ธารชีวา ตอนที่ 5

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

 
 
                เบนซ์สีตะกั่วเพิ่งพ้นมุมถนนไปได้เพียงไม่กี่นาทีขณะที่ธารชีวากำลังล็อคประตูรั้วไม้สีเทาสูงระดับอกคล้องด้วยแม่กุญแจใหญ่ รถยนต์อีกคันแล่นมาจอดหน้าบ้าน…เสียงแตะเบรคดังเอี๊ยดจนเธอต้องเงยหน้ามองอย่างประหลาดใจ
…แล้วความประหลาดใจก็อันตรธานหายพร้อมกับใบหน้าสวยจัดแต่งแต้มด้วยสีสันของเครื่องสำอางปากแดงเหมือนเลือดนก ดวงตาวาดไว้คมกริบมองตรงมาทางธารชีวาราวจะบาดทำร้ายเธอให้ตายดับไปข้างหนึ่ง…คงต้องยอมรับภรรยาของคุณพ่อเล็กสวยบาดตา  ซึ่งถ้าแม่กมลายังปกติดีแม่คงสวยได้ไม่เท่า ความงดงามเรียบร้อยอย่างดอกมะลิหรือจะสู้กลีบใบกับสีสันจัดจ้านของกุหลาบเล่า…
                ด้วยมารยาทอันดีที่รับการสั่งสอนเสมอมาทำให้ต้องยกมือไหว้อีกฝ่าย…
                แม่กมลาสอนเสมอ…การอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ การยกมือไหว้ก่อนเป็นมารยาทงดงามที่เด็กพึงกระทำ…แม้ว่าคนที่ต้องไหว้อาจจะไม่ใยดีต่อการแสดงความเคารพจากเธอนักก็ตาม…
                "คนเก่งควรรู้จักเก็บอารมณ์ ความรู้สึกและนิ่งได้เหมือนน้ำนะลูก…การวางตัวได้เหมือนน้ำ ไม่ว่าจะถูกจัดวางไว้ที่ใด  ภาชนะรูปใด น้ำก็มักปรับรูปร่างตามสภาพแวดล้อมได้เสมอ"
                ค่ะ…หวาเชื่อฟังทุกคำสอนสั่งของแม่เสมอกำลังอดทนนิ่งให้เหมือนน้ำอยู่ต่อหน้าเจ้าของดวงตาคมกริบที่กำลังไล้คมแทบทั่วทุกอณูร่างกายเธอแล้ว
                ไม่ต้องคาดเดาถึงเหตุผลการมาเยือนให้วุ่นวาย…แค่เห็นสายตาแว่บหนึ่งตวัดมองท้ายรถของคุณพ่อเล็กเพิ่งพาคุณป้าใหญ่จากไปก็พอมองรูปการณ์ปรุโปร่ง…
                ผู้หญิงคนนี้คงมาพบไม่แตกต่างจากการมาพบของหทัยชนกครั้งหนึ่งเพื่อประกาศตัวว่า คุณพ่อเล็กเป็นของเธอ…ลูกนอกคอกอย่างธารชีวาควรกระเด็นออกเป็นคนวงนอก
                "บ้านสวยนะ…ไม่คิดจะเปิดประตูต้อนรับฉันเข้าชมบ้านของเธอหน่อยหรือไง ธารชีวา  ทิพย์ธาดา"
                น้ำเสียงเยาะหยัน…เจตนาจะเน้นย้ำชื่อของเธอราวมันตลกคนตั้งชื่อสิ้นคิดทำนองนั้น…ทั้งย้ำถึงการต้องใช้นามสกุลแม่ราวจะประกาศให้รู้ชัดถึงฐานะการไม่ถูกรับรองจากบิดาของเธอยิ่งขึ้น แววตาเย็นสลับร้อนวูบวาบช่างน่าหวาดหวั่นอย่างที่ธารชีวาไม่คิดจะพบและรับมือไหว
                หญิงสาวปลดล็อค เปิดประตูให้สุมาลีก้าวผ่านเข้ามาหยุดบนกระเบื้องตัวหนอนสีเทาหน้าบ้าน…ด้านข้างมีอ่างปลาใบใหญ่ปลูกบัวสีม่วงกำลังบานรับตะวันอ่อน…ปลาตัวน้อยว่ายสะบัดหางเหมือนพัดร่าเริง…เหนืออ่างปลามีซุ้มการเวกเลื้อยทอดใบเขียวจัดตามร้านที่ปักไว้ให้เกาะเกี่ยว เดปหัวใจใบเล็กกะจิดริดปลูกอยู่ในกระถางดินใบเท่ากำปั้นทิ้งก้านประดับหัวใจเขียวระย้าเหมือนสายสร้อย…
                บ้านชั้นเดียวหลังเล็กทาสีฟ้า ร่มรื่น สงบเย็น…ได้ยินเสียงกระดิ่งเล็กถูกสายลมกวัดไกวกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งแว่วมาจากหลังบ้าน…
                "แม่เธอเป็นคนเลือกบ้านหลังนี้ซีนะ…เล็กกระทัดรัด เรียบง่ายตามแบบฉบับของแม่เธอ…"
                ธารชีวาเม้มริมฝีปากนิดหนึ่งยามต้องเก็บกักความไม่พอใจกับน้ำเสียงที่สุมาลีกล่าวพาดพิงแม่หยามหมิ่นชิงชังเย้ยต่อความไม่มีพิธีรีตอง…
                "แม่ไม่ได้เป็นคนเลือกหรอกค่ะ…แม่ไม่ได้เดินทางไปไหนนับสิบปีแล้ว…น้าปัทม์…เป็นคนมาเลือกซื้อบ้านหลังนี้ให้หวา…เอ่อ…ให้ดิฉันพักระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย"
                จริงซีนะ…
                ทำไมสุมาลีจะจำไม่ได้ เมื่อคราวเธอได้รู้ข่าวดีของชัชวาลกับคุณใหญ่ สองคนนั่นพากันดีใจจนออกนอกหน้าเมื่อลูกสาวของกมลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังได้…ทั้งคู่วางโครงการดึงธารชีวาเข้ามาอยู่ในบ้านร่วมชายคา ด้วยเหตุผลว่าธารชีวาเป็นลูกสาวคนหนึ่งเหมือนกัน…
                แน่นอน…เหตุผลเพราะธารชีวาเป็นลูกสาวจะทำให้กมลาเต็มใจส่งลูกสาวโผเข้าสู่อ้อมรักของคนเป็นพ่อ เป็นป้าซึ่งสุมาลีไม่มีวันยินยอม
                เธอลงทุนโทรศัพท์ไปหากมลา…ไม่เห็นต้องเยิ่นเย้อยืดยาวมากความ  สุมาลียังคงพูดจาตรงไปตรงมากับกมลาเหมือนที่เคยทำสำเร็จ แค่การกล่าวยืนยันอีกฝ่ายเท่านั้น
                "ฉันไม่ต้องการให้ลูกสาวนอกคอกของชัชวาลเข้ามาเดินเพ่นพ่านในครอบครัวของฉัน…ลองคิดดู…ลูกของเธอจะรู้สึกยังไงหากต้องกลายเป็นส่วนเกินและถูกทำร้ายจิตใจ…กมลาเธอรู้ใช่ไหม ถ้าชัชวาลกับคุณใหญ่เอ่ยปากขอให้ลูกสาวเธอมาอยู่ด้วย…เธอควรตอบว่าอย่างไร"
                เท่านั้น ก็กำจัดริดหนามได้อีกครั้ง…หนามเล็กแกร็นอย่างกมลาไม่แหลมคม ไม่อาจทิ่มแทงใครให้เจ็บปวดได้หรอก  ลำพังสะกิดให้เกิดรอยข่วนยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ เจ็บป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องตกอยู่ภาวะกาฝากเช่นนั้น
                ผิดกับหนามแข็งแรงและแหลมคมของกุหลาบวัยเยาว์ดอกนี้ต่างหาก ทิ่มแทงเธอและลูกสาวให้เจ็บปวดรอบแล้วรอบเล่า…ถึงเวลาต้องกำจัดให้สิ้นไม่ว่าจะหนามอะไรก็ตาม…      
                มีรอยยิ้มเย็นจัดแต้มอยู่แถวริมฝีปากสีเลือด…เย็นจนหัวใจดวงน้อยหนาวสั่น
                "อ้อ…ลืมไป…กมลาเป็นง่อย"
                เหมือนฟ้าฟาดเปรี้ยงกลางแสกหน้าจนร่างกายชาดิก แทบล้มทั้งยืน…
ธารชีวาไม่เคยได้ยินถ้อยคำหยาบคาย โหดร้าย เท่าวาจาผ่านจากเรียวปากสีเลือดของผู้หญิงหน้าสวยคนนี้ คนที่ได้รับการนับหน้าถือตาในสังคมฐานะภรรยานักธุรกิจแนวหน้า…
ไม่เคยมีใครสักคนเรียกอาการเจ็บป่วยของแม่ว่าเป็น"ง่อย" ดังต้องการซ้ำเติมบนทุกข์กรรมของอีกฝ่าย ทุกคนที่พบเห็นแม่ล้วนมอบแต่ความเห็นอกเห็นใจ ผิดจากการกระทำของสุมาลีซึ่งกำลังยิ้มสาใจยามเห็นดวงตาหญิงสาวเบิกกว้าง มีน้ำตาคลอคลอง ดุจบาดเจ็บด้วยต้องคมวาจา จนไม่อาจวางตนเป็นน้ำนิ่งได้อีกต่อไป
                "แม่ไม่ได้เป็นง่อยค่ะ…ขอความกรุณาคุณกล่าวถึงแม่ของดิฉันให้สุภาพกว่านี้สักหน่อย…"
                น้ำเสียงที่ลอดผ่านริมฝีปากสั่นพร่า
                "โอ๊ว…หนูจ๋า…ฉันพลั้งปากไปซีนะ…ต๊าย…ลืมตัวทุกที…ก็ภาพแม่เธอช่างติดตาเหลือเกิน…"
                ธารชีวาเกลียดเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของผู้หญิงคนที่แม่กล่าวถึงด้วยมุมมองแสนดี แม่กมลาของเธอไม่เคยเล่าพาดพิงความโหดร้ายราวกับเสือหิวที่พร้อมจะฉีกทึ้งเนื้อสัตว์เล็กเป็นชิ้น ๆ ไร้ความปราณีของผู้หญิงคนนี้…อะไรบ้างหนอที่แม่กมลาต้องพบเจอ และผ่านพ้นด้วยความอดทนเหลือกำลัง…
                แม่ประคับประคองตนก้าวผ่านมาได้ด้วยแรงพลังแห่งรักมากล้นเท่าที่เธอได้รับรู้ใช่ไหม…แม่จ๋า…
                "เอาละนะ…ธารชีวา…ฉันรู้เธอคงไม่ยินดี ไม่เต็มใจต้อนรับฉันนัก…และฉันก็ไม่ได้อยากมาเหยียบบ้านหลังนี้  หรือบ้านหลังไหนของเธอทั้งสิ้น…แต่การที่ฉันต้องมาพบเธอเพราะเธอกำลังล้ำเส้น"
                "ล้ำเส้น ? "
                หัวสมองของเธอมีแต่เครื่องหมายคำถาม
                ล้ำเส้นตรงไหน ? ชีวิตของเธอถูกผู้หญิงร่างสูงตรงหน้าขีดเส้นกำหนดขอบเขตเสียแล้วหรือ…ยามเมื่อรับฟังถ้อยคำอีกฝ่าย…หูสองข้างอื้อเหมือนกำลังดำอยู่ใต้น้ำ…อึดอัดหายใจลำบาก…ถ้อยคำของสุมาลีแทรกเข้ามาเป็นช่วง ๆ ขาด ๆ หาย ๆ …และทุกครั้งที่รับสรรพเสียงอีกฝ่ายชัดเจนธารชีวาต้องเจ็บเสียจนแทบขาดใจตายตรงนั้น
                "นับแต่แม่ของเธอเลือกก้าวออกไปจากชีวิตชัชวาลแล้ว…พวกเธอ…ฉันหมายถึงแม่เธอ และเธอล้วนเป็นคนนอก…ไม่ใช่สมาชิกของครอบครัวฉันอีก…ฉันก็คาดหวังเสมอว่า แม่ของเธอจะสอนลูกให้รู้จักขอบเขตอันเหมาะสมของตัว…เธอไม่ควรก้าวเข้ามาเป็นมือที่สามของบ้านฉัน…เราไม่ยินดีต้อนรับ…"
                กลายเป็นว่า การที่ธารชีวาได้ใกล้ชิดคุณพ่อเล็ก…การที่คุณป้าใหญ่กับเธอพบปะกันประสาญาติคนหนึ่งกลายเป็นธารชีวาก้าว"ล้ำเส้น" เป็นส่วนเกินของครอบครัวผู้อื่นหรอกหรือ ? อาณาจักรของคุณพ่อเล็กไม่เหลือแม้แต่ซอกเล็กให้คนอย่างเธอพักพิงเชียวหรือ ?
                สุมาลีประกาศเสียงดังฟังชัด…"เราไม่ยินดีต้อนรับ"
                ทั้งสุมาลีและหทัยชนก สองแม่ลูกช่างเสกสรรถ้อยคำ ทำร้ายได้เจ็บกว่าถูกกรีดด้วยคมมีด สาดซ้ำด้วยน้ำเกลือ…
                เจ็บปวดกว่าการไม่ยอมรับนั้นคือวาจาพาดพิงถึงแม่…ว่าไม่รู้จักสอนให้ลูกสาวรู้อยู่ในที่ทางของตนอย่างมีขอบเขต…
                แม่จ๋า…
แม่ไม่เคยล้อมรั้วลูกไว้ ชีวิตของเธอมีอิสระบนโลกกว้าง แม่สอนให้เธอพร้อมพบผู้คนทุกประเภท ให้เปิดใจยอมรับแม้แต่คนที่พึงเกลียดเธอที่สุด…แม่ไม่เคยสอนให้เธอชังตอบ…ไม่เคยเพาะบ่มนิสัยใจคอคับแคบ…มองคนเพียงด้านเดียว…แต่แล้วความดีงามของแม่กำลังทำให้แม่ถูกเหยียบย่ำ ถูกกล่าวหาให้เปรอะเปื้อน  กำลังทำให้ลูกสาวผู้พร้อมจะเดินตามคำสอนของแม่ต้องเจ็บปวด…มันสมควรแล้วหรือ ?
                "หรือว่า…กมลาเขาสอน…แต่ความที่เป็นง่อยไม่มีโอกาสใกล้ชิดลูก ไม่มีเวลาพอจะติดตามสอดส่องดูและว่าลูกสาวกำลังทำอะไรอยู่…เถอะนะ…ที่ผ่านมาสิ่งที่เธอทำไป…ฉันจะถือว่าเป็นเพราะความอ่อนเยาว์ไม่รู้เท่าถึงการณ์ของเธอ…เป็นเพราะเธอขาดแม่ดูแลอบรมใกล้ชิด…และฉันก็คาดหวังว่า…ในเมื่อฉันมาเตือน มาชี้ให้เธอเห็นจุดที่เธอควรยืนควรอยู่ให้ชัดเจนแล้ว…เธอจะไม่ล้ำเส้นอีก…อย่าให้ฉันต้องเข้าใจเลยว่ากมลามีลูกสาว…ดื้อเหมือนวัว"
                มือสองข้างกำแน่น จิกเล็บยาวบนเนื้อ…หากธารชีวาไม่รู้สึกเจ็บเท่า…ถ้อยคำที่ผ่านร่างกายชาดิกทิ่มแทงอยู่ในใจ…
                "กรุณาอย่าก้าวร้าวถึงแม่ของดิฉัน…กรุณาให้เกียรติเธอด้วยเพราะเสมอมาดิฉันเชื่อว่า…ท่านให้เกียรติคุณทุกครั้งยามต้องเอ่ยพาดพิงถึง"
                น้ำเสียงของธารชีวาห้วนจัด…น้ำตาที่คลอคลองนาทีแรกแห้งเกือบหมด เหลือเพียงความร้อนผ่าวรอบกระบอกตา กับรสขมปร่าในลำคอ
                ธารชีวาเชื่อว่าตนอดทนได้ทุกอย่างเว้นแต่การแตะต้องแม่แสนดีของเธอ
ความอดทนลดวูบรวดเร็วไม่เหลือไว้เพื่อถนอมหน้าให้ความเคารพใครอีก
                หญิงสาวเดินไปเปิดประตูบ้านกว้างที่สุด…
                "ถ้าธุระของคุณมีแค่…เท่าที่พูดมา…คุณก็พูดมากเกินพอแล้ว…กรุณากลับเสียที…เพราะดิฉันไม่อยากกล่าวหาผู้ใหญ่…ว่ากำลังล้ำเส้นอยู่ในที่ทางของดิฉันเหมือนกัน…"
                หันหลังให้โดยไม่สนใจสีหน้าแดงสลับเขียวเพราะความโกรธเมื่อถูกยอกย้อนชนิดที่ไม่เคยมีใครกล้ากระทำ…สุมาลีเคยชินต่อการพินอบพิเทา ประจบประแจงจากผู้คน…การโดนวาจารุนแรงสวนกลับบ้างมักอดทนไม่ได้โดยไม่ได้ย้อนมองเงาการกระทำตนเองเช่นกัน…
                ปรารถนาจะได้รับสิ่งใดเล่า…หากไม่เคยคิดหยิบยื่นสิ่งนั้นให้ผู้อื่นก่อน…
                ปรารถนาจะได้ยินวาจาอย่างมิตร…สุภาพรื่นหู ทว่าเธอต่างหากด่ากราดดุจปากตลาดใส่เด็กก่อนครั้นพอตนโดนเขากระทำบ้างก็ทนไม่ได้เสียอย่างนั้น…
                "เธอคิดว่าพวกเขารักเธอหรือ…คิดดูให้ดีนะแม่หนูน้อย ถ้าเขารัก เธอกับแม่จะต้องระเห็จออกไปจากชีวิตพวกเขาหรือ ? เขาก็แค่ต้องการกระทำอะไรสักอย่างเพื่อชดเชย เพื่อให้ความรู้สึกผิดบาปในใจเบาบางลงก็เท่านั้น…คุณชัชวาลเขาฉลาด…เขามองเห็นวิธีการสร้างภาพของเขาให้ดูสวยงามในสายตาผู้คนภายนอกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด  เขาเป็นนักธุรกิจประสบความสำเร็จ ใครก็ติดตามดูชีวิตการทำงานของเขาเพื่อเป็นแบบอย่าง รวมถึงภาพของสถาบันครอบครัวด้วย…คนใหญ่คนโตยุคสมัยนี้เขาไม่สร้างเฉพาะความสำเร็จด้านการงานหรอกนะ  ทุกอย่างจะต้องเดินไปพร้อมกับครอบครัวที่อบอุ่นรู้ไหม…แล้วเธอคิดว่า พ่อของเธอจะยอมให้ความสำเร็จที่เขาสร้างมาต้องล้มเหลวลงเพราะถูกค้นพบว่าเขาทอดทิ้งเด็กหญิงคนหนึ่งไม่ดูดำดูดีเท่านั้นหรือ…มันตลกเกินไปนะธารชีวาที่เขาจะแลก…เธอยังเด็ก อ่อนโลก ไม่ทันกลเกมผู้ใหญ่หรอก"
                สิ้นถ้อยคำเย็นจัดราวคมน้ำแข็งกรีดบนเนื้อหัวใจอ่อนนุ่มก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกระเบื้องดังออกไปจนถึงถนนหน้าบ้าน…
                ร่างระหงจึงหมุนตัวกลับวิ่งตึกตักเข้าไปในตัวบ้าน
                เบื้องหลังม่านสีฟ้าอ่อนปักลายดอกไม้เล็กกระจิดริดเป็นแฉกเหมือนดอกดาวกระจายสีขาวมีร่างบางนั่งขดอยู่บนพื้นพรม…ระเบิดเขื่อนน้ำตาฟูมฟายผิดกับอาการเข้มแข็งเมื่อหลายนาทีผ่านจากหน้ามือเป็นหลังมือ
                ใครกันหนอช่างสรรกล่าว…เบื้องหลังความสุขสุดขีด มักมีเงื้อมเงาน้ำตารอคอยอยู่…
                เมื่อวันวานผ่านถึงวันนี้เธอยังมีความสุขกับคุณป้าใหญ่….นอนคุยกันจนดึกดื่นด้วยเรื่องราวมากมาย ยามเช้าสองป้าหลานลงไปลอยคอเล่นน้ำเป็นเงือกน้อยอยู่ในสระกว้างขวาง…ทอดเวลาของวันให้เคลื่อนพ้นอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่งใช้สอยทุกนาทีอย่างเป็นสุข ราวสี่โมงเช้าคุณพ่อเล็กก็เดินทางมาถึงโรงแรม…ท่านนั่งมองสองป้าหลานจัดการอาหารจานโตตรงหน้าเกลี้ยงเกลาเพราะความหิว เนื่องจากออกกำลังกายมากก็ต้องทานมาก…ชดเชยพละพลังที่สูญเสีย…นั่นคือเหตุผลของคนเป็นหลานสาวผู้พยายามหาข้ออ้างการรับประทานอาหารมากผิดปกติแก้เก้อเขิน…
                "ป้ามีความสุขมากนะลูก…ความสุขจากการได้ใช้เวลาบั้นปลายชีวิตกับลูกหลาน ความสุขนั้นจะหล่อเลี้ยงชีวิตแก่เฒ่าของป้าให้ยืดยาวออกไปอีก"
                ชุลีพรกล่าวกับหลานสาวคนที่นั่งเบียดอยู่บนโซฟาตัวเดียวกับบิดา
                คุณป้าใหญ่ก้าวมาหยุดอยู่ข้างหน้ายื่นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาให้
                "ของขวัญ…จากป้าแล้วก็พ่อ"
                "เนื่องในโอกาสอะไรคะ…อย่าบอกนะคะว่า…แค่หวามานอนกับคุณป้าใหญ่ก็ต้องให้รางวัลหวาด้วย…หวาคงไม่กล้ารับ  และครั้งต่อไปหวาก็จะไม่กล้ามานอนคุณป้าใหญ่อีก…หวากลัวรวย"
                หญิงสาวไม่วายพูดจาเล่นหัวให้สนุกสนาน…
                "ของขวัญให้ล่วงหน้าที่หวากำลังจะสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตน้อย"
                คุณพ่อเล็กชิงอธิบาย
                "แหม…ให้ล่วงหน้าเชียวหรือคะ  ถ้าหวาสอบตกหวาก็ขายหน้าแย่ซี"
                เด็กสาวถ่อมตน…ทั้งที่ผู้ใหญ่สองคนรู้ดีธารชีวามีผลการเรียนดีจนติดอันดับเกียรตินิยม…คนเป็นน้าชายออกจะภูมิใจเที่ยวคุยโวโอ้อวดเสียทุกคราวที่ชุลีพรและชัชวาลไปเยี่ยมกมลา…น้าปัทม์รายงานการเรียนของธารชีวาละเอียดยิบราวกลับเป็นคนเรียนเสียเองด้วยซ้ำ
                "เปิดดูซีลูก…ชอบไหม"
                แม้จะยังลังเลหากคุณป้าใหญ่สอดกล่องสี่เหลี่ยมใส่มือหลานสาวแกมบังคับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
น้ำงามของประกายมุกสุกใสแวววาวด้วยสีนุ่มนวลเม็ดกลมสมบูรณ์ที่แขวนไว้กับสร้อยทองฝรั่งเส้นเล็กต้องตายามเปิดฝากล่องกำมะหยี่…มีต่างหูมุกอีกคู่น้ำมุกงามไม่แพ้กัน…
"ไข่มุกเป็นเครื่องประดับประจำเดือนเกิดของหวา…คือสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และการมีอายุยืน…หวาอาจเป็นเด็กสมัยใหม่ที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องเหล่านี้…แต่ประดับติดตัวไว้ก็ดีนะลูกเพื่อความสบายใจเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิตเราเอง"
ชัชวาลกล่าวเสริมพี่สาวอีกทีหนึ่ง
"พ่อรู้ว่าแม่เขาคงมีพวกเครื่องเพชร เครื่องประดับมีค่าเก็บไว้ให้หวามากมายหลายชิ้น…ของขวัญของพ่อกับป้าอาจเป็นเพียงของเล็กน้อยแทบเทียบค่ากับของที่แม่เขามีให้หวาไม่ได้ด้วยซ้ำ…แต่พ่อไม่อยากให้หวามองคุณค่าของมันจากราคาค่างวด  หากคุณค่าจะมีจริง ขอให้มองที่คุณค่าทางจิตใจนะลูกนะ…อยากให้หวาได้รู้…เราทุกคนรักลูก…"
ถ้อยคำอ่อนละมุนของคุณพ่อเล็กแววตารักใคร่อาทรจากคุณป้าใหญ่หลอมดวงใจธารชีวาอ่อนเปียก…เธอโผเข้ากอดท่านทั้งสองแน่นด้วยความตีบตันอันเกิดจากคุณค่าทางจิตใจดั่งถ้อยหวานรื่นรินเย็นกว่าสายน้ำของคุณพ่อเล็กแทรกซึมสู่ธารดวงจิต หาใช่จากคุณค่าจากมุกมณีไม่…
บางที "ความรัก" ของคุณพ่อเล็กและคุณป้าใหญ่จะจริงแท้หรือเสแสร้งก็ตามมันมีจนมากจนล้นออกมาเกินขอบเขตที่ควรกักเก็บไว้…ความรักที่ล้ำเส้นนอกลู่ผิดทางจนธารชีวาพลอยปรามปลื้มเป็นสุขชั่วครั้งชั่วยาม…เผลอแตะต้องเพราะเข้าใจว่าตนพอจะมีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของ…
หญิงสาวปาดป้ายน้ำตาลวก ๆ ก่อนแตะเบาแผ่วบนเม็ดมุกประดับคอ…ค่อย ๆ ปลดออกเก็บรวมไว้กับต่างหูคู่นั้น นาทีถัดมากล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินถูกเสือกไว้ลึกสุดลิ้นชักโดยธารชีวาไม่คิดจะแตะต้องมันอีก…
คุณค่าทางจิตใจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป…นับแต่วันที่เธอถูกรุกรานกล่าวหาว่า "ล้ำเส้น"…นับแต่วันที่ผู้หญิงคนนั้นก้าวเข้ามาเพื่อย่ำยีศักดิ์ศรีของแม่ผู้หญิงคนเดียวซึ่งมีค่าดุจสายใยชีวิต…นับแต่ได้รับรู้ถึงความรักเสแสร้งเพราะไม่ต้องการสูญเสียและไม่อยากแลก !
ธารชีวาคิดได้ด้วยทิฐิมานะ ด้วยความเข้มแข็งที่เธอซ่อนไว้ในกายใต้เปลือกสดใสร่าเริงเนืองนิจ…ความเข้มแข็งที่หญิงสาวมีมากมายกว่ากมลาหรือใครจะคาดคิด…
ความแข็งแกร่งที่สร้างเพื่อให้ตนเองหยัดยืนเคียงข้างสู้กับความเจ็บปวดของกมลาราวกลับโรคของแม่เป็นเพียงขี้ผงเข้าตา…กลอกลูกตาไปมาในน้ำก็หาย…ต้องใช้ความรัก ต้องประกอบด้วยพละพลังมากมายเพียงไรกับการทำใจให้มองเห็นความทุกข์ทรมานของคนที่รักกว่าดวงชีวาเล็กเท่าฝุ่นผง !
"ไหนบอกจะเล่าเรื่องท่านพ่อของเธอให้ฟังไงหวา"
จริยาซักถามในวันหนึ่งที่เพื่อน ๆ มีโอกาสได้ร่วมสมาคมหลังเลิกเรียนที่เก้าอี้ม้านั่งตัวเดิม…กลางโต๊ะมีขนมโดนัทกล่องใหญ่  น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยวกระจายเกลื่อน…
"ไม่มีอะไร…เขาเป็นพ่อ…เอ๊…ทำไมต้องมองหน้าด้วยแววตาแปลก ๆ ด้วยนะ  หวาไม่ได้เป็นนางยอพระกลิ่นสักหน่อย…เออน่า…ไม่เห็นต้องซักถามมากมายเลย…รู้ไว้แค่ว่าหวาก็มีพ่อกับเขาเหมือนกัน เพียงแต่เขาไม่ค่อยสำคัญนักเท่านั้นละ"
เพื่อนทั้งวงพากันเงียบกริบหยุดเซ้าซี้เพราะความที่คบหานานตั้งแต่ปีหนึ่งจนปีสุดท้ายรู้นิสัยกันดี…ต่างไหวตัวทันเมื่อได้ฟังน้ำเสียงท้ายประโยคของธารชีวาชักลากยาวดุจรำคาญ ไม่ต้องการอธิบายมากความ ไม่ต้องการรื้อฟื้นหรือให้ใครแคะค้นกล่องชีวิตของเธอ
คนเราล้วนมีความเป็นส่วนตัว ทั้งมุมที่พร้อมเปิดเผยออกรับแสงตะวันรุ่ง…มีบางฉากที่ปรารถนาเก็บไว้ในมุมมืดเงียบส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น…สิ่งสำคัญสำหรับมิตรภาพการคบหาที่ยืดยาวคือการเคารพในสิทธิของกันและกันต่างหาก