ตามรอยสุนทรภู่ สู่เส้นทาง "นิราศพระประธม"

จังหวัดนครปฐม "ปฐมนครแห่งความจงรักภักดี"
ที่นี่..รายการเพื่อคุณภาพชีวิต

​องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศรับรอง พระสุนทรโวหาร (ภู่) จินตกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นในด้านศิลปวัฒนธรรม ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในพ.ศ.2529 เป็นปีที่ท่านมีอายุครบ 200 ปี และมีงานฉลองในวาระสำคัญยิ่งนี้

"สุนทรภู่" เป็นคนไทยลำดับที่ 5 ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก และเป็นสามัญชนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติดังกล่าว ต่อมา ในพ.ศ.2530 เสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น และกำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เป็น "วันสุนทรภู่"

วรรณศิลป์เป็นมรดกทางวัฒนธรรม แขนงหนึ่ง ก่อให้เกิดสุนทรียะจรรโลงใจ สะท้อนภาพชีวิตของสังคมในยุคต่างๆ และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของสำนวนโวหาร สุภาษิต บทกลอนได้ไพเราะและแฝงไว้ด้วยคุณค่าสาระที่น่าศึกษา พิพิธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้งไทย จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดโครงการอบรมยุวกวีศรีศิลป์ รุ่นที่ 23 ขึ้นโดยมี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงครามให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข่าวสาร

ดิฉันได้รับเชิญจาก อินทิรา วุฒิสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม ให้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดโครงการอบรม "ยุวกวีศรีศิลป์" รุ่นที่ 23 และตามรอยสุนทรภู่ "นิราศพระประธม" จังหวัดนครปฐม "ปฐมนครแห่งความจงรักภักดี" มี วิวและเอ็กซ์ เจ้าหน้าที่ของ ททท.สมุทรสงคราม เป็นผู้ประสานงานการเดินทาง

โครงการอบรมยุวกวีศรีศิลป์ รุ่นที่ 23 มี ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดการอบรม ซึ่งจัดโดยพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ร่วมกับสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการยกย่องเกียรติคุณของท่านสุนทรภู่ในฐานะกวีเอกของโลก กระตุ้นให้สถาบันการศึกษาและผู้เข้ารับการอบรม ตระหนักถึงความสำคัญของภาษาและวรรณศิลป์ไทย นำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่และสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ผู้เข้าอบรมประกอบด้วย ผู้แทนครูและนักเรียนจากโรงเรียนในเขตนครปฐม กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี ปราจีนบุรี เพชรบุรี สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช สุพรรณบุรี จันทบุรี ชลบุรี บุรีรัมย์ ฉะเชิงเทรา และกาญจนบุรี จำนวน 108 คน ภาคทฤษฎี และปฏิบัติ โดยมีนักกลอนจากสมาคมนักกลอนฯ เป็นวิทยากร และการทัศนศึกษาสถานที่ตามนิราศพระประธม เพื่อฝึกแต่งกลอนนิราศตามเส้นทางทัศนศึกษา

ธาริณี ศรีเบญจโชติ รองประธานกรรมการ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย กล่าวต้อนรับว่ามีความยินดีที่ได้จัดกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ด้านการศึกษา และเป็นนโยบายหนึ่งในการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ฯ ตั้งแต่เริ่มเปิดมาจนถึงปัจจุบันซึ่งครบรอบ 25 ปี และก้าวสู่ปีที่ 26 พิพิธภัณฑ์ฯ เป็นแหล่งการเรียนรู้ และศึกษาหาความรู้ที่ถ่ายทอดผ่านผลงานประติมากรรมรูปหุ่นขี้ผึ้ง

อารีพร อำนวยกิจเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สนง.วัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดอบรมว่า เพื่อเป็นการยกย่องเกียรติคุณของท่านสุนทรภู่ กระตุ้นให้สถาบันการศึกษา ผู้เข้ารับการอบรมซึ่งเป็นคุณครูและนักเรียนเล็งเห็นถึงความสำคัญของภาษาและวรรณศิลป์ไทย ร่วมกันเผยแพร่และสร้างผลงาน เพื่อสืบทอดมรดกทางวรรณศิลป์ของชาติไว้สืบไป

ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานในพิธีกล่าวเปิดการอบรมว่า ผู้เข้าอบรมเป็นผู้ที่สนใจและเห็นคุณค่าของงานกวีไทยเป็นพื้นฐาน เมื่อเข้ารับการอบรมจะเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์และประสิทธิภาพด้านวรรณศิลป์ด้วย ขอให้ใช้ศิลปะที่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ไปสร้าง จากนั้นเป็นการปฐมนิเทศโดย ทองแถม นาถจำนง นายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย

อินทิรา วุฒิสมบูรณ์ ผู้อำนวยการ ททท.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ททท.ให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เชิญสื่อมวลชนจากส่วนกลางและสื่อในพื้นที่มาทำข่าวการเปิดอบรมฯ แล้วนำไปที่ อาคารพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย เพื่อชมการจัดแสดง ปฏิมากรรมรูปหุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาส ที่มีความงามและเหมือนจริง ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ผลงานของ อาจารย์ดวงแก้ว พิทยากรศิลป์ และกลุ่มศิลปินไทย ซึ่งใช้เวลาค้นคว้าทดลองกว่า 10 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริม เผยแพร่ ศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณีไทย

เฉลียว ประชาสัมพันธ์พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย เป็นวิทยากรนำชม บอกว่า การปั้นหุ่น เริ่มตั้งแต่การปั้น การแกะพิมพ์ การหล่อ การตกแต่งสีผิว การปลูกเส้นผมอย่างละเอียดให้สวยงามเสมือนจริงมากที่สุด ก่อนจะนำออกไปจัดแสดง ข้าวของเครื่องใช้บางชิ้นเป็นของจริงที่ได้รับมอบมา เช่น หุ่นของ ครูบาวงศ์ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน จะมี สร้อยประคำและไม้เท้า ที่ท่านเคยใช้ประจำตัวมาจัดแสดง

จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์ฯอยู่ที่ความเหมือนที่แตกต่าง หุ่นแต่ละตัวใช้เวลาคิดสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน ต้องผ่านหลายขั้นตอน เริ่มจากการค้นคว้าหาข้อมูลอย่างละเอียด จึงขึ้นโครงแล้วลงรายละเอียดเพิ่มเติมทีละเล็กทีละน้อย เพื่อให้ได้หุ่นที่เหมือนจริงที่สุด คำนึงถึงการเชื่อมต่อขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมถึงความหมายของหุ่นแต่ละชุดอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรืออิริยาบถต่างๆ ว่าควรจะเป็นเช่นใด เพื่อให้เกิดงานศิลปะที่มีคุณค่าต่อ การถ่ายทอดความคิดของศิลปินโดยมี "หุ่นขี้ผึ้ง" เป็นสื่อกลาง

"พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย" ดำเนินการโดยภาคเอกชน ตั้งอยู่ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 26 ภายใต้การบริหารของ ดร.สุธีรา ศรีเบญจโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นักบริหารสาวรุ่นใหม่ ผู้มีเจตนารมณ์แน่วแน่ในการผลักดันให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม งานศิลป์ และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย บนพื้นที่ 36 ไร่เศษ มีรูปหุ่นกว่า 130 รูป

ชั้นแรกจัดแสดงชุดพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 8 ชุดพระอริยสงฆ์ ชุดหมากรุกไทย ชุดครอบครัวไทย ชุดสนใจในข่าว ชุดเลขาฯน่ารัก และชุดเหนื่อยนักพักก่อน หุ่นแต่ละชุดจะแตกต่างทั้งในเรื่องสีหน้า อารมณ์และท่าทางตามแต่ละสถานการณ์

ชั้นสองจัดแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไทย ผ่านหุ่นชุด "สมเด็จพระปิยะมหาราช กับการเลิกทาส" ชุดตำนานหัวล้านไทย ชุดการละเล่นไทย ชุดครูเพลงไทย ชุดบุคคลสำคัญของโลก หุ่นชุด "พระอภัยมณี" ของสุนทรภู่ วรรณคดีไทยที่ถ่ายทอดจากตัวอักษรสู่หุ่นขี้ผึ้ง มีตัวละครสำคัญ ได้แก่ พระอภัยมณี ศรีสุวรรณ นางผีเสื้อสมุทร เงือกน้อย พระฤๅษี สุดสาครกับม้านิลมังกร สินสมุทร นางสุวรรณมาลี ชีเปลือย อุศเรน นางละเวงวัลลา ฯลฯ

เปิดให้เข้าชมทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.30 น. เสาร์-อาทิตย์ 08.30-18.00 น. ค่าเข้าชม เด็ก 20 ผู้ใหญ่ 70 ชาวต่างชาติ 300 บาท มีพื้นที่บริการร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของที่ระลึก-งานภูมิปัญญา ห้องประชุมสัมมนา ลานวัฒนธรรมและเวทีร้องเพลง ซึ่งนักเรียนนักศึกษาร่วมเรียนรู้งานศิลปหัตถกรรมไทยจากเจ้าของงานภูมิปัญญาได้ ในอนาคตจะเปิด ตลาดน้ำ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพักผ่อนของผู้มาเยี่ยมชม

มื้อกลางวันอิ่มอร่อยที่ ร้านอาหารครัวตำลึงแก้ว ตรงข้ามตลาดปฐมมงคลเยื้องโรงเรียนราชินี ช่วงบ่ายเป็นการเดินทางตามรอยนิราศพระประธมที่ "วัดธรรมศาลา" อำเภอเมืองนครปฐม มีสิ่งสำคัญหลายอย่างคือวิหารเก่า โบสถ์ เนินถ้ำและลิง ภายในวัดมี เนินใหญ่ (ถ้ำ) เชื่อว่าเป็น อุโมงค์ ทะลุไปออกวัดพระเมรุได้ แล้วยังมีความเชื่อว่ามีขุมทรัพย์อยู่ภายในถ้ำใต้ดิน แต่นำออกมาไม่ได้เพราะมีปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่ คืนวันพระจะปรากฏไฟพะเนียง เป็นประกายพุ่งขึ้นจากพื้นดินบริเวณที่มีขุมทรัพย์ (สมบัติของแผ่นดิน) ฝังซ่อนไว้

ชื่อ "ธรรมศาลา" มีความเกี่ยวข้องกับตำนานพระยากงพระยาพาน เมื่อพระยาพานสำนึกผิดจากการทำปิตุฆาต ได้สร้าง โรงธรรมขนาดใหญ่ เพื่อเป็นที่ประชุมพระสงฆ์และแสดงธรรมจึงเรียกว่า ธรรมศาลา

เดินทางไปนมัสการพระร่วงโรจนฤทธิ์ที่ "พระปฐมเจดีย์" (พระประธม) ที่สุนทรภู่เคยเดินทางมา และเยี่ยมชม "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์" จัดแสดงนิทรรศการถาวรทางด้านประวัติศาสตร์และพัฒนาการของเมืองนครปฐมที่สอดคล้องกับโบราณวัตถุที่รวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์ฯ ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) สื่อสารเนื้อหาเรื่องราวให้สมบูรณ์ แบ่งเป็น 3 ส่วน

เริ่มด้วยการแนะนำลักษณะทั่วไปของจังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน แล้วพาย้อนกลับไปสู่อดีต เพื่อจะได้ทราบว่าก่อนจะมาเป็นนครปฐม ดินแดนแห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร เรื่องราว การตั้งถิ่นฐาน ของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ การรับพุทธศาสนาและวัฒนธรรมจากอินเดีย เข้ามาผสานกับความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่น จนพัฒนาเป็นชุมชนยุคต้นประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันนาม ทวารวดี

การจัดแสดง เครื่องใช้ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุที่แสดงอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดีย และภาพปูนปั้นรูปชาวต่างประเทศแสดงลักษณะหน้าตาและการแต่งกายของคนพื้นเมือง เครื่องประดับ และเครื่องปั้นดินเผา รวมถึงศิลาจารึกที่พบบริเวณเมืองโบราณนครปฐม เหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนทวารวดีที่นครปฐม และแสดงการติดต่อค้าขายกับชุมชนภายนอก

การแสดงเรื่องราว ศาสนาและความเชื่อของชุมชนทวารวดี สะท้อนผ่านงานศิลปกรรม โดยเฉพาะศิลปกรรม พุทธศาสนาลัทธิเถรวาท ตามความเชื่อในวัฒนธรรมทวารวดี โบราณวัตถุประกอบด้วยชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมและประติมากรรม อาทิ พระพุทธรูป ภาพสลัก เล่าเรื่องพุทธประวัติ ภาพปูนปั้นเล่าเรื่องชาดกประดับฐานเจดีย์และธรรมจักร เป็นงานศิลปกรรมสมัยทวารวดีที่งดงามยิ่ง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์องค์พระปฐมเจดีย์ สืบเนื่องต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นช่วงเวลาที่เมืองนครปฐมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มณฑลนครชัยศรี ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯให้ก่อสร้าง พระราชวังสนามจันทร์ นครปฐมจึงได้รับการพัฒนาเป็นจังหวัดมาจนถึงปัจจุบัน มีพระตำหนักต่างๆ อาทิ พระที่นั่งพิมายปฐม พระตำหนักมารีราชบัลลังก์ และอานุสาวรีย์ย่าเหล่ ฯลฯ

"พระราชวังสนามจันทร์" ใน นิราศพระประธม ท่านสุนทรภู่ แต่งไว้เมื่อเดินทางมา นมัสการองค์พระประธม (พระปฐมเจดีย์) เมื่อ พ.ศ.2385 ขณะนั้นมีอายุ 56 ปี เดินทางมาด้วย เรือมาด มีบุตรชายชื่อตาบกับนิลมาด้วย ออกเดินทางจากที่พักเวลาประมาณเที่ยงคืน ล่องเรือผ่านวัดระฆังโฆษิตาราม ซึ่งมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นเจ้าอาวาส ผ่านวัดระฆังเข้า คลองบางกอกน้อย เห็นวังหลังที่เคยเป็นข้าราชบริพาร ก็ระลึกถึงอดีตที่เคยเจริญรุ่งเรือง มีมิตรสหายมาก แล้วต่อมาต้องตกทุกข์ได้ยาก

การเดินทางยามดึกดื่นเที่ยงคืน ท่านสุนทรภู่มิได้พักผ่อนนอนหลับ จึงจำเส้นทางการเดินทางมาบันทึกไว้ในนิราศได้อย่างแม่นยำ ออกจากวัดระฆังผ่านบางหว้า วัดทอง (วัดสุวรรณาราม) วัดประขาว (วัดศรีสุดาราม) บางบำหรุ บางขุนนนท์ บางระมาด วัดไก่เตี้ย สวนหลวง เข้าเขตเมืองนนทบุรีที่บางขวาง บางระนก บางคูเวียง บางม่วง บางใหญ่ บางกระบือ บางสุนัขบ้า บางโสน บ้านใหม่ธงทอง หลังจากนั้นเข้าเขตคลองโยง รุ่งอรุณพอดีชาวบ้านกำลังหุงข้าวต้มแกงควันโขมงไปทั่ว

เข้าเขตนครปฐม เริ่มล่องเรือเข้าแม่น้ำนครชัยศรีที่บ้านลานตากฟ้า มาทางงิ้วราย บ้านสำประทวน เข้าคลองบางแก้ว ผ่านบ้านโพธิ์เตี้ย บ้านศาลเจ้า บางกระชับ วัดสิงห์ วัดท่าใน บ้านกล้วย บ้านธรรมศาลา และถึงบ้านเพนียดเป็นเวลาพลบค่ำจึงพักค้างคืน

ชาวบ้านเรียกพระปฐมเจดีย์ว่า "พระประธมเจดีย์" เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมี พระพุทธรูปปางไสยาสน์ (พระนอน) ประดิษฐานอยู่ ปัจจุบันอยู่ในวิหารด้านตะวันตกขององค์พระปฐมเจดีย์ การเปลี่ยนชื่อจากพระประธมเจดีย์ มาเป็นพระปฐมเจดีย์ เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงค้นพบหลักฐานบางประการ จึงโปรดฯให้เปลี่ยนชื่อมาจนถึงทุกวันนี้

ชีวิตของท่านรัตนกวีมีหลากรส บางครั้งสุดจะทนด้วยทุกข์อันแสนเข็ญ บางช่วงก็เปี่ยมด้วยความสุข สมบูรณ์ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นบุรุษผู้อยู่เหนือใคร ทั้งทุกข์ และสุข ล้วนมาด้วยตัวของท่านเอง ด้วยอารมณ์ ความเป็นศิลปิน รักความอิสระ ปัญญาไว เอาแต่ใจตัวเอง และความเจ้าชู้ แต่ด้วยคุณภาพในเชิงกวีที่สูงส่งดังกล่าว จึงหลอมรวมเป็นรสชาติของวรรณกรรมอันทรงคุณค่า ที่มอบไว้เป็นมรดกแก่แผ่นดินสยาม และชาวโลก จนได้ชื่อว่าเป็น "มหากวีเอกของโลก" สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน