เมื่อลูกพาแม่ท่องมาเก๊า และ ฮ่องกง

ในช่วงจลาจลกลางเมือง
บันทึกนักเดินทาง

ตอนที่ 1 มาเก๊า...ลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก ลูกชายคนเล็กเสนอโปรแกรมเที่ยวกันประสาแม่ลูก ช่วงเดือนตุลาคม 2557 ตอนแรกดูๆกันว่าจะไปที่ไหนดีสำหรับโปรแกรมการเที่ยวแค่ 3-4 วัน ที่ดูกันไว้ มี จีนไปเที่ยวฉางชา : แหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจีน ญี่ปุ่น : ตระเวนเที่ยวโตเกียว ช็อป และหาของกินอร่อยๆ เวียดนาม บาหลี จนที่สุด ลูกชายเป็นคนตัดสินใจเลือก "เอามาเก๊า- ฮ่องกงแล้วกันแม่ ลากกระเป๋าเที่ยวกันเอง...ไม่ต้องง้อทัวร์" จริงเสียด้วย เที่ยว มาเก๊า- ฮ่องกง ไม่ต้องทำวีซ่า คนไทยสามารถอยู่ในมาเก๊าได้ไม่เกิน 30 วัน โดยไม่ต้องใช้ Visa ใช้เพียง Passport ที่มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน แอบกังวลนิดๆ ช่วงนั้นเริ่มมีการจลาจลเล็กๆที่ฮ่องกง แต่ดูแล้วเห็นเป็นแค่การชุมนุมของนักศึกษากลุ่มไม่ใหญ่นัก ไม่น่ากระทบต่อการเดินทางของเรา จึงเริ่มเดินหน้า...เริ่มจากการหาที่พัก

คุยกันคร่าวๆว่า จะพักที่มาเก๊าหนึ่งคืน พักที่ฮ่องกงหนึ่งคืน เผอิญลูกให้เวลาสำหรับการไปเที่ยวครั้งนี้แค่ 3 วัน เป็นวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ (10-12 ต.ค.) ซึ่งตรงกับวันหยุดที่บรรดาโรงแรมที่พักทั้งหลายในเมืองท่องเที่ยวพากันขึ้นราคาต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งมาเก๊าและฮ่องกงก็เช่นกัน เปิดหาโรงแรมที่พักในแต่ละเว็บไซต์ ต่างขึ้นราคาในวันศุกร์ และวันเสาร์ โดยเฉพาะวันเสาร์นี่...ราคาห้องพักต่างมีราคาโดดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว 4 ดาว 3 ดาว 2 ดาว กระทั่งโรงแรมระดับไม่มีดาว ที่พักพวกโฮเต็ล และอพาร์ตเม้นต์ก็ไม่เว้น หลังจากเปิดดูราคาโรงแรมยอดฮิตของคนไทยที่ไปเที่ยวมาเก๊าและฮ่องกงแนะนำกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม East Asia Hotel โรงแรม Man Va Hotel โรงแรม East Asia Hotel โรงแรม Best Western Taipa Hotel โรงแรม Ole Tai Sam Un ที่มาเก๊า โรงแรม Delta Hotel โรงแรม Harbour Hotel โรงแรม Casa Hotel โรงแรมBenito Hotel ที่ฮ่องกง ซึ่งในรีวิวบอกว่าราคาแค่ 3,000 บาทเศษ แต่พอเข้าไปเช็คราคาจริงๆ ทำไมราคาไม่ย่อมเยา เป็นมิตรอย่างที่แนะนำกันเลย ผู้เขียนจึงเลือกจองโรงแรมที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวมากที่สุด แต่เลือกที่พักราคาถูกลงมาอีกหน่อย ไม่เอาอย่างหรูหรามาก เอาชนิดที่สามารถเดินเที่ยวเองได้ เพราะเราใช้ห้องพักเป็นแค่ที่อาบน้ำ หลับนอนเท่านั้น

ที่มาเก๊า ผู้เขียนเลือกที่พักใกล้ Senado Square ซึ่งมีที่เที่ยวยอดนิยมของมาเก๊าหลายแห่งที่สามารถเดินเที่ยวได้โดยไม่ต้องง้อรถเมล์ อันที่จริง ถ้าอยากได้ที่พักที่ดีพอสมควรและราคาไม่แพง สามารถจองที่พักหลายแห่งที่จูไห่ ซึ่งเป็นเขตต่อเนื่องจากมาเก๊า แต่ต้องนั่งรถบัสเข้ามาเที่ยวที่มาเก๊า หากต้องนั่งรถกลับไปจูไห่ตอนดึกๆ คงไม่สะดวกสักเท่าไหร่ เพราะช่วงค่ำคืนเรามีรายการเดินเที่ยวชมแสงสีในมาเก๊า เลยยอมจ่ายจองที่พักในมาเก๊าที่ค่อนข้างแพง และไม่ค่อยหรูหราแต่อย่างใด ส่วนที่ฮ่องกง เลือกที่พักแถว Tsim Sha Tsui ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสภาพที่พัก สำหรับทำเล ถือว่าโอ.เค.เลยล่ะ ตั้งอยู่บนถนนนาธาน ถนนสายหลักของ Tsim Sha Tsui และอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้า Tsim Sha Tsui นับว่าสะดวกมากสำหรับการเดินทาง ไม่ว่าโดยรถไฟฟ้า หรือรถเมล์ที่วิ่งผ่านย่านนี้หลายสาย รวมทั้งเป็นแหล่งช็อปปิ้งหลักของฮ่องกง

เราเลือกจองที่พักกับ Agoda แม้ว่าจะมีเพื่อนฝูงค่อนว่า ทำไมไม่จองผ่านเว็บของโรงแรมโดยตรงจะได้ราคาถูกกว่านี้อีก และยังไม่ต้องถูกหักเงินค่าที่พักล่วงหน้าเต็ม 100% ด้วย แต่ช่างมันเถอะ สะดวกดี แถมการันตีว่ามีที่พักแน่นอน ไม่ต้องลากกระเป๋าตระเวนหาที่พัก คงไม่สนุกแน่หากคิดไปหาที่พักเอาดาบหน้าในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

จองที่พักเสร็จ ค่าโรงแรมตัดผ่านบัตรเครดิตไปแล้ว จากนั้น เฝ้าสดับฟังข่าวคราวการชุมนุมในฮ่องกง ชักบานปลายขึ้นทุกวัน การชุมนุมประท้วงชักลุกลามจากบริเวณหน้าที่ทำการรัฐบาลฮ่องกง เข้าไปในเขต Central และเกาลูน แถว Tsim Sha Tsui กับ Mongkok ชักไม่ค่อยดีแล้วล่ะสิ สงสัยจะเสียค่าโรงแรมที่ฮ่องกงฟรีแล้วสิเรา อาจได้เที่ยวแค่มาเก๊า หรือต้องเปลี่ยนโปรแกรมไปเที่ยวจูไห่ หรือเซินเจิ้นแทนฮ่องกง ข่าวว่ามีชาวฮ่องกงอีกหลายพันคนออกมาสมทบกลุ่มผู้ชุมนุมหลายหมื่นคน ที่ปิดถนนในย่านช็อปปิ้งของฮ่องกง เพื่อประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลกลางของจีนหยุดแทรกแซงการเลือกตั้งผู้ว่าฯฮ่องกง มีการคาดการณ์ว่า จำนวนผู้ชุมนุมจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนคน ระหว่างคืนวันอังคารจนถึงวันพุธ (1 ต.ค.) ซึ่งเป็นวันชาติของจีน แกนนำกลุ่มนักศึกษา ซึ่งชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประกาศในวันพุธ ว่าจะยกระดับการชุมนุมยิ่งขึ้นไปอีก รวมทั้งอาจเคลื่อนไหวบุกยึดอาคารรัฐบาลฮ่องกง หากนายเหลียง ชุน อิง ผู้ว่าการฮ่องกง ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งภายในวันพฤหัสบดีนี้ จนถึงวันอาทิตย์ (5 ต.ค.) มีข่าวการปะทะระหว่างตำรวจฮ่องกงกับผู้ชุมนุมประท้วง รวมทั้งข่าวลือ!...จีนระงับวีซ่ากรู๊ปทัวร์ฮ่องกง ตอบโต้ผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย ขืนเหตุการณ์ยืดเยื้อ เราคงอาจไม่สะดวกในการเดินทางในฮ่องกง เพราะถนนบางสายอาจถูกปิด สถานีรถไฟฟ้าในย่านสำคัญๆอาจโดนปิดเพื่อสกัดกั้นผู้ชุมนุม ต้องเผื่อระยะเวลาเดินทางมายังสนามบินตอนขากลับด้วย แต่ยังอุ่นใจว่าตราบใดยังไม่มีการแจ้งเตือนจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย น่าจะไม่มีอันตราย จึงเฝ้ารอ...และเฝ้าลุ้น จนในที่สุดก่อนเดินทาง 2 วัน มีข่าวว่าฝ่ายผู้ชุมนุมเริ่มอ่อนกำลังลง เหตุการณ์ฝั่งเกาลูนสงบแล้ว เฮ้อ!!! ค่อยหายใจโล่งหน่อย

ก่อนการเดินทาง 2 วัน ไปแลกเงินที่มาเก๊าจะใช้เงินปาตาการ์ (MOP) และฮ่องกงดอลลาร์ (HKD) เงินทั้งสองสกุลนี้ร้านค้าในมาเก๊าจะถือว่า 1 MOP = 1 HKD แต่จริงๆแล้วอัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ 103.2 MOP = 100 HKD ถ้าจะเอาสะดวกก็แลกเงิน HKD ถ้าจะเอาคุ้มก็แลกเงิน MOP แต่ปัญหามีอยู่ว่าเงิน MOP หาร้านแลกเงินยาก น่าจะมีเฉพาะที่ร้าน Superrich และเงิน MOP ถ้าใช้ไม่หมดแล้วต้องการไปแลกเป็นเงินบาทคืน จะได้เรทที่ไม่ค่อยดีนัก ส่วนเงิน HKD นั้นมีให้แลกทุกที่ทั้งที่ธนาคารและที่สนามบิน เราไปเที่ยวแค่ 3 วัน ไม่ต้องใช้เงินมากนัก จึงแลกไปเฉพาะเงินฮ่องกงดอลลาร์ (HKD) จากธนาคารใกล้บ้าน

มาเก๊าเป็นเขตปกครองพิเศษของจีน ทิศเหนือมีอาณาเขตติดกับเมืองจูไห่ ประเทศจีน ส่วนด้านอื่นเป็นน้ำทะเลล้อมรอบ มาเก๊าเป็นเกาะเล็กๆที่มีกลิ่นอายความเป็นจีนผสมผสานกับความเป็นโปรตุเกส อดีตเจ้าอาณานิคมอย่างผสมผสานกลมกลืน บ้านเรือนเป็นสถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส (Sino-Portuguese Architecture) คือรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ด้วยตึกสีสันสดใสที่เน้นไปในโทนสีเหลือง สวยงามคลาสสิคสุดสุด (คล้ายๆกับสถาปัตยกรรมของสิ่งก่อสร้างแถวภูเก็ตบ้านเรา)

ที่นี่ กาสิโนใหญ่น้อยต่างเปิดกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น "ลาสเวกัสแห่งเอเชีย" เฉพาะโรงแรมกาสิโน มีถึง 36 แห่ง กาสิโน มาเก๊าได้ออกแบบมาเพื่อการท่องเที่ยวที่ครบวงจร มีพื้นที่ใหญ่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเที่ยวชมสถานที่ที่สวยงามและอลังการอย่างยิ่ง ครอบคลุมกว่าครึ่งเมืองของมาเก๊า

กาสิโน มาเก๊าเป็นกาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก การลงทุนกว่าครึ่งพันล้านดอลลาร์หมดไปกับ Casino Resort ที่รองรับนักท่องเที่ยวได้กว่าแสนคน แต่กระนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เข้าไปในกาสิโนมาเก๊า จะต้องเล่นการพนันทุกคน นักท่องเที่ยวกว่าครึ่งหนึ่งไปกาสิโนมาเก๊า โดยที่ไม่ได้เล่นการพนันเลย เข้าไปเพื่อพักผ่อนและช็อปปิ้งมากกว่า และคณะของผู้เขียนเป็นหนึ่งในนั้น

มาเก๊า แบ่งเป็น 3 โซนด้วยกัน คือ

1. ฝั่งมาเก๊า มีอาณาเขตติดกับเมืองจูไห่ประเทศจีน ใจกลางเมืองมาเก๊าอยู่ในโซนนี้ มีทั้งแหล่งช็อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น Senado Square ซากประตูโบสถ์ St.Paul วัดอาม่า (Ama Temple)

2. เกาะไทปา (Taipa) บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยกาสิโนชื่อดังหลายแห่ง เช่น Venetian, Galaxy, City of Dreams

3. เกาะโคโลอาน (Coloane) เป็นฝั่งที่ดูเป็นชนบทที่สุดในมาเก๊า ไม่ค่อยมีโรงแรม ที่พัก

ปัจจุบันเกาะไทปาและเกาะโคโลอานได้กลายเป็นผืนดินเดียวกันแล้วจากการถมทะเล

ทำเลที่คนนิยมไปพักมากที่สุดจะอยู่บริเวณรอบๆ Senado Square เนื่องจากว่าใกล้ที่ช็อปปิ้ง ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว หาของกินง่าย รองลงมาก็บริเวณเกาะไทปา มีโรงแรมหรูๆ กาสิโน และสินค้าแบรนด์เนมให้ช็อปปิ้งเพียบ

เที่ยวบินที่บินตรงไปมาเก๊า มี 3 สาย คือ

Air Asia จากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ไปมาเก๊าจะมีอยู่ด้วยกัน 4 เที่ยวบิน / วัน (ไป 4 กลับ 4) ขาไปเครื่องออก 07.00 น. 10.15 น. 13.50 น. 18.30 น. เวลาค่อนข้างดีมีให้เลือกทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น

Air Macau มีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ วันละ 2 เที่ยว ออกเวลา 02.55 และ 21.50 น.

Air Chaina บินจากกรุงเทพฯ วันละ 3 เที่ยว ออกเวลา 01.05 ถึงมาเก๊า 12.25 น. ออก 01.05 ถึงมาเก๊า 15.55 น. และออกเวลา 19.15 น.

แน่นอนอยู่แล้วว่า เราเลือกเดินทางโดย Air Asia เที่ยวแรก เครื่องบินใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาทีก็มาถึงสนามบินนานาชาติมาเก๊าที่ตั้งอยู่บนเกาะไทปา เป็นสนามบินที่ไม่ใหญ่มาก มี Run way ยื่นไปในทะเล สร้างด้วยการถมดินลงไปในทะเล เช่นเดียวกับประเทศที่มีพื้นที่จำกัดส่วนมาก ที่จะสร้างสนามบินด้วยการถมดินลงไปในทะเล และสร้างให้ไกลออกไปจากตัวเมือง เพื่อมิให้มีมลภาวะทางเสียงต่อเขตเมือง

เครื่องบินร่อนลงที่สนามบินมาเก๊า 10.50 น. เวลาที่นี่เร็วกว่าไทยเราหนึ่งชั่วโมงเป๊ะ ก่อนอื่นปรับนาฬิกาข้อมือให้ตรงกับเวลาท้องถิ่น เพื่อที่จะได้คำนวณเวลาเที่ยวได้โดยไม่หลงเวลา ขั้นตอนการเข้าเมืองไม่ล่าช้า เที่ยวบินนี้เป็น Bus Gate ลงจากเครื่องแล้วต้องนั่งรถบัสเข้าอาคารผู้โดยสาร อุณหภูมิที่มาเก๊าประมาณ 30องศา ร้อนพอๆกับเมืองไทย ลงจากรถบัส เดินเข้าอาคารผู้โดยสารผ่านตรวจคนเข้าเมือง มาเก๊า แถวไม่ยาวนัก เพราะเวลานั้นมีเพียงเที่ยวบินจากดอนเมืองเพียงกลุ่มเดียว พิธีการของมาเก๊าไม่มีอะไรมาก เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองรับ Passport ไปพลิกๆดู มองหน้าเราหน่อยหนึ่ง เรายิ้มสยามส่งให้...ยืนยันตัวตน เมื่อเจ้าหน้าที่ key ข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ แล้วประทับตราลงใน Passport เป็นอันเสร็จขั้นตอนแล้ว ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งนาที

เดินหาทางออกจากสนามบิน ออกมาหารถ Shuttle Bus ฟรี ของบรรดาโรงแรมกาสิโนทั้งหลายที่จอดเรียงราย หลากหลายสี รถฟรีพวกนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในบริการของกาสิโนที่จะพยายามให้คนเข้ามาที่กาสิโน เพื่อมาเล่นการพนัน และช็อปปิ้ง รถShuttle Bus เหล่านี้ ขึ้นได้ฟรี ไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น มีทั้งรถ ของ Venetian, Galaxy, City of Dream, Lisboa, MGM, Wynn, Star World Hotel ฯลฯ เราเลือกนั่งรถสีน้ำเงินของ Venetian มาลงที่ Venetian กระเป๋าใบใหญ่สามารถโหลดไว้ที่เก็บสัมภาระด้านล่าง ไม่ต้องยกขึ้นข้างบน มีพนักงานช่วยยกให้ บริการดีจริงๆ ขึ้นรถแล้วเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ ประมาณ 10 กว่านาทีจากสนามบินมาเก๊า ก็มาถึง Venatian Casino ทางเข้าด้านหน้าดูหรูหรามาก เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป รถมาส่งที่บริเวณ Main Lobby แต่ก่อนอื่นต้องฝากกระเป๋าก่อน Venetianมีบริการรับฝากกระเป๋าฟรี ฝากได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก โดยพนักงานจะให้เราเซ็นชื่อในใบรับฝาก และจะฉีกหางใบรับฝาก (กระเป๋า) ให้ ตอนมารับกระเป๋าก็ต้องเอาหางใบรับฝากกระเป๋ามายื่นเพื่อรับกระเป๋า

สิ่งแรกที่รอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน Venetian บริเวณ Main Lobby คือ ลูกโลกสีทองมีรูปปั้นวีนัสทำท่าโผบินเกาะอยู่กลางลูกโลก ส่วนของเพดานด้านบนทำเป็นรูปโค้ง มีภาพวาดสวยงาม ดูราวจำลองมาจากพระราชวังแวร์ซายน์

จุดประสงค์หลักของการมาเยือน Venatian ของเรา คือ "เวนิซจำลอง " ผู้เขียน ยังไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่เวนิซ อิตาลี เอาแค่เวนิซเอเชียที่มาเก๊าก่อนแล้วกัน ทางไป Grand Cannal จะต้องผ่าน Casino เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็น Casino เป็นครั้งแรก แต่ไม่ได้เข้าไปด้านใน ได้แต่ยืนด้านหน้าของ Casino มองเข้าไปเห็นเครื่องเล่นพนันมากมาย ทั้ง บัคคาร่า แบล็คแจ็ค รูเล็ต สล็อตแมชชีน โต๊ะไพ่ ไฮโล คนเล่นกันเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีน น่าจะประมาณสองในสามของนักพนัน นักพนันต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด กาสิโนจะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีนาฬิกาติดไว้ให้เห็น นักพนันก็จะเล่นไปเรื่อยๆ ไม่รู้กลางวัน กลางคืน ถ้ามีเด็กอายุต่ำกว่า 18 มาด้วย เจ้าหน้าที่จะไม่ให้เดินผ่านบริเวณนี้ จะต้องเดินอ้อมไปทางอื่น ในส่วนของ Casino มีป้ายห้ามห้ามถ่ายรูป เราจึงต้องปฏิบัติตามกฎ

Venetian ได้รับการขนานนามว่า "ลาสเวกัสแห่งใหม่ของเอเชีย" เดินผ่านกิจกรรมและสัมผัสบรรยากาศด้านนอกของกาสิโนพอสังเขป เราเดินชมภายใน Venetian ไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงส่วนที่เรียกว่า Grand Canal Shoppes ที่ชั้น 3 โซนนี้จะมีการจำลองบรรยากาศเมืองเวนิซ ที่อิตาลีมาไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคลองสีฟ้าใส มีอยู่ด้วยกัน 3 คลอง ได้แก่ Grand Cana, Marco Polo Canal และ San Luca Canal ทั้ง 3 คลองนี้บรรยากาศจะเหมือนกัน เราเดินชมแค่คลองเดียว เส้นทางเดินในนี้จะเดินเป็นวงกลม ถ้าเดินวนเลียบคลองไปเรื่อยๆ จะไม่เจอทางออก สองข้างทางของคลองเวนิซจำลองจะมีร้านค้ามากมาย ทั้งสินค้าแบรนด์เนม เสื้อผ้าราคาแพง ร้านขายของที่ระลึก มี เรือกอนโดล่าจอดที่ท่าเรือเพื่อรอรับนักท่องเที่ยวชมบรรยากาศในคลอง Venetian ส่วนที่เป็นหลังคาของตึกทำเป็นท้องฟ้าจำลอง ดูสว่างไสวตลอด 24 ชั่วโมง

ตอนแรกลูกชายหมายมั่นจะพาแม่ลงเรือกอนโดล่า ชมความงามในคลองเวนิซจำลอง แต่พอเห็นของจริง...ลูกชายบอกว่า "คลองมันปูกระเบื้องยังกะสระว่ายน้ำ ไม่เอาดีกว่าแม่ ไม่ได้ฟิล (ลิ่ง)" จึงได้แต่เดินถ่ายรูปตามมุมโน้นบ้างมุมนี้บ้าง จนขาเริ่มเมื่อย ผู้เขียนได้ Music Box เป็นที่ระลึกจาก Venetian มาหนึ่งชิ้น เป็น รูป Clown Balll สีสันสดใส

ใน Venetian จะมีร้านทาร์ตไข่ ชื่อดัง Lord Stow's ร้านนี้จะอยู่โซน Marco Polo Canal แต่ไม่ได้ลองชิม จากนั้นเดินย้อนไปที่ Main Lobby เพื่อรับกระเป๋าคืน และหารถ Shuttle Busฟรี ข้ามไปฝั่งมาเก๊า จากการสอบถามข้อมูลที่ Venetian พนักงาน แนะนำว่า หากต้องการไปแถว ประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St.Paul 's) ให้เดินข้ามถนนไปขึ้นรถ Shuttle Bus ฟรีที่ COD หรือ City of Dream จะมีรถ Shuttle Busฟรีจาก City of Dream ไปจอดที่โรงแรม Sintra สองแม่ลูกจึงลากจูงกระเป๋าข้ามถนนไปที่โรงแรม City of Dream กาสิโนใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับ Venetian

City of Dream เป็นกาสิโนขนาดใหญ่บนพื้นที่ 4.2 แสนตารางฟุต ซึ่งมีโต๊ะกาสิโนถึง 520 โต๊ะ ตู้กาสิโนถึง 1,350 เครื่อง ร้านอาหารและบาร์กว่า 20 ร้าน รวมทั้งร้านค้าแบรนด์ชั้นนำ เดินไปจนถึงโถงล็อบบี้ มีตู้ปลาขนาดใหญ่ (ที่จริงคือจอดิจิทัลขนาดใหญ่) ภายในมีเงือกสาวสวยว่ายเวียนออกมาต้อนรับผู้มาเยือน ยืนพักขาถ่ายรูปกับเงือกสาว แล้วลากกระเป๋าเดินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อไปยังที่จอดรถที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของโรงแรม โรงแรมที่มาเก๊าส่วนใหญ่จะมีกลยุทธจัดทำทางเดินให้ต้องเดินผ่านร้านค้า และ แหล่งช็อปปิ้งของแต่ละโรงแรม หลอกล่อเย้ายวนให้นักท่องเที่ยวที่ใจอ่อน อดใจที่จะเข้าไปอุดหนุนไม่ได้ เดินทะลุออกมาอีกด้าน และไปต่อคิวรอรถที่จะไป Sintra Hotel ซึ่งมีคนเข้าคิวยาวเหยียด ส่วนคิวที่ไปสนามบิน และท่าเรือ คนน้อยกว่าเยอะมาก

Shuttle Bus ของ City of Dream ไปส่งจอดที่หน้าโรงแรม Sintra ทีนี้เริ่มงงแล้วละ ว่าขณะนี้เราอยู่ตรงส่วนไหนของมาเก๊า มองไปเห็นยอดตึกที่เดาว่าน่าจะเป็น Grand Lisboa เพราะลักษณะเหมือนในรูปที่เคยเห็น ดูแผนที่แล้วยังจับทิศทางที่จะเดินทางไปยังถนน Estrada do Repouso ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมที่เราจองไว้ได้ ก็ยังงงอยู่ดี อ่านมาก่อนเดินทางว่า Taxi ที่มาเก๊าราคาไม่โหดเท่าไหร่ จึงเดินไปหาคิว Taxi ที่จอดอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เรียกคันแรกสุดของคิว แต่เฮียแกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ต้องเอาแผนที่และใบจองโรงแรมให้ดู โชคดีที่ในใบจองโรงแรมมีชื่อโรงแรมภาษาจีน หลังจากพาเราขึ้นลงเนินเขา เข้าซอยเล็กซอยน้อย จนที่สุด Taxi ก็พาเรามาจอดหน้าโรงแรมที่ตั้งอยู่ในถนนที่แคบแสนแคบ แล้วเราจะหาเองเจอไหมนี่??? ค่า Taxi ไม่แพงจริงๆ ราคาไม่ถึง 130 บาท

โรงแรมที่เราจองไว้ อยู่ห่างจากซากโบสถ์เซนต์ปอลแค่ 700 เมตร ใกล้ๆกัน มี 7-11 และร้านอาหารหลายร้าน รวมทั้งร้าน MC Donald ที่เราฝากปากท้องไว้ถึงสองมื้อ เพราะเป็นร้านที่พอจะสื่อสารกันรู้เรื่องที่สุด ไปถึงโรงแรม พนักงานรับเอกสารจองจาก Agoda และขอ Passport ไปถ่ายเอกสาร แล้วยื่นกุญแจให้เลย ไม่มีการเก็บค่ามัดจำแต่อย่างใด ได้ห้องเดี่ยวเบอร์ 106 เป็นห้องขนาดกะทัดรัด ไม่เล็กจนอึดอัด เราจองแบบ 2 เตียง ผ้าห่มอุ่น สะอาด มี Lcd TV ติดผนังที่ไม่ได้ใช้ ไม่มีน้ำดื่มให้ แต่มีกระติกน้ำร้อนให้ มีเครื่องฟอกอากาศส่วนตัวให้ด้วย แอร์ก็เย็นปกติ มีเครื่องทำน้ำอุ่น มีสบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว พร้อมหวี แปรงสีฟัน ที่โกนหนวด ครบถ้วน ขาดแค่ดรายเป่าผม นับว่าสะดวกสบายพอควร ที่สำคัญ ฟรี Wi-Fi ทุกห้อง ที่ Lobby ชั้นล่างมีตู้เย็นขายเครื่องดื่ม และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปราคาปกติ

หลังจากนั่งพักขา และเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว เราพร้อมแล้วที่จะตะลุยมาเก๊า...

เริ่มจากการหาอาหารกลางวันที่ล่วงเลยมาบ่ายโมงกว่าแล้ว แถวๆโรงแรม ผู้เขียนสั่งข้าวผัดที่หน้าตาในรูปที่โชว์ที่ฝาผนังร้าน ดูสีสันสวยดี แต่พอมาจริง สีสันของอาหารจานนี้จืดชืดมาก แถมรสชาติก็จืดชืดเหมือนสีสันที่เห็น ของลูกชายหน้าตาคล้ายสปาเกตตี อาหารสองจาน รวมโค้กขวดเล็ก น้ำแข็งเปล่าหนึ่งแก้ว น้ำชาร้อนสองแก้ว เกือบ 100 HKD อิ่มแล้ว เดินไปที่ซากโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St.Paul 's) ระหว่างทางไปยังซากโบสถ์เซนต์ปอล มีร้านขายของที่ระลึกเป็นระยะ ผู้เขียนได้ไพ่ที่เขียนไว้ข้างกล่องว่า "Paper Playing Card Casino Quality" มาฝากเพื่อนฝูงที่ชมชอบกีฬาบัตร จากนั้นเดินไปอีกนิดเดียว เห็นด้านหลังของซากโบสถ์เซนต์ปอล ขวางอยู่ด้านหน้า

ด้านซ้ายมือ ก่อนถึงซากโบสถ์เซนต์ปอล จะมีทางขึ้นไปยัง ป้อมปราการเม้าท์ (Mount Fortress) และพิพิธภัณฑ์มาเก๊า ใช้เวลาเดินขึ้นไปด้านบนประมาณ 15-20 นาที เป็นทางแบบบันได ไม่มีทางลาด ไม่มีลิฟท์ บนเนินเขานี้สามารถมองเห็นวิวมาเก๊าได้ 360 องศา มองเห็นถึงประเทศจีนในวันที่อากาศปลอดโปร่ง ทัศนวิสัยดี แต่เราต้องถนอมขาของเราเอาไว้ก่อน จึงไม่ได้ขึ้นไปบน Mount Fortress ได้แต่เพียงขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ พิพิธภัณฑ์มาเก๊า ภายในจัดแสดงประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตวัฒนธรรมมาเก๊าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แต่ไม่ได้เข้าไปชมด้านใน เพราะยังมีอีกหลายสถานที่รอเราอยู่ และการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์นั้นเหมาะสำหรับนักเดินทางที่มีเวลาเยอะๆ แต่ของเรามีเวลาที่มาเก๊าแค่ครึ่งวันของวันนี้และครึ่งวันของวันพรุ่งนี้เท่านั้น

ซากโบสถ์เซนต์ปอล ( Ruins of St.Paul 's) เดิมเป็นโบสถ์เซนต์ปอล สร้างขึ้นเมื่อต้น ค.ศ.1700 เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของมาเก๊า โบสถ์แห่งนี้เคยเป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ชาวตะวันตกนำเข้ามาเผยแผ่ในเอเชีย ต่อมาใน ค.ศ.1835 โบสถ์เซนต์ปอลถูกไฟไหม้จนเหลือแต่ผนังด้านหน้าประตูโบสถ์ จึงได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ ใน ค.ศ.1991 ส่วนซากที่ถูกไฟไหม้ มีการเก็บรวบรวมทำเป็นพิพิธภัณฑ์อยู่หลังประตูโบสถ์ ซากโบสถ์เซนต์ปอล นับเป็นจุดสำคัญที่คนไปเที่ยวมาเก๊าต้องไม่พลาด ใน ค.ศ.2005 องค์การยูเนสโก้ได้ขึ้นทะเบียนซากโบสถ์เซนต์ปอล ให้เป็นมรดกโลก ด้านหน้าของประตูเป็นลานขั้นบันไดกว้างใหญ่สำหรับถ่ายรูป แต่โอกาสที่จะเก็บภาพเดี่ยวๆของเรากับซากโบสถ์เซนต์ปอลช่างยากเย็นจริงๆ ทุกภาพจะ มีเพื่อนร่วมเฟรมที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาร่วมแจม

อากาศที่ร้อนระอุในยามบ่ายและผู้คนที่แน่นขนัด ทำให้เราแม่ลูกพร้อมใจกันอำลาซากโบสถ์เซนต์ปอล พร้อมสัญญากันว่า...พรุ่งนี้เช้าๆ จะเดินมาเก็บรูปสวยๆ ที่นี่อีกครั้ง

แวะชิม ทาร์ตไข่ ขนมขึ้นชื่อของมาเก๊า จริงๆ แล้วเป็นขนมโปรตุเกส (เนื่องจากมาเก๊าเคยเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส) ทาร์ตไข่ หากินได้ง่าย ทุกร้านรสชาติเหมือนๆกัน ราคาชิ้นละ 8 MOP สามารถใช้เงินฮ่องกง (HKD) ซื้อได้ ทาร์ตไข่ร้อนๆจากเตา ทำเอาปากแทบพอง แต่ก็อร่อยมาก ไม่หวานจนเกินไป

ถนนเส้นนี้และถนนส่วนใหญ่ในมาเก๊าจะปูด้วยหินสี่เหลี่ยมก้อนเล็กเช่นเดียวกับเมืองเก่าหลายแห่งในยุโรป สองข้างทางจะเป็นร้านค้า มีทั้งสินค้าแบรนด์เนม มีทั้ง Esprit, Bossini, Giodano, Mango, Crocs กระเป๋าเดินทาง เสื้อผ้า ของกิน ของฝาก โดยเฉพาะหมูแผ่น แต่ละร้านจะส่งตัวแทนมายื่นหมูแผ่นชิ้นน้อย ให้ชิม รสชาติออกหวานและเผ็ดเล็กน้อย แต่ยังไม่ได้ซื้อ ขี้เกียจหิ้วให้เป็นภาระ คืนนี้เราต้องตระเวนราตรีของมาเก๊ากันอีก

เดินไป ถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ ผ่านโบสถ์เซนต์ดอมินิก (St.Dominic's Church) ตัวอาคารโดดเด่นด้วยสีเหลือง ตัดกับสีเขียวของประตูหน้าต่าง โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1587 โดยบาทหลวงชาวสเปน ด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป บาร็อคโคโลเนียล มีอายุเก่าแก่กว่า 400 ปี ปัจจุบันยังมีการใช้งานอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมด้านในได้ แต่ต้องสำรวม ห้ามส่งเสียงดัง และห้ามนำอาหาร เครื่องดื่มเข้าไปในโบสถ์ โบสถ์ปิดประมาณ 6 โมงเย็น

และแล้วเราก็เคลื่อนตามฝูงชนมาจนถึง จัตุรัสเซนาโด้ (Senado Square) หรือ ซานหม่าโหลว เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในมาเก๊า มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า แฟชั่น และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์จะอยู่แถวนี้กันค่อนข้างเยอะ ที่พื้นทางเดินของเซนาโด้จะปูเป็นรูปคลื่นสีน้ำตาลอ่อนตัดกับสีดำ เปรียบเสมือนท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ ตรงกลางจัตุรัสเป็นน้ำพุ รอบๆมีอาคารและโบสถ์ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค เดินเลยมาหน่อยหนึ่งจะเห็นอาคารเก่าแก่สีขาวสไตล์โอคลาสสิค คือสำนักแห่งความเมตตา (Holy House of Mercy) เป็นที่ก่อตั้งคลินิกการแพทย์แบบตะวันตกแห่งแรกในมาเก๊า ปัจจุบันเป็นหน่วยงานสังคมสงเคราะห์มาเก๊า แดดยามบ่ายสามโมงกว่าที่มาเก๊าสร้างความอ่อนล้าให้พอสมควร ถ้าเดินตรงไปเรื่อยๆ เราจะไปถึงโบสถ์เซนต์ออกัสติน (St.Augustine's Church) ที่อยู่ข้ามกับโรงละครดอม เปโดรที่ 5 และโบสถ์เซนต์ลอเรนซ์ (St.Lawrence Church)

...แต่เวลาที่มาเก๊าเพียงวันเดียวไม่พอจริงๆ

เราตัดสินใจตัดโบสถ์เซนต์ออกัสติน (St.Augustine's Church) โรงละครดอม เปโดรที่ 5 โรงละครแบบตะวันตกแห่งแรกในมาเก๊า โบสถ์เซนต์ลอเรนซ์ (St.Lawrence Church) หนึ่งในสามโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในมาเก๊า และวัดอาม่า ซึ่งจริงๆแล้วก็พอที่จะเดินไปได้ แต่เก็บแรงไว้ดีกว่า เพราะยังต้องเดินอีกเยอะ เลี้ยวซ้ายออกจากเส้นทางย่านเมืองเก่า ออกไปทางถนน Evenda de Almeida Rebeiro เดินไปเรื่อยๆผ่านสวนสาธารณะ เดินตัดข้ามถนนไปสำรวจสินค้าราคาแพงที่ห้าง New Yoahan เป็นห้างที่ด้านนอกดูเหมือนใหญ่ แต่พอเข้าไปจริง แต่ละชั้นค่อนข้างแคบ มีพื้นที่ไม่มาก แต่มีหลายชั้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าพวกเครื่องสำอาง และเสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน ไม่ค่อยต่างกับห้างใหญ่ในไทยนัก ชั้นบนสุดเป็นศูนย์อาหาร เราขึ้นมานั่งพักขากันที่นี่พักใหญ่ทีเดียว ช่วงนั้นเป็นเวลาเลิกเรียน คุณพ่อ คุณแม่พาลูกน้อยมานั่งกินอาหารกันหลายครอบครัว

ช่วงเย็นกว่านี้สักหน่อย จะเดินต่อไปที่ Grand Lisboa และ Wynns เพื่อชมแสงสีมาเก๊ายามค่ำคืน ตอนนี้ขอพักขา และตากแอร์เย็นๆก่อน

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า