ตามรอยเสด็จพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร

สืบร่องรอยราชวงศ์ไทยที่หายสาบสูญ
ตามรอยประวัติศาสตร์

ภาค 1 อดีตกาลอันไกลโพ้น : เจ้าฟ้าดอกเดื่อ และเชลยไทยในเงื้อมมือพม่า ภายหลังสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจนกลายเป็นอาณาจักรรุ่งเรืองมั่งคั่งถึงที่สุดในดินแดนแถบสุวรรณภูมิ อาณาจักรอยุธยาศรีรามเทพนครที่ยืนยงมานานสี่ร้อยกว่าปีเศษก็ถึงแก่กาลล่มสลายลง ร่องรอยสุดท้ายที่คนรุ่นหลังได้รับรู้คือราชวงศ์ไทยกว่า 2,000 องค์ รวมทั้งพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรหรือเจ้าฟ้าดอกเดื่อ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 32 ของกรุงศรีอยุธยา ได้ถูกกวาดต้อนไปยังเมืองพม่าพร้อมชาวอยุธยากว่าหนึ่งแสนครัวเรือน หรือที่พม่าเรียกว่า เชลยโยเดีย นั่นเอง

เรื่องราวครั้งนี้ยังปรากฏอยู่ในตำนานฝ่ายเหนือของไทยหลายแห่ง เช่น ในตำนานของเมืองเชียงแสน มีกล่าวว่า "เมื่อนั้นมหากระสัตรมกโซ (มังระ) ท่านก็ลวดลงไปรบอโยธิยา ก็มีไชยชนะแล้ว ก็ได้เจ้าฟ้าดอกเดื่อลูกกระสัตรอโยธิยาเมือเสียอังวะ หั้นแล เมื่อนั้น (เมือง) อโยธิยาลวดร้าง (ห่าง) จากมหากระสัตรไปแต่นั้นมาแล" ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ก็ระบุไว้เช่นกันว่า "ในกาลยามนั้นโป่เจียกแม่ทัพหลวงยกริพลลงไปประจญได้เมืองกรุงสรีอยุทธยาได้แล้วเอาพระเจ้าดอกเดื่อ กระสัตรเจ้าเมืองอโยธิยาเมือเมืองอังวะ" (ภาษาโบราณ)

นับแต่ก่อร่างสร้างเมืองจนเกิดแผ่นดินที่เรียกว่า "รุ่งอรุณแห่งความสุข" หรืออาณาจักรสุโขทัย ที่ถือกำเนิดขึ้นในราวเจ็ดร้อยกว่าปีผ่านมา เรื่อยมาถึงอยุธยาศรีรามเทพนครที่ยืนยาวเป็นเวลาสี่ร้อยกว่าปี จนถึงกรุงธนบุรีที่สั้นเพียง15ปี กระทั่งเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่ยั่งยืนยาวนานถึงปัจจุบัน คนไทยเราบอกกับประเทศอื่นๆได้อย่างภาคภูมิถึงการยืนหยัดเป็นเอกราชมาโดยตลอดไม่เคยอยู่ใต้ปกครองของชาติใด เป็นเพียงหนึ่งเดียวของประเทศแถบภูมิภาคนี้

ถึงแม้ว่าในครั้งอดีตไทยเราเคยพ่ายสงครามจนถึงขั้นสูญเสียบ้านเมืองให้กับชาติอื่นเข้าครอบครองแต่ก็นับเป็นเวลาไม่นานที่สามารถกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้ จนมองในภาพรวมแล้วกล่าวได้ว่าไทยเราสามารถยืนหยัดรักษาเอกราชมาได้โดยตลอด ขณะที่ประเทศอื่นๆโดยรอบล้วนต้องตกที่นั่งกลายเป็นอาณานิคมภายใต้ปกครองของชาติตะวันตกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อันความอยู่รอดปลอดภัยของชนชาติไทยที่อยู่กันอย่างผาสุกยั่งยืนมาโดยตลอดนี้ ส่วนสำคัญก็ด้วยเพราะพระบารมีและกุศโลบายอันชาญฉลาดของพระมหากษัตริย์นักปกครองของไทย ที่ทรงพระวิริยอุตสาหะและทรงเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์ ตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์อันเนิ่นนาน ได้บันทึกการสูญเสียเอกราชของไทยไว้ 2 ครั้ง และทั้ง 2 ครานั้นเราสูญเสียเอกราชให้กับประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีดินแดนแนบชิดกันอย่างพม่านั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในครั้งแรกของการเสียกรุงต้องใช้เวลานานถึง 15 ปี จึงได้เป็นอิสรภาพโดย สมเด็จพระองค์ดำ หรือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศแยกแผ่นดินเป็นอิสรภาพจากพม่า ที่เมืองแครง ใน พ.ศ.2127 และเมื่อองค์พระนเรศทรงพิชิตชัยด้วยการทำยุทธหัตถีเอาชนะพระมหาอุปราชาจนขาดสะพายแล่งบนหลังช้างได้ หลังจากนั้นพม่าก็ครั่นคร้ามไม่กล้าตอแยกับไทย ทำให้ไทยเราร้างศึกสงครามกับพม่ามาเป็นเวลายาวนานถึง 138 ปี ส่วนครั้งที่ 2 ใช้เวลาเพียง 7 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ก็ทรงรวบรวมไพร่พลยกเข้าตีพม่าจนสามารถกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้โดยเร็ว แต่การเสียกรุงครั้งที่ 2 นี้ ไทยเราเสียหายย่อยยับ บ้านเมือง และวัดวาอารามถูกเพลิงผลาญวอดวาย ถึงกับต้องย้ายมาสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ ขึ้นที่กรุงธนบุรี

การเสียบ้านเสียเมืองชนิดย่อยยับในครั้งนี้เองที่ว่ากันว่า ชาวกรุงเก่าของเราจำนวนเรือนแสนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยอยู่ที่เมืองพม่าจนตราบสิ้นอายุขัย ในที่สุดลูกหลานรุ่นต่อๆมาก็กลืนกลายเป็นชาวพม่าไปหมด หลงเหลืออยู่เพียงข้อมูลในพงศาวดารที่เขียนเป็นภาษามอญ ในชื่อ "คำให้การขุนหลวงหาวัด" โดยเชื่อกันว่า "ขุนหลวงหาวัด" หรือ เจ้าฟ้าอุทุมพร ซึ่งทรงออกผนวช แล้วทรงถูกกวาดต้อนไปเมืองพม่าพร้อมกับเชื้อพระวงศ์ และเชลยอื่นๆ โดยที่ยังทรงอยู่ในสมณเพศ ทรงเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่พม่าในการบันทึกเรื่องราว ความเป็นมาของอาณาจักรอยุธยาตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 รวมทั้งลำดับกษัตริย์ตั้งแต่พระองค์แรก จนถึงพระองค์สุดท้าย ตลอดจนขนบประเพณีต่างๆของชาวอยุธยา

เดิมหนังสือเล่มนี้เขียนด้วยภาษามอญ แล้วตกมาถึงไทยภายหลังจากพม่าได้กลายเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิอังกฤษ ต่อมาถูกแปลเป็นภาษาไทย ใน พ.ศ.2455 หลังจากพิมพ์ออกมาแล้ว สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวิจารณ์และทรงเห็นว่าควรเปลี่ยนชื่อหนังสือเป็น "คำให้การชาวกรุงเก่า" แทน เนื่องจากทรงเห็นว่าน่าจะเป็นคำให้การของหลายๆบุคคลที่ช่วยกันถ่ายทอดเรื่องราวมากกว่ามาจากความเห็นของบุคคลคนเดียว

คำว่า "ขุนหลวง" นั้น เป็นคำที่ในสมัยอยุธยานิยมใช้เรียกแทนองค์พระมหากษัตริย์ อย่างเช่นที่คนสมัยนี้นิยมเรียก"ในหลวง" และคนยุคปลายอยุธยายังนิยมเรียกขานตามหลังคำว่า ขุนหลวง ด้วยลักษณะหรือพระอุปนิสัยส่วนพระองค์ ดังเช่น ขุนหลวงเสือ เนื่องจากทรงมีพระอุปนิสัยค่อนข้างมุทะลุดุดัน "ขุนหลวงท้ายสระ" คำว่า ท้ายสระ มาจากพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาส ที่พระองค์โปรดใช้เป็นที่ประทับซึ่งอยู่ข้างสระน้ำท้ายพระบรมมหาราชวัง บ้างก็เรียก "ขุนหลวงทรงปลา" เนื่องจากพระองค์โปรดการทรงปลาหรือตกเบ็ด ส่วน "ขุนหลวงหาวัด" นั้น คำว่า "หา" ถ้าแปลตามความหมายแบบโบราณ หมายถึง "อยู่" คำว่า "ขุนหลวงหาวัด" จึงหมายถึง "ขุนหลวงอยู่วัด" นั่นเอง เนื่องจากหลังจากทรงสละตำแหน่งพระมหากษัตริย์ แล้วได้เสด็จฯไปทรงพระผนวช และประทับอยู่ที่วัดประดู่ในทรงธรรม

เรื่องราวของขุนหลวงหาวัดก่อนที่เสด็จฯไปประทับอยู่เมืองพม่านั้น ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 32 ของกรุงศรีอยุธยา ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง ซึ่งเป็นราชวงศ์ลำดับที่ 5 และถือเป็นราชวงศ์สุดท้ายของอยุธยา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรือพระนามเต็ม สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรมหาพรนิมิต ทรงมีพระนามเดิมคือ เจ้าฟ้าอุทุมพร หรือ เจ้าฟ้าดอกเดื่อ โดยอุทุมพร มีความหมายถึงมะเดื่อ ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และ กรมหลวงพิพิธมนตรี หรือสมเด็จพระพันวัสสาน้อย

ช่วงที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงขึ้นครองราชย์นั้น ทรงมีพระชนม์ค่อนข้างมากแล้ว คงอยู่ในราว 50 พรรษาเห็นจะได้ ด้วยทรงเป็นพระราชโอรสองค์รองของสมเด็จพระเจ้าเสือ และทรงครองราชย์สืบต่อจากพระเชษฐา คือพระเจ้าท้ายสระ ตั้งแต่ก่อนขึ้นครองราชย์ทรงมีพระอัครชายา 2 องค์ คือ พระองค์เจ้าขาว ซึ่งได้รับสถาปนาเป็น กรมหลวงอภัยนุชิต เรียกกันว่า "พระพันวสสาใหญ่" และพระองค์เจ้าพลับได้รับสถาปนาเป็นกรมหลวงพิพิธมนตรี เรียกกันว่า "พระพันวสสาน้อย" ทั้งสององค์ทรงเป็นพี่น้องร่วมชนกชนนีเดียวกัน คือเป็นธิดาของนายจบคชประสิทธิ์ ทรงบาศก์ขวากรมช้าง หรือเรียกสั้นๆว่านายทรงบาศก์ มีตำแหน่งเป็นพระบำเรอภูธร ส่วนมารดามีนามว่าลูกจันทร์ เป็นธิดาพราหมณ์บ้านสมอพลือ หรือบ้านถมอพลือตระกูลพราหมณ์เก่าแก่ที่ตั้งบ้านเรือนกันหนาแน่นอยู่ริมน้ำเพชรบุรี แถบย่านบ้านลาดที่ยังอยู่กันสืบมาจนทุกวันนี้

ในครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ นายทรงบาศก์ ผู้นี้เป็นผู้ร่วมคิดอีกทั้งเป็นกำลังสำคัญให้พระเพทราชาได้เสด็จขึ้นครองราชย์ถัดจากสมเด็จพระนารายณ์ฯ ต่อมาเมื่อพระเพทราชาขึ้นครองราชย์ จึงสถาปนานายทรงบาศก์ขึ้นเป็นกรมพระราชวังหลัง โดยทรงแต่งตั้งหลวงสรศักดิ์ ซึ่งต่อมาคือ สมเด็จพระเจ้าเสือ หรือขุนหลวงเสือผู้บุตรเลี้ยงให้เป็นวังหน้า มาภายหลังพระเพทราชาทรงนึกระแวงกรมพระราชวังหลัง จึงสำเร็จโทษเสีย เล่ากันว่าได้ทรงเรียกมาตรัสถามว่า ในการก่อสร้างปราสาทราชฐานนั้น ต้องมีนั่งร้านก่อนจึงจะสร้างสำเร็จ แต่ครั้นเมื่อการสำเร็จดีแล้ว จะทำอย่างไรต่อกับนั่งร้านดี กรมพระราชวังหลังทูลตอบโดยมิได้เฉลียวใจอันใดว่า "ก็ต้องรื้อนั่งร้านทิ้ง" เพราะฉะนั้นจึงทรงถูกสำเร็จโทษตามนัยแห่งคำถามนั้นนั่นเอง

เจ้าฟ้าอุทุมพร ทรงมีพระเชษฐาร่วมพระราชมารดาคือ เจ้าฟ้าเอกทัศ หรือกรมขุนอนุรักษ์มนตรี และทรงมีพระเชษฐภคินี และพระขนิษฐา ที่ประสูติร่วมมารดาเดียวกัน 6 พระองค์ คือ เจ้าฟ้าประภาวดี เจ้าฟ้าประชาวดี เจ้าฟ้าพินทวดี เจ้าฟ้าจันทวดี เจ้าฟ้ากษัตรี และเจ้าฟ้ากุสุมาวดี องค์เจ้าฟ้าหญิงพินทวดีพระองค์นี้เองที่ทรงรอดพ้นจากการถูกกวาดต้อนไปพม่ามาได้ และยังทรงมีพระชนม์ยืนยาวมาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งยังทรงจดจำรายละเอียดเกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆที่มีรั้วในวัง นำมาถ่ายทอดและรักษาสืบต่อจนมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน

ส่วนสมเด็จพระพันวัสสาใหญ่ ผู้เป็นพระเชษฐภคินีของสมเด็จพระพันวัสสาน้อย ทรงมีพระราชธิดา 6 พระองค์เช่นเดียวกับพระพันวัสสาน้อย แต่ทรงมีพระโอรสเพียงพระองค์เดียวคือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือที่คนไทยรู้จักดีว่า เจ้าฟ้ากุ้ง เจ้าฟ้านักรักผู้ทรงเป็นกวีเอกของแผ่นดิน เจ้าของบทพระนิพนธ์ เช่น พระมาลัยคำหลวง นันโทปนันทสูตรคำหลวง และกาพย์เห่เรืออันลือลั่นที่ฟังเพราะพริ้งเสนาะหูมาจนทุกวันนี้

เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นกรมขุนเสนาพิทักษ์ และทรงอภิเษกกับเจ้าฟ้าอินทสุดาวดี (กรมขุนยิสารเสนี) พระองค์มิได้มีพระปรีชาสามารถเพียงบทกวีนิพนธ์ และผลงานวรรณกรรมเท่านั้น แต่ทรงเชี่ยวชาญทั้งการทหาร การช่าง รวมทั้งด้านอื่นๆ และเนื่องจากทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวที่ประสูติจากสมเด็จพระอัครมเหสีใหญ่ จึงทรงได้รับแต่งตั้งเป็นพระมหาอุปราช หรือวังหน้า ในปี 2284

สถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขันชิงความเป็นใหญ่หวังสืบทอดพระราชอำนาจ โดยต่อมา เจ้าสามกรม ซึ่งเป็นพระราชโอรสต่างพระมารดา ประกอบด้วย กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี กรมหมื่นจิตรสุนทร ได้เข้าทูลฟ้องว่า เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ฯ ใช้อำนาจไม่เป็นธรรมลงโทษเกินกว่าเหตุโดยลงพระอาญาเจ้ากรม ปลัดกรม ปลัดเวร ข้าราชบริพารในกรมหมื่นสามพระองค์ อีกทั้งกรมหมื่นสุนทรเทพได้ล่วงรู้ความลับคือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ฯ ได้ลักลอบเล่นชู้กับเจ้าฟ้านิ่ม หรือเจ้าฟ้าสังวาลพระสนมเอก ชาววังเรียกกันว่า สมเด็จตำหนักกลาง โดยมีเพลงยาวเป็นหลักฐาน เมื่อเกิดการไต่สวนทรงยอมรับเป็นสัจ จึงทรงถูกลงพระราชอาญา ตามกฎมณเฑียรบาลแล้วจะต้องโทษถึงประหาร แต่เนื่องจากพระราชมารดาของเจ้าฟ้ากุ้ง คือสมเด็จพระพันวัสสาใหญ่ เมื่อยังทรงพระชนมชีพ เคยทูลขอต่อพระเจ้าบรมโกศไว้ว่า หากเจ้าฟ้ากุ้งมีโทษก็ขออย่าให้ลงโทษถึงตาย จึงทรงถูกลงโทษด้วยการถอดยศออกเป็นไพร่ และถูกจองจำ 5 ประการ คือ ล่ามโซ่ทั้งที่มือและเท้า ถูกเหล็กเผาไฟนาบพระนลาฏ (หน้าผาก) และพระบาท แล้วต้องโทษโบยตี 120 ที แต่ด้วยทรงทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงสิ้นพระชนม์ลง เช่นเดียวกับเจ้าฟ้าสังวาลที่ทรงถูกโบยตี เมื่ออยู่ได้ 3 วันก็สิ้นพระชนม์ไปตามกัน เล่ากันว่า พระศพของทั้ง 2 พระองค์ไม่ได้รับการถวายพระเพลิงตามราชประเพณี แต่ถูกฝังเอาไว้ในพระเจดีย์ใกล้ๆกันที่วัดไชยวัฒนาราม

เมื่อสิ้นเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ใน พ.ศ.2289 แล้วตำแหน่งกรมพระราชวังบวรหรือวังหน้า ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ว่างลงเป็นเวลาถึง 11 ปี สมเด็จพระราชบิดาจึงทรงตัดสินพระทัยมอบตำแหน่งนี้ให้กับเจ้าฟ้าอุทุมพร ด้วยทรงเห็นว่ามีพระอุปนิสัยเฉลียวฉลาดและทรงมีพระปรีชาสามารถที่น่าจะทรงครองบ้านเมืองให้รุ่งเรืองได้ ขณะเดียวกันสมเด็จพระราชบิดาก็ทรงเห็นปัญหาล่วงหน้าว่าติดขัดที่พระเชษฐา คือเจ้าฟ้าเอกทัศที่ทรงมีพระอาวุโสกว่ากันมากนัก จึงได้ขอให้ทรงออกผนวชเสีย ซึ่งเจ้าฟ้าเอกทัศก็ทรงยอมตามด้วยดี ในพงศาวดารระบุว่า เจ้าฟ้าเอกทัศ กับเจ้าฟ้าดอกเดื่อหรือเจ้าฟ้าอุทุมพร ทรงมีพระชนมายุห่างกันถึง 10 ปี ดังนั้น พระองค์จึงทรงเกรงพระทัยพระเชษฐาอยู่ไม่น้อยทีเดียว และถัดมาเพียงหนึ่งปีหลังจากทรงแต่งตั้งองค์รัชทายาทเป็นที่เรียบร้อย สมเด็จพระเจ้าบรมโกศก็สิ้นพระชนม์ ว่ากันว่า รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เป็นยุคสมัยอันรุ่งเรืองที่สุดยุคสมัยหนึ่งของอยุธยาก็ว่าได้ ด้วยปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดาร และจดหมายเหตุต่างๆที่ได้จดไว้ตรงกันว่า เป็นช่วงเวลาที่กรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองไพบูลย์อย่างที่สุด ไม่ว่าด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนกวีวรรณกรรม อีกทั้งการละครการละเล่นต่างๆที่ล้วนเฟื่องฟูอย่างมาก ไพร่ฟ้าต่างบันเทิงสุขสนุกสนานกันทั่วหน้า บ้างก็เชื่อว่าเค้าลางแห่งหายนะของกรุงศรีอยุธยานั้นเริ่มปรากฏให้เห็นนับแต่เกิดเหตุเจ้าฟ้ากุ้งทรงต้องพระอาญาจนถึงแก่สิ้นพระชนม์ลงแล้วก็ว่าได้ ซึ่งถ้าการณ์มิได้เป็นไป ดังนั้น โดยหากทรงขึ้นครองราชย์ ก็ไม่แน่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองอาจมิต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเศร้าสลดเช่นนี้ก็เป็นได้ แต่อันว่าวิถีชีวิตมนุษย์กับวิถีของบ้านเมืองนั้นล้วนมีชะตากรรมนำพาให้เป็นไปไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอยุธยานั้นต้องเผชิญปัญหาการเมืองในราชสำนัก ที่มักแย่งชิงอำนาจกันเองในหมู่ผู้มีอำนาจและชนชั้นสูงที่เกิดขึ้นตลอดระยะปลายสมัยอยุธยา ทำให้ขุนนางที่สามารถต้องทยอยล้มตายลง คนดีมีฝีมือก็กระจัดกระจายพรากพลัด บ้านเมืองจึงพลอยอ่อนแอเสื่อมถอยและสั่งสมติดต่อกันเรื่อยมา

เมื่อเจ้าฟ้าอุทุมพรเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระราชบิดา ทรงพระนามว่า พระบรมราชาธิราชที่ 4 ขณะนั้นเจ้าสามกรมทรงคบคิดกันจะช่วงชิงราชบัลลังก์ พระเจ้าอุทุมพรจึงสำเร็จโทษประหารชีวิตที่พระตำหนักสวนกระต่าย แล้วจึงจัดถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชบิดา พระราชมารดา หลังจากนั้นพระเชษฐา คือเจ้าฟ้าเอกทัศ หรือกรมขุนอนุรักษ์มนตรี ก็ได้เสด็จขึ้นไปประทับอยู่ที่พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ซึ่งเป็นพระที่นั่งสำหรับพระมหากษัตริย์ เล่ากันว่าทรงประทับนั่งมีพระแสงดาบพาดอยู่บนพระเพลา แล้วทรงวางพระองค์เฉยอยู่เช่นนั้น สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรทรงมิรู้จะทำประการใด ด้วยทรงเห็นว่าเป็นพระเชษฐาร่วมพระอุทรเดียวกัน อีกทั้งยังทรงรักและเกรงพระทัยพระเชษฐาอยู่แต่เดิมแล้ว จึงทรงตัดสินพระทัยสละราชบัลลังก์ให้เจ้าฟ้าเอกทัศ ส่วนตัวพระองค์เองเสด็จออกผนวช แล้วไปประทับอยู่ที่วัดประดู่ทรงธรรม นอกกำแพงพระนครหลัง เล่ากันว่าบางคราพระองค์ก็ได้เสด็จฯมาประทับจำพรรษาที่พระตำหนักคำหยาด ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น ตั้งอยู่ในบริเวณวัดโพธิ์ทอง ตำบลคำหยาด อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง น่าจะด้วยพระประสงค์ปลีกพระองค์ออกมาอยู่ห่างจากพระนคร

สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ เสด็จขึ้นครองราชย์ ใน พ.ศ.2301 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือสมเด็จพระที่นั่งสุริยาบรินทร ถึง พ.ศ 2303 มีศึกเข้าประชิดพระนคร โดยพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าได้ยกทัพมาตามชายฝั่งตะนาวศรี จากเมาะตะมะข้ามเทือกเขาตะนาวศรี เดินทัพมาทางอ่าวไทย แล้ววกขึ้นเหนือเพื่อตีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ได้ทรงขอให้พระเจ้าอุทุมพรทรงลาผนวชออกมาบัญชาการรบ จนกระทั่งมีชัยเหนือข้าศึก โดยครั้งนั้นพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าได้รับบาดเจ็บจากปืนใหญ่ จนพม่าต้องยกทัพกลับ และสิ้นพระชนม์ระหว่างทาง

หลังเสร็จศึกการณ์ก็เป็นไปเช่นเดิมอีก คือ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ เสด็จมาประทับนั่งพาดพระแสงดาบบนพระเพลา ณ พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ดังเช่นคราวก่อน พระเจ้าอุทุมพรจึงเสด็จกลับไปผนวช และประทับอยู่ที่วัดอีกครั้ง

ถึง พ.ศ.2307 พระเจ้ามังระ พม่าเรียกว่า "เซงพะยูเชง" ทรงใช้ชื่อเดียวกับพระเจ้าบุเรงนอง แปลว่า "พระเจ้าช้างเผือก" พระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ของพระเจ้าอลองพญา ซึ่งเพิ่งขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้ามังลอกพระเชษฐา เนื่องจากเคยเสด็จร่วมทัพมากับพระราชบิดาในศึกสงครามครั้งก่อน จึงทรงมีพระประสงค์จะพิชิตอาณาจักรอยุธยาลงให้ได้ ทรงส่งแม่ทัพคือเนเมียวสีหบดีให้เคลื่อนพลลงมาตีตามแถบหัวเมืองเหนือ ไล่ลงมาตามลุ่มเจ้าพระยา มุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา กองทัพพม่าเข้ามาถึงชานกรุงในราวต้น พ.ศ.2309 แล้วมาบรรจบกับทัพของมังมหานรธาที่ไล่ตีเข้ามาทางทวาย มะริด สองทัพใหญ่ของพม่าที่มาผนวกกันเริ่มต้นยุทธการปิดล้อมกรุงศรีอยุธยา

ในหนนี้พระเจ้าเอกทัศ ทรงตัดสินพระทัยบัญชาการรบเอง โดยมิได้เสด็จฯไปทูลขอพระอนุชาที่เวลานั้นทรงย้ายเข้ามาประทับที่วัดราชประดิษฐานให้ทรงลาผนวชเพื่อมาช่วยรบดังเช่นครั้งก่อน พระองค์ทรงใช้ยุทธวิธีตั้งรับอยู่ภายในพระนคร โดยตระเตรียมป้องกันเมืองอย่างแน่นหนา โปรดฯให้รวบรวมเสบียงต่างๆ อีกทั้งราษฎรที่อาศัยนอกกำแพงเมืองก็ให้พากันย้ายเข้ามาอยู่ด้านใน อาศัยชัยภูมิที่เหนือกว่ารอคอยให้ฤดูน้ำหลากมาถึง หวังให้ฝ่ายพม่าถอนทัพกลับไปเอง ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่อยุธยาเคยใช้กันสืบๆมา รวมทั้งหวังเข้าโจมตีซ้ำเมื่อกองทัพพม่าถอนกำลังออกไป ถึงกระนั้นฝ่ายอยุธยาก็มิได้ตั้งรับในพระนครเพียงอย่างเดียว แต่ส่งกำลังไปโจมตีค่ายเนเมียวสีหบดีและค่ายมังมหานรธาอยู่หลายครั้งแต่ไม่ประสบผล ขณะที่กองทัพพม่ากระจายกำลังกันล้อมกรุงไว้ทุกด้าน รับมือกับน้ำหลากด้วยการสร้างเรือและเขื่อนบนที่สูง แยกย้ายไปตั้งมั่นอยู่ตามที่ดอน เตรียมเสบียงอาหารสำรองไว้ใช้ ไปจนถึงหาพื้นที่ปลูกข้าวในทำเลที่ห่างไปไม่ไกล และแม้พยายามเข้าประชิดกำแพงพระนครหลายครั้งแต่ก็ยังมิอาจเอาชัยได้ หลังหมดฤดูน้ำหลากมังมหานรธาก็สิ้นชีวิตลง เหลือแต่เนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพใหญ่คุมกำลังทหารอยู่เพียงผู้เดียว

พม่าล้อมเมืองอยู่นานถึง 14 เดือน ระหว่างตกอยู่ในวงล้อมนานเข้า เสบียงอาหารร่อยหรอขาดแคลนประกอบกับเกิดไฟไหม้พระนครครั้งใหญ่ทำให้ราษฎรยากเข็ญยิ่งขึ้นเพราะขาดแคลนทั้งเสบียงอาหารและที่อยู่อาศัย พระเจ้าเอกทัศ ได้แต่งทูตออกไปเจรจาขอเป็นเมืองขึ้นของพม่า แต่ฝ่ายพม่าปฏิเสธ โดยอ้างพระบรมราชโองการของพระเจ้ามังระ และหวังจะตีเอาทรัพย์สินผู้คนไปให้หมดสิ้นไม่ต้องการให้อยุธยาฟื้นคืนได้อีก ถึงต้นปี 2310 ทหารพม่าก็เริ่มขุดอุโมงค์ด้านหัวรอจำนวน 5 แห่งอย่างเป็นขั้นตอนและตั้งค่ายใหม่เพิ่มอีก 3 แห่ง พร้อมกับยึดค่ายป้องกันพระนครทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด แล้วยึดค่ายป้องกันทางด้านทิศใต้ได้ในเดือนมีนาคม ต่อมาเนเมียวสีหบดีก็เสนอแก่นายกองทั้งหลายให้ใช้ไฟสุมเผารากกำแพงเมืองจากใต้อุโมงค์ซึ่งขุดไว้แล้ว จากนั้นก็ตกลงกันเตรียมเชื้อเพลิงและกำลังพลไว้พร้อม ครั้นถึง วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 ราวบ่ายสามโมง พม่าจุดไฟสุมรากกำแพงเมืองตรงหัวรอที่ริมป้อมมหาชัย พร้อมกับระดมยิงปืนใหญ่จากทุกค่ายที่รายล้อมเข้าไปในพระนคร กระทั่งตกพลบค่ำกำแพงเมืองตรงที่ถูกไฟสุมก็ทรุดถล่มลง ครั้นถึงสองทุ่มแม่ทัพพม่ายิงปืนเป็นสัญญาณให้ทหารเข้าพระนครพร้อมกันทุกด้าน พม่าเอาบันไดปีนพาดเข้ามาได้ตรงที่กำแพงทรุดนั้นก่อน ทหารอยุธยาเวลานั้นสุดกำลังจะต่อสู้ป้องกันเมือง พม่าจึงรุกเข้าสู่พระนครได้ในค่ำคืนนั้นจากทุกทิศทาง

หลังจากบุกเข้าสู่ตัวพระนครได้แล้ว พม่าก็จุดไฟเผาเมืองจนวอดวายทั้งบ้านเรือนราษฎร วัดวาอาราม และปราสาทราชมณเฑียรแลเห็นแสงเพลิงลุกไหม้ส่องสว่างดั่งกลางวัน จากนั้นก็เก็บกวาดทรัพย์สิน แล้วไล่กวาดต้อนผู้คนจนอลหม่านทั้งพระนคร บรรดาเจ้านายและข้าราชการทั้งหลายถูกกวาดต้อนไปรวมกันอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ราษฎรทั้งหลายที่จับได้ก็คุมตัวไว้แล้วแยกย้ายไปจองจำอยู่ตามค่ายต่างๆ เล่ากันว่า ภายหลังกรุงแตกพระเจ้าเอกทัศ ถูกสังหารที่ค่ายโพธิ์สามต้น บ้างว่าถูกสังหารที่ประตูเมืองขณะจะทรงหลบหนี ขณะที่บางแห่งก็ระบุว่าระหว่างการหลบหนีนั้นทรงอดอาหารอยู่นานหลายวันในที่สุดจึงสิ้นพระชนม์ลง แต่เอกสารพม่าบางฉบับกลับบอกว่า ทรงสู้รบอย่างกล้าหาญจนสวรรคตในสนามรบ ส่วนพระเจ้าอุทุมพรที่ทรงพระผนวชเป็นภิกษุถูกจับเป็นเชลย หลังจากเก็บรวบรวมทรัพย์สินและผู้คนจนหมดสิ้นแล้ว บ้างก็ว่าพม่าอยู่แค่ 7 วันบ้าง 10 วันบ้าง บางแห่งระบุว่าใช้เวลาอยู่ที่อยุธยานานถึง2เดือน แต่น่าจะเป็นการทยอยกันกลับ โดยทหารพม่าก็แบ่งกันคุมกำลังนำเชลยไทย และทรัพย์สินต่างๆ แยกกันเดินทางกลับคืนสู่บ้านเมือง จุดหมายปลายทางมุ่งหน้าสู่กรุงอังวะศูนย์กลางแห่งอำนาจของพม่าในเวลานั้น

ในพงศาวดารเมืองน่านมีบันทึกไว้ดังนี้ "ครั้นว่าม่านได้เมืองใต้แล้ว ม่านก็เอาเจ้าฟ้าดอกเดื่ออันเปนเจ้าเมืองใต้คืนเมืองอังวะพุ้นหั้นแล เมือทางเมาะตะมะทวายแลดังตัวเจ้านายอ้ายนั้นก็เอาติดตามทวยม่านเมือทางแสนนั้นแล ครั้นเมือเถิงเมืองอังวะแล้ว เจ้านายอ้ายก็ได้กราบทูลมหากษัตริย์เมือง อังวะหั้นแล"

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กับพระบรมวงศานุวงศ์ และชาวเมืองนั้น เนเมียวสีหบดีให้กองทัพคุมตัวไปทางเหนือ ราษฎรที่เหลือและพวกมิชชันนารี ให้ปกันหวุ่นแม่ทัพทางใต้คุมไปทั้งทางบกและทางเรือ ล่องใต้ไปทางเมืองทวายแล้วไปบรรจบกับพวกแรกที่ทางเหนือของกรุงอังวะ ว่ากันว่าการเดินทางของเชลยโยเดียจากพม่าไปอยุธยานั้นใช้เวลานานถึงปีเศษจึงถึงกรุงอังวะ การกวาดต้อนเชลยในสมัยโบราณนั้น มีเรื่องเล่ากันต่อๆมาว่า เมื่อจับเชลยได้จำนวนมาก แต่ขาดแคลนเครื่องมือที่ใช้พันธนาการ เพื่อป้องกันเชลยหลบหนี จึงให้เชลยชายยืนเรียงแถวหน้ากระดานแล้วใช้วิธีเจาะเข้าตรงเอ็นเหนือส้นเท้าแล้วร้อยด้วยหวายติดกันเป็นพวง ดังที่คนไทยเรานิยมเรียกบริเวณส่วนนี้ว่าเอ็นร้อยหวาย การเดินไปในลักษณะนี้ถ้าคนใดคนหนึ่งล้มลงก็ต้องพาล้มด้วยกันทั้งแถว ส่วนเชลยหญิงนั้นว่ากันว่า ถูกเจาะเข้าที่ใบหูแล้วร้อยให้เดินไปด้วยกัน คนสมัยก่อนนิยมใช้วิธีนี้กวาดต้อนเชลยเข้าสู่บ้านเมือง คนไทยเราเองก็ใช้วิธีนี้กวาดต้อนเชลยมาจากบ้านเมืองอื่นด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้คือชะตากรรมอันเป็นไปอย่างน่าเศร้าสลดที่ครั้งหนึ่งได้เคยเกิดขึ้นกับบ้านเมือง เจ้านาย ข้าราชการ ตลอดจนชาวบ้านราษฎรทั้งหลาย เป็นความสะเทือนใจที่คนไทยเราจดจำได้ไม่เคยลืมมาถึงปัจจุบัน และทุกวันนี้ซากปรักหักพังของเมืองอยุธยายังคงอยู่ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้ และเป็นสิ่งเตือนใจให้เราชาวไทยได้รู้รักสามัคคีกลมเกลียวและรู้จักเสียสละเพื่อให้ชาติบ้านเมืองได้อยู่รอดอื่นๆ

อย่างไรก็ดี เมื่อไม่นานนี้มีข่าวคราวออกมาให้หลายฝ่ายตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เกี่ยวกับร่องรอยการค้นพบพระสถูปที่เชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร หรือเจ้าฟ้าดอกเดื่อ ผู้ที่มีชื่อปรากฏอยู่ในตำนานพื้นเมืองต่างๆ ดังที่ได้ยกมา เกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งทางฝ่ายไทยและฝ่ายพม่าก็ได้ให้ความสนใจติดตามศึกษาค้นคว้าข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด โดยการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิชาการไทยและนักวิชาการพม่า ทั้งในรูปแบบของการประสานงานระหว่างรัฐต่อรัฐ ด้วยความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศ กรมศิลปากร ตลอดทั้งภาคเอกชนของทั้งสองประเทศที่ทำงานร่วมกันในนามสมาคมมิตรภาพพม่า-ไทยจิตพรรณ ร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยการสนับสนุนงบประมาณโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการนี้ ก็เพื่อร่วมมือกันสืบค้นร่องรอยและหลักฐานที่นำไปสู่การค้นหา ว่าใช่พระสถูปบรรจุพระอัฐของพระเจ้าอุทุมพรจริงหรือไม่ หรือเป็นแต่เพียงคำร่ำลือของชาวพม่าที่บอกเล่ากันมาปากต่อปากเท่านั้นเอง

ท่ามกลางคำถามมากมาย สิ่งที่ค้นพบนั้นมีอะไรบ้าง อะไรเป็นอะไรและอย่างไรกันแน่ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรเมื่อครั้งทรงประทับอยู่ในพม่า ตลอดจนราชวงศ์ไทยและเชลยอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปในครั้งนั้นที่ได้หายสาบสูญ ใช้ชีวิตในเมืองพม่าอย่างอยู่ดีมีสุข หรือต้องทนทุกข์หรือไฉน เป็นตายร้ายดีหรือมีความเป็นไปอย่างไร แต่เหนืออื่นใดนั่นก็คือจุดประสงค์ที่ต้องการก่อตั้งเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร อดีตพระมหากษัตริย์ไทยผู้เปี่ยมล้นด้วยคุณูปการอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ต้องติดตามรายละเอียดกันอย่างใกล้ชิดต่อไป