คืนความสุขให้ครอบครัว

เศรษฐกิจประจำบ้าน

สังคมไทยทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิม แต่ก่อนนั้นคนไทยมีชื่อเสียงในด้านความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความโอบอ้อมอารี ความเอื้ออาทร อ่อนโยน และรอยยิ้มแห่งความมีมิตรไมตรี แต่ภาพของสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมเมืองในวันนี้ที่พบเห็นจากการเดินถนน การพูดคุยกับคนรอบข้าง การใช้ชีวิตประจำวันกับระบบคมนาคมขนส่ง หรือแม้กระทั่งการนั่งดูโทรทัศน์ มันเป็นภาพที่ต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง คนที่มีอายุน้อยกว่าเดินชนผู้มีอาวุโสกว่า หรือเบียดแย่งชิงที่นั่งในรถเมล์ รถไฟฟ้า โดยไม่ได้รู้สึกถึงความเหมาะสมใดๆ กลุ่มคนที่ทะเลาะกัน ข่มเหงน้ำใจซึ่งกันและกัน ไม่มีความอภัยต่อกัน และต่างมีใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความชิงชัง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทำให้คนส่วนใหญ่ซึมซับเข้าไปจนเกิดเป็นความเคยชิน โลกยุคใหม่มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ยุคที่คนกำลังดำเนินอยู่ในกระแสที่เรียกว่ายุคแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม อย่างรวดเร็ว ด้วยอำนาจแห่งเทคโนโลยี

เทคโนโลยีสารสนเทศ ถ้าใช้เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ความสะดวกสบาย หรือการช่วยลดค่าใช้จ่ายย่อมถือว่าเป็นคุณ แต่ถ้าในทางกลับกันการนำเทคโนโลยีเพื่อมาใช้ทดแทน หรือเปลี่ยนคุณค่าของสิ่งที่เคยมี เคยเป็นอยู่ในด้านความสัมพันธ์ของมนุษย์ด้วยกัน ย่อมไม่น่าที่จะเป็นผลดี เช่นตัวอย่างของการสื่อสารของคนในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียน โทรศัพท์มือถือกลายเป็นความจำเป็นและถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่ห้าในสังคมยุคใหม่นี้

เกริ่นนำฉบับนี้ไปพอสมควร ยังดูไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจตรงไหน แต่จะขอเชื่อมโยงให้เห็นว่า การสื่อสารสมัยนี้ไม่ได้สื่อสารกันแบบเผชิญหน้าเหมือนแต่ก่อน เปลี่ยนเป็นใช้การสื่อสารผ่านทางเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ไม่จำกัดเฉพาะแวดวงของผู้ใหญ่เท่านั้น ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในทุกเพศทุกวัย จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2554 คนไทยเริ่มใช้เทคโนโลยีตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไป โดยเยาวชนอายุ 15-24 ปี ใช้อินเทอร์เน็ตร้อยละ 51.9 และร้อยละ 42.2 ใช้โทรศัพท์มือถือเล่นเกม และที่น่าสนใจเยาวชนไทยใช้อินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ และมือถือสูงถึง 3.1 ชั่วโมงต่อวัน ครองแชมป์อันดับ 1 ในเอเชีย

ค่าใช้จ่ายจากการสื่อสารในรูปแบบนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก นับตั้งแต่การเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค หรือแท็บเล็ต ยิ่งมีคุณสมบัติในการใช้มาก มียี่ห้อชื่อดังตามแฟชั่นเป็นที่นิยม ราคาย่อมสูงเมื่อรวมกับแพ็คเกจการใช้งานที่ต้องควบคู่กับการใช้แล้ว และถ้าในครอบครัวมีผู้ใช้หลายคนถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือนที่ต้องคอยควบคุมการใช้จ่ายอยู่เหมือนกัน ไม่ปฏิเสธว่าในปัจจุบันนี้การสื่อสารที่ไร้พรมแดนแบบนี้มีประโยชน์มาก แต่ก็สามารถเลือกได้ถึงความเหมาะสมในการใช้งาน และการรักษาสัมพันธภาพการสื่อสารระหว่างกันให้ยังคงมีความสำคัญอยู่

ลองมาเริ่มต้นจัดการกับปัจจัยที่ห้ากันดีกว่า เริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อโทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารชนิดอื่นๆ ควรดูจุดประสงค์ของการใช้งานเป็นหลัก รวมถึงผู้ใช้งานเป็นใคร ไม่มีความจำเป็นเลย ถ้าคุณสมบัติของเครื่องมีฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างมากมาย แต่ผู้ใช้ไม่ได้ใช้คุณสมบัติของเครื่องทั้งหมด เช่น การใช้โทรศัพท์เพียงแค่รับสายเรียกเข้า โทร.ออก หรือรับส่งข้อความ สามารถเลือกซื้อโทรศัพท์แบบธรรมดาเครื่องใหม่ที่ราคาค่อนข้างถูก ประมาณ 500 บาทขึ้นไป ซึ่งโทรศัพท์แบบนี้เหมาะสมเพียงพอสำหรับให้ผู้ปกครองไว้ติดต่อสื่อสารกับเด็ก ไม่จำเป็นต้องซื้อโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน (โทรศัพท์ที่มีความสามารถพิเศษมากกว่าโทรศัพท์ทั่วไป เพราะมีระบบปฏิบัติการที่สามารถเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานได้) เพราะเป็นการสร้างค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง เด็กยังไม่ถึงวัยอันควรที่จะต้องเลือกใช้ของแพงเป็นการสิ้นเปลือง ส่วนการเลือกซื้อแท็บเล็ต เน็ตบุ๊คและโน้ตบุ๊คก็เช่นเดียวกัน ต้องดูความจำเป็นในการใช้งานเป็นหลัก ไม่ควรมีตามกระแสนิยมที่มีพกพาไว้เพื่อเล่นเกม หรือใช้แชทสนทนา

ส่วนการเลือกรูปแบบค่าบริการการใช้โทรศัพท์ ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือแบบธรรมดา ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อโทร.ออก หรือรับสายโทร.เข้า มีการส่งข้อความแบบ SMS (Short Message Service) และส่งรูปภาพแบบ MMS (Multimedia Messaging System) ซึ่งค่าใช้จ่ายรายเดือน ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการเลือกแพ็คเกจ (ราคาแบบเหมาจ่าย) ควรมีการวางแผนการใช้โทรศัพท์ สมมติว่าแต่ก่อนมีค่าใช้จ่ายโทรศัพท์มือถือเดือนละ 700-800 บาท เมื่อเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟน โดยไม่เปลี่ยนแพ็คเกจ หรือเปลี่ยนไม่ทัน หรือยังไม่ครบรอบบิลล์ ค่าใช้จ่ายรายเดือนอาจจะเพิ่มขึ้นมากมาย เช่น เพิ่มเป็น 1,600 บาท หรือขึ้นไปเป็นหมื่นบาท โดยที่แทบจะไม่ได้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ส่งอี-เมล หรือเข้าดูยูทูบ (YouTube) เลย

ในกรณีดังกล่าวจะมี SMS แจ้งมาจากผู้ให้บริการว่าคุณได้เข้าไปใช้เครือข่าย 3G/GPRS/EDGE และค่าใช้จ่ายของคุณได้เพิ่มสูงขึ้นมาก ผู้ให้บริการก็จะมีบริการแนะนำให้รีบเปลี่ยนแพ็คเกจการใช้ใหม่ให้เหมาะสม ซึ่งคุณควรจะต้องรีบเปลี่ยนทันทีและจริงๆแล้ว เมื่อมีการซื้อโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน คนขาย หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือควรจะต้องเน้นย้ำให้เปลี่ยนแพ็คเกจการใช้เสียใหม่ แต่มีคนจำนวนมากที่ซื้อโทรศัพท์จากตัวแทนจำหน่าย (Dealer) ซึ่งเพียงแต่ขายเครื่องให้บางรายก็ไม่ได้ให้คำแนะนำ และในกรณีเปลี่ยน SIM ไปเป็น Micro SIM ก็ต้องไปให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทำให้ ซึ่งบางแห่งก็ไม่ได้ให้คำแนะนำในการเปลี่ยนแพ็คเกจการใช้เช่นกัน

ฉะนั้น ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือจากแบบธรรมดา มาเป็นสมาร์ทโฟน ถ้าไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันสั้น ซึ่งควรพิจารณาการใช้ตามปกติก่อนว่าโทร.ออกเดือนละกี่นาที ส่ง SMS , MMS เดือนละกี่ครั้ง เป็นพื้นฐานซึ่งเช็คได้จากใบแจ้งหนี้ค่าโทรศัพท์รายเดือน แล้วเลือกแพ็คเกจที่เหมาะสม เช่น สามารถใช้ 3G/EDGE/GPRS ได้ไม่จำกัด ใช้ Wi-Fi ได้ไม่จำกัด เป็นต้น แล้วขอเปลี่ยนแพ็คเกจทันที แน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายรายเดือนต่อไปนี้จะสูงขึ้น หรือถ้าใช้โทรศัพท์แบบธรรมดา ก็สามารถเลือกได้ว่าจะใช้แบบเติมเงินเพื่อจำกัดและควบคุมค่าใช้โทรศัพท์ได้ด้วยตนเองในแต่ละเดือน หรือจ่ายแบบรายเดือนโดยไม่ใช้บริการเสริมที่มีมากมาย เพื่อค่าใช้จ่ายต่อเดือนจะได้ไม่สูงนัก ไม่ควรที่จะเลือกใช้บริการที่มีอินเทอร์เน็ต เพราะจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ

บริการอินเทอร์เน็ต หรือ 3G บนสมาร์ทโฟนนั้นถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามการใช้งาน ซึ่งถ้าต้องการใช้แพ็คเกจที่ราคาไม่สูง ไม่ต้องจ่ายเยอะ แต่คงการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา ก็พยายามใช้ในเฉพาะสถานที่ที่ให้บริการ Wi-Fi ฟรี ซึ่งในปัจจุบันมีหลายสถานที่ที่ให้เชื่อมต่อ Wi-Fi ก็จะทำให้คุณลดค่าใช้จ่ายเรื่อง 3G ได้ จึงควรเหมาะที่จะเลือกแพ็คเกจโทรศัพท์อย่างเดียวจะคุ้มค่าที่สุด แล้วปิดการรับส่งข้อมูล 3G บนสมาร์ทโฟน เพื่อกันเน็ตรั่ว

ถ้าเวลาจะใช้จริง ปัจจุบันนี้ แต่ละค่ายก็มีอินเทอร์เน็ต 3G แบบเหมารายวันหรือรายชั่วโมงให้สามารถเลือกได้เช่นกัน รวมถึงต้องหมั่นตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากใบแจ้งค่าใช้บริการทุกเดือนด้วย เพราะในปัจจุบันบ่อยครั้งที่มีการเรียกเก็บจากการบริการที่มีการโหลดบริการเสริมต่างๆ โดยไม่รู้ตัว หรืออาจจะรู้ตัวแต่ไม่ได้ทำการยกเลิก เพราะการบริการเหล่านั้นมักจะบอกว่าใช้ฟรี 15 วัน หรือ 1 เดือน เป็นต้น และพอหมดช่วงโปรโมชั่นแล้ว บริการเหล่านั้นก็จะดำเนินการอย่างอัตโนมัติต่อไป ถ้าผู้ใช้บริการไม่ได้แจ้งยกเลิก พอถึงสิ้นเดือนก็จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น

สิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งของผู้ใช้โทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนหรือแบบธรรมดาก็ตาม บางครั้งอาจจะเผลอไปโดนปุ่ม แล้วเกิดการโทร.ออก หรือในกรณีที่ปล่อยให้จอดับเองแต่จอยังดับไม่สนิท แล้วใส่โทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าถือ หรือกระเป๋ากางเกง อาจถูกกด แล้วบังเอิญมีการโทร.ออกไปยังหมายเลขใดหมายเลขหนึ่ง ซึ่งถ้าผู้รับเกิดรับสายก็จะทำให้มีค่าใช้จ่ายในการที่เกิดโทร.ออกไปเองโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

ถ้าทุกคนภายในครอบครัวช่วยกันควบคุมการใช้โทรศัพท์แล้ว จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายโดยรวมของครอบครัวได้ และผู้ปกครองควรดูแลการใช้โทรศัพท์ของเด็กให้อยู่ภายในขอบเขต เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้โทรศัพท์ โดยการสร้างสัมพันธภาพระหว่างกันภายในครอบครัว พูดคุยใช้เวลากันภายในครอบครัวแบบเผชิญหน้ากัน ได้แสดงความรู้สึก ความรัก ความอบอุ่นที่มีให้กันอย่างเปิดเผย จะทำให้ความสุขแท้ที่เคยมี เคยเป็นกลับมายังครอบครัวและสังคมไทยได้ดังเดิม