระลึกถึงความเคารพ ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และยังเป็นการอธิษฐานขอความคุ้มครอง ธูปเทียนและอาหารจานโปรดจะถูกนำมาวางไว้หน้าป่ายบรรพบุรุษ มีการเผาเงินผีส่งไปให้ผู้ล่วงลับ การบวงสรวงฟ้าดินและสวรรค์เพื่อให้ภูมิอากาศดีการเก็บเกี่ยวข้าวอุดมสมบูรณ์ และด้วยความหวังที่จะร่ำรวยมากขึ้นก็จะบูชาเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งในวันที่ 4 ของปีใหม่

นอกจากนี้ยังมีการถวายอาหารและเงินผีแก่เทพเจ้าแห่งความชั่วร้ายทั้ง 5 องค์ ไม่ให้มารบกวนและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโชคร้ายและการเจ็บป่วย

และที่ต้องไม่ลืมคือการติดสินบนเทพเจ้าแห่งครัว ซึ่งก่อนสิ้นปีจะขึ้นไปถวายรายงานพฤติกรรมของสมาชิกในครัวเรือนต่อสวรรค์ ถ้าต้องการให้รายงานประวัติดีๆ ก็ต้องติดสินบนด้วยน้ำผึ้ง ลูกกวาดหรือเหล้าไวน์ หรือไม่ก็เป็นการเผาเงินผี ไปให้

บรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายจีนในวันนี้จำนวนไม่น้อยเดินทางรอนแรมมาจากดินแดนมังกรจีนไกลโพ้นทะเล เหมือนที่โบราณว่าไว้ แค่เสื่อผืนหมอนใบก็สามารถพลิกฐานะจนกลายเป็น เจ้าสัว ด้วยความเชื่อที่แฝงคติยึดมั่นในความกตัญญูและคุณธรรมที่สั่งสมมายาวนาน ควรค่าแก่การเป็นแบบอย่าง

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ เฮง เฮง เฮง นะคะ