ธารชีวา ตอนที่ 8

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

                "ผมเพิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้วคุณใจร้าย"
                เจ้าของประโยคต่อว่าตรงไปตรงมา เมื่อเธอเพิ่งก้าวพ้นรั้วสีเทาได้ไม่กี่นาที  อีกคนแล้วหรือที่มองเห็นเธอเป็นคนใจร้ายใจดำ…
                ดีซีนะ …
                สร้างภาพให้ใครเข้าใจอย่างนั้นจะได้ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับชีวิตเธออีก…พากันเดินหันหลังไปให้หมด !
                "ผมไม่ต้องแปลกใจเลย ทำไมหวาจึงทำร้ายผมได้เลือดเย็นนัก  เพราะพ่อของหวาแท้ ๆ หวายังใช้วาจาทำร้ายท่านราวกลับจะให้ท่านตายดับต่อหน้า…เป็นลูกประสาอะไร"
                "เธอเป็นคนนอกนะปิค  เธอไม่ควรวิจารณ์เรื่องวงในของคนอื่นในเมื่อเธอไม่รู้ตื้นลึก  และหวาเกลียดที่สุดคือคนล้ำเส้น"
                "ล้ำเส้น" อีกแล้ว
เธอใช้คำแสนเกลียดชังกับเพื่อนจนได้  แต่มานึกเสียใจก็เปล่าประโยชน์ในเมื่อบางคำพูดผ่านริมฝีปากแล้วเรียกคืนกลับไม่ได้
                ชเลมีอาการตะลึงงัน เมื่อพบว่า "เขา" กลายเป็นคนล้ำเส้นที่ถูกเกลียดในบัดนั้น
                ชายหนุ่มเหยียดยิ้มแห้งแล้ง พร้อมถอยหลังหลายก้าว
                "ผมรู้ว่าผมล้ำเส้น…นางฟ้าอยู่สูงบนราวเมฆข้างบน ผมสอยไม่ถึงหรอก…ผมขะ…ขอโทษที่ทำให้รำคาญใจเสมอมา…หวา…จะยังไงผมก็ชอบหวามากนะ  และอยากเตือนว่า  ถ้าตราบใดที่หวายังไม่เห็นคุณค่าของคนที่เขารักหวาตราบใดที่หวายังทำร้ายเขาได้…ในวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อไม่มีความรักตรงหน้าหวาแล้ว…หวาอาจต้องเสียใจ  อย่าถือดีให้มากนักเลย"
                ธารชีวาก้าวช้า ๆ เหมือนตัวเบากว่านุ่นไปปิดล็อครั้วบ้าน  ยังเห็นหลังชเลดุ่มเดินไปยังปากซอยลิบ ๆ  โดยไม่เหลียวกลับดุจเขาเกลียดชังการมองหน้าคนใจดำอย่างเธอ
ความจริงแล้วเพื่อนคงไม่อาจเข้าใจนัก ธารชีวาต้องรวบรวมกำลังใจมากเพียงไรในการทำร้ายใครสักคนให้บาดเจ็บทั้งที่มิใช่นิสัยของเธอที่จะเกี่ยวใครด้วยหนาม…  โดยเฉพาะเกี่ยวทำร้ายคนที่รักและมอบความรู้สึกสวยงามแก่เธอ 
สำหรับชเล…หญิงสาวเพิ่งค้นพบแม้เขาจะมองโลกอย่างเห็นแก่ตัวในบางโอกาส มีชีวิตจริงจังเกินไป หากมุมมองของความรักเขากลับอ่อนไหวละเอียดละออ  เธอสัมผัสได้จากถ้อยคำตำหนิรุนแรงที่ฝากไว้จนไม่น่าเชื่อจะเป็นถ้อยคำของผู้ชายคนที่ไม่เคยคิดทันเล่ห์ทะเล้นของเพื่อนมากเหลี่ยมของเธอสักครั้ง…
                ถอนใจเฮือกให้ตนเองก่อนสาวเท้าเข้าบ้านด้วยท่าทางเงียบเหงาจับใจ  หญิงสาวนั่งบนเตียงสานจากหวายใกล้ ๆ มีเครื่องโทรศัพท์สีดำสนิทวางอยู่บนโต๊ะไม้เข้ามุมห้องพอดี
                "น้าปัทม์ทำอะไรอยู่คะ"
                กรอกเสียงแห้งแหบผ่านสายไปแทบไม่ตลอดรอดฝั่ง  กล้ำกลืนก้อนแข็งที่จุกจ่ออยู่แถวลำคอเอาไว้ยากเย็น
                "นอนเล่น…นอนตีพุง"
                คนปลายสายตอบเสียงกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ทั้งที่แขนข้างหนึ่งติดเฝือก…ตามเนื้อตัวมีแต่รอยฟกช้ำลำพังอาการตกอกตกใจของพี่สาวคนเดียวเกินพอแล้ว ปัทม์ไม่ต้องการให้หลานสาวรู้เห็นการบาดเจ็บของเขาแล้วตีโพยตีพายอีกคน…
                "แหม…ว่างงานนักหรือไงคะ  ถึงได้นอนตีพุง  คงขายองุ่นได้หลายตันซีท่า…รวยเป็นเสี่ยทำให้ขี้เกียจ"
                คนค่อนใส่เสียงชักขึ้นจมูก
                "หวา…เป็นอะไรหรือเปล่าลูก"
                ปัทม์ไวเสมอกับอารมณ์ของหลานสาว  เขาเลี้ยงประคบประหงมมากับมือไปไหนก็พาไปด้วยตลอดจนธารชีวาแทบกลายเป็นลูกของเขาได้…เพราะคนเป็นแม่ไม่อาจดูแลลูกได้เหมือนแม่ทั่วไป ดังนั้นอารมณ์เล็กน้อยทำไมเขาจะสังเกตไม่ได้เล่า
                "หวาคิดถึงน้าปัทม์กับแม่จังค่ะ"
                เริ่มอ้อน
                "มะรืนก็ได้กลับบ้านแล้ว…ทำไมหวา…งอแงอย่างนี้แสดงว่ามีใครหน้าไหนมารังแกหลานน้าหรือไง…"
                น้ำเสียงเข้มขึ้นจนแทบไม่เหลือความอ่อนโยนเหมือนการสนทนาแรก ๆ ทำให้หลานสาวหัวเราะออก  แรงอบอุ่นกางปีกมาถึงก็ขับไล่ก้อนรันทดให้สลายตัวพริบตา
                "แย่จัง…หวามีน้าชายเป็นนักเลงหัวไม้ …"
                "นักเลงหัวไม้ก็ตัวกระเปี๊ยกเดียว…อย่างน้าเขาเรียกกัน "เจ้าพ่อจำเป็น" …"
                ปัทม์สมอ้างผสมโรงคำกล่าวหาของหลานสาวเสียเลย 
                "แน่ใจนะหวาว่า…ไม่มีใครรังแก"
                ปัทม์ย้ำซ้ำเพราะเขาไม่เคยวางใจสักนาทีเดียวว่าชัชวาลกับพี่สาวจะปกป้องธารชีวาได้เหมือนปัทม์ทำ…รู้ทั้งรู้ ห่วงก็ห่วง…ตระหนักว่าแม่ลูกคู่นั้นรุกรานทั้งพี่สาวและหลานรักกี่ครั้งแล้ว  แม้ ชุลีพรกับชัชวาลจะรักหลานสาวของเขามากเท่าไรก็ตาม แต่ถ้ารักแล้วปกปักษ์ไม่ได้จะมีประโยชน์อะไร
ซึ่งความรักเสมือนดาบสองคม…เป็นเกราะคุ้มภัยได้พอกับสามารถพลิกอีกเหลี่ยมร้ายขึ้นเป็นอาวุธ
                ธารชีวาหัวเราะร่วนอีกครั้ง…กลบเกลื่อนเสแสร้งอย่างที่ทำบ่อย ๆ ยามที่ไม่อยู่ต่อหน้าน้าชายเธอจึงปกปิดแนบเนียน…
                บางที…ถึงเวลาแล้วที่ธารชีวาควรเติบโตเต็มที่  เลิกวิ่งร้องห่มร้องไห้ฟ้องผู้ปกครองเมื่อถูกทำร้ายให้เจ็บปวดเสียที  เธอควรอดทน เข้มแข็งให้มากและไม่ให้ความอ่อนแอของตนกลายเป็นบ่วงภาระสร้างความเป็นห่วงเป็นใยกับแม่หรือน้าชายอีกต่อไป
                "ใครจะกล้ารังแกหวาคะ  มีแต่หวาจะรังแกเขาต่างหาก…ก็…หวาเป็นหลานสาวเจ้าพ่อจำเป็นนี่คะ…อืมม์…แม่สบายดีไหมคะ"
                "สบายดี  สองสามวันนี้ทานข้าวได้เยอะ สงสัยเพราะรู้ว่าหวากำลังจะกลับมาอยู่บ้าน  มีกำลังใจมากขึ้นแล้วหวาเป็นยังไงบ้าง…ทำข้อสอบได้ไหม"
"ทำได้แล้วก็ได้ลอกด้วยค่ะ"
ธารชีวาหัวเราะร่วน
"เขาไม่เรียกว่าลอกแต่เรียกว่าใช้ความรู้รอบโต๊ะ…เอ้อ…ไปเที่ยวกับพ่อกับป้ามาสนุกไหม"
                "ค่ะ"
                คำตอบสั้น ๆ ของธารชีวาน่าสงสัยอีกตามเคย  ก่อนที่ปัมท์จะได้เริ่มต้นง้างแง้มประตูความลับ  หญิงสาวก็แทรกขึ้นก่อนเหมือนรู้เท่าทันเหลี่ยมคมของน้าชาย
                "มะรืนนี้น้าปัทม์มารับหวากี่โมงคะ  เพื่อนหวาจะไปทั้งหมด ห้าคนนะ  มีจืด  ช้าง พิษณุ  อมรรัตน์และก็ มะยุรี…ส่วนคนอื่นเขาต้องรีบกลับบ้านรายงานตัวกับผู้ปกครอง…แต่หวาก็บอกว่าไร่ของเรายินดีต้อนรับทุกคนเสมอ อยากมาเมื่อไหร่ขอให้กริ๊งกร๊างมาบอก น้าปัทม์คนดีของหวายินดีส่งรถไปรับถึงบ้าน…ไม่คิดกะตังสักแดงเดียว"
ธารชีวาคุยโวให้เครดิตน้าชายกับเพื่อนไว้ทำให้คนฟังได้แต่อมยิ้มเพราะเครดิตนั้นคือการมัดมือชกน้าชายอยู่กลาย ๆ
"แดงเดียวไม่คิด แต่จะคิดมากกว่าแดงเดียวนะ"
"แหม…ทำเป็นเค็มไปได้น้าปัทม์ก้อ…องุ่นไม่งอกงามในดินเค็มนะเจ้าคะแล้วจะหาว่าหลานสาวไม่เตือน…"
เมื่อเถียงหลานสาวไม่ทันปัทม์ต้องจบด้วยประโยคว่า
"เรามันปากคอร้ายกาจเหมือนใครน๊า"
"ต้องเหมือนน้าปัทม์ซีคะ  จะให้หวาปากร้ายเหมือนใครเล่า…"
ปัทม์จนมุมอีกรอบก็ได้แต่หัวเราะคล้ายยอมรับคำกล่าวหาของหลานสาว  ธารชีวาปากคมเหมือนใครเล่าถ้าคนนั้นไม่ใช่เขาเพราะกมลาผู้เป็นมารดาก็อ่อนโยนหวานละไมเหลือเกินจนปัทม์ไม่นึกปรารถนาให้หลานสาวอ่อนได้เท่านั้นบางครั้งคนเราควรมีอาวุธไว้ป้องกันตนเองบ้าง…
"หวาอยากให้คนทำความสะอาดบ้านริมน้ำตกให้ด้วย  หวาจะพาเพื่อน ๆ ไปนอนเล่นสักคืน"
                "คร้าบเจ้านาย…รถจะไปรับเจ้านายกับเพื่อนตอนสิบโมงเช้า…พร้อมเสบียงครบครันขอรับ"
                ธารชีวาหัวเราะริก  สนทนาล้อเล่นกับน้าชายอีกไม่กี่นาทีจึงวางสายเมื่อความรู้สึกเศร้าหนักอึ้งผ่อนคลายลงมากแล้ว
                ผู้ชายร่างใหญ่ผิวคล้ำกำลังใช้มือข้างปกติอยู่หย่อนโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตอย่างทุลักทุเลนัก เพราะอุบัติเหตุเมื่อหลายวันก่อนแท้เชียว  ถ้าเจ้ามอเตอร์ไซด์ขี้เมาไม่พุ่งออกมาจากซอยแคบไม่ดูตาม้าตาเรือ  ปัทม์คงไม่ต้องหักหลบจนพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ข้างทาง  เพราะเขาไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยเพราะคิดว่าระยะทางจากบ้านพักคนงานไม่ไกลจากทางเข้าไร่เท่าไรและย่านนั้นไม่ค่อยมียวดยานขวักไขว่ ด้วยความประมาทชั่วยามปัทม์จึงต้องกระเด็นออกมานอกรถ…
                โชคดีบริเวณนั้นเป็นพื้นหญ้าดินนุ่มเขาจึงแค่แขนหักกับเจ็บฟกช้ำเล็กน้อย ศีรษะแตกเย็บห้าเข็ม
                ชายหนุ่มผิวขาวจัดหน้าตาหล่อเหลามีหนวดประดับไว้จนหน้าเข้มจับตาเป็นผู้ผ่านมาพบแล้วพาปัทม์ส่งโรงพยาบาล ขณะที่เจ้ามอเตอร์ไซด์สาเหตุเตลิดไปสุดกู่ไม่ดูดำดูดี…ทั้งที่ปัทม์อุตส่าห์หักหลบเพื่อไม่ให้ชนให้ฝ่ายนั้นบาดเจ็บจนตนเองต้องบาดเจ็บเสียเอง…
                เขาได้บุราณช่วยเหลือ…จึงต้องการตอบแทนบุญคุณฝ่ายนั้นบ้าง ดังนั้นเมื่อพบว่าบุราณกำลังมองหางานทำและไม่เกี่ยงงานหนักในไร่  ปัทม์จึงเสนองานให้…
                "ยังไม่หายดีออกมาตรวจงานแล้วหรือครับ"
                บุราณก้าวเข้ามาหา
ปัทม์ยืนอยู่ข้างรถกระบะบนเนินหญ้ามองแปรงองุ่นเขียวไปทั้งเนินอันสลับซับซ้อนมีผลสีม่วงอมแดงทิ้งตัวเป็นพวงใกล้เก็บเกี่ยวได้ในอีกไม่กี่วัน
"ค่อยยังชั่วมากแล้ว…ไม่อยากนั่งกินนอนอยู่บ้านจะลงพุง"
ความจริงปัทม์เป็นห่วงงานและไม่อยากอยู่บ้านเพื่อให้พี่สาวคอยทอดสายตาอาทรเป็นทุกข์กังวลต่อความบาดเจ็บเล็กน้อยของเขาต่างหาก ทั้งที่การเจ็บของเขายังเจ็บปวดไม่เท่าโรคที่พี่สาวเป็น
ปัทม์พบสายตาเศร้าสร้อยของคนที่นอนนิ่งบนเตียงกำลังทุกข์ใจเพราะไม่อาจลุกขึ้นมาดูแลน้องชายเหมือนคนอื่น ๆ ได้แต่ร้องบอกน้อยให้ตระเตรียมข้าวปลา หาหยูกยาให้ปัทม์วุ่นวาย…
บ่อยไปที่ปัทม์พบความเกลียดชังตนเองปรากฏชัดในดวงตาของกมลา…เกลียดจนอยากกลั้นใจตายเสียเดี๋ยวนั้น…หากไม่ติดที่ธารชีวาพี่สาวอาจไม่นอนทุกข์ทรมานเช่นนี้ให้เกลียดโกรธความไร้คุณค่าแห่งตนเพราะความพิกลพิการ เป็นภาระแก่ใคร ๆ รอบข้าง…
            "พอใจงานที่ทำไหม"
            ปัทม์ปัดความกังวลออกจากหัวรวดเร็ว กล่าวถามคู่คิดคนใหม่ที่ตนเกิดต้องชะตาวางใจนัก
            บุราณยิ้ม…
            "ตำแหน่งเลขานุการผู้จัดการไร่โก้ดีนะครับ เสียตรงงานหนักเหลือเกิน…ก็…คุณเล่นใช้ผมทำเสียทุกอย่าง…ตั้งแต่นักการยันผู้จัดการไร่…อืมม์…สนุกดีครับ…ผมชอบ"
            บุราณล้อเล่นก่อนหัวเราะเสียงใส
            "คงไม่มีใครคิดนะครับว่าคุณปัทม์มีเลขานุการเป็นผู้ชายทั้งแท่ง"
            "เอ…อย่างนี้จะมีคนคิดว่าผมเป็นเกย์ไหม?…ไอ้ผมก็ดันยังโสดเสียด้วยซี"
            บุราณส่ายหน้าเปื้อนยิ้มอีกรอบ เพราะไม่คาดจะได้ยินประโยคตลกทะเล้นผ่อนคลายจากผู้ชายเอาจริงเอาจังกับงานการคนนี้ 
จริงซีนะ…สีหน้าปัทม์ผ่อนคลายลงตั้งแต่ได้สนทนาโทรศัพท์สายเมื่อสักครู่นั่นแล้ว หลายประโยคที่บุราณแว่วได้ยินจับใจความและคาดเดาไม่ยากว่ากำลังสนทนากับใคร
            "มะรืนหลานสาวผมจะกลับบ้าน แกเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย…"
            คนที่แขนข้างซ้ายเข้าเฝือกกล่าวขึ้นลอย ๆ ไม่มีปี่มีขลุ่ย  ความจริงแล้วบุราณมาอยู่ที่ไร่ไม่กี่วันรู้จักแต่คนงานของไร่กับลูกค้าที่ต้องติดต่อด้วย หากบุราณยังไม่มีโอกาสพบคนที่เขาปรารถนาพบที่สุด…
บ้านหลังใหญ่บนเนินสีเขียวที่มองเห็นลิบ ๆ บุราณไม่มีโอกาสแม้แต่จะเฉียดใกล้เพราะเขตนั้นเป็นบ้าน "นาย" คนงานผู้ไม่เกี่ยวข้องไม่มีสิทธิเข้าไปเกะกะ
            "พาเพื่อนมาเที่ยวไร่ห้าคน…คงค้างที่ไร่หลายวัน…ผมจะให้ลุงโอ่งขับรถตู้ไปรับ…แต่ผมก็อยากรบกวนคุณไปกับลุงโอ่งเพื่อดูแลหลานสาวและเพื่อน ๆ แทนผมด้วย…อยากให้พาเด็ก ๆ เที่ยวให้สนุกสนานก่อนถึงไร่…โปรแกรมทั้งหมดผมสั่งการกับลุงโอ่งไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะให้แวะที่ไหนบ้าง…จะกลับมาถึงไร่คงราวหกโมงเย็นพอดี…"
            "มีงานปาร์ตี้ค่ำนั้นด้วยใช่ไหมครับ  ผมได้ยินแม่ครัวเขาคุยกัน  คุณปัทม์สั่งอาหารพิเศษมากมายราวจะเลี้ยงคนทั้งกองทัพ…"
            น้ำเสียงบุราณเปื้อนหัวเราะล้อเลียนเป็นกันเอง เพราะกับบุราณปัทม์ให้ความเป็นมิตรราวกับเขาเป็นญาติคนหนึ่งมากกว่าแค่ลูกจ้างธรรมดาของไร่  การพูดการจา มุมมอง สะท้อนคมความคิดให้วัดได้ว่าบุราณเป็นคนมีการศึกษา ดูแค่เครื่องแต่งกายไม่มีอะไรแสดงว่า "ลูกทุ่ง" สักนิด  แล้วจะไม่ให้บรรดาคนงานสาวน้อยสาวใหญ่ในไร่กรี๊ดเขาราวกับกรี๊ดใส่พระเอกในละครได้อย่างไร  ตั้งแต่ไร่ได้บุราณมาช่วยงานเกิดสีสันมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะ
            "แม่เขาต้องการจัดงานเลี้ยงรับลูกสาว…คงเป็นกริลปาร์ตี้ตรงสนามหน้าบ้าน"
            ปัทม์อธิบายต่อเมื่อพบคิ้วเข้มขมวดเป็นเครื่องหมายคำถาม
            "ผมหมายถึงพี่กมลา…พี่สาวผมเอง…เธอป่วย…คุณยังไม่เคยพบเธอหรอก เพราะเธอไม่เคยออกมาเดินข้างนอกไม่เคยยุ่งเกี่ยวงานในไร่นานแล้ว…"
ปัทม์ไม่ได้คลางแคลงสงสัยสักนิดกับแสงอ่อนไหววูบแต้มชัดเจนในดวงตาเจ้าของดวงหน้าหล่อเหลาเหมือนแขกขาว…แม้หนวดเหนือริมฝีปากจะดูเกะกะตานักก็เถอะ  เพราะเข้าใจเสีย…บุราณคงได้ยินคำบอกเล่าถึงอาการเจ็บป่วยของกมลาจากปากคนงานในไร่มาบ้าง
"ยังไงคืนงานปาร์ตี้ผมเชิญคุณด้วยนะ เพราะไหน ๆ ผมก็มอบหมายให้คุณเป็นผู้แทนผมดูแลเด็ก ๆ ตลอดการเดินทางแล้ว…อีกอย่างผมจะได้มีเพื่อนดื่มไวน์…"