ธารชีวา ตอน ที่ 6

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

ร่างผอมสูงผิวขาวเกือบซีดกำลังเดินพ้นร่มไม้ใหญ่ริมสนามบอลมาทางกลุ่มของธารชีวาและเพื่อนแล้ว ผู้ชายหน้าจืดมองใกล้ ๆ จะพบกระสีน้ำตาลเป็นจุด ๆ บนผิวซีด…ดวงตารีเล็กปกปิดด้วยแว่นสายตา…ผู้ชายคนนี้นึกถึงทีไรก็หัวเราะได้ทุกครั้ง…ผู้ชายคนที่เข้ามาปักหลักจีบธารชีวาตั้งแต่ปีหนึ่งจนปีสี่ก็ยังไม่เลิกรา ไม่ลดแรงพยายามสักนิดแม้จะพบว่า ธารชีวาไม่ได้เปิดประตูใจให้หมอนั่นยึดครองได้มากกว่ามิตรภาพของเพื่อน และความสงสารสักนิด
"หวา…คุณปิคของเธอน้ำท่วมมาแต่ไกลเชียว…เห็นขากางเกงลอยมาก่อนหน้าอีกนะ…สงสัยจริง ๆ ไอ้กางเกงนักศึกษาทุกตัวของเขายิ่งใส่มันยิ่งหดหรือยังไงนะ…สั้นเอ้าสั้นเอา…เต่อเชียว"จริยากระซิบ
"ก็…ชื่อเขาชเล แปลว่า ผู้อยู่ในน้ำ…เขาก็ต้องใส่กางเกงขาพ้นน้ำซี"
ช้างเสริมขึ้นก่อนหัวเราะขำขัน
ชเลหรือปิคเปิดยิ้มให้เพื่อน ๆ ของธารชีวารอบโต๊ะก่อนหยุดรอยยิ้มหวานสุดอยู่แค่ดวงหน้าสวยซึ้งของผู้หญิงที่เขารักหมดหัวใจ
ความจริงเพื่อน ๆ ต่างเห็นพ้องกันว่าชเลน่าจะเหมาะสมกับชื่อ…"ฉี๋"…"ตี๋".."บ๊วย".."แป๊ะ"....มากกว่า
"ปิค" เพราะฟังแล้วอดจิตนาการถึงผู้หน้าตากระเดียดไปทางฝรั่งรูปโฉมงามเสียทุกครั้ง…ครั้นพอได้เห็น"ปิค" คนนี้ฝันสาว ๆ พลอยแตกสลายทุกที ! โนปีตะในการ์ตูนโดราเอมอนยังไงยังงั้น
ผู้ชายหน้าซื่อผู้เอาแต่มุมานะเรียนจนได้คะแนนดีเด่นประจำห้องแต่ชเลกลับไม่เคยตามทันวาจาเลี้ยวลดของเพื่อนฝูงในกลุ่มธารชีวาสักครั้ง ยามที่คนอื่นคุยเรื่องทะลึ่งตึงตังหัวเราะลั่นวงชเลจะเพียงอมยิ้มกวาดสายตาว่างเปล่ามองหน้าคนนั้นคนนี้…หรือบางครั้งคนอื่นเลิกหัวเราะแล้วชเลเพิ่งจะถึงบ้างอ้อ…แล้วหัวเราะดังตามหลังขึ้นมาคนเดียวเหมือนตัวประหลาด
แม้กระทั่ง การถูกล้อเรื่องกางเกงขาสั้นเต่อว่า "น้ำท่วม"…ชเลยังคิดไม่ทันไม่เข้าใจเอาจนบัดนี้
"วันนี้อยู่ไม่ครบทีมนะครับ  หายไปเกือบหมด"
ชเลกล่าว…มองหน้าจริยาและช้าง ซึ่งนั่งร่วมวงอยู่เท่านั้น
ธารชีวาลอบยิ้ม…
ดูเหมือนเธอจะพบความโล่งอกปรากฏชัดในดวงตาเล็กเรียวหลังม่านกระจก…อาการปลอดโปร่งใจเมื่อพบสมาชิกในกลุ่มขาดหายไปกว่าครึ่ง…ทำให้ชเลไม่ต้องรับศึกคารมชวนปวดเศียร  เพื่อนของธารชีวาแต่ละคนปากคมเหมือนกรรไกรโรงพยาบาล
"จะมารับหวาไปไหนหรือไงปิค"
จริยาแสร้งถามไม่รู้ไม่ชี้
"เมื่อกลางวันผมแวะไปที่ร้านหนังสือมา เห็นมีหนังสือใหม่ออกมาหลายเล่ม…จึงมาชวนหวาไปดูเผื่อหวาจะอยากซื้อไปฝากแม่"
อย่างน้อยชเลก็ฉลาดประจบ…
คนหนุ่มจับได้ว่า ธารชีวารักแม่เหนืออื่นใด…หญิงสาวมักใช้เวลาว่างแวะเข้าร้านหนังสือเลือกหาหนังสือน่าอ่านซื้อส่งไปรษณีย์ให้แม่บ่อย ๆ …แม่ซึ่งเขารู้เพียงว่าสุขภาพไม่แข็งแรงด้วยโรคประจำตัว ไม่รู้อะไรลึกซึ้งมากมายกว่านั้นเพราะธารชีวาไม่ช่างเล่าโดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว…
ธารชีวาไม่ค่อยยอมไปไหนกับเขาลำพังโดยปราศจากเพื่อนสักครั้ง เพราะต้องการกั้นกันตีกรอบความคิด ความเข้าใจของชเลให้อยู่ในขอบเขตเหมาะสม ไม่ให้เขาเหมาความใจดี การมอบน้ำมิตรของเธอคือการยอมรับเขาฉันท์คู่รัก…
ธารชีวาหาได้รังเกียจความเฉิ่มเชยของเขามากเท่าคมความคิดเอารัดเอาเปรียบผู้คนอย่างเห็นแก่ตัวลึก  ๆ ที่เธอสัมผัสได้ต่างหาก…ผู้ชายคนนี้เคยตอบคำถามสนุก ๆ ของช้างเมื่อถามเพื่อนทุกคนรอบโต๊ะว่า
"ฝันอยากเป็นอะไรกันบ้าง"
จริยาบอกว่า…เมื่อตอนเด็กเธอเคยฝันอยากเป็นกระเป๋ารถเมล์…เพราะอยากรู้ว่าเขาสามารถยืนเก็บค่าโดยสารขณะรถวิ่งได้ยังไง  ทรงกายเก่งโดยแทบไม่ต้องเกาะเกี่ยวสิ่งใดเป็นหลัก
อมรรัตน์อยากเป็นหางเครื่อง…เพราะชอบร้องเพลง ชอบเต้น ชอบเสียงดนตรี อยากใส่ชุดสวยและ
เซ็กส์ซี่
ช้างก็อยากเป็น…เจ้าของบ่อน้ำมันจะได้รวยมาก ๆ และไม่ต้องทำงานทำการอะไร…เขาจะได้มีเงินมากพอให้เดินทางท่องเที่ยวรอบโลกอย่างราชา
สารพัดคำตอบล้วนเป็นความฝันไร้สาระถูกจุดประเด็นขึ้นคุยกันสนุก ๆ เท่านั้น…ทว่า ฉากชีวิตของ
ชเลล้วนประกอบแต่โลกของความจริงทุกฝีก้าว… เขาตอบโต้เพื่อนของเธอด้วยคำตอบจริงจังมุ่งมั่นว่า
"ผมอยากเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว เป็นพ่อค้าคนกลาง…รับซื้อผลผลิตของชาวไร่ ชาวนา…หรืออาจให้เขาเอาข้าวเปลือกมาแลกปุ๋ย…อะไรทำนองนั้น…ผมว่าอาชีพนี้สร้างรายได้ดีทีเดียว…อาชีพนี้ทำให้คนรวยมาเยอะ…และผมก็อยากเป็นอีกหนึ่งในนั้น"
ในความคิดของชเลมุ่งมั่นแต่เรื่องสร้างฐานะและความมั่นคงแก่ชีวิต เขามองไกลจนเห็นหนทางสร้างเงินสร้างรายได้และอนาคต เขาเห็นแก่ตัวพอจะกักเก็บทุกผลประโยชน์ไว้กับตัว ไม่คิดเผื่อแผ่แก่ใคร…เขาเป็นคนประเภทนั้นจริง
เพื่อนของชเลเกือบทุกคนออกปากบ่นต่อนิสัยหวงวิชาความรู้…ไม่เผื่อแผ่ ไม่มีน้ำใจกับผู้อื่น…ในห้องเรียนเขาก็จะเป็นผู้เรียนผู้ชาญฉลาดรู้รอบจักรวาลเสียจนใครก็หมั่นไส้จะรู้จริงหรือรู้เท็จขอให้ชเลได้คุยโวโอ้อวดว่ารู้เสียก่อนเพื่อเอาหน้า…ไม่เห็นน่ารักตรงไหน
แม้ว่าชเลจะคิดเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัวสักปานใดกับคนที่เขารักแล้วเป็นจุดอ่อนให้ผู้อื่นจู่โจ่มเล่นงานเขาได้เหมือนกัน…
เพื่อนเกือบทุกคนของธารชีวาชอบแกล้งให้ผู้ชายเค็มคนนี้ควักเงินซื้อขนมมาเลี้ยงเพียงเพราะอ้างว่าธารชีวาจะทาน…เพราะสำหรับธารชีวาแล้วชเลจะมีใจคออันกว้างขวาง…เพื่อเอาอกเอาใจทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอพอใจ
"ปิคมีเรื่องจะคุยกับหวาด้วย…สอบเทอมสุดท้ายเสร็จอนาคตเราจะเป็นยังไงต่อไป"
ธารชีวาเหลือบสบตาจริยาแว่บหนึ่งก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวไม่สะทกสะท้านต่อแววตาสลดเศร้าของชายหน้าขาวเต็มด้วยกระสีน้ำตาลอ่อน…
"ไม่เห็นต้องคิดมากนี่นาปิค…เรียนจบเพื่อน ๆ ก็ต่างแยกย้ายไปตามทิศทางของตัวเอง  อย่างจืด…เขาก็จะสอบบรรจุงานราชการเพราะทางบ้านอยากให้ลูกสาวรับราชการตามประสาผู้ใหญ่มุมมองเก่าที่ยังมองเห็นงานราชการคืองานมั่นคงที่สุด…เพื่อนคนอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยสมัครงานบริษัทบ้างแล้ว…ส่วนหวา…จะกลับไปช่วยงานที่ไร่"
จริยาเหลือบมองเพื่อนสาวบ้างด้วยความแปลกใจ…รวมทั้งช้างขยับตัวด้วยความอึดอัดเต็มที เขามองเห็นความเครียดขึ้งในตัวเพื่อนหญิงมาหลายวันแล้วคล้ายจ่อมจมกับความคิดครุ่นวุ่นวายตัดสินใจบางอย่างไม่ตกเสียที…
คำตอบของธารชีวาเป็นการเปิดประตูความคิดที่ล้อมกรอบมืดมัวมานานวัน…
ก่อนหน้านี้ธารชีวายังไม่มีคำตอบแก่ใครสักคนว่าหลังเรียนจบเธอจะทำอะไร…
บัดนี้หญิงสาวกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นต่อหน้าชเล…จริยากับช้างได้ยินเต็มสองหู
จะกลับไปทำงานที่ไร่…
เน้นเสียงหนักราวย้ำอีกฝ่ายให้เลิกตอแย
"เธอไม่ต้องติดตามฉันไปหรอกนะ…เปล่าประโยชน์"
ถ้าจริยาอ่านไม่ผิดสายตาของธารชีวาอยากกล่าวออกไปเช่นนั้น เพียงแต่การรักษาน้ำใจ ความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตาปราณียังมีอยู่ในน้ำใจมนุษย์ผู้อ้อมโอบอารีโดยเนื้อแท้ เธอจึงปรับเปลี่ยนถ้อยคำให้รื่นหู ให้คนรับฟังไม่บอบช้ำเจ็บหนักเหมือนถูกทุบรุนแรงลงบนศีรษะด้วยหินผาหนักอึ้ง
"เพื่อนก็ยังคงเป็นเพื่อนกันได้อยู่…หวาก็จะเป็นเพื่อนที่เปิดบ้านต้อนรับเพื่อนทุกคนเสมอ ไม่ว่าหวาจะอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ก็ตาม…" ได้ยินเสียงธารชีวาหัวเราะร่วน…แต่แววตานั้นเล่าเศร้าถนัด
"ต่อไปหวาต้องกลายเป็นสาวชาวไร่แล้วนะ  ที่ไร่งานเยอะ งานหนัก หวาคงไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องราวรักใคร่เพ้อฝันหรอก…หวายังไม่พร้อมจะรักใครทั้งนั้น…คิดว่าปิคเข้าใจหวานะ"
ธารชีวาตบไหล่ลู่ของชายหนุ่มเบา ๆ ปลอบใจเมื่อกล่าวจบประโยคก่อนลุกเดินลิ่วไปอีกทิศทางโดยจริยาวิ่งตามแทบไม่ทันยังหันไปกำชับให้ช้างนั่งตรงนั้นต่อไปเพื่อเป็นเพื่อนชเลอย่างน้อยคอยจับตาดูไม่ให้
ชเลทำอะไรโง่งมเหมือนหลายคนผู้พลาดรักและรักตนเองน้อยเหลือเกิน…
คนเรายามขาดสติทำได้ทุกอย่างไม่ต่างจากคนบ้า
                "หวา…เธอเลือดเย็นจังแฮะ…"
ถ้อยคำของจริยาทำให้ธารชีวาชะงักฝีเท้ากึก…จนร่างหนากว่า เตี้ยกว่าเกือบชนข้างหลัง
"ปิคหน้าซีดเหมือนไก่ต้ม…ป่านนี้สมองฝ่อไปแล้วมั้ง…ฉันเห็นตอนเธอพูดจาปฏิเสธ…บอกให้รู้ถึงความรู้สึกของเธอกับเขานะ…หน้าเขาเหมือนคนกินยาขม…เห็นแล้วก็สงสาร"
                "มันถึงเวลาต้องตัดให้ขาดเสียทีแล้วนะจืด…เพราะถ้าเรายังใจดี…เรายังมอบความเป็นเพื่อนให้ขณะที่เขาเอาแต่ฝันเพ้อว่า เราดีด้วยเพราะเรามีใจ  มันก็ไม่ยุติธรรมที่ไปสร้างความฝันของเขาให้พองโตลอยได้เหมือนลูกโป่ง…สู้เราทำให้มันแตกเสียตอนนี้…ดีกว่าลูกโป่งของปิคจะลอยไปติดลมบนชั้นฟ้า…ถึงเวลานั้นถ้ามันแตกเขาก็จะตกมาเจ็บเปล่า ๆ …"
                "พูดอะไรไม่เห็นเข้าใจ…ฉันว่าหลายวันพักหลังหวาโหด หวาเครียดชอบกล…เมื่อก่อนปิคจะจีบจะหวานแหววจะเอาอกเอาใจ จะทำอะไรให้หวาไม่พอใจ…หวาก็เอาแต่ยิ้มแล้วแค่ส่ายหัวให้เขา มองเขาด้วยแววตาไม่ถือสาให้อภัยได้…แต่เมื่อตะกี๊…แววตาหวากระด้าง…ใจร้าย…หวามีเรื่องอะไรในใจหรือเปล่า เครียดเรื่องอ่านหนังสือสอบหรือไง…"
                ประโยคท้วงของจริยาทำให้ธารชีวาหยุดคิดทบทวนมองการกระทำของตนจนพบว่า หลายวันมานี่ เธอเครียดจัดจริง…
ให้ตายเถอะ…
เธอพาลเหมือนคนใจร้ายใส่อารมณ์กับชเลผู้น่าสงสารด้วยหรือ!
เขาพลัดหลงเข้ามารับผลพลอยพิษสงการ "ล้ำเส้น" เข้าอีกรายหนึ่ง
                "หวาคงเครียดจัดจริง…จืดก็ไปดูเขาหน่อยละกัน…ปลอบใจเขาที…หวาก็ไม่อยากทำลายอนาคตของใคร…ไม่ต้องตามมานะ…หวาอยากอยู่คนเดียว"
                ขาดคำธารชีวาก็วิ่งลัดเลาะผ่านชายคาอาคารเรียนไปทางประตูมหาวิทยาลัยด้านติดกับย่านการค้าขาย…โดยไม่เหลียวหลังมองเพื่อนหรือใครสักนิด
                จริยาเพิ่งพบภาพธารชีวาผู้เด็ดเดี่ยว นิ่ง เย็นจัดราวน้ำแข็งก็วันนี้  จนแปลกใจว่า ธารชีวาคนนี้ยังเป็นธารชีวาคนเดิมเป็นเพื่อนรักผู้อ่อนโยน ละมุนละไมหรือไม่…
                "อยากตายหรือยังไง"
                กระจกรถด้านข้างคนขับลดลงพร้อมเสียงแหลมปี๊ดแทรกผ่านสายแดดอ่อนออกมา  หลังจากรถสปอร์ตคันงามแตะเบรคกระทันหันเพื่อไม่ให้หน้ารถชนร่างที่ก้าวลงมาจากฟุตบาธด้วยอาการใจลอย…
                ทำไมเขาจะไม่เห็นสีหน้าตระหนกซีดกว่ากระดาษ…ดวงตากลมหมองเศร้าสลดเจือรอยตกตื่นเพียงแว่บเดียว…ภาพที่เขาเห็นเป็นดวงหน้ารูปไข่ งดงามหมดจด กำลังมองมาทางเขาด้วยดวงตากลมโตแวววาวเอาเรื่องไม่ต่างจากเด็กดื้อผู้ไม่ยอมลงให้ใครง่าย ๆ จมูกโด่ง ริมฝีปากบางแดงเรื่อ ซึ่งเม้มสนิทเกือบเป็นเส้นตรง…เส้นผมยาวหยักศกทิ้งตัวล้อมรอบดวงหน้าเหมือนตุ๊กตามีชีวิตปลิวสยายยามเจ้าตัวสะบัดหน้าใส่ ก้าวข้ามถนนไปยังฝั่งร้านขายหนังสือแล้ว…ชายหนุ่มแอบลอบยิ้มอยู่ในใบหน้าแทบไม่ได้ยินเสียงแหว๋ของผู้หญิงคนข้าง ๆ ด้วยซ้ำ
                "โลกกลมชะมัด…แค่นี้ต้องมาเจอกันด้วย"
                "ใคร"
                ชายหนุ่มอดถามไม่ได้ ขณะเลี้ยวรถเข้ามหาวิทยาลัยตามคำกำกับการของผู้หญิงข้าง ๆ เขายังไม่วายเหลือบมองเงาของสาวน้อยผู้ก้าวเข้ามาขว้างหน้ารถจากกระจกส่องหลัง…ทว่าพบแต่ผู้คนเดินผ่านไปมาขวักไขว่
                หทัยชนกเม้มริมฝีปากนิดหนึ่ง ยักไหล่…กระเถิบเข้าเกาะแขนชายหนุ่มรูปงาม หล่อเหลาไว้แน่น
                "ไม่ต้องสนใจหรอกค่ะ…เด็กข้างถนน"
                น้ำเสียงของหทัยชนกสะบัดห้วน แสดงออกชัดเจนถึงความไม่ชอบขี้หน้า ไม่ลงรอย ไม่ถูกกับ "เด็กข้างถนน"  และเพราะแสงวูบวาบในดวงตารีตวัดหางขึ้นนิดหนึ่งจุดประกายสงสัยจนชายหนุ่มเชื่อว่า ต้องมีเงื่อนงำแอบอิงไว้มากกว่าความไม่ชอบหน้า…
                "พี่บี๋จอดรถใต้ร่มไม้ข้างหน้าก็ได้ค่ะ…ขอลูกนกขึ้นไปส่งรายงานอาจารย์ก่อนแล้วลูกนกจะพาพี่บี๋ไปไหว้พระแก้วมรกต…กลับมาถึงแผ่นดินเราเสียที พระท่านจะได้คุ้มครองไงคะ"
                หญิงสาวคลายแขนรัดรึงอีกฝ่ายออก เหลียวไปด้านหลังรถ คว้ารายงานมาถือไว้…
                "จะรอลูกนกในรถก็ได้  หรือจะออกมาเดินเล่นก็ได้นะคะ  แต่อย่าเดินไปไหนไกล…ไม่ได้อยู่ที่นี่มานานจะหลงทาง"
                บุราณหัวเราะร่วนเมื่อหญิงสาวปฏิบัติต่อเขาราวเป็นเด็กวัยอ่อนเยาว์ต้องเชื่อฟังคำเตือนผู้ใหญ่…ชายหนุ่มพยักหน้าให้เธอไปทำภาระกิจตนเองเสียที  ก่อนเอนหลังพิงเบาะรถคิดเรื่อยเปื่อย…
                บุราณเพิ่งกลับจากอังกฤษได้สองวันเท่านั้นความรู้สึกแรกเมื่อได้แตะปลายเท้าบนผืนแผ่นดินเกิดเต็มไปด้วยกระแสแห่งความสุขล้ำ ชายหนุ่มไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองได้สูดอากาศเข้าปอดลึก…ราวกลับอากาศของเมืองผู้ดีเก่ากับอากาศของบ้านเกิดฟากฝั่งตะวันออกให้รสชาติเข้มข้นแตกต่าง
                เขาเดินตามผู้โดยสารมาเรื่อย ๆ ตามเส้นทางบังคับสำหรับผู้โดยสารเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารมองหน้าชายหนุ่มนิดหนึ่ง
                "คุณบุราณ ทัศธรรม…คุณไม่ค่อยเหมือนคนไทยเท่าไหร่เลยนะครับ"
                เจ้าหน้าที่ส่งเอกสารคืนให้ อาจเพราะบุราณมีใบหน้าเข้มจมูกโด่ง ย้อมผมสีน้ำตาลอ่อนสีเดียวกับสีตาบวกกับเรือนร่างสูง โปร่งผิวขาวจัดเหมือนคนซีกโลกตะวันตก เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจึงต้องมองภาพถ่ายในหนังสือเดินทางอีกรอบ…
                "ผมไปอยู่เมืองนอกตั้งแต่เด็ก…เพิ่งได้กลับมา"
                "แต่คุณพูดไทยชัดเจนดี…ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ"
                ชายหนุ่มค้อมศีรษะให้เจ้าหน้าที่อัธยาศัยดีผู้นั้นก่อนก้าวผ่านประตูออกไปรอกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อยู่พักหนึ่ง…
                อดขำไม่ได้เมื่อนึกถึงถ้อยคำของเพื่อนชาวเกาหลีผู้ปักหลักกับครอบครัวเปิดร้านขายอาหารอยู่ที่อังกฤษนานแล้ว บุราณต่างหากก้าวเข้ามาแบ่งเช่าห้องหนึ่งจากครอบครัวซุนฮุกตั้งแต่สมัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาโท…ทำงาน…กระทั่งสนิทสนมกับลูกชายเจ้าของบ้านจนเป็นเพื่อนรัก ซุนฮุกเย้าเมื่อตอนมาช่วยจัดข้าวของลงกระเป๋า บุราณหอบกระเป๋าใบใหญ่เพียงใบเดียวไว้ใต้เครื่องกับกระเป๋าสะพายอีกใบติดตัวสำหรับใส่เอกสารสำคัญ ส่วนของอื่นไว้ส่งลงเรือตามหลังโดยวานให้ซุนฮุกเป็นธุระให้
                "ถ้าพ่อนายไม่ป่วยจนต้องนอนห้องไอซียู…นกหลงรังอย่างนายคงไม่บินกลับบ้าน…อุ๊บ…โปสการ์ดพวกนี้บุราณขนกลับด้วยหรือ…ว๊าว…หญิงไทยมีเสน่ห์ชะมัด…แล้วว่าง ๆ จะไปเยี่ยมนะ…อยากต้องมนต์เสน่ห์สาวไทยเหมือนนายบ้าง คงสุขพิลึกนะ"
                ซุนฮุกอดล้อเลียนไม่ได้…
ความจริงเพื่อนหนุ่มไม่เข้าใจนักหรอกว่าเจ้าของโปสการ์ดที่เดินทางมาจากเมืองไทยอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาหลายปีต่อเนื่อง…ขนาดบุราณย้ายมาเช่าห้องหนึ่งของตนอยู่อีกเมือง บุราณยังต้องขับรถไปบ้านที่เคยพักอยู่เมื่อคราวมาอังกฤษใหม่ ๆ ทุกเดือนเพื่อจะรับโปสการ์ดจากเมืองไทยมานอนอ่านยิ้มเล็กยิ้มน้อยเป็นสุข…ยิ่งกว่านั้นบุราณเก็บโปสการ์ดทุกใบไม่ยอมทิ้ง…มันมายมายจนเต็มกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากล่องเบียร์…
                "อากมลาส่งมา…ส่วนลายมือเหมือนตัวหนังสือเด็กวัยรุ่นคงเป็นลูกสาวอากมลา…เด็กคนที่บางครั้งอ้างตนว่าเป็นอาเราอีกคน…อาธารชีวา"
                บุราณเล่าน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เท่าที่เขาพอใจจะถ่ายทอดให้เพื่อนรับรู้…ความจริงเงื่อนไขชีวิตเพื่อนซับซ้อนเพียงไรซุนฮุกไม่อาจก้าวล้ำเกินขอบเขต…ไม่เคยบุกรุกรื้อค้นความเป็นส่วนตัวของกันเว้นเสียแต่บุราณจะอยากบอก อยากปัน ซุนฮุกได้รับรู้เล็กน้อยแค่บุราณสูญเสียแม่ด้วยโรคมะเร็งตั้งแต่เขายังเด็ก…จากนั้นเขาก็ถูกส่งมาเรียนอยู่เมืองนอกโดยมีเพื่อนของพ่อแม่คอยดูแลชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงแรกจนกระทั่งปรับตัว เติบโตจนดูแลตนเองได้แล้ว…เมื่อเรียนจบบุราณก็ยังไม่ยอมกลับบ้านเพียงเพราะที่บ้านมีแม่เลี้ยงผู้ซึ่งบุราณไม่เคยเปิดใจยอมรับเข้าทดแทนผู้หญิงคนที่เขาเทิดทูนคนเดียวในโลก แม่ผู้ลาลับนานนักหนา…
                อากมลา คือ อีกคนหนึ่งมีความหมายดุจแสงสว่างสายหนึ่งทอดผ่านความสุขอิ่มเอิบใจข้ามผืนฟ้ากว้างขวางมาโอบอุ้มร่างกายเขาด้วยความอาทรเมตตามากล้นซึ่งบุราณแตะต้องได้…เขาอิ่มเอมเป็นสุขทุกคราวกับลายมือเป็นระเบียบ เรื่องเล่า ถ้อยคำสั้น ๆ ไม่กี่คำ…ความเอื้ออาทรของกมลานั้นมีค่าดุจดังพละพลังประคับประคองนาวาชีวิตของเขาให้ก้าวผ่านอุปสรรคทั้งหลายจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยความรู้สึกว่าชายหนุ่มมิได้ถูกครอบครัวผลักไสมาอยู่โดดดายไกลบ้าน  เขายังมีใครสักคนรักห่วงใยเขาอย่างไม่สิ้นสุด
ยังจดจำได้ดีถึงความอบอุ่นยามเมื่อเขาได้พึ่งพาอ้อมอกอุ่นของอากมลา…ถ้อยคำปลอบโยนมากมายขจัดปัดเป่าทุกรอยโศกให้หมดไป…ยามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียหนักกว่าถูกหินผาถล่มทลายทับ
                "…อาไม่ค่อยสบาย…โรคคนแก่…หวาเขาก็ไม่ยอมให้แม่เขียนหนังสือเอง เขาอายลายมือไก่เขี่ยของแม่…แล้วเขาจึงอาสาเขียนตามคำบอกของอาให้…ความคิดถึงของอาเดินทางมาได้พร้อมลายมือตัวเท่าหม้อข้าวหม้อแกงของน้องนะบี๋…รักเสมอ…อากมลา"
                "ดูข่าวต่างประเทศ เห็นเขาประท้วงกัน…อดเป็นห่วงไม่ได้ กลัวบี๋จะถูกลูกหลงด้วย…ได้แต่ภาวนาให้ลูกชายของอาปลอดภัย สบายดี…อากมลา และ อาธารชีวา คุณอาคนใหม่ "
                ตำแหน่งท้ายลูกสาวของอากมลาเติมใส่เอง…
                " แม่บอกให้ตั้งใจเรียนนะ…ความจริงแม่ให้เขียนอะไรอีกยาวกว่านี้ แต่หวาเมื่อย…ขอสรุปสั้น ๆ นะว่าแม่เขาคิดถึงเสมอ…แม่คิด  แต่หวาถ่ายทอด…"
                บุราณไม่มีโอกาสได้ติดต่อกลับไปหาอากมลาสักครั้งเพราะโปสการ์ดทุกใบไม่เคยแสดงที่อยู่ให้ เมื่อบุราณสอบถามกลับมาทางเมืองไทยเขาก็ได้ข่าวแค่ว่า อากมลาย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแล้วไม่มีเหตุผลหรือคำอธิบายใดมากมายกว่านั้นเพราะทุกคนที่บ้านอาชัชวาลคงไม่ต้องการกล่าวถึง…เขาก็ไม่กล้าหาญพอจะซักถาม
                "ป้าเพิ่งรู้จากยายหวาว่าบุราณยังติดต่อกับกมลาอยู่…ดีจริง"
                คุณชุลีพรเอ่ยขึ้นประโยคต่อมาหลังจากซักถามสารทุกข์ของกันและกันเรียบร้อยแล้วในวันที่บุราณมา
กราบสวัสดีผู้ใหญ่ที่เขานับถือเหมือนญาติ
                "หวา…ชื่อเต็มว่า ธารชีวา  ลูกสาวของอากมลาใช่ไหมครับ"
                คุณชุลีพรพยักหน้า
                "สวยเหมือนแม่…"
                ชายหนุ่มอมยิ้ม…เขายังจดจำภาพอากมลาได้แจ่มชัด…จริงซีนะ…รูปหน้าละม้ายคล้ายใบหน้าของใครบางคน…เอ...บุราณรู้สึกเหมือนเคยได้เห็นใบหน้าละม้ายนั้นที่ไหนสักแห่งนึกไม่ยักออก
                "ท่าทางจะดื้อและซนน่าดู…อืมม์…ผมอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอากมลาครับ…ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ถ้าเรื่องไม่ส่วนตัว หรือ ไม่เป็นความลับเกินไป…ผมพอจะรับฟังได้บ้างไหมครับ อย่างน้อยอากมลาก็คือคนที่ผมรักเคารพเหมือนแม่คนหนึ่ง…ผมตั้งใจว่า จะไปหา อยากพบ…ผมจะพบอากมลาได้ที่ไหนครับ"
                "ดีจริง…บี๋…ช่างเหมือนเทพยดาประทานบี๋มาเป็นทูต  ป้ามองไม่เห็นใครเหมาะสมอีกแล้วที่จะแก้ไข…ยื่นมือคลี่คลายปัญหา…พรุ่งนี้บี๋มาพบป้าที่ศาลาเรือนไทยในสวนหลังบ้านนะลูก…ตรงนั้นลมเย็นและส่วนตัว เราจะได้คุยกันยาว…"
                บุราณพบความทุกข์ใจหนักหน่วงปรากฏชัดบนแววตาชุลีพร…ความเจ็บปวดรวดร้าวที่สามารถกลั่นให้น้ำตาคลอคลองในหน่วยตาสีขุ่น…