ทะเลบัวแดงบาน หนองหานกุมภวาปี

ท่องเที่ยวทั่วไทย

ททท. สำนักงานอุดรธานี ร่วมกับ สายการบินแอร์เอเชีย เชิญชมความงามในเทศกาล "ทะเลบัวแดงบาน หนองหานกุมภวาปี" จังหวัดอุดรธานี

โดยก่อนการเดินทาง "ท่องเที่ยวทั่วไทย" ครั้งนี้ ผมประสพพบเจอกับ ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมฤดี ชาญชัย ซึ่งเกริ่นถึงมนเสน่ห์บัวแดงบาน หนองหานกุมภวาปี ว่า "พี่ประทับใจอันดับแรกเลย คือความร่วมมือของชาวบ้าน ที่มีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ตรงนี้ต้องให้เครดิตกับ ททท. สำนักงานอุดรธานี เพราะได้เข้าไปคุยกับทางจังหวัด แล้วมีการจัดการอบรม ด้วย 'คน' หรือ 'ชาวบ้าน' นั่นเอง ที่เป็นหน้าด่านในการท่องเที่ยว แม้นว่าจะต้องเดินทางมาไกล ทว่ากลับรู้สึกสนุกสนานอย่างมาก กับชาวบ้านที่น่ารัก อัธยาศัยดี มีไมตรีจิตรกับเรา นี่แหละที่อีสานยังคงเข้มแข็งกันอยู่

...แล้วก็แน่นอนยามได้ลงเรือ ดอกบัวสายสวยงามมาก ด้วยมีพื้นที่กว้างใหญ่ แลมองเห็นกันสุดลูกหูลูกตา หรือที่เรียกว่า Panorama View ที่สำคัญหรือโชคดีของภาคอีสาน คือปีนี้อากาศหนาวยาวกว่าเดิม จึงเป็นที่มาของทีม 'หนาวนี้เที่ยวอีสาน' ฉะนั้นในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี จึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้แหล่งท่องเที่ยวที่ไกลๆ หรือสัญจรไปอย่างลำบาก จะจบลงในตัวเอง เพราะประทับใจที่คนมาก่อนอันดับแรก แหล่งท่องเที่ยวเป็นตัวรองลงมา

...ส่วนความประทับใจหนองบัวแดง...ประการที่สาม คือ อาหารการกินที่อร่อยๆมากมาย อย่างเช่น ต้มสายบัว ทีแรกเราก็คิดว่าเหมือนกับที่บ้าน แต่ที่นี่ลักษณะเป็นต้มยำน้ำใส รสชาตินัวๆ อร่อยมาก เป็นฝีมือจากชาวบ้านทำกันเอง โดยนำผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นมาประกอบเป็นอาหารการกิน อย่างสายบัว รากบัว หรือปลา และสุดท้ายร่วมใจกันอนุรักษ์ ไม่พาเรือเข้าในกอบัว จัดทำเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่ชัดเจน เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน"

ณ ห้องพัก 453 โรงแรมเจริญโฮเต็ล ตื๊ด!!! เสียงปลุกจากมือถือเครื่องใหม่ บ่งบอกเวลาเข้าใกล้ตีสี่แล้ว ทำให้ผมต้องเร่งมือเตรียมตัว และอุปกรณ์ถ่ายภาพให้ครบครัน พลางในใจก็ยังวาดหวังตาม ผอ.สมฤดี กล่าวถึงความประทับใจก่อนหน้า

เดินทางผ่านกาลเวลาราวตีห้า ตามถนนมิตรภาพอุดรฯ - ขอนแก่น เปลี่ยนมาเข้าถนนบ้านนาดี - บ้านเดียม กับระยะทางอีก 16 กิโลเมตร เราก็มานั่งรวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง โดยที่เบื้องหน้าเป็นท่าเรือเกียติขจร หรือท่าเรือทะเลบัวแดง ด้วยบรรยากาศยังหนาวเย็น ผนวกกับความมืดปกคลุมทั่วไป จึงนั่งจิบชา - กาแฟรั้งรอเวลาอย่างใจเย็น

กระทั่งพี่ๆทีมงานการท่องเที่ยวฯ สำนักงานอุดรธานี เรียกขานให้ไปลงเรือท้องแบน จึงต่างแยกตัวลงไปนั่ง 5-6 คน ต่อมาเครื่องยนต์ทางท้ายเรือ ก็เปล่งเสียงก้องไปตลอดเส้นทาง เมื่อแล่นฝ่ามวลน้ำมาสัก 15 นาที บัวสายนับแสนนับล้านดอก ก็เผยโฉมออกมาอย่างมัวหม่น แต่พอครั้นแสงอาทิตย์สาดส่องมาทางทิศตะวันออก ฉับพลันกลีบดอกสีแดงอมชมพู ก็เข้มจัดเต็มทั่วท้องน้ำหนองหาน กระทั่งกลายเป็นที่มาของคำว่า "ทะเลบัวแดง"

หนองหานกุมภวาปี ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่มีความสำคัญอีกแห่งหนึ่งในระดับนานาชาติ ตามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ (Ramsa Side) โดยจัดให้เป็นพื้นที่ที่ชุ่มน้ำ ที่มีความจำอย่างเป็นเร่งด่วน ซึ่งต้องได้รับการคุ้มครอง การฟื้นฟู การศึกษาวิจัย หรือการสำรวจ ตรงตามมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543

เนื้อที่หนองหานกุมภวาปี มีประมาณ 28,125 ไร่ อยู่ใน 3 เขตท้องที่ คืออำเภอกุมภวาปี อำเภอกู่แก้ว และอำเภอประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ ความลึกไม่เกิน 1 เมตร ความยาวประมาณ 13 กิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดราว 5 กิโลเมตร พื้นผิวเก็บกักน้ำประมาณ 36 ตารางกิโลเมตร กับขนาดความจุของน้ำ 102 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งมีเกาะหรือดอนต่างๆ อาทิ ดอนแก้ว ดอนหลวง ดอนโนนทับ ดอนป่า ดอนเตา โดยเป็นแหล่งต้นกำเนิดของลำน้ำปาว หนึ่งในลำน้ำสาขาของแม่น้ำชี และเป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติ รองรับน้ำจากลำห้วยถึง 11 สาย ได้แก่ ห้วยโพนไพร ห้วยโพนทอง ห้วยกุดแข้ ห้วยไพจาน ห้วยนาโน ห้วยหนองกุด ห้วยนาแบก ห้วยกองสี ห้วยน้ำฆ้อง ห้วยสามพาด และห้วยสา

เวิ้งน้ำกว้างขวางสุดสายตาแลมอง บัวสายส่งใบส่งดอกสู่เหนือผิวน้ำ แล้วกระจัดกระจายคลุมพื้นที่กว้าง กลีบบัวสายแดงชมพูหวานเบ่งบาน อวดโฉมเกสรสีเหลืองที่อยู่ภายใน เรือท้องแบนมีทีท่าเทิบทาบมาใกล้ จึงเกิดระลอกคลื่นลูกย่อมๆ ใบบัวปริ่มน้ำกระเพื่อมขึ้นลงตาม พลันสายลมโชยพัดผ่านมาบ้าง ดอกบัวบานก็ไหวสั่นสะเทือนตาม

ว้าว!!! ไม่รู้จะสวยไปถึงไหนยะ...นักข่าวสาวกล่าวอิจฉานิดๆ ระหว่างถ่ายภาพเก็บความสวยงามไปด้วย นายท้ายส่งเสียงกลับมาว่า...จะสวยไปถึงเที่ยงเองครับ แล้วเราก็พากันหัวเราะครื้นเครง กับความงามทะเลบัวแดง...ที่เกินคำบรรยาย

แต่เป็นความจริงตามที่พี่เค้าตอบ ดอกบัวสายจะบานเวลาเช้าตรู่ กระทั้งถึงเวลาประมาณ 11.00 น. หรืออาจยาวเลยไปจนถึงเที่ยงวัน...ก็เป็นได้

เสียงจากท้ายเรือเพิ่มเติมว่า...ควรจะเริ่มมาชมตั้งแต่หกโมงเช้า ไม่เกินเที่ยงวันก็แล้วกัน เพราะหลังพ้นจากช่วงเที่ยงไปแล้ว บัวจะหุบเป็นดอกตูมหมด สำหรับวันที่อากาศร้อนๆนะ แต่วันที่อากาศเย็นมีลมหน่อยๆ บัวจะหุบราวบ่ายสองบ่ายสาม

ด้วยระบบนิเวศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ บรรจงเพิ่มปริมาณพันธุ์บัวสาย สร้างสรรค์ความงามให้แก่หนองหานยิ่งขึ้น กล่าวคือในระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมของทุกปี บัวสายโผล่พ้นขึ้นมาจากผืนน้ำจำนวนมหาศาล โดยในช่วงเดือนตุลาคม...จะเริ่มทำการแตกใบ ออกดอกตูม และบานขึ้นเรื่อยๆ บัวสายบานพร้อมเพรียงในปริมาณมากที่สุด ระหว่างช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ และค่อยๆลดปริมาณลงในเดือนมีนาคม

ความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ของหนองหานกุมภวาปี หล่อเลี้ยงชุมชนให้ร่มเย็นเนินนาน ด้วยเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ระบบนิเวศน์ที่หลากหลาย มีทั้งดอน บัวสาย สาหร่าย สลับกับเวิ้งน้ำหรือวังน้ำลึก อีกทั้งมีแพวัชพืช พวกกก อ้อ หญ้าปล้อง ผักตบชวา รวมตัวกันเรียกว่า "สนม" ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญของนก ปลา หรือสัตว์เลื้อยคลาน

สำหรับชุมชนที่อยู่ริมหนองหาน รวมแล้วประมาณ 60 หมู่บ้าน ได้พึ่งพาเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ พร้อมกับให้ความเคารพต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จัดเป็น "เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองหานกุมภวาปี" อย่างห้ามทำการล่านก เก็บไข่ หรือทำลายรัง กระทั่งห้ามยึดครองที่ดิน หรือตัด โค่น แผ้ว ถาง และเผา แม้เลี้ยงสัตว์ ขุดหาแร่...ก็ห้าม โดยหากผู้ใดทำการฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อีกทั้งมี "ตำนานผาแดงนางไอ่" ที่ชาวบ้านเชื่อถือเล่าต่อกันมาว่า นางไอ่คำ...เป็นธิดาของพระราชาเมืองขอม ซึ่งมีสิริโฉมงดงาม เป็นที่หมายปองของเจ้าชายเมืองต่างๆ มีอยู่ปีหนึ่งเมืองขอมประสบปัญหาฝนแล้ง เจ้าเมืองขอมจัดการแข่งขันบั้งไฟ โดยให้มีการจุดบั้งไฟ เพื่อเสี่ยงทายขอฝน หากบั้งไฟของใครขึ้นสูงที่สุด จะยอมยกพระธิดา คือนางไอ่คำ ให้เป็นภรรยา จึงมีเจ้าชายจากนครต่างๆเข้าแข่งขัน รวมทั้งท้าวผาแดงแห่งเมืองผาโพง ฝ่ายพญานาคภังคี โอรสพญานาคนครบาดาล ทราบข่าวก็ยกพลนาค ปลอมตัวเป็นคนเข้ามาแข่งขันด้วย

แต่บั้งไฟของพญานาคภังคีไม่ชนะ ทว่าเมื่อได้ยลโฉมของนางไอ่คำเข้า ก็ไม่สามารถจะถอนใจรักได้ จึงปลอมตัวเป็นกระรอกเผือก เข้ามาในสวนดอกไม้ของนางไอ่คำ ด้วยเคราะห์ที่มีมาแต่ชาติปางก่อน ทำให้นางไอ่คำเกิดมีความคิดวิปริต โดยต้องการจะบริโภคเนื้อกระรอกเผือก จึงสั่งให้นายพรานตามล่า นำมาปรุงเป็นอาหารการกิน และนายพรานก็ยิงกระรอกเผือกได้ ก่อนตายพญานาคภังคีได้อธิษฐานไว้ว่า ใครก็ตามที่ได้บริโภคเนื้อของตน จงจมน้ำตายในบาดาล นางไอ่คำนำเนื้อกระรอกมาปรุงอาหาร แล้วแจกจ่ายเนื้อกระรอกไปทั่วทั้งเมือง ในคืนนั้นเองได้เกิดพายุฝนแผ่นดินไหว น้ำท่วมพัดผู้คนสู่หนองหานและท้องบาดาล

ท้าวนาคราชบิดาของพญานาคภังคี โกรธแค้นมากที่พระโอรสถูกฆ่า จึงพานาคจากเมืองบาดาล ออกมาอาละวาด แล้วถล่มเมืองขอมจนสิ้น ท้าวผาแดงเมื่อเห็นเมืองขอมถล่ม ได้พานางไอ่คำขึ้นม้า ควบหนีไปทางทิศเหนือ ทั้งหนีกระแสน้ำ กับบรรดาพญานาค ที่ตามพ่นไฟไล่หลังมา ส่วนวิญญาณแค้นพญานาคภังคี ก็วนเวียนทวงความแค้น กับผาแดงและนางไอ่คำ ตลอดทุกชาติๆไป บริเวณที่นาคถล่มจมลงบาดาล คือหนองหานในปัจจุบัน

ฟังตำนานจบ ผมนั่งนิ่งในเรือ ตาก็แลตามผิวน้ำ

กระทั่งเรือเคลื่อนตัวเชื่องช้ามาถึง ดอนหลวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ สำนักสงฆ์ดอนหลวง ที่มาจัดสร้างเมื่อราว 8 ปีที่ผ่านมา เราเดินตรงไปกราบไหว้ต่อ พระพุทธโศภณฑีปังกร เพื่อได้เกิดความสิริมงคลแก่ชีวิต และก็แล่นเรือกลับมาเข้าฝั่งตามเดิม

ไพรสิทธิ์ สุขรมย์ อายุ 53 ปี ประธานกลุ่มเรือประมงและนำเที่ยว มาพูดคุยให้สาระกับพวกเราเป็นการปิดท้าย ว่า "ผมเกิดที่กุมภวาปีครับ เห็นบัวแดงบานมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนมีจำนวนไม่ค่อยเยอะ ก็เห็นมีขึ้นอยู่เป็นกลุ่มย่อยๆ มีทั้งบัวสายสีแดง บัวสายสีชมพู หรือบัวสายสีขาว สมัยก่อนนำสายบัวมาบริโภคกันอย่างเดียว ไม่มีการซื้อขายหรือไม่มีนำออกไปจำหน่าย อย่างตอนเช้าๆชาวบ้านออกไปหาปลา ขากลับบ้านก็ทำการถอนสายบัว ติดมือกลับมาทำอาหารที่บ้านตนเอง ซึ่งชาวบ้านใช้ชีวิตที่เรียบง่าย

...เมื่อปี 2544 บัวสายเคยสวยงามที่สุด ก็เป็นปีเดียวกับที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ตอนนั้นก็มีมรสุมเข้ามาถึง 3 ลูก หมายความว่า ถ้าน้ำเยอะ...บัวก็จะสวย บัวเพิ่มขึ้นพวกนกก็เพิ่มตามไปด้วย บ้างก็อพยพมาจากไซบีเรีย อย่างพวกนกเป็ดแดง ส่วนนกท้องถิ่นเป็นพวกนกกระสาสีเทา นกกระสาสีแดง นกแซงแซว นกปากห่าง ขณะที่ปลาในหนองหาน มีจำพวกปลาช่อน ปลาทองกลาย ปลาขาว ปลานิล ซึ่งจับได้มากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

...ทะเลบัวแดงบาน หนองหานกุมภวาปี เริ่มรู้จักอย่างแพร่หลาย ในกลุ่มของนักท่องเที่ยวเมื่อราวปี 2552 แต่ก่อนหน้านั้นทางชุมชน ก็จัดการท่องเที่ยวกันอยู่แล้ว ก่อนที่ทางราชการจะเข้ามาสนับสนุนเสียอีก เราทำมาตั้งแต่ปี 2547 เมื่อทางราชการเข้ามาส่งเสริม ก็จัดตั้งให้เป็นกลุ่มนำท่องเที่ยว พร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ก่อนเปิดกิจกรรมการท่องเที่ยว เราและชาวบ้านได้ทำพิธีขอขมา ทั้งก่อนเปิดและปิดการท่องเที่ยว ด้วยเครื่องเส้นไหว้มังสวิรัติ 9 อย่าง อย่างผลไม้ไทยๆ 9 อย่าง ธูปเทียนอย่างละ 9 ดอก พร้อมอาหารคาวหวาน

...สำหรับด้านกิจกรรมการท่องเที่ยว ควรเริ่มมาชมตั้งแต่หกโมงเช้าไม่เกินเที่ยง เพราะหลังจากพ้นช่วงเที่ยงไปแล้ว บัวสายจะหุบเป็นดอกตูม ปีนี้โชคดีบัวเกิดมามากขึ้น จึงมีเส้นทางท่องเที่ยวที่ใกล้ๆ กับค่าบริการราคา 300 บาท ในเวลานำเที่ยวประมาณ 1 ชั่วโมง ส่วนเส้นทางท่องเที่ยวไกลไม่เกิน 2 ชั่วโมง จะอยู่ในราคาค่าบริการ 500 บาท โดยนักท่องเที่ยวนั่งไม่เกิน 10 คนต่อลำเรือ ก็ราคาถั่วเฉลี่ยไม่เกิน 30-50 บาทต่อคน

...บัวสายที่หนองหานกุมภวาปี ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ อาศัยแพวัชพืชจำพวกกก อ้อ หญ้าปล้อง ผักตบชวา ที่เรียกว่า "สนม" หรือ "พง" เป็นปัจจัยในการขยายพันธุ์ ช่วงน้ำหลากในฤดูฝน ปริมาณน้ำจะเพิ่มมากขึ้น สนมจะลอยตัวทั่วไป พร้อมกวาดวัชพืชต่างๆออกจากหน้าดิน ขณะที่การเคลื่อนตัวของสนม ก็นำเง้าบัวหัวดำๆคล้ายเผือก ที่ลอยตัวในน้ำติดไปด้วย ก็ราวเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งช่วยขยายพันธุ์ไปในตัว

...ทั้งมีควายประมาณ 1-2 ร้อยตัว ออกหากินอยู่ตามสนม ชาวบ้านเลี้ยงเพื่อจำหน่าย แต่ควายจะเป็นศัตรูกับบัวแดง คือจะกินบัวแดงเป็นอาหาร เมื่อกินดอกหมด แล้วยังหันไปกินเง้า หากินไปเรื่อยๆ จึงเป็นเหตุไม่ให้ควายลงไปหากิน แต่จะปล่อยให้ลงมาหากิน เมื่อบัวเริ่มโรยในเดือนมีนาคม ก็จะเห็นหากินอยู่กลางหนองเลยครับ จะว่าไป...ควายก็เป็นตัวช่วยในการขยายพันธุ์เหมือนกัน ด้วยบางครั้งกินเพียงดอก-ใบเหลือแต่เง้า รวมถึงนกที่ชอบหากินตามเง้าบัว ทำให้เกิดการกระจายตัวออกมา และลอยไปตามกระแสน้ำ"

ว่าแล้ว...พอคุยเรื่องบัวช่วงใกล้เที่ยง ก็มีการสั่งเมนูบัวมาทาน เช่น ส้มตำรากบัว แล้วก็ต้มสายบัว...ที่ ผอ.สมฤดี การัณตีมาว่า แซบอีหลีเด้อ!!!

อ้อ!!! มัวแต่เอร็ดอร่อยกับเมนูมื้อเที่ยง จนเกือบจะลืมไปแล้วว่า หากนักท่องเที่ยวท่านใดที่มีความสนใจ ก็สามารถติดต่อสอบถามก่อนการเดินทาง กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุดรธานี โทรศัพท์ 04-2325-4067 ได้เลยครับ