"เพ ลา เพลิน" Play Learn เพลินเรียน

เพลินพา "กระเจียว" คืนถิ่นอีสานใต้
ที่นี่..รายการเพื่อคุณภาพชีวิต

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ดิฉันใจจดจ่อนับถอยหลังรอวันจะไปชมความสวยน่ารักของ "ดอกกระเจียว" มองดูแล้วคล้ายหูกระต่ายสีชมพูบานเย็น พร้อมใจกันปรากฏตัวขึ้นมาอวดโฉมเป็นทุ่งดอกไม้งามตามฤดูกาล เป็น "สัญญาหน้าฝน" ที่บอกกับผู้คนรอคอยว่า ฉันกลับมาตามสัญญาแล้วนะ

ข้อมูลเตรียมเปิดตัว โครงการพากระเจียวคืนถิ่น ของ "เพ ลา เพลิน" บอกไว้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นในอนาคต แรกฟังก็งงๆ สงสัย กระเจียว คงจะไปผจญภัยท่องโลกแล้วหลงทาง ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการจัดงาน เทศกาลดอกกระเจียวบาน (Siam Tulip Festival) มิถุนายน-สิงหาคม 2557 เมื่อได้รับโอกาสให้เดินทางไปกับทีมนักเขียนและช่างภาพของ อนุสาร อสท. เพื่อจัดทำสารคดีวันธรรมดาน่าเที่ยว จึงไม่พลาดที่จะไปดูความคืบหน้าของการดำเนินงานของโครงการฯ ที่เคยได้รับข้อมูลเบื้องต้นมาก่อนแล้ว

เพ ลา เพลิน เป็นโครงการขนาดใหญ่ บนพื้นที่ 165 ไร่ อยู่ในอำเภอคูเมือง ออกจากตัวเมืองไป 32 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในภาคอีสาน พัฒนาให้ผู้เรียนได้รู้แบบยั่งยืน เสริมสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้กับเยาวชน อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน เคยสร้างปรากฏการณ์ ทิวลิปบานที่อีสานใต้ ราวเนรมิต ดอกทิวลิปฮอลแลนด์หลากสีสันเบ่งบานชูช่องามสะพรั่งพร้อมกันกว่า 20,000 ต้น ผู้ที่ได้พบเห็นตื่นตาประทับใจเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เป็น อุทยานไม้ดอกแห่งแรกและแห่งเดียวของอีสานใต้ ในขณะนี้

การเดินทางมาครั้งนี้ ได้พบ พรทิพย์ อัษฎาธร กรรมการผู้จัดการ ในมาดเกษตรกรสาวสวยแปลกตาไปกว่าทุกครั้ง บอกว่าไปทำงานอยู่ท้ายไร่กับทีมนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญงานด้านไม้ดอกไม้ประดับโครงการหลวง กับ นักจัดดอกไม้ระดับแนวหน้าของประเทศ แล้วนำเข้าไปชมโรงเรือนอนุบาลหัวพันธุ์กระเจียวค่ะ

"การเรียนรู้นอกสถานที่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก อยากเปิดโอกาสให้กับเด็กในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานได้เรียนรู้ในสิ่งที่แตกต่างไปจากในห้องเรียน การก่อตั้ง เพ ลา เพลิน มุ่งหมายไปที่การเรียนรู้ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมที่สนุกสนาน เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ สถานที่พักผ่อนของจังหวัดบุรีรัมย์และอีสานใต้ เพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน" พรทิพย์กล่าวและว่า

"เป็นความตั้งใจและความฝันที่จะตอบแทนบุญคุณให้กับถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง ด้วยการสร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับภาคอีสาน ยังมีโครงการพัฒนาพื้นที่ที่เหลือ เพื่อทำ เกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริ สร้างบ้านเรือนไทยใต้ถุนสูง ทำแปลงนาสาธิต ปศุสัตว์ฟาร์ม เพื่อให้เยาวชนศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิมของบรรพบุรุษ และพร้อมเป็นศูนย์การเรียนรู้ศึกษาดูงานด้านเกษตรให้กับผู้สนใจทั่วไป ที่จะนำไปทำเป็นแนวทางประกอบอาชีพ หรือทางเลือกใหม่ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยค่ะ"

การจัดแสดง ดอกกระเจียวปทุมมา จะเปิดตัวในคอนเซปต์ Siam Tulip Festival แนวคิดนี้เกิดจากผู้มีความรู้เล่าให้ฟังว่า กระเจียวปทุมมาเป็น ดอกไม้ที่เกิดในอีสาน แต่คนอีสานยังไม่ได้พัฒนาสายพันธุ์ให้ดี จึงเกิดความคิดว่า หากนำ กระเจียวกลับคืนสู่ถิ่น จะเป็นไปได้ไหม สอนให้เพาะพันธุ์ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาชมรู้ถึงความสำคัญ และเรียนรู้ขั้นตอนการเพาะหัวกระเจียวนอกเหนือไปจากการจัดแสดง

กระเจียวกลุ่มประทุมมา ลักษณะเด่นสังเกตที่ดอกจริง ปากกลีบดอกมีสีขาวหรือม่วง ช่อดอกจะเกิดจากตายอดลำต้นเทียม เช่น ปทุมมาพลอยมยุรา แววอุบล เทพรำลึก ใบเดี่ยวประกอบด้วยกาบใบที่ห่อรวมตัวกันแน่น เกิดเป็นลำต้นเทียม ก้านใบชูออกจากลำต้นเทียมในมุมที่ต่างกัน แผ่นใบเป็นใบเดี่ยวมีรูปร่างเป็นวงรีแคบโคนใบมนหรือเรียว ขอบใบเรียบ คลื่นปลายใบป้าน เส้นใบขนานแบบเฉียงขึ้น

ช่อดอก เป็นแบบช่อแน่น ประกอบด้วยกลีบของใบประดับ เรียงซ้อนกันโอบรอบโคนช่อดอกย่อยเวียนเป็นเกลียว เกิดเป็นช่อ ทรงกระบอก ภายในถ้วยของใบประดับเป็นที่อยู่ของช่อดอกย่อย ส่วนที่มีสีสันสวยงาม เรียกว่าดอก แท้จริงคือใบประดับส่วนบน (กลีบประดับ) ดอกจริงซ่อนอยู่ในช่องของกลีบประดับ

กิจกรรมดูงาน จะให้ความรู้เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ด้วยหน่อ เมล็ด การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การปลูกถึงการบานของดอก การสร้างหัวในดิน การพักตัวในสภาพอากาศแห้ง การเก็บเกี่ยวหัวพันธุ์ การบ่ม การปลูก คัดแยกหัวพันธุ์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ขั้นตอนการปลูก การขยายพันธุ์ การควบคุมโรคและแมลง

ปทุมมา พืชพื้นถิ่นอีสาน ปลูกได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น ผู้รู้นำไปปลูกที่โครงการหลวงเชียงใหม่ เพาะเลี้ยงขยายสายพันธุ์ใหม่เรียกว่า เชียงใหม่พิงค์ เป็นพืชไม้เศรษฐกิจในเชิงของไม้ดอก ทำรายได้ส่งออกเป็น อันดับ 2 รองจากกล้วยไม้ ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและยุโรป ในนาม "สยาม ทิวลิป"

"โครงการกระเจียวคืนถิ่น เริ่มขึ้นหลังจากได้คุยกับนักวิชาการว่า จะเป็นไปได้ไหม? นอกจากทำโชว์กระเจียวหลากหลายสายพันธุ์ เพ ลา เพลิน จะเป็นแหล่งรวบรวมสายพันธุ์ไว้ให้มากที่สุด กระเจียวมีกี่ประเภท กระเจียวส่งออกมีหน้าตาเป็นแบบไหน ถ้าเป็นไปได้เมื่อรวบรวมสายพันธุ์ไว้แล้ว ก็อยากให้กลุ่มชาวบ้านที่มีความสนใจได้เข้ามาเรียนรู้ เราจะเป็นศูนย์ Learning ให้กับประชาชนทั่วไปด้วย"

กระเจียว เป็นชื่อพื้นเมืองของไทย อยู่ในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) สกุลขมิ้น (Curcuma) มีถิ่นกำเนิดแถบอินโดจีน พม่า ไทย ลาว เขมร มีคำพื้นเมืองเรียกพืชในสกุลนี้ว่า ว่าน อาว จวด เป็นไม้หัวล้มลุก มีลำต้นใต้ดินแบบเหง้า ช่วงฤดูฝนจะเจริญเติบโต ดอกนำมารับประทานร่วมกับน้ำพริก นำมาใช้ประโยชน์ได้เช่นเป็นเครื่องเทศ ปรุงแต่งรสอาหาร ยาสมุนไพร สีย้อมอาหาร เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ไม้ประดับ เป็นต้น

ตามรายงานพบว่าในประเทศไทยมี 38 ชนิด จาก 70 ชนิดทั่วโลกกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะ กลุ่มปทุมมาพบมากในพื้นที่อีสานใต้ การเดินทางของดอกกระเจียวปทุมมา เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ต้อง พากระเจียวกลับคืนถิ่น ดินแดนอีสานใต้ค่ะ

การเดินทางของ "ดอกกระเจียวปทุมมา" มีเรื่องเล่าว่า ชาวบ้านย่านถ้ำขุนตาล จังหวัดลำปาง นำดอกไม้ พุ่มช่อสีส้มสดใสมาใช้ในงานประดับสถานที่ โดยมีพ่อค้าแม่ค้าเร่นำมาขายที่บริเวณสถานีรถไฟตามจุดพักรถ ชาวบ้านเรียกชื่อตามภาษาพื้นถิ่นว่ากระเจียว ต่อมาได้ชื่อใหม่เป็นนามมงคลว่า "ฉัตรทอง"

พระยาวินิจวนันดร ได้พบพืชชนิดนี้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชาวบ้านให้ข้อมูลว่าเป็นพืชพื้นเมืองชื่อ กระเจียวบัว จึงนำไปถวาย พระวินัยโกศล วัดเจดีย์หลวงที่เชียงใหม่ แล้วเรียกว่าปทุมมาท่าน้อง ต่อมาเปลี่ยนเป็น "บัวสวรรค์" แล้วได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า "ปทุมมา" ใน พ.ศ.2519 ได้มอบต้นปทุมมาให้ ดร.พิศิษฐ์ วรอุไร นำมาพัฒนาสายพันธุ์ ด้วยการนำไปปลูกไว้ในพื้นที่วิจัยของโครงการหลวงห้วยทุ่งจ๊อ จังหวัดเชียงใหม่ จากปทุมมาต้นแรกที่นำไปพัฒนาและขยายสายพันธุ์ จึงได้ชื่อใหม่ว่า "เชียงใหม่พิงค์"

ใน พ.ศ.2528 เริ่มมีการตัดดอก และผลิตหัวพันธุ์ปทุมมาเพื่อการค้า ต่างชาติก็เริ่มเล็งเห็นความสวยงามของกระเจียวปทุมมาในรูปแบบไม้กระถาง และส่งออกหัวพันธุ์พืชไปต่างประเทศ อุดร คำหอมหวาน นักพืชสวนอิสระ เป็นผู้ริเริ่มส่งออกไม้ตัดดอกและหัวพันธุ์ชุดแรกไปที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับการตั้งชื่อว่า "สยามทิวลิป" (Siam Tulip) เป็นการนิยามบ่งบอกที่มาของพืชชนิดนี้ ด้วยคำว่า "สยาม" อันหมายถึงความเป็น สมบัติของชาติไทย มาตั้งแต่สมัยโบราณ ก่อนนำออกไปเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก

"เพ ลา เพลิน" แบ่งเป็น 2 ส่วน เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท และอุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน มีวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน ในรูปแบบ Field Tripหรือ Camp และการทัศนศึกษา เป็นการขยายงานโครงการ School Project ไปในจังหวัดภาคอีสาน สร้างโอกาสทางการศึกษา การเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและหลักสูตรสองภาษา โดย พรทิพย์ อัษฎาธร ผู้บริหารในเครือThe Bright Group และกรรมการผู้จัดการของ เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท

ส่วนที่ 1 เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท แบ่งเป็น 2 โซน คือ กาลครั้งหนึ่งแกลเลอรี่ (One Upon a Time) และกิจกรรมผจญภัย (Adventure Activities) ภายในกาลครั้งหนึ่งแกลเลอรี่ ประกอบด้วยนิทรรศการจัดแสดง "วิถีชีวิต วิถีไทย" เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รู้ถึงวิวัฒนาการด้านวัฒนาธรรม ประเพณี ความคิด การใช้ชีวิตของบรรพบุรุษ ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1. เครื่องดนตรีสากลสมัยโบราณ 2. เครื่องใช้เกี่ยวกับการเกษตรในแต่ละสมัย 3. ส่วนศิลปวัฒนธรรมและเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ซึ่งของบางชิ้นมีอายุกว่า 100 ปี มีเรื่องราวบอกเล่าถึงความภาคภูมิใจควรเก็บรักษาไว้ให้ได้เรียนรู้สืบต่อกันไป

ส่วน กิจกรรมผจญภัย (Adventure Activities) เป็นการจำลองสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีชื่อเสียงมาสร้างเป็นฐานผจญภัยที่สนุกสนาน เพิ่มพูนความรู้ด้านประวัติศาสตร์ และจดจำเอกลักษณ์ของสถานที่เหล่านั้น ได้แก่ กำแพงเมืองจีน หอเอนปิซ่า สะพานทาวเวอร์บริดจ์ หอไอเฟล ฯลฯ ฝึกทักษะความอดทน การทำงานเป็นทีม สร้างความเป็นผู้นำ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

และยังมี โซนการเรียนรู้สำหรับเด็กเล็ก (Kid Zone) เครื่องเล่นพัฒนาทักษะและจินตนาการในสวนสไตล์อังกฤษ บ้านกังหันสไตล์สวิตเซอร์แลนด์ สัตว์เลี้ยงน่ารักหายากจากต่างประเทศให้ได้ชม และเรียนรู้สัมผัสประสบการณ์การให้อาหาร ม้าแคระ แกะขนฟู ฯลฯ

ส่วนที่ 2 อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน จัดแสดงพรรณไม้ไว้ใน 6 อาคาร ประกอบด้วย อาคารไม้เมืองหนาว อาคารป่าดึกดำบรรพ์ อาคารสีสันธรรมชาติ-สับปะรดสีและดอกไม้กินแมลง อาคารกินรีมีป่ากล้วยไม้ ให้ความรู้ด้านวรรณคดีเรื่องพระสุธน-มโนราห์ อาคารทะเลทราย ตะบองเพชร ประวัติศาสตร์อียิปต์ ปิระมิด คลีโอพัตรา และอาคารอีสานใต้ ผ้าไหม เรือนจำลอง ดอกไม้ประจำถิ่น-ดอกหน้าวัว ฯลฯ

อาคารโถงต้อนรับ จัดแสดงนิทรรศการแนะนำ เพ ลา เพลิน ผ้าไหม ผ้ายกทองโบราณ ผ้าไหมเอเปค จังหวัดสุรินทร์ โชว์จัดดอกไม้ 5 ฤดูกาล เปลี่ยนทุกสองเดือน เริ่มที่ดอกไม้เมืองหนาวและทิวลิป (ธันวาคม-มกราคม) กุหลาบดอกไม้แห่งความรัก (กุมภาพันธ์-มีนาคม) สีสันดอกไม้ฤดูร้อน (เมษายน-พฤษภาคม) ฤดูฝนดอกกระเจียวปทุมมา (มิถุนายน-สิงหาคม) ดอกไฮเดรนเยีย (กันยายน-พฤศจิกายน)

พิทักษ์ หังสาจะระ(ครูกอล์ฟ) นักจัดดอกไม้ระแนวหน้าของประเทศเปิดเผยว่า การออกแบบและวางคอนเซ็ปต์โชว์ในแต่ละโรงเรือนจะมีเรื่องราวและรายละเอียดที่แตกต่างกัน ตั้งใจสร้างบรรยากาศให้สัมพันธ์กับพรรณไม้ต่างๆ ที่นำมาจัดแสดง ผู้มาเยือนประทับใจในความสวยงาม ได้ความรู้ เกิดความคิดสร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการ และแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ และผู้มาเยือนต่อไปในวันข้างหน้า

"เพ ลา เพลิน เราอยากโชว์อะไรใหม่ๆ เอาม้ามาเพ้นท์เป็นลายดอกไม้ เป็นม้าสองสายพันธุ์ ม้าเผือกกับม้าลายผสมกัน ใส่หน้ากากและปีกผีเสื้อแล้วมีดอกไม้ประดับ คนมาเห็นก็ เออ แปลกดีไม่เคยเห็น พอเริ่มตรงนี้ก็สามารถคิดนอกกรอบเป็นงานศิลปะที่ตีเป็นโจทย์ได้ อย่างป่าหิมพานต์จะมีสัตว์ในจินตนาการ และที่นี่ก็เป็นป่า เพ ลา เพลิน โลกแห่งจินตนาการที่นำศิลปะมาผสมกับธรรมชาติ แล้วได้งานที่ออกมาลงตัว"

พรทิพย์ อัษฎาธร บอกว่า เพ ลา เพลิน ต่างจากสวนพฤกษศาสตร์ทั่วไป เราเป็นสเกลที่เล็กน้อยค่ะ เรามีความหลากหลาย เราอยากเป็นแหล่งที่เรียนรู้ Best on Learning จริงๆ ให้คู่กับความสนุกสนาน ให้ได้ความคิดสร้างสรรค์ ได้ในเชิงวิชาการแบบที่ไม่หนัก คือการเรียนรู้นอกห้องเรียน ความหลากหลายจากสายพันธุ์จะรวบรวมไว้ในแต่ละคอนเซ็ปต์ของโรงเรือนจัดแสดงพรรณไม้

"อย่างเช่น โรงเรือนพืชทะเลทราย เป็นพืชอิ่มน้ำพืชทะเลทราย ถ้ามองลึกๆ จะรู้ว่าตรงนั้นมีความรู้แฝงไว้ทุกจุด เช่นประวัติศาสตร์โลกเรื่องของอียิปต์ สฟิงซ์ พระนางคลีโอพัตรา โรงเรือนกินรี จะได้ความรู้ด้านวรรณคดีไทยเรื่องพระสุธน-มโนราห์และสายพันธุ์ของกล้วยไม้ เด็กหลายคนไม่รู้จักกินรี-กินราคืออะไร ความสำคัญของวรรณคดีไทยและพืชพรรณไม้ในวรรคดี เช่น ไก่ฟ้าพญาลอ ซึ่งมีความรู้แทรกอยู่ตรงนั้น"

ภาพครอบครัวที่มีเยาวชน คนวัยทำงาน และคุณปู่คุณย่า คุณตา คุณยาย เรียนรู้เรื่องราวของพรรณไม้และทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นการลดช่องว่างระหว่างวัย ปรับสมดุลความสัมพันธ์ที่มีต่อกันได้เป็นอย่างดีค่ะ "เพ ลา เพลิน" เป็นสถานที่พักผ่อนและแหล่งท่องเที่ยวที่มีแหล่งเรียนรู้ดูงาน ได้ความรู้และประสบการณ์ที่ประทับใจกลับบ้าน ทั้งความสวยงามของทุ่งดอกไม้ และความหลากหลายของพรรณไม้ในแหล่งเรียนรู้