ธารชีวา ตอนที่ 7

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

ศาลาเรือนไทยหลังน้อยด้านหลังตึกใหญ่แทรกตัวอยู่ในร่มไม้ครึ้ม…หินดินดานแผ่นสี่เหลี่ยมจัดวางเรียงเป็นทางเดินจากสนามหญ้าหลังตึกจนถึงศาลาเก่าที่ไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไรนัก…ทุกวันคนสวนเพียงเข้ามาตัดหญ้า แต่งต้นไม้ รดน้ำดูแลไม่ให้ด้านหลังรกเรื้อเท่านั้น…
เมื่อก่อนบริเวณสวนด้านหลังกมลาชอบใช้รับแขก เธอชอบความร่มรื่นกับกลิ่นหอมเย็นจากมวลต้นไม้ดอกไม้หลายชนิด…ชอบเก็บดอกอัญชันสีม่วงที่เลื้อยเกาะตามรั้วมาทำขนมให้ใครในบ้านทาน บุราณยังจดจำวันที่เขานอนหนุนหมอนบนศาลาโดยฟังอากมลาอ่านหนังสือนิทานให้ฟังจนหลับไม่รู้ตัว…เด็กชายต้องตื่นขึ้นมาพร้อมถามว่า
"แล้วตอนจบเป็นยังไงครับ"
จนแล้วจนรอดบุราณเคยได้ฟังนิทานจบเสียเมื่อไหร่…
นับแต่กมลาพ้นจากฐานะนายหญิงของบ้าน…บริเวณสวนด้านหลังแทบร้างเพราะนายหญิงคนใหม่ไม่ชอบเธออ้างว่าในสวนแมลงเยอะ  เธอแพ้ และคัน…ไม่เคยสักครั้งสุมาลีจะย่างกรายลงมาถึงสวนด้านหลัง
ร่างผอมบางในชุดผ้าไหมสีเหลืองอ่อนตัดเย็นประณีตเป็นชุดกระโปรงยาวติดกันนั่งเอนหลังพิงหมอนสามเหลี่ยมใบใหญ่ ข้างกายมีหนังสือวางซ้อนอยู่สองเล่ม…
เสียงรองเท้าเหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งกรอบแกรบ…ปลุกให้คุณชุลีพรเหลียวมองยังแหล่งของเสียงก่อนเปิดรอยยิ้มทักทาย
"ผมมาช้าหรือเปล่าครับคุณป้า…พอดีลูกนกพาไปเที่ยวเกือบรอบเกาะรัตนโกสินทร์…อะไรก็ดีไปหมดเสียตรงรถติดเท่านั้นเอง"
บุราณเพิ่งแยกจากหทัยชนกซึ่งบ่นเหนียวเนื้อตัวขอแยกไปอาบน้ำก่อน แล้วนัดพบกันอีกครั้งที่โต๊ะอาหารค่ำ ขณะที่หทัยชนกคิดว่าชายหนุ่มคงนั่งอ่านหนังสือพักผ่อนหย่อนใจอยู่ในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของบ้าน…เขากลับเดินเลาะรอบตึกหลบมาด้านหลังตามที่นัดกับคุณชุลีพรไว้
"สนุกไหม…"
"ครับ"
"ป้าไม่เห็นลูกนกมีความสุขมากเท่านี้มาก่อน"
คุณชุลีพรเปรย สายตาคนอาบน้ำร้อนมาก่อนมองปราดเดียวก็อ่านออก หลานสาวตกหลุมรักบุราณชนิดถอนตัวไม่ขึ้นเสียกระมัง…ความพึงพอใจอย่างไม่ปกปิดเป็นประกายจัดจ้าในดวงตารี  เปิดเผยทุกความรู้สึกนับแต่นาทีแรกเมื่อได้พบบุราณ จากนาทีนั้นหทัยชนกเหมือนมือกาวเกาะติดพี่ชายแน่นกว่าสายใยใด…สุมาลีดูพึงพอใจชายหนุ่มผู้นี้ไม่น้อย จึงไม่ได้ขัดขวางทั้งยังเปิดโอกาส สนับสนุนให้บุราณได้ใกล้ชิดลูกสาวตนแน่นแฟ้น
                บุราณยิ้มแทนคำพูด…ก่อนจะมองเห็นซองสีน้ำตาลเท่าซองจดหมายสอดไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งถูกดึงออกมาส่งให้
                ภาพถ่ายไม่กี่ภาพปรากฏแก่สายตา…ดวงหน้าล้อมผมหยักศกยาวกับแววตาเกเรไม่ยอมลงให้ใคร…คือ ใบหน้าของผู้หญิงคนเมื่อกลางวันแน่นอนยังมีวันที่ระบุไว้ว่าเพิ่งถ่ายเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา…อีกภาพเด็กสาวผู้นั้นถ่ายกับ…?
                อาการขมวดคิ้วแทบพันกันทำให้ชุลีพรต้องอธิบาย…
                "กมลากับลูกสาว  เด็กผู้หญิงคนที่นั่งอิงซบอยู่ในภาพกับผู้หญิงนั่งกึ่งนอนบนเตียง คือ กมลากับธารชีวา"
                คราวนี้บุราณพินิจภาพถ่ายอีกครั้ง  อากมลาตัวเล็กเท่าเด็กสิบกว่าขวบเท่านั้น ใบหน้าผอมเสียจนจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ ถ้าเขาพบโดยไม่ได้รับการแนะนำว่าเป็นอากลมาบุราณคงจำไม่ได้…ภาพที่เห็นผิดจากภาพสวยในความทรงจำราวหน้ามือเป็นหลังมือ ศีรษะมีเส้นผมบางจนแทบนับจำนวนได้ ประกายอบอุ่นอ่อนโยนเนืองนิจจากแววตาคู่ที่ทอดมองมาเท่านั้นพอจะย้ำให้มั่นใจว่าเป็นอากมลาแน่แล้ว…มือข้างที่วางบนตักธารชีวาบิดเบี้ยวเพราะกระดูกผิดรูปร่าง…อะไรกันนี่ !
                "อากมลาป่วยหรอกหรือครับ…ผมทราบจากโปสการ์ดว่าเธอป่วย  แต่ผมไม่คิดว่าจะมากอย่างนี้"
                น้ำเสียงบุราณแหบพร่า…ใจหาย เหมือนความเจ็บปวดยามเมื่อเขาพบมารดานอนนิ่งไม่รู้สึกตัวบนเตียงของโรงพยาบาล อาการดิ้นรนทุรนทุราย หวีดร้องอย่างเจ็บปวดทุกข์ทรมานถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้ง…พิษของบาดแผลของความรู้สึกนั้นรุนแรงจนกระบอกตาร้อนผะผ่าว…เช่นกันอีกความรู้สึกหนึ่งจุดขึ้นอ่อนเบาคือความสงสาร เห็นอกเห็นใจ พร้อมเข้าใจคนหัวอกเดียวกัน…หัวอกของธารชีวา
                ลูกของอากมลาจะแบกรักความปวดร้าวไว้มากมายเพียงไรเหมือนหัวจิตหัวใจของบุราณจะเข้าใจปรุโปร่ง
                แล้วเรื่องราวมากมายเท่าที่คุณชุลีพรพอจะถ่ายทอดได้ผ่านพ้นเป็นฉาก ตอน ล้วนก่อความสะเทือนใจทั้งคนเล่าและคนฟัง  จนบุราณเข้าใจถึงเหตุผลของคำว่า "เด็กข้างถนน" จากปากหทัยชนกถ่องแท้
                ก็ไม่แปลก…ถ้าชีวิตบางคนอดีตกับปัจจุบันจะขัดแย้งกันสิ้นเชิง
                "เมื่ออาทิตย์ก่อนป้าเพิ่งได้พบหวา…ยังมอบสร้อยกับจี้ไข่มุก เข้าชุดกับต่างหูเป็นของขวัญที่เขาเรียนจบ…แต่ของนั่นกลับถูกคืนมาพร้อมเหตุผลสั้นไม่กี่คำจากปากยายหวาว่า…หวาไม่มีสิทธิ…ท่าทางแกดูก้าวร้าว กระด้างทั้งที่ก่อนหน้านั้นป้ามั่นใจนัก…ลูกสาวกมลาเป็นเด็กน่ารัก"
                "เกิดอะไรขึ้นหรือครับ…ก็…น้อง…เอ่อ…หวาเขาก็ไม่ได้โกรธเคืองคุณอาเล็ก หรือคุณป้า…ฟังจากที่เล่าเหมือนหวาจะเข้าใจทุกอย่างดีด้วยซ้ำ"
                วันนั้นคุณชุลีพรเข้าไปบริษัทเพื่อประชุมประจำเดือนกับคณะกรรมการบริหารและหุ้นส่วน เธอจึงได้พบธารชีวาซึ่งติดต่อกับเลขานุการหน้าห้องชัชวาลเข้าพบ…
                แม้จะมองเห็นดวงตาเกือบเย็นชาจะอ่อนแสงลงวูบหนึ่งเมื่อพบทั้งป้าและพ่อพร้อมหน้าในห้องทำงานทว่าชั่วนาทีหลังจากตวัดสายตาพบสุมาลีนั่งหลังตรงอยู่บนโซฟารับแขกมุมห้องทอดสายตามองเด็กสาวอยู่ก่อนแล้วแสงอ่อนนั่นก็เลือนหายไปราวมวลเมฆสีเทาเคลื่อนเข้าบดบังนวลจันทร์
                ธารชีวาวางกล่องกำมะหยี่ลงบนโต๊ะทำงานของบิดาท่ามกลางความประหลาดใจจนชัชวาลถามออกไป
                "หวา…เอามาให้พ่อทำไมลูก  มันเป็นของหวาแล้ว"
                "หวาไม่มีสิทธิหรอกค่ะ"
                อยากกล่าวเสริมอีกว่า
                "คุณค่าของมันสูงเกินกว่าหวาจะล้ำเส้นเข้าครอบครองได้…"
                แต่ธารชีวาไม่ได้มีนิสัยใช้วาจาทำร้ายใคร ๆ ถ้อยคำเหล่านั้นจึงซุกซ่อนเพียงในใจ…แล้วกล่าวสั้น ๆ เท่านั้นไม่มีโอกาสได้พูดจาอธิบายเหตุผลอื่นใดให้กระจ่างชัดเพราะสุมาลีลุกพรวดจากที่นั่งก้าวเข้ามายืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานของสามี  มองกล่องกำมะหยี่ด้วยสายตาลุกวาว แสงวูบวาบร้อนแรงเกิดจากการประเมินเรื่องราวเข้าใจในนาทีถัดมาจึงกล่าวออกไปราวจะเชือดให้ธารชีวาดิ้นตายต่อหน้า
                "จองหอง…ผู้ใหญ่เมตตาก็ยังทำท่ามากเรื่อง  จะเรียกร้องความสนใจหรือยังไง เด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวไม่สมบูรณ์ก็เป็นแบบนี้ละ  ก้าวร้าว กระด้าง ไม่น่ารัก…"
                คำว่าเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวไม่สมบูรณ์จากปากของสุมาลีเหมือนเปิดกล่องลับในหัวใจหญิงสาวตีแผ่กระจ่างชัดเมื่อธารชีวาเจ็บปวดแทบขาดใจอยู่ตรงนั้นจริง ๆ …เธอเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยเพราะขาดพ่อ…เพิ่งยอมรับว่าดวงใจของเธอแม้จะอบอุ่นมากมายเพียงไรจากกายกอดของแม่  อบอุ่นมากมายเพียงไรจากสายใยรักและวงแขนคุ้มครองของน้าปัทม์ ทว่า ณ ดวงใจดวงนั้น ยังคงมีช่องว่างเผื่อไว้ รอคอยความรักจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งธารชีวาแอบซุกเร้นกระแสโหยหาไว้ลึกสุด…เพราะไม่เคยตระหนักชัดสักคราวว่า มันเป็นของเธออย่างแท้จริง ที่ผ่านมาเธอเพียงเก็บข่มด้วยความรื่นเริงแจ่มใส ด้วยกริยาอ่อนหวานของเด็กน้อยน่ารัก ด้วยภาคหนึ่งที่ต้องแสดงถึงพลังเข้มแข็งให้มากกว่าแม่ร้อยเท่าพันเท่า…
                ธารชีวาเม้มริมฝีปากนิดหนึ่งก่อนก้าวออกไปจากห้องนั้น โสตประสาทของเธอไม่วายได้ยินเสียงสุมาลีกล่าวดังไล่หลังขึ้น
                "เขาไม่ใช่คนในครอบครัวเรา  ไม่ต้องเสียเวลาใส่ใจ…"
                ประตูห้องทำงานปิดงับแล้ว…หลังจากนั้นชัชวาลกับสุมาลีก็เปิดฉากโต้เถียงกันรุนแรงด้วยปัญหา "ลูกคุณ" และ "ลูกฉัน"…จนคุณชุลีพรพลอยปวดเศียร
                ความจริงแล้ว…จะลูกใครก็ตาม
                ทั้งหทัยชนกและธารชีวาต่างให้กำเนิดจากพ่อคนเดียวกัน…เป็นพี่น้อง
                ทำไมหนอเด็กสองคนจะรักรวมเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ได้…              
                "หวาไม่ได้อธิบายอะไร…แกคืนของมาแล้วก็ตัดขาดการติดต่อทุกทาง…ราวกลับแกถูกใครล้างสมอง เปลี่ยนความคิด…การคืนข้าวของที่ป้ากับพ่อให้ คำพูดว่า…หวาไม่มีสิทธิ…เท่ากับยืนยันจุดยืนของแกชัดเจนเหลือเกิน ธารชีวาไม่มีวันก้าวเข้ามาผูกพันกับญาติ ๆ ของพ่ออีก…ป้าอดรู้สึกไม่ได้ว่า ป้ากับพ่อของแกถูกเกลียดชังเสียแล้วโดยไม่รู้ถึงสาเหตุแท้จริง…คุณเล็กเสียใจมากจนต้องเข้าโรงพยาบาล…หมอบอกว่ามีอาการของคนเป็นโรคหัวใจ…"
                ชัชวาลติดกับดักของความผิดละอายนานนับสิบปี…แม้เขาจะเพรียบพร้อม สมบูรณ์แบบหากคุณสมบัตินอกกายเหล่านั้นมิอาจเติมเต็มรอยว่างเปล่าซีกหนึ่งของหัวใจได้ ไม่อาจทดแทนความปรารถนาจะแก้ไข  หากย้อนเวลาคืนกลับ…แม้เขาไม่อาจทะนุถนอมผู้หญิงคนที่รักเขาสุดชีวิต และเขาเพิ่งรู้ตนว่าก็รักเช่นกันได้  เขาขอเพียงได้คืนกลับความรักทั้งมวลชดเชยสู่ผู้เป็นธารชีวาแห่งชีวิตบ้างเท่านั้น  แต่แล้วความฝันซึ่งกำลังจะเป็นรูปร่างด้วยดีกลับพังครืนลงมา ความผิดหวังรุนแรงทำให้ชัชวาลต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่หลายวัน
                "แล้ว…คุณป้าจะให้ผมช่วยอะไรครับ"
                "บี๋…บี๋เป็นเดียวที่จะแทรกตัวเข้าใกล้หวาได้เพราะบี๋มีความนับถือมีความรักผูกพันกับกมลา…เด็กนั้นจะรักทุกคนที่รักแม่ของแก…บี๋ต้องค้นหาเหตุผล เกิดอะไรขึ้น ทำไมหวาจึงไม่ยอมรับพ่อกับป้า…ทั้งที่แกก็เคยยอมรับ…มันเกิดอะไรขึ้นจึงเปลี่ยนแปลง…อยากให้บี๋ช่วยดึงน้องกลับมาหาเราที"
                ชุลีพรไม่ได้เปิดเผยความปรารถนาหนึ่งให้บุราณรู้เพราะพูดออกไปก็เหมือนแช่งให้กมลาตาย…ถ้าสิ้นกมลาแล้วเธอมุ่งมั่นยื้อตัวหลานสาวคืนมาหาดูแลเสียเอง…ชุลีพรไม่เห็นด้วยกับการปล่อยหลานสาวไว้กับน้าชายกลางงานไร่อย่างนั้น…
                บุราณถูกขอร้องให้ทำงานหนักเสียกระมัง…ทำไมหนอ…แววตาเอาเรื่องของคนเมื่อกลางวันบอกให้บุราณหวั่น ๆ ถึงพยศของเธอมีไม่น้อยเชียว
                โธ่ ! …อากมลาไม่ปริปากเล่าถึงความเจ็บป่วยหนักหนาให้ชายหนุ่มระแคะระคายสักนิด  ขณะตนเองต้องต่อสู้กับเงื้อมเงาของความมืดมิดที่มองไม่เห็น  เงามหึมาน่าสะพึงกลัวจะแผ่รัศมีคลี่คลุมและพรากจากอากมลาเมื่อไหร่ไม่รู้…อากมลายังมีใจฝากความห่วงใจ ถ่ายเทความรักล้นถึงเขาไม่เคยสิ้นสุด…อย่างนี้แล้วจะมิให้บุราณรักอากมลาเสมือนแม่คนหนึ่งได้อย่างไร 
                รักจนเจ็บปวดอีกคราว เมื่อรับรู้ถึงเรื่องราวเศร้าโศกไม่สมหวังซัดกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า…
                "อาทิตย์หน้า…เมื่อพ่อจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว…ผมจะไปหาอากมลาที่ไร่"
                บุราณกล่าวกับชุลีพรหลังจากตัดสินใจภายในไม่กี่วินาที
 
 
               
ด้านนอกรั้วสีเทาระดับอกมีร่างสูง ผอม ผิวขาวยืนหน้าซีดเหมือนกระดาษอยู่นานเกือบชั่วโมงแล้วเพราะเจ้าตัวไม่กล้ากดกริ่งเรียกเจ้าของบ้านทั้งที่รู้ว่าเธออยู่ คงกำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านในอีกสัปดาห์ข้างหน้าตามที่เขาได้รับคำบอกเล่าจากเพื่อนของเธออีกทอดหนึ่ง
                กระทั่งประตูบ้านเปิดออก ธารชีวาสวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืดตัวยาวเกือบคลุมมิดขากางเกง รวมผมหยักศกไว้ด้วยผ้าเช็ดหน้าลายดวงดาวในมือถือตะกร้าขยะออกมาทิ้ง  เมื่อเธอพบเขายืนนิ่งราวหุ่นปั้นอยู่ด้านนอกก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะคลี่รอยยิ้มกระจ่างให้ราวกลับไม่เคยทำร้ายเขาให้เจ็บปวด ดุจเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นแค่ความฝัน
                "มานานแล้วหรือปิค  แล้วทำไมไม่เรียกละ…"
                "ผมไม่แน่ใจว่าหวาเต็มใจจะคุยกับผมอีกไหม"
                หญิงสาวถอนใจเฮือก เดินอ้อมออกมาข้างนอกเทขยะในตะกร้าลงถังใบใหญ่ 
                "บ้านหวาเปิดประตูรับเพื่อนทุกคนเสมอ…หวาจำได้  เคยบอกปิคอย่างนี้แล้วครั้งหนึ่ง…อืมม์…เข้ามาก่อนนะ"
                เธอเปิดประตูกว้างทิ้งไว้เดินนำเข้ามา พยายามมองชเลด้วยความเห็นอกเห็นใจต้องการถ่ายโทษที่ซัดสาดอารมณ์ลึกร้ายใส่เขาราวกลับเป็นผู้ก่อความเจ็บปวดสาหัสให้…เธอควรภาคภูมิไม่ใช่หรือเมื่อมีใครสักคนรักเธออย่างทุ่มเทหัวใจ…ขณะเดียวกันควรเห็นอกเห็นใจเขายิ่งนักเมื่อตระหนักชัดความรักของเขาเหมือนตบมือข้างเดียวไม่มีวันสมหวังเพราะเธอไม่ได้รู้สึกพิเศษกว่าการเห็นเขาเป็นเพื่อน
                ชเลค่อย ๆ หย่อนกายนั่งลงบนชุดเก้าอี้หวายหนึ่งในสามตัวตรงเฉลียงหน้าบ้าน เบื้องบนมีโคมไฟเก่าห้อยต่ำเหนือศีรษะธารชีวาหายเข้าไปในบ้านไม่กี่นาทีก็กลับออกมาพร้อมน้ำเย็นจัดในแก้วทรงสูงกับขนมปังอบกระเทียมในจานเล็ก
                "ปิคหายหน้าไปนะ…อ่านหนังสือสอบละซี…ทำข้อสอบได้ไหม"
                หาเรื่องชวนคุยทั้งที่น่าจะเดาออก ชเลหายไปจากชีวิตของเธอเพราะคลื่นลมแห่งความเจ็บปวดรวดร้าว ความกระดากอายเกินกว่าจะสู้หน้า  ความผิดหวังจนพาลโกรธเกลียดทุกสิ่งรอบข้าง  ชเลไม่ได้ทุ่มเทอ่านหนังสือสอบ เขาไม่ได้ทำข้อสอบได้ดีเหมือนที่ผ่านมา  หากคะแนนของเขาคงไม่ย่ำแย่เกินไปนักเพราะตลอดเทอมที่ผ่านมาเขาทำคะแนนสะสมไว้ดี
"แล้วหวาทำข้อสอบได้ไหม"
                "ข้อสอบไม่ยากเท่าไหร่หรอก ก่อนสอบอาจารย์ก็สรุปให้บ้างแล้ว…หวาสอบเสร็จตั้งแต่เมื่อวาน…แต่เพื่อนคนอื่นยังมีสอบวันนี้เป็นวันสุดท้าย…"
"ผมรู้…เมื่อวานเจอจืดกับช้าง…"
"ปิค…หวาขอโทษ…แย่จัง…หวารู้สึกแย่ รู้สึกผิดทุกครั้งที่เห็นหน้าปิค…ปิค…หวาอยากให้ปิคเข้าใจ หวาอยากให้ปิครักตัวเองให้มาก…อยากให้ปิคมองหวาเหมือนปิคมองจืด มองเพื่อนคนอื่น ๆ …หวา…ไม่ได้เป็นคนดีนัก  หวาไม่เหมาะสมกับปิคหรอก"
                ชเลถอนใจเฮือก
                "หวาตอบได้ไหม  ทำไมหวาถึงไม่รักผม"
                "คือ…จะให้หวาอธิบายยังไงดีละ…"
                กำลังลำบากใจต่อคำถามที่ยากหลีกเลี่ยง เหมือนชเลไม่ยอมถอยหากเขาไม่ได้คำตอบ ดวงตาเศร้าสร้อยทอดมองอ่อนเอื้อนราวเรียกร้องของความสงสารเห็นใจแม้จะต้องคุกเข่าตรงหน้าถ้าทำให้ธารชีวารักได้ชเลคงทำ
ครั้นธารชีวาจะชี้จุดบกพร่องของเขาในสายตาเธอก็โหดร้ายเกินไป เพราะการตัดสินใจใครสักคนว่าดี หรือเลวจากกรอบทัศนะส่วนบุคคลช่างไม่ยุติธรรม บางทีข้อบกพร่องที่เธอไม่ใคร่ชื่นชมอาจมีใครสักคนพร้อมเปิดใจยอมรับมากกว่าเธอก็ได้…
                เบนซ์สีตะกั่ววิ่งช้า ๆ เข้ามาจอดจ่ออยู่หน้าบ้าน  ลุงเสริมออกจากรถเป็นคนแรกวิ่งอ้อมเปิดประตูรถด้านหลังให้ผู้ชายในชุดเสื้อคอกลมแขนจั๊มสีเทาลายขวางเส้นเล็ก …
                ธารชีวาขยับลุกจากเก้าอี้เกือบพร้อมกับชเลซึ่งประหลาดใจกับผู้มาเยือน เขาเห็นใบหน้าของหญิงสาวเครียดจัดจนหัวคิ้วเกือบชนกัน
ชายหนุ่มยกมือไหว้ทำความเคารพบุรุษภูมิฐานผู้ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงบริเวณหน้าบ้านเมื่อเห็นหญิงสาวทำความเคารพเช่นกัน…ผู้ชายคนที่เขามั่นใจเคยเห็นจากนิตยสารเพื่อนักธุรกิจหลายเล่ม เด่นดังและรวยติดอันดับ
                "พ่อแวะไปหาหวาที่คณะ…เพื่อน ๆ หวาบอกว่าหวาสอบเสร็จแล้ว…พ่อโทรมาหาหวาก็หลายครั้ง…แต่ไม่เคยได้คุยกับหวา พ่อจึงฝากข้อความไว้…แต่หวาก็ไม่เคยติดต่อพ่อกลับไป…มีอะไรเกิดขึ้นหรือลูก ใครทำอะไรให้หวาไม่พอใจ หรือพ่อทำอะไรผิด…หรือว่าสุมาลี"
                ชัชวาลเพิ่งฉุกคิด  ภรรยาของเขาน่าสงสัยที่สุด  ภรรยาผู้ไม่เคยพูดจาถึงอดีตภรรยาและลูกสาวอีกคนของเขาในแง่บวกสักคราว
                "สุมาลีมาพบหวาหรือเปล่า…ใช่ไหม ?  สุมาลีมาพูดอะไรกับหวาใช่ไหม"
                ก่อนที่ชัชวาลจะเริ่มระแคะระคายสงสัยมากขึ้น ธารชีวาตัดสินใจกล่าวประโยคหยาบคายที่สุดจนนึกเกลียดตนเองจนแทบอยากให้ถูกตัดลิ้น
                "แม่กมลา คือ คนที่หวารักมากที่สุด  หวาเกลียดชังทุกคนที่ทำร้ายแม่…ความจริงแล้วหวาไม่กล้ายอมรับต่างหาก หวาเกลียดคุณพ่อเล็กมาตลอด  เพราะคุณพ่อเล็กทอดทิ้งเราสองคนแม่ลูก  คุณพ่อเล็กมีส่วนทำให้แม่ต้องเจ็บปวด ทุกข์ทรมานอยู่จนทุกวันนี้…หวามีเหตุผลในการตัดสินใจเลิกข้องเกี่ยวกับคุณพ่อเล็กและคนอื่นในครอบครัวคุณพ่อเล็กเท่านี้เองค่ะ…"
                "หวา  หนูพูดอะไรออกมา  รู้ตัวหรือเปล่าลูก…ไม่น่ารักเลย"
                ธารชีวาเหยียดยิ้มตรงมุมปาก
                "หวาไม่ได้ต้องการให้ใครมารัก…ลุงเสริมคะ  คุณพ่อเล็กจะกลับแล้วค่ะ  หวาขออนุญาตไม่ส่งนะคะ  หวามีของอีกมากต้องเก็บ  มะรืนนี้หวาต้องกลับบ้านไร่…"
                กล่าวจบก็หมุนตัวรวดเร็วเข้าบ้าน ทิ้งให้ "คุณพ่อเล็ก" ยืนตะลึง เจ็บปวดอยู่ด้านนอกลำพังโดยมีคนขับรถคู่ใจเกาะแขนท่านไว้ด้วยความเป็นห่วง เห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง 
                ธารชีวาไม่สนใจสีหน้าไร้สีเลือดของชัชวาล  ไม่สนใจความเจ็บป่วยที่ฝ่ายนั้นเพิ่งฟื้นตัว…
                ในสมองหนักอึ้งสับสนมุ่งจะหาวิธีทางตัดขาดให้ได้เท่านั้น  และธารชีวาจะเลือกทำทุกทางโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมอื่นใดเช่นกัน…
                ชเลพลัดหลงร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ขัดแย้งโดยบังเอิญ  เขาได้แต่ทำหน้าเหรอหรา…มองคนนั้นทีคนนี้ที…ด้วยความคาดไม่ถึงว่าผู้หญิงที่เขารักจะเป็นลูกสาวของชัชวาล อนันต์ศรัทธา…
                ความรักพรางตาไม่ให้ชเลสนใจประวัติของคนที่เขารัก  ยามนี้เพิ่งรู้สึกว่าธารชีวาไม่ต่างจากหนังสือเล่มหนึ่งเขียนขึ้นด้วยภาษาอ่านยาก…ซ่อนเร้นความลึกลับซับซ้อนไว้ทุกบรรทัด
                อีกมุมหนึ่งที่มองเห็นถึงความไม่เหมาะสม …ถ้าธารชีวาเป็นลูกสาวเศรษฐีร่ำรวยติดอันดับคนนี้ชีวิตเธอย่อมสูงส่งหากไกลจากตัวเขานักหนา  เขาเป็นแค่ลูกชายเถ้าแก่ร้านขายข้าวสารเล็ก ๆ ในต่างจังหวัดหางแถว   นี่คือเหตุผลหนึ่งให้เธอปฏิเสธเขาหรือเปล่าหนอ ?  ความแตกต่างราวฟ้ากั้นและความไม่สอดคล้องลงตัว ความไม่เหมาะสม…มีหรือนางฟ้าแห่งราวสวรรค์จะน้อมกายลงสัมผัสคนเดินดินต่ำต้อยเยี่ยงเขา
                ธารชีวาค่อย ๆ ผลักประตูบ้านออกมานั่งลงยังเก้าอี้ตัวเดิมเมื่อแหวกม่านมองเห็นพ่อถูกประคองขึ้นรถหรูหราเคลื่อนพ้นหน้าบ้านไปแล้ว โดยมีสายตาของชเลติดตามด้วยความสับสนคิดครุ่น  ด้วยความรู้สึกตนเองห่างไกลไร้ค่า…
                "เมื่อก็เราคุยถึงไหนนะปิค…อ้อ…มะรืนเพื่อน ๆ จะไปเที่ยวบ้านไร่ของหวา  ฉลองสอบเสร็จที่นั่น…เพื่อน ๆ ชวนปิคหรือยัง  ถ้ายังไม่มีใครชวน  หวาชวนนะ  ไปด้วยกันซี"
                ชเลกำลังงงงวยเหมือนถูกหมัดหนักหน่วงเสยคาง… 
                เป็นไปได้อย่างไร…ใบหน้าที่ลอยเด่นชัดตรงหน้าคือ ดวงหน้าแต้มรอยยิ้มจาง ๆ กับดวงตากลมโตวะวับ ไม่พบความขัดเคือง แง่งอน ร้ายกาจเหมือนคนเมื่อไม่กี่นาทีผ่านสักนิด ราวกลับการมาทักทายของชัชวาลเป็นเพียงสายลมพายุรุนแรงวูบเดียวพัดหักรานแล้วก็ผ่านเลย
                ความจริงแล้วตัวตนธารชีวาเป็นอย่างไรกันแน่นะ…