ธารชีวา ตอนที่ 9

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

                 รถตู้แล่นเข้ามาจอดด้านหน้ารั้วบ้านสีเทาที่เปิดกว้างขวางไว้ธารชีวาเป็นคนแรกวิ่งออกมาจากตัวบ้านลิ่วรี่ด้วยอาการดีใจเหลือคณา
                "น้าปัทม์มาถึงแล้ว"
                ทุกคนพบเห็นความดีใจจนปกปิดซุกซ่อนไม่มิดไม่เหลือมาดซับซ้อนเข้าใจยากนอกจากภาพของเด็กสาวซุกซนคนหนึ่งในชุดกางเกงยีนส์ขาสี่ส่วนเสื้อสีน้ำตาลอ่อนระบายลูกไม้รอบคอและแขนตุ๊กตานั่น มีดอกทานตะวันดอกเล็กประดิษฐ์จากกระดาษสาประดับตรงกลางอกพอดี
                "หวาคิดถึงน้าปัทม์ที่สุดในโลกเชียวค่ะ"
                ธารชีวาไม่ได้ลดความเร็วของฝีเท้าสักนิด เธอยึดร่างกายกับอกกว้างของ "น้าปัทม์" หยุดฝีเท้าของเธอจนเขาเองเซไปหลายก้าวเหมือนกันเพราะต้องรับน้ำหนักกายเธอทั้งตัวทีเดียว 
                หญิงสาวซบหน้านิ่งกับอกกว้างขวางกดปลายจมูกไว้กับเสื้อยืดสีน้ำเงินเพื่อไม่ให้น้ำตาเล็ดลอดออกมาด้วยความรู้สึกดีใจปะปนกับแรงกดดันที่สะสมไว้หลายเพลาติดต่อกันจนเกือบล้นริน…
                เพราะสัญญากับตนเองจะไม่อ่อนไหว ไม่เปราะบางเป็นภาระแก่ใครไม่ว่าแม่หรือน้าปัทม์  เธอจะเป็นธารชีวาผู้แข็งแรง หญิงสาวจึงกระหวัดแขนกอดรัดน้าชายไว้แน่นราวกลับปรารถนาให้เรือนกายอันแข็งแรงกว่านั้นเป็นเกราะกั้นไม่ให้น้ำตาแห่งความอ่อนแอทะลักรินให้เธอได้เติมพละพลังจากความอบอุ่นอ่อนโยน สูบกระแสรวยรินความรักจากน้าชายเป็นแรงขับเคลื่อนของดวงใจเปราะบางให้เดินทางต่อได้ด้วยความเข้มแข็ง
                ดูหนอ…น้าปัทม์กระชับอ้อมแขนกอดเธอไว้แน่นไม่ต่างจากวงแขนของเธอเชียว
                หวังว่าน้าปัทม์คงไม่ระแคะระคายถึงอาการบาดเจ็บที่ธารชีวาแบกไว้เต็มเนื้อตัวหรอกนะ…หญิงสาวแนบใบหน้าชิดกว่าชิด ไม่ยอมแม้จะเปิดเปลือกตาเพื่อมองใบหน้าน้าชาย …ยังหรอก…ขอหวาได้เติมพละพลังอีกนิดนะ  หวาจะได้ลืมตามองหน้าน้าปัทม์โดยซุกซ่อนทุกรอยเจ็บร้าวหวั่นไหวแนบเนียน  ไม่ให้น้าปัทม์รับรู้ถึงแรงอ่อนไหว อ่อนแอ ไม่ให้น้าปัทม์เห็นหวาเป็นเด็กเล็กเป็นภาระอีก…หวาอยากให้ทุกคนเห็นหวาเติบโตดูแลตนเองได้เสียที…
                แต่เอ…ทำไมเหมือนหัวใจน้าปัทม์เต้นแรงโลดราวกลับจะทะลุออกมานอกอกได้อย่างนั้น ?
                "คุณหวาครับ…เอ่อ…คุณปัทม์ไม่ได้มาหรอกครับ"
                เสียงตะกุกตะกักของลุงโอ่งแทรกขึ้นปลุกความฝันของธารชีวาฉีกขาดผึงในบัดดล…หญิงสาวผละออกจากร่างที่กอดไว้ราวสิ่งนั้นเป็นของร้อนแตะต้องแล้วเนื้อตัวจะพอง ถอยห่างออกมาหลายก้าวจนพบใบหน้าขาวคม ประดับหนวดหนาเหนือริมฝีปากสีแดงอ่อน…หนวดที่ขัดกับดวงตาริกรื่นด้วยกระแสเอ็นดูและขบขันปะปนกันแม้มันจะดูอ่อนโยนนักหากหญิงสาวก็หน้าชา …
                คิ้วเข้มเลิกขึ้นนิดหนึ่งราวจะแย้ง ยืนยันว่าเขาไม่เป็นคนผิด 
                เธอต่างหากวิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือมาซุกอกเขา  กอดเขา แล้ว…เขาจำต้องกอดตอบ
                เขาสวมรอยเป็นน้าปัทม์ !
                ธารชีวาเกือบกระทืบเท้าเร้าด้วยความโกรธอายระคนกันแทบแยกส่วนไม่ออก  หากการระงับจิตใจได้ในวูบนาทีต่อมาทำให้หญิงสาวเมินสายตาขุ่น ๆ ไปทางคนขับรถราวกลับผู้ชายคนที่ทึกทักเป็นน้าชายกลายร่างเป็นกบเป็นเขียดตัวเล็ก ๆ เสียแล้ว
                อาการเช่นนั้นทำให้ชายหนุ่มได้แต่อมยิ้ม พร้อมนึกเอ็นดู  โดยเฉพาะการได้กอดร่างคล้ายเหน็บหนาวสั่นเทาน้อย ๆ …จนอาการสะท้านคลายลงในที่สุด  ร่างบอบบางก็ช่างอบอุ่นด้วยเลือดเนื้อทำเอาเขามึนงงชั่วขณะอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
                ได้ยินเสียงใส ๆ สนทนากับลุงโอ่งแว่วมา  ขณะเขาก้าวเข้าไปหย่อนก้นนั่งยังเก้าอี้หน้าบ้านโดยมีเพื่อน ๆ ของเธอยกมือไหว้บ้างเพราะพากันคิดว่าเขาเป็น "น้าปัทม์"
                "แล้วทำไมน้าปัทม์ไม่มาละคะ"
                "คุณปัทม์มีงานยุ่งครับ"
                ลุงโอ่งไม่กล้าเอ่ยความจริงเพราะ"นาย" กำชับเสียงแข็งไว้…
           "ลุงจะตอบคำถามยายหวาว่าอะไรก็ได้ยกเว้นห้ามบอกว่าผมบาดเจ็บ…ผมไม่อยากให้หลานตกใจจนหมดสนุก…ผมไม่อยากให้หวามุ่งหน้ากลับไร่จนไม่ยอมร่วมโปรแกรมเที่ยวที่ผมเตรียมไว้ให้แกกับเพื่อน ๆ"
                "ไม่จริงหรอก…น้าปัทม์จะงานยุ่งแค่ไหนก็ไม่เคยเห็นงานสำคัญกว่าหวาเด็ดขาด"
                คราวนี้ธารชีวาเหลียวมาทางผู้ชายหน้าตาหล่อจัด…เหมือนแขกขาว  จริงซีนะเพิ่งได้พิศมองเต็มตาถึงความหล่อเหลา งดงามของผู้ชายในชุดกางเกงยีนส์เสื้อโปโลสีน้ำเงิน…ความเข้มของเสื้อขับผิวกายของเขาเสียชวนมองชวนหลงใหลเหมือนพระเอกในเทพนิยายหลุดออกมาจากกรอบจินตนาการไม่ผิดเพี้ยนและถ้าปลดหนวดเหนือริมฝีปากเหมือนของปลอมออกคงงามนัก  ทั้งจริยาและเพื่อนหญิงอีกสองคนพากันมองตาเยิ้มใส่เขาอยู่นั่น
                "ทำไมน้าปัทม์ไม่มารับ"
                ไม่ได้ระบุว่าคาดคั้นถามเขา  ชายหนุ่มจึงทำเป็นไม่สนใจหันไปสนทนากับเพื่อน ๆ ของเธอเสียดื้อ ๆ ยิ่งเพิ่มความโกรธจนธารชีวาควบคุมตนเองไม่อยู่  เธอก้าวไม่กี่ก้าวเข้าไปหาเขาแต่รองเท้าที่สวมไว้เป็นส้นไม้ทั้งสูงหนา  ย่ำบนน้ำนองพื้นจากการรดน้ำต้นไม้เมื่อสาย…หญิงสาวจึงถลาล้ำไปข้างหน้าจนแทบกองอยู่บนร่างกายของชายหนุ่มทีเดียว
                "ยายหวา…ซุ่มซ่ามอีกจนได้"
                จริยาร้อง  แต่ไม่มีเพื่อนคนไหนขยับมาช่วยเธอสักคน
                กระทั่งชายหนุ่มโฉมงามที่โอบแขนกอดเธออยู่ต้องค่อย ๆ คลายวงแขน ประคองเธอยืนขึ้นด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มชนิดที่ธารชีวาเกลียดเหลือเกิน!
                "เดินดี ๆ ก็ได้…ช้า ๆ …เดี๋ยวจะเหาะอีกนะ"
เขากระซิบเบา ๆ ให้ได้ยินเพียงสองคน  คำพูดของเขาช่วยให้โลหิตในกายฉีดแรงจนหน้าแดงกล่ำ…
"เขาไม่ใช่น้าปัทม์หรอก"
ธารชีวาไม่วายสะบัดเสียงบอกเพื่อน ๆ  เมื่อพายุในร่างกายสงบลง
"อ้าว…ไม่ใช่น้าปัทม์หรอกหรือ  เราเรอะอุตส่าห์นึกจะสมัครเป็นน้าสะใภ้ของหวาอยู่เชียว"
อมรรัตน์กล่าวขึ้น
เพราะชายหนุ่มรู้ว่าธารชีวาไม่อาจแนะนำตัวเขาได้ถูกต้องเขาจึงเป็นฝ่ายแนะนำตัวเองเสีย 
"คุณปัทม์ส่งผมมารับทุกคนครับ  ผมชื่อบี๋…"
"บี๋…"
เสียงอมรรัตน์ดังกล่าวใครเพื่อน
             "อักษรบี ใส่วรรณยุกต์จัตวาเข้าไปก็ออกเสียงว่า…บี๋…ผมเป็นเลขานุการของคุณปัทม์ครับ…ผมคิดว่าถึงคุณปัทม์จะไม่ได้มารับทุกคนด้วยตนเองเพราะติดงานสำคัญที่ไร่…แต่ทุกคนก็น่าจะไว้ใจผมได้…โดยเฉพาะลุงโอ่งคือคนขับรถเก่าแก่ของคุณปัทม์ที่ถูกส่งมาพร้อมกัน…คุณหวาเธอรู้จักลุงแกดี…เพราะเคยจะโดนไม้เรียวของลุงแกบ่อย ๆ สมัยเด็ก"
ธารชีวาหน้าร้อนวาบอีกครั้งทั้งที่อาการนั้นเพิ่งสงบ 
            นึกอยากได้มีดคมสักเล่มจะได้ตัดลิ้นกับควักลูกตาหัวเราะได้ของ "นายบี๋" ออกมาเตะเล่นต่างลูกบอล หน๋อย…วางท่าราวถือไพ่แต้มเหนือกว่าจึงได้ยิ้มล้อเลียนไม่รู้จักหยุดหย่อน…คงเป็นลุงโอ่งอีกตามเคยปากสว่างบอกเล่าเรื่องวีรกรรมวัยเยาว์ของเธอให้เขาฟัง…
          "มีของในบ้าน…ขนใส่รถซี…ถ้าน้าปัทม์มาน้าปัทม์จะเข้าไปขนเอง…เพราะน้าปัทม์รู้ว่าของทุกชิ้นของหลานสาวล้วนเป็นของรัก  จะบุบสลายไม่ได้…"
          เพื่อน ๆ ของเธอได้แต่เบิกตากว้าง เสียงร้องห้ามปรามดังอยู่แค่ในลำคอ เมื่อพบว่าธารชีวากำลังทำสงครามกับลูกน้องของน้าชายคุณเลขานุการชื่อบี๋
         เพื่อน ๆ ถือกระเป๋าของตนเองคนละใบเก็บไว้หลังรถโดยมีลุงโอ่งคอยอำนวยความสะดวก  ขณะที่บุราณก้าวเข้าไปในบ้านตามคำบัญชาของเจ้านายน้อยซึ่งยืนกอดอกชี้นิ้วอยู่ข้างหลังห้ามไม่ให้เพื่อนคนไหนแหยมเข้ามายุ่ง
         บุราณต้องยกกล่องหนักหลายใบกับกระเป๋าเสื้อผ้าใหญ่สามใบไปที่รถโดยลำพัง พอลุงโอ่งจะยื่นมือช่วยหญิงสาวก็สั่งห้าม
          บุราณพอจะมองออกว่าถูกกลั่นแกล้งเอาคืนด้วยลูกไม้เด็ก ๆ แต่ยิ่งแน่ใจเมื่อลุงโอ่งกล่าวขึ้นคล้ายหน่ายต่อความเกเรไม่ย่อมลงต่อใครง่าย ๆ ของหญิงสาวผู้มากฤทธิ์เดชไม่ต่างจากครั้งเป็นเด็ก
          "ทุกครั้งกลับบ้านไม่เห็นคุณหวาจะขนข้าวของไปมากอย่างนี้"
         "หวามีของเยอะนี่ค่ะ"
        คนที่กำลังกดปุ่มหมายเลขจากเครื่องมือสื่อสารของตนเรียกสายติดต่อน้าชายตอบโดยไม่มองสีหน้าเหน็ดเหนื่อยเอาการของคนที่เพิ่งโหนตัวขึ้นนั่งด้านหน้ารถคู่กับลุงโอ่งหลังจากจัดการปิดล็อครั้วบ้านให้เรียบร้อย
"ติดต่อไม่ได้หรอก คุณปัทม์ไม่เปิดเครื่อง"
บุราณกล่าวขึ้น
"ทำไม "
มีคำถามที่ธารชีวาไม่ค่อยเข้าใจนัก ทั้งผู้ชายคนที่เธอไม่ใคร่ชอบหน้ากลับรู้ใจเธอ รู้เรื่องของคนในครอบครัวเกินขอบเขต
"เพราะผมเป็นเลขาของคุณปัทม์นะซีครับ"
เพื่อนของเธอกลั้นหัวเราะเกือบพร้อมกันเพราะเข้าใจเจตนาของชายหนุ่มข้างหน้าตั้งใจหยอดลูกยียวนใส่ธารชีวาตรง ๆ ทั้งที่เขามองออกว่าธารชีวาถามหาเหตุผลว่า เพราะอะไรน้าชายต้องปิดเครื่องมือถือทว่าบุราณก็ตอบไปอีกทาง…
"ต๊าย…หวา…เธอให้คุณบี๋ยกลังหนังสือขึ้นรถมาด้วยหรือ  ไหนบอกว่าจะฝากเรานำไปบริจาคร่วมโครงการหนังสือมือสองให้ไง"
จริยาร้องเสียงดังเมื่อเหลือบเห็นลังใบใหญ่ที่เธอกับเพื่อนช่วยกันจัดหนังสือลงเสียแน่นเพื่อนำไปบริจาคภายหลังตั้งอยู่หลังรถ
"เราจะนำไปบริจาคแถวบ้าน"
คนตอบให้เหตุผลข้าง ๆ คู ๆ …คอยดูเถอะ…ขากลับมาส่งเพื่อน ๆ ของเธอลุงโอ่งคงได้ขนกล่องหนังสือติดรถกลับมาอีก  เฮ้อ…ยายหวานะยายหวา  ไม่รู้เกิดอะไรจึงปักหลักไม่ชอบหน้าคุณบี๋เสียอย่างสิ้นไร้เหตุผล ทั้งที่เขาก็แสนดี ช่างเอาอกเอาใจ  ส่งถุงขนมขบเคี้ยวเต็มถุงมาหลังรถพร้อมกระป๋องน้ำอัดลมราวกำลังปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคณะนำเที่ยว
"ผมยินดีครับ เพราะเคยมีคนบอกว่า ได้ทำบุญร่วมกับใครชาติหน้าจะได้เกิดมาพบกันอีก…"
จริยาอมยิ้มแทบไม่ทันเมื่อได้รับฟังคำตอบหน้าตาเฉยจากคนถูกแกล้ง และเพื่อนรักของเธอก็ถลึงตาใส่เขาจนลูกตาแทบหลุดจากเบ้า
"คุณปัทม์ให้พาทุกคนแวะทานอาหารกลางวันก่อน  เธอจองและเตรียมไว้ให้พร้อมทุกอย่างแล้ว"
บุราณกล่าวเพื่อสงบศึกแล้วค่อยเปิดเพลงในรถเบา ๆ คลอไปพร้อมกับเสียงฮำเพลงตามจากหนุ่มน้อยหน้ามนหลังรถสองคน
"ขนาดเลขาของน้าปัทม์ยังน่ารักไปทั้งตัวขนาดนี้แล้ว…น้าชายเธอจะน่ารักขนาดไหนนะหวา"
จริยายื่นหน้าเข้ามากระซิบ  ทว่าเพื่อนบ้า…น้ำเสียงหล่อนไม่เหมือนกระซิบสักนิดเดียว  มันดังจนธารชีวาแน่ใจคนข้างหน้าคงได้ยินชัดเจนเหมือนเขาทำท่าจะเหลียวมายิ้มให้ด้วยซ้ำ แต่อะไรบางอย่างทำให้เขาแค่เหลียวมาสนทนากับลุงโอ่งเท่านั้น ทว่าเธอเห็นแววตาของเขาเปื้อนรอยยิ้มหวานเยิ้มเสียจนมดยังอยากจะเมาน้ำตาล รอยยิ้มดุจจะบอกว่าเขารู้เท่าทันคมความคิด ความร้อนรุ่ม ๆ ในกระแสใจของธารชีวาหมดทุกหยาดหยดเพียงแต่เขาไม่แสดงตนต่างหาก  รอยยิ้มที่ราวจะล้อเธอว่า…
เขาชอบตอนที่เธอทำตัวอ่อนโยน น่ารัก ซุกซบอยู่แนบอกเขาเหลือเกิน !
"มากกว่าคนบ้าบางคนละกัน"
จริยาไม่แปลกใจต่ออาการพาลของเพื่อนเท่าไหร่จึงไหวไหล่นิดหนึ่งแล้วชวนคู่ปรับของเพื่อนคุยเสียราวกลับมองไม่เห็นรอยร้าวในดวงตาของคนนั่งข้าง ๆ
"คุณบี๋ทำงานที่ไร่น้าปัทม์นานหรือยังคะ"
"อย่าเรียกคุณบี๋เลยครับ  มันฟังจั๊กกะจี้ชอบกล  เรียกพี่บี๋ก็ได้ครับ ดูน่ารักกว่า…ใช่ไหมครับ"
คำถามสุดท้ายทอดมาพร้อมกับแววตาเปื้อนยิ้มมันหยุดนิ่งบนใบหน้าบึ้งของธารชีวาพอดี
"พี่บี๋มาทำงานอยู่ไม่นานนักตั้งแต่…"
เขาหยุดนิดหนึ่งเมื่อพบหลานสาวปัทม์เมินหน้าไปนอกรถกำลังนิ่งราวแอบรับฟังเพื่อจับปะติดปะต่อเรื่อง แน่นอนธารชีวายังไม่เข้าใจว่าน้าปัทม์ทำไมจึงไม่มารับเธอ และนายบุราณแทรกเข้ามาเป็นตัวประกอบในฉากชีวิตของครอบครัวเธอได้อย่างไร
"ตั้งแต่…คุณปัทม์เริ่มรู้ตัวว่างานมากเหลือเกินและต้องการคนช่วย"
"โกหก"
ธารชีวาโพล่งอยู่ในใจ…โต้แย้ง ไม่เชื่อคำฝ่ายนั้นจะต้องมีเหตุผลใดซุกซ่อนไว้…เหตุผลใดที่อาจกระทบกระเทือนต่อหัวจิตหัวใจเธอแล้วน้าปัทม์ต้องการทะนุถนอมปกป้อง…หรือว่า…แม่เป็นอะไร…อาการเจ็บป่วยของแม่ทรุดหนักหรือเปล่าหนอ…น้าปัทม์จึงไม่อาจทอดทิ้งแม่มารับเธอได้ ถ้าไม่เป็นเพราะแม่แล้วน้าจะปัทม์จะเห็นแก่งานการสำคัญกว่าเธอซึ่งเป็นหลานรักเชียวหรือ
"แม่ฉันเป็นอะไรหรือเปล่าคะ…คุณจะบอกให้ฉันวางใจหน่อยได้ไหมคะคุณบี๋…ว่าแม่ของฉันยังสบายดีและเหตุผลที่น้าปัทม์ไม่มารับเราไม่ได้เป็นเพราะแม่ป่วยหนัก…อย่างน้อยคำรับรองด้วยสัตย์และศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของคุณจะช่วยให้ฉันเที่ยวกับเพื่อนได้อย่างสบายใจ"
บุราณงงไม่น้อยที่จู่ ๆ สาวน้อยเกเรคนนั้นกลายเป็นเด็กอ่อนลงในพริบตา  ดวงหน้าสวยดูเป็นทุกข์ร้อนยามเอ่ยถึงมารดา…ดูหนอ…หัวใจของเธอคงแบกความทุกข์ร้อนไว้เต็มอกจนแทบหมดสนุก  เป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่บุราณแตะต้องได้ถึงความเยือกหนาว ความรวดร้าวสาหัสเพราะเขาก็ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาเหมือนกัน…
ดังนั้น ชายหนุ่มจึงเหลียวมาข้างหลังรถเกือบทั้งตัว  ไม่ได้มองใบหน้าใครอื่นอีก นอกจากดวงหน้าล้อมผมดำขลับเป็นคลื่นเหมือนเกลียวทะเล
"แม้ผมจะไม่เคยพบคุณกมลาสักครั้งเดียว แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าเธอยังสบายดี  เธอมีความสุขกับการรอคอยการกลับบ้านของลูกสาวที่เธอรักปานดวงใจและรักเหนือชีวิต"   
บุราณเชื่อว่าเขาเห็นหญิงสาวเม้มริมฝีปากสะกดกลั้นความตื้นตันยินดีที่แล่นเอ่อขึ้นมาหลังจากได้รับฟังคำตอบจากเขา น้ำเสียงอ่อนโยนอบอุ่นราวปีกแข็งแรงพร้อมจะปกป้องคุ้มครองเคียงข้างกระนั้น…
ยังมีแววตาทอดมาตรง ๆ คือ แววตาของมิตรภาพหาใช่ศัตรูคู่อริไม่
"แล้วคุณพอจะบอกได้ไหมคะ ทำไม…ถ้าคุณยืนยันว่าแม่สบายดีแล้ว  ถ้าอย่างนั้นคงเหลือน้าปัทม์คนเดียว…น้าปัทม์ไม่สบายใช่ไหมคะ"
คราวนี้บุราณพบว่าเขาพลาดตรงที่ใจอ่อนกับน้ำเสียงและรอยเศร้าของเธอจนได้  ธารชีวาไวฉลาดที่จะแทรกคำถามตรงและจ้องจับพิรุธไม่วายวาง
บุราณเปลี่ยนสีหน้าฉับพลันเป็นรอยยิ้มยียวนกลบเกลื่อนในนาทีถัดมา  คงต้องอาศัยท่าทางกวนให้ขุ่นใจ ทำให้โมโหแล้วหญิงสาวก็จะโกรธจนลืมคำถาม
"นั่นแน่…คุณหลอกถามแสดงว่าคุณกำลังง้อผม  สำนึกผิดขึ้นมาซีท่าที่แกล้งผมสารพัด"
ได้ผมดังคาด…
ธารชีวาเบ้หน้าใส่ก่อนเบือนหน้าหนีไปยังทิศทางที่มองไม่เห็นเขาทีเดียว