เก้าอี้

ที่นี่...รายการ "เพื่อคุณภาพชีวิต"

จะมีใครบ้างไหมที่คิดว่าเก้าอี้นี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกัน ดิฉันก็ไม่เคยคิด ตราบจนกระทั่งวันที่ไปฟังการแถลงข่าวที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดโดยออร์แกไนเซอร์รุ่นใหม่ๆ เขาก็จัดม้านั่งแบบเก๋มาก เป็นนวมสี่เหลี่ยมทั้งนุ่มสบาย แต่ละตัวมีล้อเลื่อนเคลื่อนย้ายสะดวก ไม่มีพนักพิง คนแก่ๆอย่างดิฉันนั่งไปสักพักก็เดือดร้อนสิคะ เมื่อยหลัง ต้องหาเรื่องเดินไปดูโน่น ชมนี่ ก็เลยเกิดความคิดดีๆ ระลึกถึงบุญคุณคนที่คิดค้นสร้างเก้าอี้แบบมีพนัก ให้เรานั่งกันอย่างสบายๆ แล้วก็เลยคิดต่อไปถึงกำเนิดของเก้าอี้ด้วย ถามไถ่ นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล ที่ทำรายการด้วยกัน ทุกๆอาทิตย์ทางเคเบิ้ลทีวีทรู ช่อง 71 เวลา 11.00-12.00 น. มี คุณอารีย์ นักดนตรี ร่วมรายการด้วย รายการนี้แพร่ภาพพร้อมๆกับสถานีวิทยุ FM 98.75 เมกะเฮิร์ทซ์ และ www.Trinity Radio.com คุณหมอนำเรื่องเก่าๆมาเล่าสู่กันฟัง ได้ความรู้และสนุกมากค่ะ

เรื่องของเก้าอี้ คุณหมอคาดเดาว่าน่าจะเริ่มจากเมืองจีน แรกเริ่มก็เป็นม้าเตี้ยๆ ซึ่งใช้กันทั่วไปแถบเอเชีย คนไทยก็ใช้เป็นม้านั่งที่นำไม้ 2 ท่อนตั้งคู่กัน ห่างกันประมาณ 1 ฟุต แล้วนำไม้มาวางพาดข้างบนตอกตะปูโป้งลงไป ใช้นั่งทำอาหาร ซักผ้ากัน แม่ค้าหาบเร่ก็จะมีม้านั่งแบบนี้ใส่กระจาดไว้นั่งขายของ

ต่อมาก็น่าจะเป็นร้านกาแฟ ทำเป็นเก้าอี้กลมๆ ครอบครัวเศรษฐีก็พัฒนาเป็นกระเบื้องมีลวดลายสวยงาม ต่อมาที่เคยเห็นก็ที่ร้านกาแฟอีกนั่นแหละ มีพนักโปร่งๆมีไม้เป็นลักษณะกลมๆ หลายซี่อยู่ แต่ก็นั่งสบายขึ้น ทางยุโรปก็มีเก้าอี้นวม คงจะแก้หนาวไปด้วย เก้าอี้ชุดหลุยส์ หรูหรา ฟู่ฟ่ากันไปหมด น่าศึกษานะคะ

วันที่เกิดความสงสัยเรื่องเก้าอี้ เป็นวันที่การท่องเที่ยวแถลงข่าวพิธีสมรสรับวันวาเลนไทน์ มีหลายจังหวัดจัดเป็นประจำจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด เช่น จังหวัดสุรินทร์ จดทะเบียนบนหลังช้าง จังหวัดตรัง จัดงานวิวาห์ใต้สมุทร ความคิดสองเรื่องนี้เลยมารวมกันว่า ไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อเก้าอี้หรือเครื่องแต่งบ้านอะไรก็ตาม คุณจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม ความสะดวกสบาย ซื้อมาแล้วจะตั้งตรงไหน บางคนเห็นปุ๊บชอบปั๊บซื้อเลย เสร็จแล้วพอมาถึงบ้าน ใหญ่ไปบ้าง ไม่เข้ามุมเข้าแง่บ้าง หงุดหงิดใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นก่อนทำอะไรต้องชั่งใจให้ดี ข้อสำคัญเมื่อนำสิ่งใดเข้าบ้าน สิ่งนั้นต้องนำความสุขมาให้สถานเดียว

ฉันใดก็ฉันนั้น การสมรสก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะแต่งแบบไหน จะจดทะเบียนเขตไหน ไม่ใช่เป็นสิ่งประกันว่าคุณจะสุขตลอดไป อยู่ที่การศึกษา การพิจารณาซึ่งกันและกันอย่างรอบคอบ อย่างมีสติ ดิฉันพูดเสมอๆว่า ในชีวิตวัยรุ่นขอให้ยุ่งกับการศึกษาอย่างเดียว เพราะชีวิตในวัยเรียนจะเป็นช่วงชีวิตที่สุขที่สุดของมนุษย์ ถ้าคุณไปริมีความรัก เจ้าตัวความทุกข์จะค่อยๆเข้ามาหาโดยไม่รู้ตัว

เรื่องของความรักไม่ได้ห้ามไม่ให้มีนะคะ แต่ขอร้องให้พ้นวัยรุ่นไปก่อน สนุกกับเพื่อนๆให้เต็มที่เสียก่อน แล้วค่อยมีคนรัก เมื่อแน่ใจแล้วก็แต่งงานกัน แต่ไม่ใช่จะจบเรื่องนะคะ เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง เป็นการเริ่มต้นของมนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ คราวนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมคะ ว่าทำไมดิฉันถึงเตือนว่าวัยรุ่นน่ะเรียนหนังสือเถอะ เพราะตอนคุณมีคนรัก แต่งงานกัน มีบุตร จากนี้ไปคนก็เริ่มเป็นผู้ใหญ่ หมดโอกาสเป็นเด็กอีกต่อไปแล้วค่ะ

ผู้หลักผู้ใหญ่ของเราท่านก็เข้าใจชีวิตสมรสนะคะว่าจะต้องมีปัญหามากมาย ท่านเตือนกันไว้ดีๆทั้งนั้น จากหนังสือ ครอบครัวอบอุ่น เขียนโดย ท่าน ส. ผ่องสวัสดิ์ แห่งมูลนิธิพัฒนาเยาวชนต้นแบบศีลธรรม ท่านพูดถึงคาถาป้องกันหย่าร้างว่า ให้มีธรรมะ ขันติ และโสรัจจะ ขันติคือความอดทน โสรัจจะคือชำระใจให้สงบเสงี่ยม ขันติ โสรัจจะ คือธรรมอันทำให้จิตใจงาม

ภาคปฏิบัติเพื่อให้ "ขันติ" "โสรัจจะ" งอกเงยขึ้นในใจ ท่านได้บัญญัติเป็นคำอุปมาในภาคปฏิบัติไว้เป็นคาถา 4 ประการ

คาถาที่ 1 ตาเหมือนตาไม้

หมายถึง การเลือกดูแต่ในสิ่งที่ควรดู ไม่ดูในสิ่งที่ทำให้ร้อนใจ ไม่คอยเอาตาไปสอดรู้สอดเห็น เพื่อจ้องจับผิดความเดือดร้อนของผู้อื่น มานินทาลับหลังอย่างสนุกปาก เพราะจะพาให้ใจเก็บแต่เรื่องร้อนอกร้อนใจเต็มไปหมด และคิดสิ่งดีๆมีประโยชน์ต่อชีวิตไม่เป็น

เรื่องของตาไม้นี้ ท่านผู้ใหญ่สังเกตจากพะอง คือไม้ไผ่ป่าตัดแขนงให้ยาวพอที่เท้าจะเหยียบได้ แต่ไม่ริดตาไม้ไผ่ออก เพราะตาไม้แข็งแรงมาก เป็นประโยชน์ ท่านจึงสอนให้เรามีตาเหมือนตาไม้ (เลือกดูแต่สิ่งดีๆ)

คาถาที่ 2 หูเหมือนหูกระทะ

หมายถึง การเลือกฟังในสิ่งที่ควรฟัง ฟังในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้เกิดความรู้และความดีในจิตใจของตนเอง เหมือนหน้าที่ของหูกระทะที่มีไว้สำหรับหิ้วหรือแขวน คุณค่าของหูกระทะจึงอยู่ที่ทำถูกหน้าที่ของมัน

คาถาที่ 3 กายเหมือนผ้าเช็ดเท้า

หมายถึง การลงมือทำความดีอย่างทุ่มเทชีวิตเป็นเดิมพัน ด้วยความสุจริตกาย วาจา ใจ โดยไม่ถือทิฐิมานะใดๆ และไม่มีข้อแม้เงื่อนไขในการทำความดี

คนเราจะทำงานอะไรก็ตาม ต้องเป็นงานสุจริต เมื่อรู้ว่าเป็นงานสุจริตแล้ว ต้องทำงานให้เต็มกำลังความรู้ ความสามารถและความดี ไม่เป็นคนถือเนื้อถือตัว ไม่มีกลัวความลำบาก ทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน ทำให้งานออกมาดีที่สุด

ผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติตัวดังนี้ สามารถบอกลูกหลานได้เต็มปากว่า

"ตั้งแต่เป็นเด็กมาแล้ว ถ้าถึงคราวที่ปู่ย่า ตาทวดจะต้องไปรับจ้างเขาเทกระโถน ล้างกระโถนก็เอา เพราะมันเป็นอาชีพบริสุทธิ์ แต่จะให้ไปลักขโมยใครเขา หัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมทำ จะทำกายอย่างผ้าเช็ดเท้า ใครจะสับจะโขกอย่างไรก็ยอมล่ะ เพื่อให้ได้อาชีพที่สุจริต แต่จะให้ไปโกงไปกินเขาไม่เอาเด็ดขาด"

คาถาที่ 4 ใจประดุจแผ่นดิน

หมายถึง การรักษาใจให้หนักแน่น มั่นคงในการทำความดี โดยไม่มีข้อแม้ เงื่อนไข และไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆทั้งสิ้น

พระพุทธเจ้าตรัสถึงความสำคัญของการรักษาใจหนักแน่นมั่นคงเหมือนแผ่นดินกับพระราหุลว่า

"แผ่นดินนี้ ใครเอาน้ำหอมไปรดไปราดมัน มันดีใจไหม ไม่ดีใจ มันก็เฉยๆ เอาของเหม็นไปรดไปราด มันก็ไม่ทุกข์ใจ มันเฉยๆ

ราหุล...เธอทำใจให้ได้อย่างนั้นแหละ ใครมาทำอะไร เธอก็อย่าไปเอาเรื่องเอาราวกับเขา ตั้งใจปฏิบัติธรรมของเธอไป แล้วเธอจะหมดกิเลสได้เร็ว"

ลองฝึกดูนะคะ ทั้ง 4 คาถา เพื่อความสุขของครอบครัวและตัวเราเอง ตอนท้ายนี้มีของแถมสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะค่ะ จากหนังสือ 1 ใน 84000 จัดทำโดย สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า หญิงเป็นใหญ่ยาก เพราะ

1. เจ้าอารมณ์ เก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่

2. มักริษยา เย่อหยิ่ง

3. มักเห็นแก่ตัว มากกว่าส่วนรวม

4. มีความเฉลียวฉลาดจำกัด ดังนั้น จึงเป็นใหญ่ยาก

รู้อย่างนี้แล้ว พยายามแก้ไขนะคะ ขันติ โสรัจจะ ค่ะ