19 รัตนสังฆราชา พระบิดาแห่งสังฆมณฑลไทย

เรื่องพิเศษสดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

(ตอนที่ 23) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวัฑฒนมหาเถร) พระผู้ถึงธรรมอันงามพร้อม : รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

นับตั้งแต่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงละชีวิตฆราวาส ก้าวเข้าสู่เส้นทางธรรม ด้วยการบรรพชาเป็นสามเณรในวัย 16 พรรษาแล้ว ก็มิได้ทรงหวนคืนสู่ทางโลกอีกเลย ตลอดระยะเวลาที่ทรงอยู่ในเพศบรรพชิต และทรงดำรงสมณศักดิ์สูงสุดมายาวนาน ทรงสร้างคุณูปการแก่วงการพระพุทธศาสนาไว้อย่างเหลือคณานับ ตราบจนกระทั่งทรงสิ้นพระชนม์ ทรงละสังขารไปอย่างสงบ ท่ามกลางความอาลัยรักของปวงชนชาวไทย รวมทั้งพุทธศาสนานิกชนทั่วโลก

เมื่อทรงพระชนมายุมากขึ้น เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคชราตามพระอายุขัย จนต้องเสด็จเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ แรกเริ่มทเสด็จไปๆมาๆระหว่างวัดบวรนิเวศฯ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อทรงพระประชวรมากขึ้น จึงเสด็จเข้าประทับรักษาพระองค์ที่อาคารวชิรญาณ สามัคคีพยาบาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมีคณะแพทย์คอยถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด ในช่วงท้ายแห่งพระชนมชีพ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีพระอาการแทรกซ้อนตามมา เช่น เบาหวาน ไต เป็นต้น

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นคนไข้ที่ดูแลง่ายที่สุดตามสายตาของคณะแพทย์ ถึงเวลาเจาะเลือดหรือทำอะไรไม่เคยทรงปฏิเสธ พระกระยาหารก็เสวยทุกอย่างที่จัดถวาย และถึงแม้ว่าประชวรก็ตาม แต่ในด้านการปฏิบัติ ทรงเป็นภิกษุผู้สำรวมในธรรมอยู่เสมอ ดังที่พระศากยวงศ์วิสุทธิ หรือพระภิกษุ ดร.อนิลมาน ธัมมฺสากิโย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯ สานุศิษย์ใกล้ชิดเล่าว่า "พระองค์ประชวรก็จริง แต่ในแง่ของการปฏิบัติ พระองค์ไม่ได้ทรงย่อท้อ แม้ยามประชวรยังทรงกังวลในเรื่องของการสวดมนต์ภาวนา และพระศาสนกิจที่ทำอยู่เป็นประจำ บางทีมีพระเถระมาเข้าเฝ้า ตอนนั้นมีพระอาการรับสั่งไม่ได้ แต่พระองค์ก็ทรงยกพระหัตถ์ชี้ให้นั่ง ทุกครั้งที่ทรงเห็นพระพุทธรูปในทีวี พระองค์ก็ทรงชักพระบาทที่ยืดอยู่เก็บเข้าหาพระองค์ ยกพระหัตถ์น้อมไหว้ พระองค์ทรงสำรวมเช่นนี้ตลอดเวลา ความเป็นภิกษุสงฆ์ของพระองค์แม้ว่าทรงเป็นพระที่ประชวร พระจริยวัตรที่งดงามของพระองค์ก็ไม่ได้ละเลยหรือหายไปไหน ทรงทำวัตรสวดมนต์อยู่ตลอดเวลา และยังทรงปฏิบัติภารกิจของพระองค์อย่างสม่ำเสมอในโรงพยาบาลที่พระองค์ประทับ"

ระหว่างประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาล ก็ยังมีประชาชนเข้าเฝ้ามิขาดสาย เมื่อถึงวาระสำคัญเวียนมาถึง พระองค์ก็เสด็จออกประทานพร โดยทรงอ่านคำประทานพรและพระวรคติธรรมในโอกาสต่างๆ เช่น วันวิสาขบูชา วันขึ้นปีใหม่ฯ ในแต่ละวันก็มีคณะบุคคลหรือบุคคลต่างๆ ทยอยกันมาเข้าเฝ้า ตกเย็นภิกษุที่มาเฝ้าถวายการอุปัฏฐากซึ่งทางวัดได้จัดเวรให้ภิกษุสามเณรทุกรูปหมุนเวียนมาถวายการดูแลก็จะสวดมนต์ทำวัตรตามปกติ บางวันก็มีประชาชนเข้ามาร่วมสวดมนต์ด้วย ในบางวาระก็มีภิกษุสายปฏิบัติหรือ "พระป่า" เดินทางมาถวายสักการะและเยี่ยมพระอาการ ซึ่งในบางคราวคณะพระป่าก็ร่วมกันสวดโพชฌงค์ 7 ถวายแด่พระองค์ด้วย ด้านการถวายการรักษา ทางโรงพยาบาลได้ตั้งคณะกรรมการคณะแพทย์ และคณะพยาบาล เพื่อถวายการรักษา แต่ทั้งนี้การตัดสินใจใดๆในการรักษาต้องได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าแพทย์หลวง และต้องแจ้งให้คณะกรรมการวัดบวรนิเวศวิหารทราบ

ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ทรงเป็นดั่งดวงประทีปสาดส่องแสงสว่างอันสุขเย็นสู่ดวงใจประชาชน ตลอดจนเหล่าศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ทรงเป็นที่พักพิงใจผู้ทรงนำความสงบสุขมาให้อย่างไม่มีใดเสมอเหมือน แม้ทรงพระประชวรมาเนิ่นนาน แต่ก็ทรงเป็นขวัญกำลังใจที่สำคัญยิ่งของบ้านเมือง ในฐานะทรงเป็นหลักชัยของบวรพุทธศาสนา ทรงเป็นพระสังฆบิดรผู้รัตตัญญูยิ่งด้วยทรงรู้แจ้งในธรรมอันงามพร้อมมายาวนาน ยิ่งทรงพระชนมายุสูงขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งทรงเพิ่มพูนความรักผูกพันและความห่วงใยของประชาชนไว้มากขึ้นเพียงนั้น

แต่แล้วห้วงยามสุดท้ายแห่งพระชนมชีพก็มาถึงจนได้ หลังผ่านพ้นวันที่ 3 ตุลาคม 2556 ซึ่งได้มีพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในวาระครบรอบ100 พระชันษามาไม่นาน หลังบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติยินดี ผ่านมาได้ 21 วัน เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ทรงละสังขาร สิ้นพระชนม์ลงโดยสงบในค่ำวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2556 เวลา 19.30 น. ยังความโศกเศร้าอาลัยรักท่วมท้นแก่ประชาชนชาวไทยและพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งหลาย จากนั้นวันรุ่งขึ้นจึงมีการเคลื่อนพระศพมาประดิษฐานพระศพตำหนักเพชรวัดบวรฯ เกี่ยวกับพระอาการประชวร เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้เสด็จประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2545 เป็นต้นมานั้น จนกระทั่งวันที่ 20 ตุลาคม 2556 คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา ได้ออกแถลงการณ์ฉบับแรก รายงานว่า สมเด็จพระสังฆราช ทรงประชวร และ ทรงมีความดันพระโลหิตต่ำ เนื่องมาจากการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต คณะแพทย์ ได้ถวายการตรวจพบว่า พระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) และพระอันตคุณ (ลำไส้เล็ก) ขาดพระโลหิตและมีแผลติดเชื้อ จึงได้ถวายการรักษาด้วยการผ่าตัดพระอันตะและพระอันตคุณบางส่วนออก ภายหลังการผ่าตัดปรากฏว่าพระอาการโดยรวมดีขึ้น หลังจากนั้น คณะแพทย์ได้ออกแถลงการณ์พระอาการประชวรและการรักษาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงวันที่ 24 ตุลาคม มีแถลงการณ์ฉบับที่ 9 แจ้งว่าสมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์ เนื่องจากทรงติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ทั้งนี้ในช่วงที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงพระประชวร พระองค์ทรงเจริญสมาธิอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งทรงสิ้นพระชนม์ ซึ่งทางคณะแพทย์ที่ดูแลถวายการรักษา และคณะกรรมการวัดบวรฯ เห็นร่วมกันในการไม่ถวายยาที่มีผลต่อสติของพระองค์ ด้วยประสงค์ให้เป็นการละสังขารในขณะที่ยังทรงเจริญสมาธิได้อยู่ จึงนับว่า ทรงสิ้นพระชนม์อย่างสงบ ในขณะทรงเจริญสมาธิ

เกี่ยวกับการพระศพนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศประดับเกียรติยศแด่สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระโกศกุดั่นใหญ่ พร้อมฉัตร 3 ชั้น และเครื่องประกอบเกียรติยศ ทั้งนี้ พระโกศกุดั่นใหญ่ ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายทรงแปดเหลี่ยม ฝายอดทรงมณฑป ปิดทองล่อง ชาดประดับ กระจกสี สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เดิมจะใช้ในงานพระศพสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เจ้าหน้าที่กองพิธีสำนักพระราชวังตั้งไว้กลางห้อง โดยพระศากยวงศ์วิสุทธิเล่าว่า "พระราชพิธีที่มีมานับตั้งแต่สิ้นพระชนม์ เริ่มจากการที่เคลื่อนพระศพมาเป็นกรณีพิเศษ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงอำนวยการเคลื่อนพระศพ ตอนที่สมเด็จพระสังฆราชท่านสิ้นไปแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ รับสั่งว่าจะดูแลพระอาจารย์ของท่านเอง ตอนแห่พระศพจากโรงพยาบาลมาถึงวัดบวรฯยิ่งใหญ่มาก ท่านใช้ทหารราชวัลลภแต่งเครื่องแบบเต็มยศ ที่ถนนพระสุเมรุ มีทหารยืนเป็นกองเกียรติยศ อาตมาถือว่าเป็นพิเศษในด้านการทำถวายสมเด็จพระสังฆราชเป็นเกียรติยศสูงสุด

การบำเพ็ญพระศพ อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ 7 วัน ทรงได้รับพระราชทานโกศพระกุดั่นใหญ่ซึ่งถือว่าสูงสุดแล้ว เพราะนอกนั้นถ้าเป็นพระโกศทองใหญ่ก็จะเป็นเชื้อพระวงศ์ การพระราชพิธีบำเพ็ญพระกุศล 7วัน 50 วัน 100 วัน อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จมาร่วมในพระราชพิธีแล้วทุกพระองค์ ฝ่ายรัฐบาลก็มีนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานราชการต่างๆ นอกจากนี้ทางสำนักพระราชวัง เชิญหน่วยราชการทูตานุทูตในเมืองไทยเข้าร่วมโดยตลอด รวมทั้งมีตัวแทนรัฐบาล และผู้นำประเทศต่างๆ เดินทางเข้ามาถวายสักการะ เช่น นายกฯ ภูฏาน ตัวแทนรัฐบาลอินเดีย เป็นต้น"

ด้านฝ่ายศาสนามาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในประเทศ เช่น จีนนิกาย อนัมนิกายของเวียดนาม สมาคมไทย-รามัญ มีการทำพิธีที่เรียกว่า "มอญร้องไห้" ขึ้นเป็นครั้งแรกของสมาคมฯ และจากสภาวัฒนธรรมไทย-รามัญ ที่เป็นการระดมมอญจากทั่วประเทศ เช่น สังขละบุรี สมุทรสาคร ราชบุรี ส่วนต่างประเทศมีผู้นำประธานสงฆ์จากประเทศอื่นๆ มีตัวแทนโป๊ปจากสำนักวาติกัน ตัวแทนคณะสงฆ์จากอินโดนีเซีย ผู้นำสงฆ์ของญี่ปุ่นฯ ในส่วนภาคประชาชน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีประชาชนทุกหมู่เหล่าจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งในและนอกประเทศทยอยเดินทางเข้ามาน้อมคารวะพระศพแล้ว ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน

"เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นพระสงฆ์ไทยที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ การสูญเสียพระองค์จึงไม่เฉพาะเพียงคนไทยเท่านั้น หากแต่พระองค์ทรงเป็นบุคลากรสำคัญของพุทธศาสนาโลก ที่ประเทศญี่ปุ่น คณะสงฆ์ของญี่ปุ่นทำพิธีครบร้อยวันยิ่งใหญ่กว่าพวกเราอีก และถ้าถึงวาระครบรอบ 1ปี ในปลายปีนี้ เขาจะจัดเป็นงานระดับประเทศของเขาด้วย คราวที่แล้วจัดขึ้นที่เมืองเกียวโต เนื่องจากพระองค์ทรงเคยเป็นประธานองค์กรผู้นำชาวพุทธโลก ซึ่งก่อตั้งขึ้นที่ญี่ปุ่น คือเป็นความคิดของญี่ปุ่นที่เขาเห็นว่า ศาสนาอื่นๆ มีแกนหลัก เช่น ของคริสต์ เขาก็มีวาติกัน ของมุสลิมก็มีเมกกะ ส่วนพุทธนั้นกระจายไปหมด เขาอยากทำให้เป็นปึกแผ่นจึงได้ปรึกษากับเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช คิดว่าน่าจะมีการจัดประชุมในแง่พุทธโลก สมเด็จพระสังฆราชทรงเห็นด้วย แล้วก็เสด็จไปเป็นประธานในงานประชุมคู่กับองค์ดาไลลามะที่เกียวโต ซึ่งญี่ปุ่นเป็นผู้จัด หลังจากประชุมเพื่อจัดตั้งผู้นำองค์กรสูงสุดชาวพุทธโลกแล้ว องค์กรนี้ก็สร้างวัดเป็นศูนย์กลางใหญ่ขึ้นที่เกียวโต และทางประเทศญี่ปุ่นจึงถือว่าทรงเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรชาวพุทธโลกซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2541 การสูญเสียพระองค์จึงถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ การจัดงานที่จะมีขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องที่จัดงานถวายครั้งยิ่งใหญ่ด้วย วันครบรอบสิ้นพระชนม์ 100 วัน เขาทำรูปส่งมาให้ด้วย เขาจัดดอกไม้ยิ่งใหญ่มาก เน้นความสวยงาม เขามีวัดหลายสาขาอีกหลายวัด มีสำนักงานใหญ่ และยังมีวัดเล็กก็จัดในวัดเล็กด้วย สนามกีฬาใหญ่มาก แสดงให้เห็นถึงการยอมรับความเคารพนับถือของชาวพุทธโลกที่มีการทำถวาย วัดไทยที่อยู่ต่างประเทศอย่างยุโรปหรือที่อื่นๆ ก็ร่วมกันบำเพ็ญพระกุศลถวายและมีสมุดเขียนไว้อาลัย"

ในส่วนของพระราชพิธีสำคัญอีกวาระหนึ่งคือพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพนั้น พระศากยวงศ์วิสุทธิได้เสริมว่า "สำหรับวันพระราชทานเพลิงศพ ก็ต้องรอหมายจากสำนักพระราชวัง ขณะนี้อยู่ในระหว่างที่กรมศิลปากรกำลังดำเนินการซ่อมแซมราชรถน้อย อัญเชิญพระโกศ ส่วนทางวัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระเมรุหลวงก็ต้องซ่อมแซมและต้องมีการสร้างศาลารอบพระเมรุ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างกระบวนการ ซึ่งทุกวันนี้ทางวัดบวรฯยังเปิดให้พุทธศาสนิกชนที่ประสงค์เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม ก็สามารถเลือกวันเวลาได้ตามประสงค์ ส่วนผู้ที่ต้องการเดินทางมาเคารพพระศพ ทางวัดเปิดตลอดไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 08.30-21.00 น. ทุกวัน"

สำหรับการบูรณะราชรถเชิญพระโกศ คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระศพสมเด็จพระสังฆราช มอบหมายให้กรมศิลปากรบูรณะซ่อมแซมราชรถพระนำ และราชรถเชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระสังฆราช โดยเชิญราชรถทั้ง 2 องค์ จากที่เก็บรักษา ณ พระราชวังสนามจันทร์ มายังสำนักช่างสิบหมู่ เพื่อจัดพิธีบวงสรวงราชรถทั้ง 2 องค์ก่อนทำการบูรณะ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นสิริมงคลและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณไว้ โดยมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ เป็นผู้ประกอบพิธี ราชรถพระนำ เป็นราชรถสำหรับพระอ่านพระอภิธรรม นำราชรถเชิญพระโกศในริ้วกระบวนพระอิสริยยศสมเด็จพระสังฆราชไปยังพระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาส ส่วนราชรถเชิญพระโกศ ใช้สำหรับเทียบม้า หรือคนฉุดชัก ราว 44 คน มีแท่นรองรับพระโกศทำเป็นสี่เหลี่ยม ส่วนหน้าและส่วนท้ายมีเกรินราชรถ สำหรับชาวภูษามาลาขึ้นประคองพระโกศ ใช้สำหรับพระบรมวงศ์ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าและพระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์

ราชรถทั้ง 2องค์ สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 6 ใช้ในงานพิธีหรือพระราชพิธีทางพุทธศาสนา เช่น นำอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากวัดพระแก้ว มายังท้องสนามหลวง และใช้ในกระบวนพระอิสริยยศเชิญพระโกศสมเด็จพระสังฆราชในอดีตมาแล้ว รวม 8 พระองค์ ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 11 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ในการพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส ในรัชกาลที่ 8 จนถึงสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) พระองค์ที่ 18 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2531

ตลอดการดำรงพระชนมชีพอยู่ในสมณเพศของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงวางพระองค์อย่างเหมาะสมเป็นที่เคารพศรัทธาชื่นชมของผู้พบเห็นพระจริยวัตรเสมอมา ทรงอ่อนน้อมถ่อมพระองค์ ทรงนิยมความเรียบง่าย ทรงเป็นผู้มักน้อยสันโดษในทุกเรื่องเว้นแต่เพียงไม่ทรงสันโดษในกุศลธรรม ทรงมุ่งมั่นพากเพียรในทางธรรมอยู่เสมอ ถึงแม้ทรงมีพระภารกิจใหญ่น้อยทั้งปวงแต่ก็ทรงทำด้วยความ "ละวาง" เพื่อความก้าวหน้าทางธรรมและประโยชน์สุขของมวลชน ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตของคนทุกคน ทรงสำรวมในธรรมสมดังราชทินนามที่ทรงได้รับพระราชทานนามคือ "พระญาณสังวร" หมายถึงความสำรวมในญาณที่เข้าถึงแล้ว บรรลุแล้ว สำหรับความสังวร ซึ่งก็คือการสำรวมระวังปิดกั้นบาปอกุศล นับเป็นธรรมขั้นสูงในพระพุทธศาสนา มีอยู่ 5 ประการ คือ 1. ปาฏิโมกขสังวร คือความสำรวมในปาฏิโมกข์ บางแห่งก็เรียก สีลสังวร หรือการสำรวมในศีล 2. สติสังวร คือสำรวมด้วยสติ 3. ญาณสังวร คือสังวรด้วยญาณ 4. ขันติสังวร คือสำรวมด้วยขันติ และ 5. วิริยสังวร คือสำรวมด้วยความเพียร ดังนั้น พระนาม "พระญาณสังวร" ย่อมแสดงถึงภูมิธรรมขั้นสูงที่ทรงบรรลุแล้วนั่นเอง

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นผู้ถึงธรรมอันงามพร้อม ซึ่งเป็นที่รู้กันดี โดยเฉพาะในหมู่ศิษย์ใกล้ชิดว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงมีพระปฏิปทาดังที่เรียกกันว่า พระกรรมฐานในเมือง คือทรงปฏิบัติกรรมฐานอยู่ตลอดเวลา แม้เมื่อเสด็จไปปฏิบัติพระภารกิจภายนอกวัด ไม่ว่าที่แห่งใด เมื่อทรงมีโอกาส พระองค์ก็จะเสด็จจาริกไปประทับตามสำนักวัดป่าในภาคอีสานอยู่เป็นประจำ เพื่อทรงสนทนาธรรม ตลอดจนซักถามแลกเปลี่ยนความรู้ทางการปฏิบัติกับภิกษุผู้รู้แจ้งทางธรรมอยู่เสมอ ในการฝึกปฏิบัติสมาธินั้นเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงอธิบายว่า ทำสมาธิเพื่อแก้อารมณ์และกิเลสของใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่อาจจะเป็นอันตรายต่อหน้าที่การงานหรือการศึกษาเล่าเรียน เมื่อจะทำให้อารมณ์หรือกิเลสดังกล่าวนั้นสงบลงได้จึงต้องใช้สมาธิคือการหัดเอาชนะใจทำใจให้สงบจากอารมณ์ดังกล่าวนั้น อีกประการหนึ่ง คือทำสมาธิเพื่อฝึกใจให้มีพลัง หมายถึงพลังตั้งมั่นและพลังรู้ที่มากขึ้น เช่นเดียวกับร่างกายจะแข็งแรงก็ต้องมีการฝึกออกกำลังกาย จิตใจจะมีพลังก็ต้องมีการฝึกหัดทำสมาธิ

ผลของพระวิริยะที่ทรงพากเพียรปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง จนทรงแจ่มแจ้งในธรรมนั้น ภายหลังจากทรงสิ้นพระชนม์มาในระยะเวลาหนึ่ง มีเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่งในหมู่ศิษยานุศิษย์ เมื่อปรากฏว่า พระเกศา (ผม) และ พระโลหิต (เลือด) ที่ได้รับประทานมาในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 100 พรรษา บางส่วนกลายเป็นพระธาตุ ซึ่งสร้างความปลื้มปีติแก่บรรดาศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก โดยพระเกศา และพระโลหิตบางส่วนของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ที่แปรสภาพเป็นพระธาตุนั้น พบว่าเส้นพระเกศา และพระโลหิตมีลักษณะเป็นผลึกแก้วใสปะปนอยู่ ซึ่งจากการเปิดเผยของศิษยานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้พระเกศา และพระโลหิตกลายเป็นพระธาตุ น่าจะมาจากพระปฏิปทาด้านสมาธิกรรมฐาน ซึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงสนพระทัยฝึกปฏิบัติกรรมมาฐานตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเปรียญ การปฏิบัติกรรมฐานเป็นคตินิยมในพระสงฆ์คณะธรรมยุต ที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงเน้นให้พระสงฆ์สามเณรพึงปฏิบัติ 2 อย่างให้เคร่งครัด คือ คันถธุระ อันหมายถึงการศึกษาพระคัมภีร์ เพื่อให้มีความรู้ด้านพระธรรมวินัย และวิปัสสนาธุระ คือการอบรมจิตใจตามหลักสมถะ และวิปัสสนาเพื่อให้รู้แจ้งในธรรม เป็นการขจัดกิเลสออกจากจิตใจจนกระทั่งบรรลุธรรม

นอกจากทรงเป็นผู้สำรวมพร้อมในธรรมดังพระนามแล้ว ตลอดการดำรงพระชนมชีพของพระองค์ยังเป็นสิริมงคล เป็นความสวัสดีของแผ่นดิน ทรงเป็นที่เคารพนับถือ ควรแก่การน้อมบูชาของภิกษุและฆราวาสทั้งหลาย ที่น้อมนำคำสั่งสอนไปประพฤติปฏิบัติเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและเป็นมงคลแก่ชีวิต

ดังเป็นที่ประจักษ์แจ้งชัดว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงเจริญพร้อมด้วยคุณธรรม 10 ประการของพระเถระผู้เป็นสังฆบิดร ดังที่เรียกว่า เถรธรรม 10 ซึ่งได้แก่ 1. เถโร รัตตัญญู ทรงเป็นพระเถระผู้รัตตัญญู คือทรงเป็นพระผู้ใหญ่ ทั้งในด้านวัยวุฒิและคุณวุฒิ ทรงรู้เห็นเรื่องราวต่างๆมายาวนาน จึงทรงรอบรู้ในเรื่องต่างๆเป็นอันมาก 2. พหุสุคโต ทรงเป็นพหูสูต ทรงนักปราชญ์ผู้ใฝ่รู้และทรงเล่าเรียนศึกษามามาก จึงทรงรอบรู้เชี่ยวชาญทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม 3. สีลวา ทรงเป็นผู้มีศีล ทรงเป็นผู้มีพระจริยวัตรเคร่งครัดต่อพระวินัย ทรงสำรวมระวังความประพฤติทั้งกาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อยงดงามอยู่เสมอ 4 .สวาคตปาติโมกโข ทรงเป็นผู้ชำนาญพระปาติโมกข์ ทรงจดจำและทรงกล่าวพระปาติโมกข์ได้คล่องแคล่ว อีกทั้งทรงรอบรู้เชี่ยวชาญในความหมาย ทรงอธิบายแนะนำได้โดยละเอียดและแจ่มชัด

5. อธิกรณสมุปปาทวูปสมกุสโล ทรงเป็นผู้ฉลาดในการระงับอธิกรณ์ที่เกิดขึ้น โดยเมื่อใดก็ตามที่เกิดคดีความขึ้นในหมู่สงฆ์ ก็ทรงสามารถจัดการระงับดับความอันเกิดขึ้นแล้วในหมู่สงฆ์ลงได้ด้วยดีอย่างเป็นธรรม 6. ธัมมกาโม ทรงเป็นผู้ใคร่ธรรม ทรงใส่พระทัยในการเรียนรู้พระธรรมคำสอนควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง อีกทั้งโปรดไต่ถามข้อสงสัยจากผู้รู้ธรรมอยู่เสมอ จึงทรงก้าวหน้าในทางธรรมมาโดยตลอด 7. สันตุฏโฐ ทรงเป็นผู้สันโดษ ทรงมีอุปนิสัยมักน้อย และโปรดความเรียบง่าย ไม่ทรงนิยมความหรูหราฟุ่มเฟือย ทรงใช้แต่พอดีและเท่าที่จำเป็น 8. ปาสาทิโก ทรงเป็นผู้น่าเลื่อมใส ด้วยพระจริยวัตรที่โปรดความเรียบง่าย ทรงสงบสำรวมอยู่เสมอ และพระปฏิปทาที่ทรงยึดมั่นในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด จึงทรงเป็นที่น่าเคารพเลื่อมใส ทั้งในหมู่บรรพชิต ศิษยานุศิษย์ ตลอดจนผู้พบเห็นทั่วไป 9. ฌานลาภี ทรงเป็นผู้ได้ฌาน จากการที่ทรงฝึกฝนและทรงปฏิบัติสมาธิภาวนา และทรงเจริญพระกรรมฐานอยู่เสมอ จึงทรงมีจิตใจสงบตั้งมั่น ทรงเป็นผู้เยือกเย็นทั้งทางกาย วาจา ใจ 10. อนาสวเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุติ ทรงเป็นผู้บรรลุ เจโตวิมุติปัญญาวิมุติสิ้นอาสวะ ผลจากการที่ทรงปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอ จึงทรงสงบระงับกิเลสได้ตามกำลังแห่งการปฏิบัติไปตามลำดับ

ตลอดกาลที่ทรงพระชนมายุยิ่งยืนนานนับได้ถึงหนึ่งศตวรรษ กอรปกับพระสติปัญญาอันล้ำเลิศ อีกทั้งการปฏิบัติอันหมดจดปราศจากมลทินใดๆ นับว่าได้ทรงเป็นพระอริยสงฆ์ผู้อรหันตสาวกที่เผยแผ่พระธรรมคำสอนให้กว้างขวางขจรขจายสู่หมู่มหาชนในทั่วทุกดินแดน จึงทรงเป็นผู้นำยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยอันเรืองรองของพระพุทธศาสนา ทรงเป็นรัตนสงฆ์ผู้เป็นเลิศ และทรงเป็นมงคลชัยของแผ่นดินที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้

นับเป็นบุญล้นเหลือของปวงชนชาวไทยที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระบุญญาบารมีขององค์สมเด็จพระสังฆราชผู้ทรงเพียบพร้อมด้วยธรรมอันอัศจรรย์ สำหรับผู้ที่เคารพรักในพระองค์ ประสงค์จะถวายอภิสัมมานสักการะ หรือการสักการบูชาอันสูงสุดแด่พระองค์ สามารถน้อมกายใจประพฤติปฏิบัติตนดังที่พระองค์ได้ทรงกระทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง หากมีความระลึกได้ตั้งใจจริงก็คงกระทำได้ไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยๆ ก็คอยหมั่นเตือนตนไว้ ถึงแม้โศกเศร้ากับการสูญเสีย แต่ก็ต้องยอมรับความจริงที่เป็นไปตามกฏอนิจจัง ดังที่พระศากยวิสุทธิ์วงศ์ได้กล่าวให้สติไว้ว่า "ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริง ตามหลักพระพุทธศาสนา คือทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง จึงอยากให้พุทธศาสนิกชน มาร่วมถวายพระเกียรติ พระสังฆราชา บูชา โดยให้ยึดพระนามของพระองค์ว่า ญาณสังวร มาปฏิบัติในตัวเอง โดยใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนา รวมทั้งนำมรดกธรรมที่พระองค์ได้ปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่าง มาสู่การปฏิบัติ ก็จะถือว่าเป็นการบูชาพระองค์ และจะมีพระองค์อยู่ในดวงใจตลอดไป"

พระคือผู้เจริญพร้อมด้วยธรรม สุวฑฺฒโน ยิ่งล้ำเลิศหล้า

โศภนคณาภรณ์ แพร้วเพริศโสภา ดุจอาภรณ์ ล้ำค่า ของมวลชน

ฝ่าพระบาททรงธรรมสุดประเสริฐ ราชทินนามทูนเทิดมิฉ้อฉล

พระธรรมวราภรณ์ ครองกมล ดับทุกข์ทนด้วยพระธรรมประจำใจ

พระยังพระศาสนาให้งามสรรพ สาสนโสภณ รับแสนสดใส

งามด้วยธรรมพระยิ่งงามน้ำพระทัย ยามคลาไคลพระทรง...ญาณสังวร

เกล้าฯ ยอกรขึ้นประนมก้มกราบบาท อภิวาทสะอื้นไห้สุดถ่ายถอน

แสนเทวษอาลัยใจอาทร อยากไหว้วอนวารวันให้ผันคืน

แว่วแว่วพระสุรเสียงสำเนียงสั่ง เหลียวกลับหลังใจหายให้สุดฝืน

หวังจะเห็นฝ่าพระบาทประทับยืน น้ำตารื้นนึกได้ว่าพระลาไกล

ดั่งต้นโพธิ์ทิ้งใบทุกก้านกิ่ง สิ้นร่มเคยพักพิงอิงอาศัย

ต่อแต่นี้เพียงบูชาด้วยอาลัย พระพ้นไปสู่สันติ...นิรันดร

( ขอขอบคุณ บทเสภา "พระผู้บรรลุสันติ" ประพันธ์โดย นิศานาถ นามสนธิ )