ธารชีวา ตอนที่ 3

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

ตอน       3
                "หวากำลังทานข้าวใช่ไหมลูก"
                "ค่ะ คุณพ่อเล็กกับคุณป้าใหญ่พามาทานอาหารจีนแล้วคุณป้าใหญ่จะพาหวาไปเที่ยวด้วย ท่องเมืองกรุงเทพ…หวาจะแกล้งคุณป้าใหญ่ให้ซื้อของให้หวาจนกระเป๋าฉีกเชียว…" ทำเป็นกระซิบกระซาบกับแม่ทั้งที่เสียงกับแววตาของเธอเปิดเผยจนคนจะกระเป๋าฉีกนั่งอมยิ้มยินยอม
                "หวาอย่าดื้อกับคุณป้านะลูก ต้องทำตัวให้น่ารัก"
                "หวาน่ารักอยู่แล้ว…เอ่อ…วันนี้หวาส่งโปสการ์ดให้แม่แล้วนะคะ…เขียนว่า…ที่ไร่…องุ่นของอากมลากำลังน่าทานเชียว…อยากให้บุราณได้มาเห็น…หวาแอบลงชื่อหวาไปด้วยนะคะ เหมือนหลาย ๆ ครั้งที่หวาต้องลงท้ายว่า อากมลาและอาธารชีวา…หวาว่าหลานชายของแม่คงงงนะ…ยายบ้าคนไหนอุปโลกน์ตนเป็นอาเขาอีกคน "
                สีหน้าของคนขี้โอ้อวดน่าเอ็นดูนัก น้ำเสียงใสเหมือนระฆังแก้วชนิดที่คนได้ยินพลอยฟังเพลิน
                "เกเร ทะเล้นนักนะเรา…"
"แหม…ตกลงว่าหวาเกเรหรือทะเล้นกันแน่คะ แม่เล่นให้ควบสองตำแหน่งทั้งเด็กเกเร เด็กทะเล้นของแม่ หวาดำรงตำแหน่งไม่ไหวหรอก"
เสียงแม่หัวเราะแจ่มใสมาตามสาย ธารชีวาพลอยสดชื่นขึ้นด้วย เหน็ดเหนื่อยมากเพียงไรใครไม่ใช่ธารชีวาไม่มีวันรู้ทุกคราหญิงสาวต้องทำเป็นร่าเริงยิ่งแม่เข้มแข็งมากเท่าไหร่เธอต้องแข็งแกร่งให้มากกว่าแม่เพื่อจะมองเห็นความเจ็บป่วยของแม่เป็นเพียงผงเล็กปะติ๋วที่ไร้ความหมายจะปัดเป่าออกเสียพ้นทางเมื่อไหร่ก็ได้…
"แม่ไม่กวนดีกว่า หวาจะได้คุยกับคุณป้ากับคุณพ่อบ้าง…หนูคุยกับแม่มาเยอะแล้ว…เขาสองคนไม่ค่อยได้เจอหวา ไม่ค่อยได้คุยกัน คงมีเรื่องคุยกันเยอะ…แม่ฝากสวัสดีคุณป้าใหญ่กับคุณพ่อด้วยนะลูก…"
                "หวารักแม่ค่ะ"
                หญิงสาวจบประโยคท้ายด้วยน้ำเสียงหวานซึ้งจนผู้ใหญ่สองคนพลอยตีบตันทั้งที่ตนไม่ใช่กมลา…คนเราบางครั้งก็ละเลย ขลาดอายที่จะแสดงความรักต่อกันอย่างเปิดเผย บางคราวแค่คำพูดเพียงประโยคสั้น ๆ แต่มีความหมายกว่าแสงตะวันในสายหมอก เป็นพละพลังดุจดั่งน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์…
จะกล่าวว่าผู้หญิงคนที่นอนเจ็บ รอคอยวันโบกมือลาโลกสวยงามใบนี้โชคดีหรือโชคร้ายหนอ…
โชคดีเนื่องจากมีลูกสาวน่ารักอย่างธารชีวา…เหมาะสมทุกประการกับชื่อ "ธารชีวา" ที่กมลาตั้งให้…อันหมายความว่า ผู้เป็นดุจดวงหทัย ลมหายใจและสายธารชีวิตของผู้เป็นแม่…
กมลา อดีตภรรยาของชัชวาลผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ด้วยแรงหวัง ด้วยพลังแห่งความรักที่มีมากมายจนให้เธอต่อสู้กับโรคร้ายแม้แต่หมอประจำตัวผู้ประเมินว่า กมลาจะอยู่บนโลกใบนี้ได้ไม่เกินปีนับแต่คลอดธารชีวาต้องกลับไปพลิกตำราทบทวนถึงพละพลังกำลังใจสามารถสร้างปาฏิหารย์เพราะกมลายังมีชีวิตอยู่ได้กว่ายี่สิบปีแล้วกมลายังคงสู้รบกับโรคร้ายที่คุกคามเธอนานปีเท่ากับอายุลูกสาวเชียว
                "คุยกับแม่ค่ะ"
                เธอกล่าว
                "หวาโทรคุยกับแม่ทุกวันอย่างนี้หรือลูก" ชัชวาลถาม  เรื่องราวของลูกสาวมีอีกหลากหลายแง่มุมที่เขาไม่อาจเข้าถึง
                "ค่ะ…เพื่อให้ความคิดถึงของเราสองคนเบาบางลงบ้าง…เพื่อให้หวาแน่ใจว่าแม่ยังอยู่เป็นคนดีของหวา"
                "กมลาแม่ของหวาเป็นคนดี เป็นผู้หญิงเข็มแข็งมาก หวาจงภูมิใจเถอะลูก…ป้าเองเสียดายแทบแย่เมื่อต้องเสียแม่หวาไป…แต่บางเรื่องเราก็แก้ไขอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยไปตามทางของมัน"
                "แม่เขายังติดต่อกับบุราณอยู่หรือ พ่อเพิ่งรู้"
                ธารชีวาพยักหน้า ขณะรับชิ้นปลาแซลมอนห่อกุ้งตัวโตที่ชัชวาลตักใส่จานให้
                คนชื่อ บุราณ
                ธารชีวารู้จักเขาจากเรื่องเล่าของแม่จนนึกภาพเด็กผู้ชายผิวขาว หน้าตาเข้มคม แม่บอกว่า ถ้าโตเขาคงหล่อเหมือนพวก "แขกขาว" แต่แม่และเธอก็ไม่เคยเห็นเขาตอนโตสักครั้ง  บุราณเป็นลูกของเพื่อนรักของชัชวาล เพื่อนผู้มีหุ้นธุรกิจเกือบครึ่งหนึ่ง…
                ตอนนั้นมารดาของบุราณป่วยด้วยโรคมะเร็งขั้นสุดท้ายต้องพึ่งพายายืดชีวิตและบรรเทาความเจ็บปวดเพื่อรอวันแห่งความมืดมิดจากดวงตะวันของบุษรินทร์จะดับลับโลก เพราะบิดาต้องหยัดยืนต่อสู้กับความเจ็บป่วยของผู้หญิงที่เขารักปานดวงใจด้วยความทุกข์สาหัสเขาจึงไม่มีเวลาดูแลบุราณ ความที่เป็นห่วงหัวใจดวงน้อยของลูกชายจะบอบช้ำไม่อยากให้บุราณเห็นภาพความเจ็บปวดของบุษรินทร์ พ่อของบุราณจึงส่งลูกชายมาพักอยู่ภายใต้การดูแลของกมลาผู้ขันอาสา เพราะในส่วนตัวแล้วบุษรินทร์กับกมลาก็รู้จักคุ้นเคยกันเพราะต่างเป็นภรรยาของชายสองคนผู้เป็นเพื่อนรักและหุ้นส่วนธุรกิจ
                เพียงสามเดือนที่บุราณอยู่กับกมลา ได้รับการปรนนิบัติดูแลไม่ต่างจากเธอเป็นแม่คนหนึ่ง  กมลาพาบุราณไปเยี่ยมแม่ ยืนเคียงข้างเขา คอยกล่าวคำพูดหวานหู อ่อนละมุนทั้งสร้างขวัญกำลังใจให้เด็กชายผู้มีหัวใจดวงแตกสลายยามต้องมองภาพความเจ็บปวดของมารดา กมลาถ่ายทอดผืนผ้าแห่งความโอบอ้อมอารีของเธอประคองบุราณให้เด็กชายอบอุ่น ปลอดภัย มั่นคง…และเข้มแข็ง
                หลังจากบุษรินทร์เสียชีวิตเพียงเดือนเดียว บุราณก็เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศตามความคาดหวังของบุษรินทร์โดยได้รับการดูแลช่วยเหลือของเพื่อนฝูงของบิดาที่ปักหลักรากฐานอยู่อังกฤษ…
                กมลารู้สึกหรือเปล่าหนอ ? ชะตาชีวิตของบุราณกับธารชีวาช่างคล้ายคลึงกัน…อีกกี่ปี…อีกนานยาวสักเท่าไรกว่าตะวันในดวงใจของธารชีวาจะดับบ้าง…
แม้แต่หมอยังไม่กล้ารับรองใด ๆ…กลัวจะพลาดเหมือนครั้งก่อน เหตุนั้นกมลาจึงเข้าใจเห็นใจบุราณและไม่ยอมขาดการติดต่อกับฝ่ายนั้นนานเนาว์
                "แม่ส่งโปสการ์ดไปเกือบทุกเดือนมั้งคะ…ระยะที่แม่เขียนหนังสือไม่ได้ หวาจึงเข้าเป็นผู้ช่วย และพลอยได้รู้เรื่องเกี่ยวกับพี่บุราณ หวาคอยช่วยเขียนทุกคำที่แม่ต้องการ…และมีบ้างที่หวาแอบเติมคำของหวาลงไปเองเพราะความเกเรของหวาอย่างที่แม่ว่าบ่อย ๆ …"
                "แล้ว…บุราณติดต่อกลับมาบ้างไหม…เพราะกับทางบ้านเขาก็ไม่ได้ติดต่อกลับมา"
                ชุลีพรไม่ได้พูดถึงสาเหตุที่บุราณไม่ยอมกลับบ้านทั้งที่ชายหนุ่มสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแต่ เพราะบิดาของบุราณสมรสใหม่บุราณไม่อาจยอมรับการก้าวเข้าแทนที่แม่ผู้เป็นดวงใจ เป็นความทรงจำงดงามของเขาได้ บุราณจึงไม่เคยยอมรับแม่เลี้ยงคนใหม่แม้เธอจะแสนดีต่อเขาสักปานใด…
                "ติดต่อไม่ได้หรอกค่ะ เพราะแม่ไม่ได้ให้ที่อยู่ไว้…"
                ชัชวาลใช้ตะเกียบคีบกุ้งตัวโตใส่จานให้ลูกสาวอีก
                "แม่ก็เป็นแบบนี้แหละ  อยากทำดีกับใครแม่ก็จะทำ  เป็นผู้ให้โดยแม่ไม่เคยคิดเป็นฝ่ายรับตอบ…"
ธารชีวานิ่งไปชั่วอึดใจเมื่อพบแววตาอ่อนแสงในดวงตาโศกเศร้าของบิดาคล้ายคำพูดของเธอแตะสะกิดบาดแผลของท่านโดยไม่เจตนา…หญิงสาวจึงเปลี่ยนเรื่องเสีย
"แล้วคืนนี้คุณพ่อเล็กค้างกับเราไหมคะ"
                ชัชวาลสบตาพี่สาวก่อนส่ายหน้า ธารชีวาเห็นสายตาขอคำปรึกษาราวกำลังไม่แน่ใจว่าควรพูดจาเปิดเผยกับเธอดีหรือไม่
                "ประมาณห้าทุ่มพ่อต้องไปรับน้าสุมาลีกับลูกนกที่แอร์พอร์ท…สองแม่ลูกเขาไปเที่ยวบาหลีกัน"
                "มิน่า…ทั้งคุณพ่อเล็กกับคุณป้าใหญ่จึงแอบมาหาเธอได้"
                ธารชีวาไม่ได้เอ่ยประโยคนั้นออกไป เพราะไม่ใช่คนนิสัยช่างค่อนช่างแคะ หรือคอยคิดแต่จะทำร้ายใครด้วยคำพูด ทว่าเธอกอดเก็บความนึกคิดน้อยอกน้อยใจเสียมิดชิดต่างหาก…ก็แค่ความเจ็บจี๊ดเหมือนมดกัดพิษของมันไม่รุนแรงขนาดทำเธอชักดิ้นขาดใจได้หรอกน่า…เจ็บมากกว่านี้ธารชีวาพบและผ่านมาแล้ว…
                หญิงสาวมองเห็นภาพตนเองในวัยเยาว์ ผมยาวหยักศกสั้นแค่ระดับหูสวมชุดกระโปรงนักเรียนนั่งอยู่ท่ามกลางเพื่อน ๆ หลายคนที่สนามเด็กเล่นหน้าโรงเรียนเพื่อรอผู้ปกครองมารับกลับบ้าน ขณะที่เพื่อน ๆ มีพ่อแม่มารับแต่สำหรับธารชีวาแล้วเธอมีเพียงน้าชายหน้าตาเข้ม ผิวคล้ำเพราะงานไร่กรำแดด ขับรถกระบะคันใหญ่มารับส่งเธอทุกวัน
                "น้าปัทม์จ๋า…จ๊ะเอ๋เขาถามว่า พ่อของหวาไปไหนคะ"
                คำถามนั้นเป็นคำถามแรกที่ธารชีวาเกิดสงสัย แต่เธอก็ไม่ได้คำตอบอื่นใดจากปากน้าชายนอกจากการถูกอุ้มจนตัวลอยให้หวาดเสียวแล้วน้าปัทม์จับเธอโยนลงบนเบาะหน้ารถ
                "หวาดเสียว…น้าปัทม์หัวใจหวาเต้นตุ๊บ…ตุ๊บ…"
                เด็กหญิงพลอยลืมคำถามที่เกิดขึ้นวันนี้สนิท  จากนั้นก็ถูกน้าชายพาแวะไปดูลำธารด้านหลังไร่สายน้ำไหลเอื่อยเลาะรินอ่อนเบาเหมือนสายน้ำเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางยาวไกลไม่สิ้นสุด…หญิงสาวค่อย ๆ วิ่งไต่สะพานไม่เก่า ๆ มีเถาไม้เลื้อยเกาะพันรอบราวสะพาน…ไม่บ่อยนักหรอกที่ธารชีวาจะได้มาวิ่งเล่นแถวนี้เพราะน้าปัทม์ไม่ค่อยว่าง  แต่เกือบทุกครั้งเมื่อเธอก่อความทุกข์ใจให้น้าชายเขาจะปลอบโยนทั้งหัวใจของเธอและเขาเองด้วยการพากันมาชื่นชมขลุกอยู่กับความงดงามหวานล้ำของธรรมชาติ 
                ธารชีวาหย่อนเท้าแกว่งอยู่ในน้ำ  ปลาตัวน้อยสีเทาเงินว่ายวนแถวเท้าของเธอโดยไม่หวาดกลัว  ส่วนน้าชายนั่งชันเข่าอยู่ข้าง ๆ โอบแขนกอดเอวหลานสาววัยน้อยไว้
                "หวาชอบไหมถ้าน้าจะปลูกบ้านไม้หลังเล็กริมน้ำตกสักหลัง ไว้พาแม่มานอนเล่น  กลางคืนจะได้ฟังเสียงน้ำตก…"
                "วิเศษที่สุดค่ะน้าปัทม์"
                เด็กสาวทำเสียงแหลมใส สีหน้าดีใจเหมือนได้ของขวัญที่มากค่าสูงสุด
                "น้าอยากให้หวายิ้มเก่ง หัวเราะง่ายและมีความสุขอย่างนี้ตลอดไป…รู้ไหม…ความสุขของหวาคือสายธารเย็นฉ่ำของชีวิตแม่กมลา เหมือนลำธารสายนี้ซึ่งเป็นที่อาศัยให้ชีวิตชีวาแก่ฝูงปลา ให้ต้นไม้ได้พึ่งพาเพื่อผลิใบเขียวยังไง…"
                ยามนั้นธารชีวาไม่เข้าใจถ้อยคำซับซ้อนของน้าปัทม์นักกระทั่งเมื่อเติบโต…กาลเวลาค่อยสอนเธอให้เข้าอกเข้าใจเหตุและผล  เรื่องบางเรื่องไม่ต้องพูด ไม่ต้องอธิบายธารชีวาก็เรียนรู้คุณค่าและความหมายของมัน
                เธอไม่เคยถามแม่เรื่องพ่อ…ทว่าแม่มักมีนิทานเกี่ยวกับผู้ชายรูปงามแสนดี กับอวดภาพถ่ายของผู้ชายคนนั้นแก่เธอเสมอแล้วธารชีวาค่อย ๆ ซึมซับว่าผู้ชายในนิทานของแม่คือ "คุณพ่อเล็ก"
                เสียงคุณพ่อเล็กแทรกขึ้นมาปลุกเคาะความทรงจำของเธอจนจางหาย…
                ความเป็นจริงนาทีนั้น คือ ธารชีวานั่งอยู่ท่ามกลางคุณพ่อเล็กและคุณป้าใหญ่
"ได้วางแผนไว้ไหม เรียนจบหวาจะทำงานที่ไหน มาทำกับพ่อไหม งานเรามีให้หวาทำอยู่แล้ว…จะมาเป็นผู้จัดการประชาสัมพันธ์ที่โรงแรมนี่ก็ได้"
                "ยังไม่ได้คิดค่ะ แต่น้าปัทม์บอกว่า ไม่ต้องรีบร้อน เพราะงานที่บ้านก็มี…น้าปัทม์กับแม่เลี้ยงหลานสาวคนเดียวตลอดชีวิตยังไหว…หวาทานไม่จุ ไม่เปลืองข้าว…"
                หญิงสาวพูดจาให้ติดตลก…ไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของคุณพ่อเล็ก แม้จะโหยหาปรารถนาอยู่ใกล้ ๆ แต่เธอไม่กล้าจะเข้าไปเป็นส่วนเกินใครมันเจ็บปวดมากเกินกว่าจะอดทนไหว
                ธารชีวาหรือจะกล้า !
                ทำไมเธอจะจดจำเหตุการณ์เมื่อครั้งสอบเข้ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพติดไม่ได้เล่า …เพราะคราวนั้นบิดาทำท่าจะชักชวนเธอมาอยู่ด้วยเสียที่บ้านหลังใหญ่ในฐานะลูกสาวคนหนึ่งของท่าน และธารชีวาจดจำได้จนเดี๋ยวนี้ว่าเธอตื่นเต้นดีใจแทบแย่เมื่อจะมีโอกาสใกล้ชิดบิดาเหมือนที่ลูกพึงปรารถนาอ้อมอกอันอบอุ่นปกป้องแข็งแรงจากพ่อ  ความปกปักคุ้มครองที่หทัยชนกคงได้รับอย่างเอมอิ่ม สมบูรณ์พร้อม…
                ทว่าหลังจากมารดาได้คุยโทรศัพท์ทางไกลจากกรุงเทพสายหนึ่งของผู้หญิงชื่อสุมาลี…ธารชีวาสัมผัสด้วยกระแสใจอันละเอียดอ่อนว่ามีการทำร้ายรุกรานกระทบกระเทือนจนแม่ต้องรินน้ำตาเงียบ ๆ
                "แม่ร้องไห้ทำไมจ๊ะ…"
                กมลาดึงลูกสาวมากอดแน่น
                "แม่เจ็บเข่าลูก  เข่าแม่บวม"
                แม่เป็นเสียแบบนี้…
เวลาแม่ถูกใครทำร้ายให้เสียใจมักจะเอาเรื่องความเจ็บป่วยมาอ้างบังหน้าเพื่อพรางไม่ให้ผู้คนรอบข้างพลอยเกลียดชังผู้คนที่ทำร้ายแม่
                เธอคงจะเชื่อเหตุผลของแม่สนิทเพราะยามนั้นยังเยาว์ไม่เข้าอกเข้าใจความซับซ้อนของชีวิตนัก กระทั่งได้ยินบทสนทนาระหว่างแม่กับน้าปัทม์เธอจึงเข้าใจกระจ่างว่าสุมาลีโทรมาเพื่อห้ามปราม  เธอไม่ยินดีต้อนรับลูกสาวนอกคอกของชัชวาลร่วมชายคาบ้าน…
                นั่นคือเหตุผลให้รุ่งขึ้นน้าปัทม์เข้ากรุงเทพด่วน
                จากนั้นอีกสัปดาห์เดียวธารชีวาก็ได้เข้ากรุงเทพกับน้าชายเพื่อช่วยกันซื้อเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน…
                คุณป้าใหญ่ยังกำชับอีกครั้งเมื่อพบสีหน้าราวไม่เชื่อคำของหลานสาว
                "นอกจากแม่ นอกจากน้าปัทม์ หวาจำไว้นะ หวายังมีป้าใหญ่กับพ่อ"
                ธารชีวาจึงค่อยแต้มยิ้มบางประดับใบหน้าไว้
หนทางข้างหน้าอีกยาวไกลนักยังมองไม่เห็นแผนการณ์อะไรทั้งนั้น
ธารชีวาอาจเป็นคนไม่มองการณ์ไกลเหมือนนักธุรกิจ ไม่ได้วางแผนชีวิต เธอทำทุกวันของเธอให้สมบูรณ์และเรียบร้อยให้คนเคียงข้างมีความสุขเป็นพอใจแล้ว
นอกเหนือจากปรารถนาทั้งปวงหญิงสาวไม่ต้องการสิ่งใดจากดินฟ้า ขอเพียงอย่าได้ฉุดพรากชีวิตแม่ไปจากเธอเท่านั้น พอแล้วสำหรับพรทุกประการที่ปรารถนาจะได้รับ…
 
 
                ปัทม์กระโดดลงจากรถกระบะสี่ประตูโฟว์วิลสีน้ำเงินเข้มซึ่งจอดเรียบร้อยในที่จอดข้างล่างก่อนย่ำเท้าตามทางเดินจากเบื้องล่างวกวนผ่านสวนซึ่งตกแต่งไม้ดัดสลับไม้ดอกสวยงามทอดสู่ตัวเรือนบ้านไม้ชั้นเดียวหลังใหญ่ปลูกอยู่บนเนินเตี้ย สนามหญ้าที่เพิ่งตัดเสร็จเมื่อบ่ายน้ำค้างพรมพร่างลงมาจนได้กลิ่นหอมของหญ้าตัดใหม่เต็มปอด เก้าอี้ไม้ขวางยาวมีพนักพิงสีน้ำตาลสองตัววางไว้หน้าบ้านใกล้แนวจันทร์กระจ่างฟ้าที่กั้นด้วยไม้ไผ่ให้อยู่ในขอบเขตเป็นระเบียบ
                "พี่กมลายังไม่นอนอีกหรือ เห็นไฟในห้องเปิดอยู่"
                ปัทม์ทองนาฬิกาข้อมือยามนั้นกว่าสามทุ่มแล้ว น้อยผู้รับหน้าที่ดูแลพี่สาวของเขาเพิ่งผลักประตูบ้านออกมายืนตกใจนิดหนึ่งเมื่อพบปัทม์หยุดอยู่ตรงบันไดขั้นที่สองหน้าบ้าน
                "ค่ะ เมื่อเย็นคุยกับคุณหวา…คุณกมลาเปรยว่าดีใจ…จึงนอนไม่ค่อยหลับ…ไล่ให้น้อยไปนอน…เอ่อ…ขอตัวนะคะ"
                วันนี้คุณปัทม์ดื่มนิดหน่อยแต่ไม่มากพอจะเมาได้  ผู้ชายมาดดีคนนี้วางเนื้อวางตัวอยู่ในกรอบเกณฑ์ของเขาเสมอ ไม่เคยแตกแถวไม่เคยเมาหยำเป ไม่เจ้าชู้  นอกลู่นอกทาง เลิกงานถ้าไม่ติดภาระกิจสังคมเขาต้องดิ่งตรงกลับบ้านช่างเป็นคนหนุ่มรักครอบครัวนัก เคยนึกเล่น ๆ เหมือนกันว่าใครได้คุณปัทม์เป็นคู่ครองช่างโชคดี  หากสาวผู้โชคดีก็ไม่เคยปรากฏโฉมให้เห็นสักครั้ง  อาจเป็นเพราะเหตุผลที่คุณกมลาเคยว่าไว้ก็เป็นได้
                "ปัทม์เขาเหมือนคนแข็ง…แต่จะมีสักกี่คนมองเห็นความแข็งนอกอ่อนใน…"
                ปัทม์เหลียวมองร่างท้วมดูแข็งแรงของน้อยนิดหนึ่งก่อนก้าวผ่านประตูไม้ติดกระจกเข้าไปในบ้าน ไม่ได้ตรงไปยังห้องพักของเขาหากแต่วกไปทางปีกซ้ายของเรือน เคาะประตูไม่กี่ทีก็เข้าไปย่อกายอยู่ข้างฟูกกว้าง 
                กมลาเคยเป็นเจ้าของรูปร่างงดงามสมส่วนเป็นผู้หญิงสวยคนหนึ่งทีเดียว ยามนี้ร่างกายผอมซูบเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกที่ผิดรูปร่างร่างกายเล็กแกร็นเท่าเด็กอายุสิบกว่าขวบ ศีรษะมีเส้นผมสีเทาบางสั้นราวหนึ่งเซ็นต์ไม่ใช่เส้นผมเงาดำเหมือนเมื่อคราวสาวสะพรั่ง…ดวงตาคู่นั้นยังคงสวยอยู่วันยังค่ำสวยด้วยรอยโอบอ้อมอารีเนืองนิจ
                "ยายหวาอยู่กับป้าและพ่อเขา"
                กมลาเล่าพี่สาวไม่เคยปิดบังเรื่องใดน้องชาย
                "ครับ…ผมเชื่อว่าพวกเขารักแกจริง ๆ ผมมองออกแม้ว่าอดีตพี่เขยผมกับพี่สาวเขาจะก้าวเข้ามาหาหวาช้าเกินไปก็ตาม…ผมไม่คิดกีดกันพ่อลูก ป้าหลานไม่ให้พบกันหรอก…จะห่วงก็แต่ แม่ลูกคู่นั้น…พี่ก็รู้หวาคงต้องถอยสุดตัวถ้าถูกรุกรานแล้วความรู้สึกกึ่งปรารถนากึ่งปฏิเสธความอาทรจากพ่อของแกคงสู้รบกันจนแกเจ็บปวด…"
                กมลายิ้มกว้าง…พยายามยื่นมือออกมาข้างหน้าแตะบ่าลู่ของน้องชาย
                "พี่เชื่อในความดีของคนเรา คนดีอยู่ตรงไหนก็เป็นคนดี  มีพระคุ้มครองเสมอนะปัทม์  ดูอย่างพี่ซี  เพราะพี่ไม่เคยรังแกใคร ไม่เคยทำผิดบาป…ยมบาลท่านจึงเมตตาพี่ให้อยู่กับลูกนานจนทุกวันนี้…ยายหวาของเราเป็นเด็กดี  ปัทม์สอนแกให้เป็นเด็กน่ารักไม่ใช่หรือ…แล้วความน่ารักของแกต้องเป็นเกราะคุ้มครองแกซี  เราสองคนรักเอ็นดูแกจะตาย คนอื่นก็ต้องมองเห็น ก็ต้องรักแกได้อย่างที่เรารักซี…"
                ปัทม์ไม่อยากค้านพี่สาวผู้มองโลกใบนี้สวยงามไม่เปลี่ยน แม้หลายครั้งอดคิดไม่ได้ว่ากมลาเพียงคิดสรรความงดงามเหล่านั้นขึ้นมาปลอบใจ ประคับประคองสภาพจิตเธอเท่านั้นหรือเปล่า ? เมื่อจิตปลอดโปร่งเป็นสุขกายพลอยสุขตามด้วย…  
                "หลังสอบเสร็จยายหวาบอกจะพาเพื่อน ๆ มาเที่ยวไร่…ฉลอง…ตอนนั้นคงเก็บเกี่ยวผลองุ่นได้แล้วละ…ผมคงมีองุ่นไว้ให้หลานกับเพื่อนทานให้พุงกาง…อืมม์…ตะวันรุ่งทัวร์มาติดต่อจะพานักท่องเที่ยวมาลงไร่องุ่นเราเหมือนกัน…พี่คิดยังไง"
                "พี่คิดอะไรไม่ออกหรอกปัทม์ พี่นึกสภาพไร่ของเราไม่ออกด้วยซ้ำว่าตอนนี้มันเปลี่ยนแปลง ใหญ่โต สวยงามแค่ไหนแล้ว"
                กมลารู้ตัวดี เธอนอนอยู่แค่ในห้องนั่งเล่น ห้องนอน ไม่สามารถไปไหนไกลกว่านั้น โลกของเธอคับแคบมายี่สิบกว่าปีแล้ว โลกข้างนอกก้าวไกลเปลี่ยนแปลงอย่างไรเธอเรียนรู้โลกจากหนังสือ รายการทีวีเท่านั้นเอง การได้อ่านหนังสือมากทำให้เธอไม่กลายเป็น"เต่า" หรือ ช่วยไม่ให้เธอกลายเป็นกบ…
                "ผมสร้างบ้านไม้สองชั้นโปร่ง ๆ ไว้ปากทางเข้าไร่ครับ…บ้านที่ผมเคยเอาแปลนมาให้พี่ดู แล้วพี่บอกว่าให้เปิดชั้นล่างโล่งโปร่งไว้ มีมุมกาแฟ น้ำองุ่นทำจากองุ่นของเราไว้ให้ลูกค้าชิม…ชั้นบนมีบันไดวนขึ้นไปรับลมเย็น ๆ กับทอดสายตามองเห็นไร่ของเราลดหลั่นตามเนินเขาเล็ก ๆ พี่จำได้ไหม"
                กมลาพยักหน้า
                "สร้างเสร็จแล้วหรือ ?"
                "ครับ  ผมจะใช้ที่นั่นเป็นร้านขายเครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำองุ่นกับไวน์ที่ทำจากองุ่นของไร่เรา…มีองุ่นสดจากไร่แพ็คกล่องจำหน่าย และให้ลูกทัวร์ลงชมไร่ของเราด้วย ผมวางแผนไว้ว่าผมจะลองดู…นะครับ"
                กมลาเลื่อนมือจากไหล่ลงแตะมือน้องชาย ปัทม์เลียบเคียงเชิงปรึกษาพี่สาวทั้งที่เขามักมีคำตอบอยู่ในใจเสมอ
                "ตามใจปัทม์ซี…เรามันคนหนุ่มหัวก้าวหน้า คิดอะไรก็ดูเจริญงอกงาม  ปัทม์เหมือนต้นไม้ใหญ่ต้องเติบโตหยั่งรากลึก แผ่กิ่งก้านสาขา เป็นไม้ใหญ่สร้างอาณาจักรของตนเอง…ปัทม์อยากทำอะไรก็ทำซี…ค่อย ๆ เป็นค่อยไปนะปัทม์….เรามีแรงแค่ไหนก็ทำเท่าที่เราไหว…เท่าที่เราทำแล้วมีความสุข อย่าให้หนักหนาสาหัสนักจะเหน็ดเหนื่อย ถนอมร่างกายไว้บ้าง…"
                "ครับ…ผมรู้…แต่ผมก็สร้างอาณาจักรไว้ให้ธารชีวาของพี่ไงครับ…"
                "ธารชีวาของเราสองคนต่างหากปัทม์  ลูกรักของพี่แต่แกเป็นหลานสาวคนดีของปัทม์…เอาเถอะ…ไม่ต้องกระโตกกระตากให้ยายหวารู้ล่ะ ไว้ให้แกมาที่ไร่ มาเห็นน้าชายทำไร่เป็นแหล่งท่องเที่ยวก่อน รับรองยายหวากรี๊ดลั่นเชียว…"
                ปัทม์หัวเราะร่วน นึกภาพหลานสาวแสนซนออกทันที
                "ผมคงต้องกั้นรั้วไม่ให้ยายหวาเข้าใกล้องุ่นนะครับ กลัวแกจะชนพวงองุ่นงาม ๆ ร่วงหมด แกซุ่มซ่ามเหลือเกิน…กลับบ้านคราวก่อนก็กวาดตะเกียงเจ้าพายุเก่า ๆ ตกลงมากระจกแตกหมด…ผมยังต้องแขวนไว้ทั้งเปลือย ๆ เพราะหากระจกใส่ไม่ได้แล้ว…น่าจับตีก้นชะมัด"
                คนบ่นน่าจับตีก้นไม่มีทางทำได้หรอก กมลารู้ดี ปัทม์เอาใจหลานสาวจะตาย สักเพี้ยะเขาก็ไม่เคยตี ไม่เคยทำให้ธารชีวาเสียใจ
                โถ…ปัทม์คงเห็นหลานพบกับเรื่องแย่ ๆ มากพอแล้ว ไม่ว่าเรื่องเจ็บป่วยของแม่ เรื่องพ่อ จึงไม่คิดซ้ำเติมเรื่องใดให้หลานเสียใจอีก…