กรมศิลปากรนำชมเมืองพระราชาราชบุรี

ไหว้พระที่วัดมหาธาตุวรวิหาร-วัดเขาเหลือ-วัดบางกะพ้อม-วัดบางแคใหญ่
รายงานพิเศษ

"พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า" พระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งทรงริเริ่มโครงการป่ารักน้ำ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2525นับเป็นพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่พระองค์ได้ทรงยึดถือเป็นแนวในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นป่าไม้และแหล่งต้นน้ำที่พสกนิกรชาวไทยที่เป็นข้าราชบริพารรับใช้เบื้องพระยุคลบาท สวนป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ภาคกลางและแก่งส้มแมว เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้ต่างๆของประเทศไว้ในแหล่งเดียวกัน เพื่อเป็นแหล่งศึกษาพันธุ์ไม้ป่าของเมืองไทย ช่วยกันปกป้องรักษามิให้พันธุ์ไม้ป่าหายากสูญพันธุ์ไปในอนาคต

ที่นี่ยังมีน้ำตกเก้าโจนหรือเก้าชั้น อยู่ในพื้นที่โครงการธรรมชาติวิทยาตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระดับท้องถิ่นที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจใช้เป็นสถานที่ศึกษาธรรมชาติวิทยาและใช้เป็นสถานที่พักผ่อนของชุมชน เพื่อให้เกิดจิตสำนึกในการดูแลรักษา และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ให้คงอยู่ร่วมกันอยู่ในท้องที่ ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง ห่างจากธารน้ำร้อนบ่อคลึงไปด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณกิโลเมตรเศษ ต้นกำเนิดของน้ำตกเกิดจากเขากระโจมที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาตะนาวศรี ชาวบ้านเรียกว่าน้ำตกเก้าโจน มีชั้นน้ำตกทั้งหมด9 ชั้น สายน้ำที่ทิ้งตัวลงมาเบื้องล่างมีความแรงคล้ายกับการกระโจนลงมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดนและประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณท้องที่อำเภอสวนผึ้ง และได้ทอดพระเนตรน้ำตกแห่งนี้ จึงได้พระราชทานนามน้ำตกแห่งนี้ใหม่ว่า น้ำตกเก้าชั้น

จังหวัดราชบุรียังเป็นจังหวัดที่มีการพบแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก พบร่องรอยหลักฐานการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์แบบสังคมล่าสัตว์ที่ยังไม่มีการตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยถาวร แต่อาศัยอยู่ตามถ้ำหรือเพิงผาหรือพื้นที่ใกล้กับแหล่งน้ำ พึ่งพาแหล่งอาหารจากธรรมชาติโดยการล่าสัตว์หรือหาของป่า พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์แบบสังคมเกษตรกรรมที่สามารถเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ บ้านจำลองของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์สร้างตามหลักฐานการพบร่องรอยหลุมเสาที่แหล่งโบราณคดีบ้านหนองแช่เสา และจากจินตนาการของนักโบราณคดีจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี จังหวัดราชบุรี มีมนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุ 12,000 ปีมาแล้ว เป็นสังคมล่าสัตว์ใช้เครื่องมือหินขัดต่อมาพัฒนาสู่การใช้โลหะที่ไม่มีการตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยถาวร แต่อาศัยอยู่ตามถ้ำเพิงผาที่ราบเชิงเขาหรือพื้นที่ใกล้กับแหล่งน้ำเป็นที่พักชั่วคราว

สังคมราชบุรี แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ กลุ่มชนชั้นปกครองที่เป็นชนชั้นสูง เชื้อสายกษัตริย์ และเจ้าเมืองผู้นำชุมชน กลุ่มนักบวช หรือผู้นำทางศาสนาที่เป็นพระภิกษุ หรือพราหมณ์ ผู้เผยแผ่ลัทธิธรรมเนียมทางศาสนาและประกอบพิธีกรรมต่างๆ กลุ่มใหญ่ที่สุดเป็นประชาชนสามัญทั่วไป เป็นชาวเมือง พ่อค้า ทาส เชลยจากการสู้รบ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรีพบหลักฐานทางโบราณคดีและโบราณสถานที่เป็นวัฒนธรรมทวารวดีเป็นจำนวนมากประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-15 กระจายทั่วไปตามสองฟากฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ในเขตอำเภอเมืองราชบุรี เขตอำเภอวัดเพลง เขตอำเภอบ้านโป่ง

บุคคลสำคัญของจังหวัดราชบุรี ที่ควรกล่าวถึง สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีนาถ โดยร่วมพระชนกชนนีเดียวกันกับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระองค์ทรงรับราชการถึง 3 แผ่นดิน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ทรงเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์และโทรเลข สภานายกหอพระสมุด องคมนตรี อภิรัฐมนตรี พระราชกรณียกิจของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองราชบุรีนั้น ทรงเป็นผู้บังคับการพิเศษกรมทหารราบที่ 4 ราชบุรี เมื่อ พ.ศ.2452 ต่อมาได้ทรงตั้งกรมทหารช่างขึ้นที่เมืองราชบุรีพร้อมทั้งได้พระราชทานนามค่ายที่ตั้งว่า ค่ายภาณุรังสี

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นบุตรของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) กับท่านผู้หญิงจัน ท่านรับราชการนานถึงสามแผ่นดิน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในช่วงที่รัชกาลที่ 5 ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะระหว่าง พ.ศ.2411-2416 ท่านมีความผูกพันกับเมืองราชบุรีมากและทำงานเกี่ยวข้องกับเมืองราชบุรีมาโดยตลอด ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2411 ท่านได้พาครอบครัวและข้าราชการเป็นจำนวนมากออกมาพักอาศัยอยู่ที่เมืองราชบุรี สร้างทำเนียบเป็นที่พักและตึกอาคารไว้จำนวนมาก ทำเนียบที่พักของท่านได้ใช้เป็นกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรี ปัจจุบันเป็นอาคารสำนักงาน คลังโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และจัดแสดงกิจกรรมพิเศษหรือนิทรรศการพิเศษของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี และท่านได้ถึงพิราลัยที่เมืองราชบุรี

ภารกิจสำคัญที่ท่านได้ทำประโยชน์ให้แก่เมืองราชบุรี ท่านเป็นผู้อำนวยการขุดคลองดำเนินสะดวกเชื่อมแม่น้ำแม่กลองกับแม่น้ำท่าจีน โดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ได้พระราชทานทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง และท่านออกทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งสร้างวัดขึ้นริมคลองดำเนินสะดวกบริเวณหลักห้า เรียกว่า วัดประสาทสิทธิ์ สร้างถนนจากหน้าเมืองราชบุรีไปถึงเขาวัง ต่อมาสร้างขยายไปจนถึงเขาแก่นจันทน์เรียกว่า ถนนศรีสุริยวงศ์ ต่อมาได้สร้างพระราชวังขึ้นบนเขาสัตตนารถ (เขาวัง) ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมาประทับแรมครั้งหนึ่งหลังจากเสด็จประพาสไทรโยค ในพ.ศ.2420 เพื่อเสด็จออกรับราชทูตโปรตุเกส ที่เข้ามาถวายพระราชสาส์น ในพ.ศ.2415 ได้สร้างวัดโดยทุนทรัพย์ส่วนตัวเพื่อเป็นวัดประจำตระกูลบุนนาค รัชกาลที่ 5 พระราชทานนามว่า วัดศรีสุริวงศ์วงศาราม ปัจจุบันเรียกว่าวัดศรีสุริยวงศ์

วัดมหาธาตุวรวิหารจังหวัดราชบุรี หรือวัดหน้าพระธาตุ ตั้งอยู่เกือบใจกลางเมืองราชบุรี เป็นวัดคู่เมืองราชบุรีมาแต่โบราณ จากหลักฐานทางโบราณคดีแรกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยวัฒนธรรมทวารวดี วัฒนธรรมเขมรจากราชอาณาจักรกัมพูชาได้แพร่เข้าสู่ดินแดนราชบุรีจึงมีการก่อสร้างและดัดแปลงศาสนสถานกลางเมืองราชบุรีขึ้นเป็นพระปรางค์ สร้างกำแพงศิลาแลงล้อมรอบให้เป็นศูนย์กลางของเมืองตามคติความเชื่อเรื่องภูมิจักรวาลของเขมร ในสมัยอยุธยาตอนต้นมีการสร้างพระปรางค์แบบอยุธยาขึ้นซ้อนทับและสร้างพระปรางค์บริวารขึ้นอีก3องค์บนฐานเดียวกัน ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายเมืองราชบุรีจากฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออก ประชาชนก็ย้ายตามความเจริญไปด้วย วัดมหาธาตุกลายเป็นวัดร้างไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ใน พ.ศ.2338 พระภิกษุองค์หนึ่งชื่อ พระบุญมา ได้ธุดงค์มาเห็นวัดนี้มีสถานที่ร่มรื่น เหมาะสมกับการปฏิบัติธรรม จึงขอความร่วมมือจากพุทธศาสนิกชนช่วยกันปัดกวาดซ่อมแซมเสนาสนะต่างๆ ในที่สุดวัดมหาธาตุกลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาเช่นเดิมจนถึงปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนวัดมหาธาตุวรวิหารเป็นโบราณสถานระดับชาติ มีทั้งหมด 7 รายการ พระปรางค์ ระเบียงคด พระวิหารนอกระเบียงคด กำแพงแก้ว พระมณฑป เจดีย์รายหน้าพระมณฑป พระอุโบสถ

แหล่งโบราณคดีที่สำคัญพบที่ วัดมหาธาตุ ตำบลหน้าเมือง ฐานชั้นล่างสุดทางด้านทิศใต้ขององค์ปรางค์ประธานของวัดมีการใช้อิฐแบบทวารวดีเรียงเป็นแนวยาว ชิ้นส่วนพระพุทธรูปสลักหินสีเทาและสีดำขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ในบริเวณระเบียงคดล้อมรอบองค์ปรางค์ประธานที่มีลักษณะเป็นพุทธศิลป์แบบทวารวดีองค์สำคัญ พระพุทธรูปประทับยืนปางแสดงธรรมทั้งสองพระหัตถ์เรียกว่า ปางเสด็จจากดาวดึงส์ นำมาจากวัดเพลงหรือวัดโพธิ์เขียวร้าง มีจารึกคาถาหัวใจพระพุทธศาสนา "เย ธมฺมา" เป็นอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 อยู่ที่เบื้องพระปฤษฎางค์ เศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ลักษณะพระพักตร์แบบพื้นเมือง พระขนงที่โก่งยาวต่อกันเป็นรูปปีกกา พระนาสิกมีขนาดใหญ่แบน พระโอษฐ์หนา ขมวดพระเกศาเป็นลายก้นหอยเวียนขวาขนาดใหญ่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของพระพุทธรูปพุทธศิลป์แบบทวารวดี

พระวิหารหลวง แต่เดิมด้านหลังพระวิหารหลวงแบ่งเป็นสองห้อง ผนังกั้นเสมอระเบียงคด ห้องด้านหลังมีพื้นที่แคบกว่าห้องด้านหน้า แต่ละห้องมีพระประธานหันหลังเข้าหากำแพงลักษณะเป็นวิหารนอกและในติดกันหลังเดียว เมื่อซ่อมแซมแล้วมีการรื้อผนังเดิมออกคงมีการชะลอพระพุทธรูปในวิหารด้านในมาชิดกับพระพุทธรูปในวิหารด้านนอก รวมถึงก่อผนังช่วงด้านหลังวิหารหลวงล้อมพระพุทธรูปสามด้าน ภายในวิหารหลวงประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยปูนปั้น 2 องค์ประทับนั่งหันพระปฤษฏางค์ (หลัง) ชนกัน กรมศิลปากรได้จัดทำโครงการปิดทองพระประธานในวิหารหลวง วัดมหาธาตุวรวิหารเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเ นื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 พุทธศิลป์เดิมของพระพุทธรูปทั้งสององค์มีความงดงามยิ่ง โดยเฉพาะองค์ด้านหลังพระพักตร์มีความงดงามแบบศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น

กำแพงแก้วที่วัดมหาธาตุมีเอกลักษณ์ที่สวยงามมาก ก่อด้วยศิลาแลงรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบองค์พระปรางค์ทั้งสี่ด้านเหนือกำแพงมีใบเสมาทำด้วยหินทรายสีชมพูจำหลักพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิในซุ้มเรือนแก้ว ลักษณะพุทธศิลปะเขมรแบบบายน เมื่อ พ.ศ.2530 ทางวัดมหาธาตุวรวิหารดำเนินการขุดเพื่อก่อสร้างอาคาร บริเวณด้านข้างวิหารเล็กที่มุมขนาดย่อม ยังพบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมส่วนยอดของพระปรางค์ สันนิษฐานว่าเป็นอาคารที่สร้างขึ้นคราวเดียวกับกำแพงแก้ว

พระอุโบสถลักษณะทางสถาปัตยกรรมตอนปลายสมัยอยุธยา อาคารก่ออิฐถือปูน ฐานอาคารมีลักษณะศิลปะสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาตอนปลาย แอ่นโค้งคล้ายท้องเรือสำเภาหรือแอ่นท้องช้าง ซุ้มประตูหน้าต่างปั้นปูนประดับกระจกเป็นซุ้มหน้านาง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยประทับนั่งบนฐานดอกบัว ด้านนอกโดยรอบมีกำแพงแก้วก่ออิฐถือปูนล้อมรอบ

มุมหนึ่งที่น่าสนใจมากคือมีกำแพงเป็นแผงยาวเพื่อแบ่งเขตพื้นที่ของวัดมหาธาตุซึ่งรายล้อมด้วยต้นลั่นทมเก่าแก่หลายต้น ฯลฯ และบริเวณด้านนอกมีสำนักประชุมนารี 07แม่ชีใหญ่ที่สุด ที่วัดนี้มีแม่ชี80กว่ารูป ในขณะที่สมัยก่อนมี 200 กว่ารูป กุฏิแม่ชีสร้างทับซากโบราณสถานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีเรื่องเล่าด้วยว่าสมัยก่อนนั้นเจ้าจอมในสมัยรัชกาลที่ 4 มาบวชชีถือศีลปฏิบัติธรรมที่กุฏิแม่ชีเก่าแก่แห่งนี้

พระมณฑปตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระปรางค์ประธานภายนอกกำแพงแก้วปัจจุบันอยู่ในเขตสังฆาวาสของวัดเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนในผังสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้ยี่สิบบนฐานเขียงรองรับฐานสิงห์ ผนังรอบด้านมีซุ้มหน้าต่างทรงมณฑปด้านละ1 ซุ้ม เว้นด้านตะวันออกเป็นซุ้มประตูทางเข้ามีบันไดขึ้นลง ภายในพระมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาททำด้วยหินทรายสีแดง ฝาผนังด้านในมีภาพจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติตอนเสด็จโปรดพระพุทธมารดาบนดาวดึงส์และตอนผจญกองทัพพญามาร ปัจจุบันภาพลบเลือนไปเกือบหมดแล้ว อันเนื่องมาจากไม่มีหลังคาคลุมทำให้น้ำฝนตกลงมาชะล้างสีจนภาพเลอะเลือน พระมณฑปหลังนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์

พระเจดีย์รายเรียงเป็นแถวอยู่บริเวณด้านหน้าพระมณฑปจำนวน 5 องค์ เป็นพระเจดีย์ทรงระฆังกลม 4 องค์ พระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองอีก 1 องค์ เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ที่ฐานของพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองมีจารึกบนแผ่นหินอ่อนข้อความว่า พระพุทธศักราช 2462 สามเณรเซียะเล็ก พร้อมบุตร ทิพ เจริญ ฮกเซ่ง พิจารณาเห็นว่า พระเจดีย์เป็นปูชนียวัตถุถาวรจึงได้พร้อมใจกันมีศรัทธาสร้างขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนา นิพ์พานปัจจ์โยโหตุอนาคตะฯ

วัดเขาเหลือ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติแล้วตั้งแต่ ปี 2539 ตั้งอยู่ที่ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง เป็นวัดที่ไม่มีที่มาแน่ชัด จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่าคนสมัยก่อนเรียกวัดนี้ว่าวัดของเหลือ เนื่องจากวัดได้นำสิ่งก่อสร้างต่างๆมาจากวัดใกล้เคียง วัดมหาธาตุ วัดโรงช้าง เพื่อนำมาสร้างวัด เมื่อเวลาผ่านไปชาวบ้านจึงเรียกเพี้ยนจากของเหลือกลายเป็นเขาเหลือ พบเทวรูปพระอิศวรหรือพระศิวะผู้เป็นเทพเจ้าที่ได้รับการเคารพบูชามากที่สุดองค์หนึ่ง ทั้งในทางพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี มีลักษณะพระพักตร์และขนดพระเกศาคล้ายคลึงกับประติมากรรมเนื่องในศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะและรูปพระโพธิสัตว์ที่พบที่คาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย

บริเวณเขาวังสะดึง ติดกับเขตอำเภอโพธาราม พบชิ้นส่วนประติมากรรมหินขนาดเล็กรูปคชลักษมี จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับที่เมืองโบราณนครชัยศรี หรือนครปฐมโบราณ และเมืองโบราณอู่ทองอยู่ในสภาพที่อุดมสมบูรณ์กว่า พระลักษมีพระชายาของพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ เป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภที่พ่อค้านิยมทำเป็นรูปเคารพหรือเครื่องลางไว้ใกล้ตัวเพื่อกราบไหว้บูชา รูปลักษณ์ประติมากรรมที่นิยมทำกันเป็นภาพพระศรี หรือพระลักษมีประทับนั่งอยู่ตรงกลาง ด้านข้างเป็นช้างชูงวงแวดล้อมด้วยเครื่องสูงอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเชื้อสายกษัตริย์ แส้ ฉัตร งาช้าง วัชระ ลูกประคำ จามร ปูรณฆฏะ (หม้อน้ำ) มีเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถังที่มีลักษณะเป็นแจกกันเคลือบสีเขียวและมีหูจับคล้ายคลึงกับแจกันหรือเหยือกน้ำ พบที่บริเวณภาคใต้ของเมืองไทยในเขตจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช แสดงให้เห็นถึงการติดต่อระหว่างผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดีในพื้นที่จังหวัดราชบุรีกับจีน ในช่วงระยะเวลาเดียวกันจากใต้ลำน้ำแม่กลองในเขตอำเภอเมืองราชบุรี

แหล่งโบราณคดีที่เป็นวัฒนธรรมสมัยทวารวดีพบที่ถ้ำพระพิมพ์ บริเวณเชิงสำประแจ ห่างจากที่ว่าการอำเภอสวนผึ้ง 4กม.พบพระพิมพ์เป็นภาพพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทปางแสดงพระปฐมเทศนาภายใต้สถูปแบบพุทธคยา มีสถูปขนาดเล็กอยู่รอบ ที่ฐานมีจารึกคาถาหัวใจพระพุทธศาสนา "เย ธมฺมา" สันนิษฐานว่าแต่เดิมเคยเป็นสถานที่ซึ่งฤาษีที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาใช้ปฏิบัติธรรมและแสวงหาความวิเวกเช่นเดียวกับแหล่งโบราณคดีบนเทือกเขางู บริเวณด้านนอกมีดอกบัวสวรรค์ชมพู ขาว

วัดบางกะพ้อม ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในปี 2539 วัดบางกะพ้อมเป็นวัดโบราณ สร้างตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา มีตำนานเล่าขานกันว่า มีตระกูลคหบดีมีฐานะดีตระกูลหนึ่งได้ลงเรือพาครอบครัวพร้อมทั้งทรัพย์สินหนีข้าศึกเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยารอนแรมถึงแหลมบางกะพ้อมแห่งนี้เห็นเหมาะสมร่มรื่นจึงได้พักแรมสร้างที่อยู่อาศัยโดยอาศัยการสานกระบุง ตะกร้า เสื่อลำแพน กะพ้อมใส่ข้าว เป็นสินค้านำไปขายเพื่อยังชีพ วันหนึ่งกองทหารพม่ายกทัพมา กำลังทำการสู้รบกันอยู่ที่ค่ายบางกุ้ง แต่คหบดีผู้นั้นเห็นว่าคงหลบหนีไม่ทัน จึงได้เข้าไปแอบอยู่ในกะพ้อมที่สานเอาไว้เพื่อจะขาย ได้ตั้งสัตยาธิษฐานต่อพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า "ขออย่าให้ทหารข้าศึกพบเลย หากรอดพ้นไปได้จะจัดการสร้างวัดและวิหารขึ้นตรงนี้" ทหารข้าศึกก็ผ่านไปโดยมิได้พบเห็น ต่อมาจึงได้จัดสร้างวิหารวัดบางกะพ้อมขึ้นตามที่ได้ตั้งสัตยาธิษฐานไว้โดยตั้งชื่อวัดว่า วัดบังกับพ้อม ต่อมาเพี้ยนมาเป็นวัดบางกะพ้อมจนถึงทุกวันนี้

การก่อสร้างอุโบสถเป็นเรือนไม้ มีพระพุทธรูปศิลาแลงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นพระประธาน และสร้างวิหารเป็นที่ประดิษฐ์รอยพระพุทธบาท 4 รอย เดิมสร้างไม่เสร็จเรียบร้อย มีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่ามีเชื้อพระวงศ์ในพระราชจักรีวงศ์ทรงพระผนวช และจำพรรษาที่วัดนี้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระเถระผู้ใหญ่และเจ้าอาวาสวัด ท่านได้บูรณะภาพจิตรกรรมฝาผนังนูนอันเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สร้างด้วยฝีมืออันประณีตงดงาม โบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ

วิหารวัดบางกะพ้อม เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมจีน ตามแบบศิลปะพระราชนิยมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันปั้นเป็นลายปูนปั้นแบบจีน ประตูทางเข้าเป็นทรงกลมมีปูนปั้นเป็นรูปทหารฝรั่งยืนเฝ้า 2 ข้างประตู

วิหารหลวงพ่อคง วิหารหลวงพ่อ6องค์ วิหารหลวงพ่อดำ วิหารหลวงพ่อคง เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อคง อดีตเจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งจังหวัดสมุทรสงคราม วิหารหลวงพ่อ 6 องค์ วิหารหลวงพ่อดำ ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดแห่งนี้

วัดบางแคใหญ่ อยู่ที่ ตำบลแควน้อย อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นวัดโบราณ สร้างตั้งแต่สมัยปลายอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติแล้ว เมื่อปี 2511 โบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ พระอุโบสถ อาคารก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องลดชั้น ช่อฟ้าใบระกาไม้แกะสลักประดับกระจก หน้าบันไม้แกะสลักประดับกระจกรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ซุ้มประตูปูนปั้นทรงมงกุฎ ภายในพระอุโบสถที่ผนังด้านหน้ามีจารึกบนแผ่นหินชนวนเป็นภาษาไทย กล่าวว่า เจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์ สมุหพระกลาโหมได้สร้างวัดนี้เมื่อ พ.ศ.2357 บริเวณเกือบติดผนังด้านในสุดประดิษฐานพระประธานปูนปั้นปางมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร์

จังหวัดราชบุรี ตั้งอยู่ในทำเลที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวเทือกเขาตะนาวศรีกั้นจึงส่งผลให้ได้รับลมมรสุมซึ่งพัดจากมหาสมุทรอินเดียไม่เต็มที่โดยเฉพาะบริเวณท้องที่ อำเภอสวนผึ้ง กิ่งอำเภอบ้านคา บางส่วนของอำเภอจอมบึง ทำให้มีปริมาณฝนตกน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้เพื่อการเกษตรกรรม ฝนส่วนใหญ่ถูกพัดเลยไปตกในบริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง แควใหญ่ แควน้อย ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี ที่จังหวัดราชบุรีเต็มไปด้วยภูเขาหินปูนในอำเภอเมือง อำเภอโพธาราม อำเภอปากท่อ อำเภอจอมบึง

กลุ่มหินปูนที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตน้อยกว่าร้อยละ75 ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมเคมีได้ จึงใช้เป็นแหล่งระเบิดย่อยหินเพื่อใช้ในการก่อสร้าง แต่เดิมมีแหล่งที่เขางู ในเขตอำเภอเมืองราชบุรี แต่เนื่องจากอยู่ใกล้เขตโบราณสถานสมัยวัฒนธรรมทวารวดี เพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงได้มีการย้ายแหล่งไปที่เขาสามง่าม อำเภอปากท่อ หินปูนใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมเคมีและการก่อสร้างแล้ว ในแหล่งหินปูนยังเกิดเป็นโพรงถ้ำเพราะถูกน้ำฝนหรือน้ำใต้ดินชะละลายหินปูนออกไป ช่องโพรงจะกว้างใหญ่ตามกาลเวลาเกิดเป็นหินงอกหินย้อยซึ่งเกิดจากน้ำชะละลายหินปูนออกมา การหยดจากเพดานสู่พื้นถ้ำจะทิ้งคราบหินปูนสะสมพอกพูนขึ้นเป็นหินงอก ส่วนที่หยดย้อยจากเพดานถ้ำเมื่อน้ำระเหยไปจะทิ้งคราบหินปูนไว้และพอกจับห้อยย้อยลงมาเกิดเป็นเสาค้ำถ้ำได้ ถ้ำที่สวยงามและมีชื่อเสียงคือถ้ำเขาบินในเขตอำเภอเมืองราชบุรี ต่อกับเขตอำเภอจอมบึง และถ้ำจอมพลในเขตอำเภอจอมบึง

จังหวัดราชบุรี มีแหล่งดินดีมีคุณภาพเหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเก่าแก่ของจังหวัด แหล่งดินอยู่บริเวณตำบลเกาะพลับพลา ตำบลหินกอง ตำบลทับตะโก อำเภอจอมบึงเป็นหินโคลนสีเทา หินดินดานสีเทาอมเขียว หินทรายแป้งของหน่วยหินเขาพระในกลุ่มหินแก่งกระจาน ยังมีดินมันปูเป็นดินเหนียวสีแดงได้จากการเปิดหน้าดินท้องนาออกจนถึงระดับความลึกระหว่าง1-5เมตร จังหวัดราชบุรียังมีดินลูกรังที่มีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของงานก่อสร้างถนนหนทางและงานก่อสร้างอื่นๆ ที่จังหวัดราชบุรียังเป็นแหล่งรวมของทราย แร่ธาตุดีบุก ฟลูออไรต์ ตะกั่ว ทองคำฯลฯ

แหล่งน้ำสำคัญมี แม่น้ำแม่กลอง เป็นแม่น้ำสายสำคัญของภาคตะวันตก และจังหวัดราชบุรีมีต้นน้ำอยู่ในเขตเทือกเขาตะนาวศรีเกิดจากการไหลมารวมตัวกันของแม่น้ำสาขา 2 สาย แม่น้ำแควใหญ่ ที่เกิดจากทิวเขาถนนธงชัยในเขตอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และแม่น้ำแควน้อย ที่เกิดจากการรวมตัวของลำน้ำชองกาเลีย รันตี บิคลี่ จากรอยต่อระหว่างเทือกเขาถนนธงชัยที่ทอดตัวมาจากตอนเหนือกับจุดเริ่มต้นของเทือกเขาตะนาวศรีในเขตอำเภอทองผาภูมิ และอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านอำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เข้าสู่ท้องที่ราชบุรีไหลผ่านอำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม อำเภอเมืองราชบุรี อำเภอดำเนินสะดวก ไปออกทะเลที่อ่าวไทยในเขตอำเภอเมืองสมุทรสงคราม มีความยาวที่ผ่านราชบุรี 43 กม.

เพลงสำคัญประจำจังหวัดราชุบรี สะท้อนเรื่องราวสำคัญให้จดจำ คือ เพลงราชบุรีศรีวิภา ผู้ประพันธ์เนื้อร้อง แก้ว อัจฉริยกุล ทำนองโดย เอื้อ สุนทรสนาน บรรเลงโดย วงดนตรีสุนทราภรณ์ และขับร้องโดย มาริษา อมาตยกุล

"ราชบุรีศรีเมือง นามประเทืองสมเป็นเมืองราชบุรี อดีตรุ่งเรืองธานี สุวรรณภูมิแสนโสภี สว่างโรจน์รังสีแห่งธรรม ราชบุรีพิมาน แดนโอฬารสวยตระการ ประดิษฐกรรม ปูชนีย์ศรีวิไลนำ เมืองที่มีศีลธรรม ประชาน้อมนำล้วนทำความดี แม่กลองสายธารกว้างใหญ่ เปรียบธารน้ำใจแห่งราชบุรี อุดมพืชพันธุ์หลากหลายมากมี ไร่นาเขียวขจี กุ้งปลามีอยู่ทั่วไป ราชบุรีศรีวิภา ชาวประชาหญิงชายงามสง่าวิไล กิริยานั้นตรึงหทัย ชนทั่วกันเปี่ยมน้ำใจ จะมองหนใดพบรอยไมตรี พานทองรับรองพระบาท ศาสตราวุธราชนั่นตราบุรี เปรียบดั่งความรักภักดี เทิดเกียรติพระภูมี รักชาติไทยนี่ยิ่งชีวัน เทิดด้วยสามัคคี ดวงชีวีโน้มภักดีต่อแดนดิน ไทยพงศ์ยิ่งยงอาจินต์ ราชบุรีรักพื้นดิน หลั่งเลือดรักรินรักษาไผท"