เจ้าหญิงน้อย

สายลมแสงแดด

ผู้หญิงหลายคนอาจจะมือไม้สั่น เกิดอาการอดรนทนไม่ได้เวลาเห็นกองเสื้อผ้าที่ติดป้ายลดราคา ถึงไม่ได้ซื้อก็ต้องวิ่งเข้าไปรื้อดูให้สะใจสักครั้ง

สุดแสงดาวก็เป็นเหมือนกัน

แต่เป็นกับกองหนังสือเก่าติดป้ายลดราคานะ

เมื่อหลายเดือนก่อนมีกองที่ว่านี้ตั้งอยู่มุมหนึ่งในงานหนังสือของมหาวิทยาลัย ไม่ต้องมีแม่เหล็กดูด เท้าก็พาตัวทิ้งเพื่อน เดินเข้าไปหามันอย่างง่ายดาย แบบว่าใจง่ายชะมัดเลย

ขณะที่กำลังรื้อค้นดูในกองนั้นอยู่ ก็เจอทั้งทไวไลท์ปกเก่าที่ลดราคาเหลือไม่กี่สตางค์ (ไม่น่าเชื่อเลย หนังสือเพิ่งออกมาไม่นานและสภาพยังดีแท้ๆ เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเพียงแค่เพราะเป็นปกเก่าก็โดนลดราคาฮวบฮาบได้) ทั้งตำราวิชาการเล่มหนาเตอะหน้าตาไม่น่าอ่าน กองปนๆกันอยู่ในนั้น

จุดจบของหนังสือเก่า จะหนังสือวิชาการหน้าตาเคร่งขรึมหรือนวนิยายประโลมโลกย์ มันก็ที่เดียวกันทั้งนั้น

มองแล้วสลดใจ มันวูบไปเหมือนเห็นคุณครูกับแม่สาวนักเที่ยวนอนตายเคียงกันยังไงชอบกล

อา ที่สุดของหนังสือก็แค่เท่านี้เอง...

เดี๋ยวสิ นี่ไม่ใช่คอลัมน์ปลงตกนะ และจุดจบของหนังสือก็ไม่ใช่ในกองลดราคาสักหน่อย กองลดราคาแค่เป็นทางผ่านสำหรับส่งต่อหนังสือไปยังมือเจ้าของคนใหม่เท่านั้น

แต่เจ้าของคนใหม่ของหนังสือวิชาการเล่มนั้นเห็นจะไม่ใช่สุดแสงดาวแน่ๆ ทไวไลท์นั้นเหล่มองดูอยู่เหมือนกัน ด้วยความที่ราคาถูกเกินคาดและยังไม่เคยอ่าน (ขนาดหนังยังดูไปแค่ภาคแรกกับภาคสุดท้ายเลย) แต่แล้วตอนนั้นเองก็กลับเจอะเอา "คนรู้จัก" เข้า

คนรู้จักปรากฏนามอยู่บนหน้าปก สวนปริศนา (The Secret Garden) หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มเล็กๆเบาๆ ถือง่าย มีด้านยาวมากกว่าด้านกว้าง ใต้ชื่อเรื่องและชื่อผู้เขียนเป็นรูปวาดสีน้ำของเด็กผู้หญิงเล็กๆ สวมชุดกระโปรงแดง ใส่หมวกแบบหมวกตกปลาสีน้ำตาล นั่งอยู่บนพื้นทางเดินในสวนที่ไหนสักแห่งหนึ่ง คนรู้จักของสุดแสงดาว (คือเป็นการรู้จักเอาข้างเดียว ท่านไม่ได้มารู้จักอะไรกับสุดแสงดาวด้วย) คนนี้ก็คือนักประพันธ์ของหนังสือเล่มนี้นั่นเอง ชื่อว่า ฟรานเซส ฮอดจ์สัน เบอร์เนทท์ เป็นชาวอังกฤษที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ พ.ศ.2467

สุดแสงดาวเคยอ่านวรรณกรรมเยาวชนอีกเรื่องหนึ่งของนักประพันธ์ท่านนี้เป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยเมื่อนานมาแล้ว แต่ สวนปริศนา ซึ่งเคยได้ยินแต่ชื่อ ยังไม่เคยอ่านนี้มาในรูปแบบภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาของต้นฉบับ

เรื่องที่เคยอ่านนั้นเป็นวรรณกรรมเยาวชนเรื่องโปรดที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งของสุดแสงดาว คือ A Little Princess มีแปลไทยไว้นานแล้วภายใต้ชื่อ "เจ้าหญิงน้อย" เป็นเรื่องของเด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่ง ซึ่งชะตากรรมพลิกผัน จากร่ำรวยมหาศาล ตกต่ำกลายเป็นคนรับใช้ในพริบตา แต่เธอก็ยังคง "หัวใจ" ของเจ้าหญิงเอาไว้ได้

นี่แหละ ความยิ่งใหญ่ของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวละครเอกของเรื่องนี้

"เจ้าหญิงน้อย" มีชื่อว่า ซาร่า ครูว์

เธอมีดวงตาสีเขียวและผมสีดำ เป็นลูกสาวเศรษฐีพ่อม่ายซึ่งตามใจเธอมากเหมือนเธอเป็นเจ้าหญิงน้อยๆองค์หนึ่งจริงๆ ซาร่ามีของหลายอย่างซึ่งเด็กวัยเธอไม่น่ามี ทั้งเสื้อผ้าหรูหราฟุ่มเฟือย คนรับใช้ ของเล่นแพงระยับ ตุ๊กตาอีกนับไม่ถ้วน แต่ซาร่ากลับไม่ได้ถูกทำให้เสียนิสัยโดยสิ่งฟุ่มเฟือยเหล่านี้ เปล่าเลย เธอสุภาพ อ่อนโยนกับทุกคน ทั้งเพื่อนร่วมชั้น รุ่นน้อง คนรับใช้ ไปจนกระทั่งตุ๊กตาที่เธอมักจะ "สมมติ" ว่าพวกมันมีชีวิตจิตใจ

ซึ่งต่อมานี่จะกลายเป็นนิยามคำว่า "เจ้าหญิง" ที่แท้จริงของเรื่อง หาใช่ความร่ำรวยของเธอไม่ เพราะแม้เมื่อเกิดมีเหตุให้พ่อของเธอต้องเสียชีวิตลง และทุกสิ่งทุกอย่างถูกพรากไปจากเธอ เหลือแต่ชุดปอนๆเก่าขาด กับตุ๊กตาตัวสุดท้ายที่พ่อซื้อให้ก่อนจะร่ำลาเธอที่โรงเรียนประจำนั้น ซาร่ากลับยังคงความสุภาพ อ่อนโยน และความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจ คำว่า "เจ้าหญิง" ในเรื่องนี้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ที่เด็ดเดี่ยวภายในหัวใจเด็กหญิงน้อยๆคนหนึ่ง พอๆกับเป็นการต่อสู้ของเธอกับความโหดร้ายของโลกหลังจากพ่อได้จากเธอไปอย่างไม่มีวันกลับ

เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งผู้ประพันธ์น่าจะมีความเชื่อว่า การเอาชนะใจตัวเองได้นั้น ยิ่งใหญ่เหนือการชนะใครๆ ทั้งหมด

"อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม" ซาร่าพูด "ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งหนึ่งได้ ถ้าฉันเป็นเจ้าหญิงที่ใส่ชุดผ้าขี้ริ้วขาดๆ แต่ข้างในใจฉัน ฉันก็ยังคงเป็นเจ้าหญิงอยู่ มันง่ายที่จะเป็นเจ้าหญิงในรูปแบบของการแต่งตัวด้วยชุดที่หรูหราสวยงาม แต่มันก็จะเป็นชัยชนะอย่างงดงามที่จะเป็นเจ้าหญิงตลอดเวลาโดยไม่มีใครรู้เลย นั่นก็คล้ายกับ มารี อังตัวแนตต์ ตอนที่เธออยู่ในคุกมืด เธอถูกแย่งบัลลังก์และทรัพย์สมบัติไปแล้ว เธอมีเพียงแค่ชุดดำที่สวมใส่อยู่ ผมก็ขาวหงอก มีคนดูถูกเธอและประณามเธอว่าเป็นแม่ม่าย ในตอนนั้นเธอดูสมกับเป็นพระราชินีมากกว่าเมื่อตอนที่เธอมีความสุขและมีทุกๆ อย่างที่ดูโก้หรูใหญ่โตซะอีก ฉันชอบเธอที่สุด ฝูงชนที่ร้องโห่เธอไม่ได้ทำให้เธอสะทกสะท้านหวาดกลัวเลย เธอเข้มแข็งกว่าคนพวกนั้นซะอีก แม้แต่ตอนที่พวกเขาตัดศีรษะของเธอ" (เจ้าหญิงน้อย หน้า 144 สำนักพิมพ์ คลาสสิก)

คงไม่ต้องบอกกระมังว่า สรุปแล้ววันนั้นหิ้วหนังสือเล่มไหนกลับบ้าน

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่จนบัดนี้ สวนปริศนา ก็ยังนอนแหมะอยู่บนโต๊ะข้างเตียงหลังจากเปิดอ่านไปได้เพียงสิบกว่าหน้า เพราะตอนนี้สุดแสงดาวติดพันอ่านเรื่องอื่นอยู่

แต่สบโอกาสเหมาะเมื่อไหร่จะอ่านต่อ แน่นอน!