กราบอัฐิธาตุพระอัครสาวก ณ เจดีย์วัดสันป่ายางหลวง

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

นับเป็นเวลาหนึ่งพันสี่ร้อยแปดสิบสี่ปีแล้ว จากปีพุทธศักราช 1074ที่ชาวบ้านพร้อมใจกันสร้างวัดสันป่ายางหลวง ณ เมืองลำพูน เพื่อถวายไว้ในบวรพุทธศาสนา โดยมีการอัญเชิญพระอัฐิธาตุพระอัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ บรรจุไว้ที่เจดีย์

แต่เดิมลำพูนมีชื่อว่า "นครหริภุญชัย" ตำนานเล่าว่า เมืองสร้างขึ้นใน พ.ศ.1200 โดยฤาษีวาสุเทพได้เกณฑ์พวกเมงคบุตร เชื้อสายมอญมาสร้างเมืองระหว่างแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำปิง และแม่น้ำกวง เมื่อสร้างเมืองเสร็จได้เชิญพระธิดาของกษัตริย์ละโว้ นามว่า "พระนางจามเทวี" มาปกครองเมือง พระองค์นำพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมต่างๆ มาเผยแพร่ในดินแดนแถบนี้จนรุ่งเรือง จากนั้นได้มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมา 47 พระองค์ รักษาเมืองมาได้ถึง 618 ปี ก่อนเสียเมืองให้แก่พระยามังราย เจ้าเมืองเชียงใหม่พระองค์แรก

วัดสันป่ายางหลวง เดิมเคยเป็นศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์มาก่อน ดังปรากฏหลักฐานบนหินทรายจำหลัก ต่อมามีพระเถระจากพม่า 3 รูป เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาแสดงธรรมจนชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา จึงพร้อมใจกันเปลี่ยนเทวสถานเป็นวัดในพระพุทธศาสนา วัดนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นวัดในพุทธศาสนาแห่งแรกของดินแดนล้านนา เรียกชื่อว่า "วัดขอมลำโพง" เนื่องจากละแวกนั้นเป็นชุมชนชาวขอม

วัดสันป่ายางหลวง เคยกลายเป็นวัดร้างอยู่ระยะหนึ่ง จนมาถึงสมัยของพระนางจามเทวี ครองเมืองหริภุญชัย จึงได้มีการฟื้นฟูปฏิสังขรณ์วัด สร้างถาวรวัตถุ และกำหนดเขตธรณีสงฆ์ขึ้นใหม่ พร้อมประทานชื่อว่า "วัดพัฒนาราม ป่าไม้ยางหลวง" หรือ "วัดสันป่ายางหลวง" เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสถานที่ตั้ง เพราะในสมัยก่อนบริเวณดังกล่าวมีต้นยางขึ้นอย่างหนาทึบ พระนางจามเทวีใช้วัดนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมตลอดอายุขัยของพระองค์ เมื่อเสด็จสวรรคตก็ได้ถวายพระเพลิงพระองค์ที่วัดแห่งนี้ด้วย

ในวัดสันป่ายางหลวง มีวิหารที่สวยงามคือ "วิหารพระเจ้าเขียวโขง" สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2548 เป็นที่ประดิษฐานพระหยกเขียว ซึ่งนำมาจากแม่น้ำโขง นามเต็มคือ พระพุทธรัตนมหานทีศรีหริภุญชัย (พระเจ้าเขียวโขง) ความวิจิตรตระการตาของวิหารพระเจ้าเขียวโขง ด้านหน้าเป็นหลังคา 5 ชั้น ช่อฟ้า 5 ตัว หมายถึง พระเจ้า 5 พระองค์ ด้านหลังอีก 3 หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา หมายถึงการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเพื่อเดินเข้าสู่พระนิพพาน หน้า 5 รวมหลัง 3 รวมเป็น 8 หมายถึง ต้องปฏิบัติตามทางสายกลาง คือ มรรค 8 ตรงกลางหลังคามี เรือหงส์ และฉัตร เป็นธรรมมัชฌิมา ทางสายกลางสู่นิพพานอีก1 รวมเป็นโลกุตตรธรรม9 ความสงบร่มเย็น ดับจากกิเลสตัณหา ด้านล่างมีรูปปั้นผางประทีป เปรียบเหมือนรังของกา และกาเผือกนอนในรัง รูปพรหมสี่หน้านั่งอยู่บนหลังกา หมายถึง กำเนิดตำนานผางประทีป

ภายในวิหารพระเจ้าเขียวโขง มีมณฑปทรงล้านนา ด้านล่างประดิษฐานพระพุทธเมตไตรย์จำลองมาจากพระพุทธเมตตา เมืองพุทธคยา อินเดีย ตอนที่พระพุทธเจ้าโคตะมะ บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้านบนเป็นที่ประดิษฐานพระเขียวโขง หมายถึง พระพุทธเจ้าโคตมะที่มีอายุพระพุทธศาสนาผ่านมาถึงกึ่งพุทธกาล 2550 ปี ซึ่งพระครูบาอินทร ปัญญาวัฑฒโน เจ้าอาวาสและพุทธบริษัทตั้งใจสร้างบูชาพระคุณของพระ รัตนตรัย และยังมีของสำคัญคือมณฑปด้านซ้ายบนประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วของพระสารีบุตรพระพุทธรูปแก้วขาวของเก่าเมืองลำพูน รวมทั้งพระเครื่องสกุลหริภุญชัยซึ่งหาได้ยากอีกมากมาย

แต่เดิมนั้นอายุการสร้างพระสกุลลำพูน ยึดถือจากตำนานคำบอกเล่าเก่าแก่ เชื่อกันว่า สร้างในสมัย พระนางจามเทวี อายุประมาณ 1,300ปี ปัจจุบันมีนักวิชาการหลายท่านได้ศึกษาลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดย ณัฏฐภัทร จันทวิช ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี ของกรมศิลปากร ได้เขียนหนังสือ พระพิมพ์สกุลช่างหริภุญไชย เมื่อพ.ศ.2538 โดยกำหนดอายุสมัยการสร้างของพระสกุลลำพูน จากลักษณะศิลปะ ฝีมืองานช่าง และแหล่งโบราณสถานที่พบ ทำให้ได้ข้อมูลใหม่ว่า พระสกุลลำพูนแต่ละพิมพ์ไม่ได้สร้างพร้อมกัน สำหรับที่พบในเมืองหริภุญไชย พบพระพิมพ์ดินเผารูปกลม และมีคาถาหัวใจพระพุทธศาสนา เย ธมฺมา ปรากฏอยู่ใต้ฐานพระพุทธรูป ซึ่งวงการพระเครื่องท้องถิ่นเรียกว่า พระพิมพ์พุทธคยา

ก่อนออกจากวัดสันป่ายางหลวง ณ เมืองหริภุญไชยในวันนั้น เรากราบพระพุทธบาทสี่รอยจำลองแล้วเดินเลยไปทางด้านหลัง พบพระเจดีย์สีทองงดงามอร่ามเรืองในแสงยามสาย ก้มลงกราบบูชาอัฐิธาตุองค์พระอัครสาวกทั้งสองที่บรรจุอยู่ ณ เจดีย์ ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความปิติ ระลึกรู้บูชาคุณที่ท่านช่วยงานพระพุทธองค์เผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้ชาวประชาผู้เป็นบัวใต้น้ำทั้งหลายได้หลุดพ้นโคลนตม...เบ่งบานพ้นผิวน้ำด้วยความสงบงามที่เยือกเย็นในจิตใจ