ธารชีวา

Author: 
ราดหน้า
ประเภท: 
นิยาย

ตอน       1
เบนซ์สีตะกั่วคันใหญ่คลานช้า ๆ เข้ามาตั้งแต่หน้าประตูติดย่านค้าขายกระทั่งจอดสนิทยังลานจอดรถหน้าตึกเรียน ใต้ชายคาอาคารนั้นมีกลุ่มนักศึกษาเพิ่งเลิกเรียนวิชาสุดท้ายของวันนั่งจับกลุ่มคุยกันเกือบสิบคน
                "รถใครวะ…ปกติแถวหน้าคณะเราไม่เคยมีใครเอาเบนซ์มาจอด…"
ช้างหรือนายชาลีเจ้าของใบหน้ารูปเหลี่ยม ผมหยักศกตัดสั้นเป็นคนช่างสงสัยที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นดัง ๆ
"เฮ้ย!…ชะเง้อมาทางกลุ่มเราด้วยว่ะ  ญาติใครหรือเปล่าวะ…ในกลุ่มเรามีใครเป็นคุณหนูด้วยเหรอ"
ช้างกวาดสายตามองหน้าเพื่อนแต่ละคนด้วยรอยยิ้มขบขันเพราะรู้เพื่อนในกลุ่มล้วนมาจากครอบครัวชั้นกลางของสังคมในหลาย ๆ จังหวัด จริยาเป็นลูกข้าราชการเมืองสุโขทัย  อมรรัตน์ กับมะยุรีทางบ้านค้าขายเล็กน้อยอยู่ที่เพชรบุรีทั้งสองคนนี้โชคดีเพราะเรียนจบมัธยมมาด้วยกันยังสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันอีก พิษณุเป็นลูกชายคนเดียวของจ่าทหารจังหวัดเชียงรายหนุ่มเมืองเหนือผิวขาวจัดจนสาวหลายคนอิจฉา พงศ์ธรเป็นเด็กกำพร้าอยู่กับลุงและป้าในกรุงเทพเช่นเดียวกับอุดม ส่วนธารชีวาบอกประวัติเพื่อนแค่ว่าอยู่กับมารดาและน้าชายซึ่งทำไร่องุ่นเล็ก ๆ พอเลี้ยงชีพ  เพื่อนแต่ละคนล้วนวางตัวเรียบง่ายติดดิน ไม่มีความหรูหราฟุ้งเฟ้อ
"เจ้าคุณพ่อของฉันเองแหละ…"
จริยาหรือที่เพื่อนให้ฉายาว่า "จืด" ตามลักษณะรูปหน้ากลมขาวซีดดวงตาเล็กตวัดหางชี้ขึ้น ไม่ค่อยแต่งหน้าตาเหมือนสาวคนอื่นทำกัน…สมอ้างพร้อมขยับตัวนั่งหลังตรง เชิด วางมาดเป็นลูกคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่จึงถูกเพื่อนรุมผลักศีรษะจนเจ้าตัวเกือบหน้าคะมำ ต้องอาศัยไหล่ของธารชีวากั้นไม่ให้ตกขอบเก้าอี้ลงไปแอ้งแม้งกับพื้น
ธารชีวาผสมโรงหัวเราะจริยาพร้อมเพื่อน ๆ ก่อนเหลียวมองร่างท้วมของชายวัยเกือบห้าสิบในชุดซาฟารีสีเทาให้เต็มตาอีกครั้ง…หญิงสาวจดจำได้คลับคล้ายคลับคลา…ผู้ชายคนนั้น ชื่อ ลุงเสริมคนขับรถของผู้ชายภูมิฐานคนที่กำลังลดกระจกด้านหลังมองมา
ยังไม่ทันได้ตั้งตัวลุงเสริมมาหยุดอยู่ตรงหน้าค้อมศีรษะลงนิดหนึ่งอย่างสุภาพอ่อนน้อมต่อนายแม้ว่าเธอจะเป็นแค่นายนอกบ้านก็เถอะ
"คุณท่านให้ผมมารับคุณหนูครับผม"
เพื่อนในกลุ่มทุกคนเงียบกริบดุจต้องคำสาบให้กลายเป็นหิน…ซึ่งหญิงสาวรู้ว่ามันผิดปกติ…พวกเธอยามเมื่อเข้ากลุ่มไม่เคยสงบเงียบไม่เคยมีใครเป็นบ้าใบ้มีแต่จะสร้างความเอ็ดตะโรเหมือนตลาดสดไม่ปาน แต่เมื่อธารชีวาเห็นสายตาริกรื่นด้วยแรงสงสัยกับริมฝีปากที่เริ่มคันยิบยิกของเพื่อน ๆ คล้ายอยากจะถามเหลือเกินแต่ไม่สบโอกาสต้องแอบถอนใจเบาบาง …
แน่นอนว่า เพื่อน ๆ เห็นหน้า "คุณพ่อเล็ก" ชัดเจน  ผู้ชายนามสกุลดังผู้ได้รับยกย่องเป็นนักธุรกิจประสบความสำเร็จและบุคคลตัวอย่างที่ผู้คนในสังคมจับตามอง  นิตยสารสำหรับนักบริหารฉบับหนึ่งเพิ่งตีพิมพ์ภาพถ่ายพร้อมบทสัมภาษณ์ของ "คุณพ่อเล็ก" หราบนปก
"คุณพ่อเล็กอยู่ในรถหรือคะลุง"
"ครับผม…คุณท่านลื่นล้มเมื่อคราวไปตีกอล์ฟอาทิตย์ก่อน หัวเข่ายังไม่หายเจ็บดี  ท่านจึงรออยู่ในรถ"
ใบหน้าคร้ามคมคงความหล่อเหลาของผู้ชายวัยกลางคนส่งยิ้มมายังเธอก่อนแล้ว ธารชีวาไม่ค่อยแน่ใจนักรอยยิ้มนั้นเจือกระแสความรักความคิดถึงมากมายมาด้วยเหมือนที่สายตามองเห็นหรือไม่
ใบหน้าของคุณพ่อเล็กไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากภาพถ่ายซึ่งแม่นำมาอวดพร้อมเรื่องเล่า…แม้คุณพ่อเล็กจะมิได้อยู่ร่วมครอบครัวหากความรักที่แม่มีให้คุณพ่อเล็กก็มิอาจลดน้อยลงสักนิด…เรื่องนั้นคุณพ่อเล็กจะรู้หรือไม่?
แต่ไหนแต่ไรแล้วธารชีวาไม่เคยทราบถึงเหตุผลแท้จริงสักครั้ง เพราะเหตุใดคุณพ่อเล็กที่แสนดีจึงอยู่ร่วมรังรักกับแม่เหมือนครอบครัวอื่นไม่ได้ 
ทำไมคุณพ่อเล็กจะต้องแอบมาหาเธอ…ซุกซ่อนราวกลับเกรงกริ่งต่อการถูกจับได้แล้วต้องรับโทษทัณฑ์ ราวเธอกับแม่เป็นสิ่งของผิดกฎหมาย  การมาพบเธอกับแม่เป็นการกระทำต้องห้าม 
และทำไมเด็กสาววัยไล่เรี่ยเจ้าของชื่อมีความหมายน่าริษยาว่าหทัยชนก…ดวงใจของพ่อจึงมองเธอด้วยสายตาเกลียดชังราวเธอเป็นเพียงสัตว์เลื้อยคลานน่าขยะแขยงเหลือแสนทั้งที่เธอกับหทัยชนกต่างมีบิดาคนเดียวกันแต่ไม่เคยเข้าใกล้อย่างพี่น้อง อย่างมิตร ไม่เคยพูดดีด้วยได้สักคราว…ทำไม หรือ? 
"เดี๋ยวหวาตามไปค่ะ ขอหวาเก็บของแป๊บเดียวนะคะ ลุงเสริมไปรอที่รถก่อนละกัน"
ลุงเสริมถอยกลับไปอย่างว่าง่ายเพียงไม่กี่ก้าวเพื่อน ๆ พากันรุมคำถามเข้าใส่ไม่ต่างจากนักข่าวหัวเห็ด ประหนึ่งว่าปากที่แข็งเป็นหินถูกถอนคำสาบจนทำงานได้ปกติ
"หวา…เขาเป็นพ่อเธอเหรอเราไม่ยักรู้มาก่อนเลย…นั่นนะคนดังของเมืองเชียวนา" อมรรัตน์ถาม
ว๊าว ! …ธารชีวากลายเป็นลูกสาวของนักธุรกิจแถวหน้าของประเทศ  ร่ำรวยมหาศาล…
"หวา ไหนเธอบอกว่าที่บ้านทำไร่เล็ก ๆ เท่านั้นไง…แล้วคุณท่งคุณท่านมาจากไหน" พิษณุไม่ยอมน้อยหน้า
"หวา…เธอยังมีความลับอะไรไม่บอกเราอีก วันดีคืนดีเธอจะเซอร์ไพร์สเพื่อนด้วยการกลายเป็นเจ้าหญิงตกยากปลอมตัวมาหารักแท้ไหม" ช้างถาม
"น้ำเน่าเกินไปแล้วช้าง…โอเวอร์น่ะเพื่อน…อืมม์…แต่อย่างที่ช้างว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้ไหมเราจะได้สมัครเป็นเจ้าชาย…แค่เจ้าชายกบโอ๊บ…โอ๊บ…ก็ยอมน๊า…" พิษณุกล่าวต่อก่อนหัวเราะสนุกสนานจนเพื่อนสาวหน้าแดง
เพื่อไม่ให้เพื่อนคนอื่นได้รัวคำถามติดตามเป็นชุด  ธารชีวาก็รีบยกมือห้ามปราม
"จบได้แล้วคุณเพื่อนที่ร๊าก…ก อ๊วก !…ใช่…ผู้ชายในรถเป็นพ่อของหวาเอง"
หญิงสาวกล่าวออกไปพร้อมดึงหนังสือเรียนเล่มหนาตรงหน้ามายัดใส่กระเป๋าสะพายสานจากใบปาล์มเก๋ไก๋ที่คุณป้าใหญ่หอบหิ้วมาจากบาหลีเป็นของฝากเมื่อต้นปี กระเป๋าที่เธอรู้ว่าคุณป้าใหญ่ซื้อมาเหมือนกันสองใบ…อีกใบเป็นของหทัยชนกซึ่งเมื่อฝ่ายนั้นรู้ว่าธารชีวาได้รับกระเป๋าใบนี้ด้วย หทัยชนกถึงกลับเหวี่ยงกระเป๋าใบนั้นทิ้งโดยไม่สนใจใยดีต่อความรู้สึกของคนหอบหิ้วมาแสนไกล
หญิงสาวผู้นั้นถูกรักและตามใจจากแม่ทั้งปมที่คนเป็นแม่ทอดถ่ายสู่ลูกเพาะบ่มนิสัยก้าวร้าว หยาบกระด้าง ห่างเหิน ไม่ลงรอย ไม่ยอมอ่อนน้อมกับคุณป้าใหญ่หรือใคร ๆ ตามแบบฉบับเด็กผู้เข้าใจว่า ตนไม่ได้ถูกรักด้วยบุคคลอันพึงต้องรักเธอ…เข้าใจด้วยถ้อยคำปลูกฝังของสุมาลีให้ลูกจงเกลียดจงชังพาลไปถึงผู้ซึ่งคิดว่าเป็นสาเหตุตามความคิดนึก ความรู้สึกของแม่
"เธอไม่ควรฝันหวานถึงการทำดีด้วยเล็กน้อย หมายถึงเขารักเธอนะ…คุณป้าเป็นคนแก่ขี้สงสาร  เธอคงทำอะไรให้ท่านสงสารเข้าละซี  จึงได้ของสมนาคุณจากท่าน…"
หทัยชนกกล่าวต่อธารชีวาในวันหนึ่งซึ่งมีโอกาสได้เดินสวนกันแถวร้านค้าในมหาวิทยาลัย ก่อนจะเชิดหน้าใส่ เดินจากไปด้วยท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างหยิ่งยะโสจนลือชื่อ
                ธารชีวารีบกำจัดความรู้สึกเจ็บปวดจากถ้อยคำคมกริบดุจอาวุธอาบยาพิษของหทัยชนกเสีย 
"ฝากส่งโปสการ์ดให้ด้วย…ติดแสตมป์เรียบร้อยแค่ช่วยหย่อนลงตู้ให้เท่านั้นละ…แล้วเราจะกลับมาเล่าให้ฟังนะ…เดี๋ยวคุณพ่อเล็กจะรอนาน ไปก่อนนะ วันจันทร์เจอกันที่ห้องเรียน…เอ้อ…ไม่ต้องสนอกสนใจเรื่องของหวามากจนโทรมากวนล่ะ…" ดักคอเพื่อนไว้ก่อนเพราะเชื่อว่าเพื่อนต้องทำอย่างนั้นแน่นอน
หญิงสาวลุกจากที่นั่งแต่ชายกระโปรงของเธอยาวกรอมข้อเท้าตอนนั่งจึงเหยียบชายกระโปรงของตนเองไว้ไม่รู้ตัว เวลายืนก็รีบร้อน ไม่ได้ระมัดระวังจึงเซแซดไปโดนเพื่อนข้าง ๆ ซึ่งรอรับเธออยู่แล้วเหมือนรู้ดีถึงความซุ่มซ่ามของธารชีวาจะต้องเกิดขึ้นแน่
"แล้วอย่างนี้น่าให้เชื่อไหมเนี่ยว่าเพื่อนจอมซุ่มซ่ามของเรา เป็นคุณหนู"
เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้น
ธารชีวาจึงค้อนใส่ก่อนเดินไปยังประตูรถยนต์คันใหญ่มีลุงเสริมคอยเปิดประตูรออยู่ก่อนแล้ว
"ไม่น่าเชื่อ ฝันไปหรือเปล่า…ฉันยังจำยายหวาตอนปีหนึ่งได้ติดตา  ตอนนั้นมาจากต่างจังหวัดใหม่ ๆ หน้าดำ ๆ หัวกระเซิงเหมือนถูกหนูแทะ…ใครจะคิดว่ามาวันนี้ยายหวาคนนั้นเดินขึ้นเบนซ์มหาเศรษฐีไปแล้วต่อหน้าต่อตาฉันเมื่อกี้เอง"
"โถ…ยายหวาจู่ ๆ ก็กลายเป็นดอกฟ้า…แล้วเทวดาเดินดินอย่างเราจะเด็ดดอมดมได้หรือนี่"
ช้างกล่าวขึ้นขณะที่เฝ้าจับตามองเบนซ์คันนั้นเคลื่อนตัวไปจากหน้าตึกเรียน แววตาของช้างแสดงออกถึงความเสียดายจนเพื่อนต้องตบหัวให้หายทะลึ่งสักที
ขณะเดียวกันธารชีวานั่งกอดกระเป๋าสานของเธอไว้แน่น ไม่ได้เอ่ยปากพูดจาใด ๆ สักคำหลังจากก้าวเข้ามานั่งอยู่ด้านหลังรถเคียงข้างผู้ชายคนที่เธอยังเห็นร่องรอยหล่อเหลาไม่เปลี่ยนแปลงจากวัยหนุ่มแน่นสักนิดเดียว ชายผู้เป็นพ่อคนที่มาเยี่ยมเธอกับแม่นับครั้งได้…
ทุกครั้งที่มาพ่อมักนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงนอนของแม่ ทอดสายตามองแม่โดยไม่มีคำพูดจาอื่นใดแม้แต่ถ้อยคำแสดงความเสียใจต่อเรื่องราวผกผันและบาปเคราะห์ต่าง ๆ ที่แม่พบพาน ไม่นานท่านก็ลากลับโดยไม่วายกอดเธอไว้แน่นแล้วจูบแผ่วเบาตรงหน้าผากมอมแมม  จากนั้นธารชีวาต้องรอรอยจูบอ่อนโยน รอโดยไม่รู้ว่าโอกาสได้แตะต้องความรักของพ่อเช่นนี้จะมีอีกหรือไม่
แม่เล่าว่าคุณพ่อเล็กหล่อมาก มีเพื่อนผู้หญิงเยอะ…แม่กมลาของเธอได้พบคุณพ่อเล็กเพราะการแนะนำของคุณป้าใหญ่ ตอนนั้นแม่กมลาต่างหากเป็นฝ่ายหลงรักคุณพ่อเล็กก่อนโดยที่ท่านไม่ได้สนใจแม่สักนิดคงเพราะแม่เหมือนเด็กกะโปโล ไม่ค่อยสวยจัดเหมือนสาวสังคม…แต่แม่ก็ไม่ยอมเล่าต่อเพราะเหตุใดคุณพ่อเล็กจึงได้แต่งงานกับแม่…เพราะเหตุผลใด ชีวิตคู่ของพ่อแม่จึงเหมือนเรือรักอับปางกลางทะเลคลั่ง
ชัชวาลมองหน้าบุตรีแว่บหนึ่งอมยิ้มบาง ๆ ในดวงตาคู่อาทรพิเศษเวลาอยู่กับลูกสาวคนนี้ ลูกสาวคนที่ไม่อาจกอดให้แน่นสมรัก พบหน้าคราวใดอยากแต่จะแก้ไข กระทำทุกอย่างเพื่อชดเชยต่อความผิด ความละอายทั้งปวง
"หวาไม่ชอบให้พ่อมาหาที่มหาวิทยาลัยหรอกหรือ"
"เปล่าค่ะ…แต่หวาเกรงว่า…หทัยชนกจะเห็นเข้าแล้วครอบครัวคุณพ่อเล็กจะไม่มีความสุข"
น้ำเสียงผ่านออกไปอย่างสงบราบเรียบขณะที่ความทรงจำเจ็บปวดยังคงทิ่มแทงด้วยความแหลมคมราวเข็มร้อยพันเล่มระดมจิกแทงบนเนื้อหัวใจอ่อนนุ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า…
ธารชีวาไม่เคยลบภาพเหตุการณ์คราวนั้นได้แม้จะพยายามเพียงไรก็ตาม…มันชัดเจนกว่าใครสักคนเย็บภาพเหตุการณ์นั้นไว้กับดวงใจ
ครั้งหนึ่ง…หทัยชนกเคยพบชัชวาลมาหาธารชีวาที่คณะ น้องสาวคนนั้นตรงรี่เข้ามากระชากแขนบิดาออกจากธารชีวาด้วยความแหนหวงพร้อมประกาศกร้าวเสียงดังฟังชัดว่า
"พ่อของฉันนะ"
ธารชีวาจำได้ดีถึงความเจ็บปวดสาหัสเมื่อตนเองถูกผลักจนเซไปหลายก้าวจนชนผนังได้แต่มองภาพคุณพ่อเล็กถูกดึงแยกห่างจากไป…นั่นไม่ใช่การทะเลาะเบาะแว้งของเด็กน้อยซึ่งมักพบเห็นบ่อย ๆ ยามแย่งของเล่น ของรัก หากผู้เป็นลูกสองคนกำลังแย่ง"พ่อ" กันต่างหาก  บาดแผลที่ธารชีวาได้รับจึงไม่ใช่เพียงรอยถลอกเนื่องจากกระแทกเข้ากับบางสิ่ง ความเจ็บปวดมากมายมหาศาลฝังรากลึกแม้รอยบอบช้ำจากกายภายนอกจะหายดีแล้วก็ตาม
โชคดีที่วันนั้นเย็นย่ำมากแล้วไม่มีเพื่อนของเธอหลงเหลืออยู่ที่คณะสักคน มีเธอคนเดียวยังอยู่เพื่อค้นคว้าหนังสือจากห้องสมุดมาทำรายงาน จึงไม่ต้องอาย ไม่ต้องตอบคำถามใคร ๆ
เธอไม่ได้ถูกปลูกฝังให้เกลียดชังใคร ไม่ว่าคุณพ่อเล็ก ภรรยาใหม่ของท่าน คุณป้าใหญ่ ตรงกันข้ามแม่ของเธอเพียรพร่ำบอกเล่าให้ลูกสาวได้รับรู้ถึงความงดงาม ถ่ายทอดสู่ลูกด้วยความรู้สึกดี ๆ เท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีต่อสามี พี่สาวของสามี และผู้หญิงอีกคนของสามี
เหตุนั้น ธารชีวาจึงไม่ได้รู้สึกเกลียดชังผู้คนในมุมห่างไกลจากอ้อมแขนของเธอ หากจะมีบ้างคงเป็นแค่ร่องรอยน้อยอกน้อยใจในบางครั้งมันตีตื้นขึ้นมาก่อความเยือกหนาวน้อยนิดก่อนเจ้าตัวจะรีบกำจัดสิ้นด้วยความร่าเริง แจ่มใส การมองโลกสวยงาม ความเข้มแข็งของเปลือกตามแบบที่เธอเป็น…ก็ในเมื่อเนื้อหัวใจเป็นแผลไยต้องพลิกโฉมหน้าของบาดแผลอวดใครด้วยเล่า…
เมื่อกลับถึงบ้านหญิงสาวก็เล่าเหตุการณ์ให้น้าปัทม์ฟังพร้อมกับถลาเข้าซบช่วงบ่ากว้างแข็งแรงอบอุ่นของน้าชายผู้คอยปกปักษ์ดูแลเธอเสมอเหมือนบิดาโดยไม่ขาดตกบกพร่อง…
ใครหน้าไหนอาจหาญมารังแกธารชีวาซี !
น้าปัทม์เป็นต้องออกไปบู๊ให้…
ใครก็รู้น้าปัทม์ของเธอนักเลงจะตาย…วางท่าปกป้องไม่ต่างจากแม่ไก่กางปีกคุ้มครองลูกเจี๊ยบเล็ก ๆ ยามผู้แปลกหน้าเข้าใกล้ จนหลายครั้งธารชีวานึกขันต่อท่าทางแหนหวงนั่น ทั้งขำทั้งอบอุ่นระคนกัน
มาเข้าอกเข้าใจเมื่อเติบโตขึ้น น้าปัทม์คือผู้แทนของแม่ผู้ไม่อาจลุกจากที่นอนมาเป็นทุกข์ร้อน ปกป้องดูแลเธอได้  แม่ทำได้เพียงเป็นห่วงเป็นใยอยู่บนเตียงนอน…
บ่อยครั้งไป เมื่อผู้ปกป้องชั้นดีอย่างน้าปัทม์ไม่อยู่แล้วเธอถูกรังแก แม่จะปล่อยให้เธอนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ธารชีวาลุกขึ้นไปสู้กับอีกฝ่ายด้วยตนเอง สอนให้ลูกได้ช่วยตนเองได้ยามที่ไม่มีใครแล้วจริง ๆ …
ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเกาะเกี่ยวสิ่งใดไว้เป็นหลักร้านตลอดกาลมิใช่หรือ การหยัดยืนมั่นคงด้วยแข้งขาแข็งแรงของตนเองต่างหาก คือความมั่นคงแท้จริง
ชัชวาลถูกลูกสาวเรียกว่า "คุณพ่อเล็ก" โดยนำชื่อเล่นของท่านมารวมไว้ เช่นเดียวกับการเรียกชุลีพรว่า คุณป้าใหญ่ เป็นการเรียกขานมาตั้งแต่เล็กจนติดปากและยากจะเปลี่ยนแปลง ทั้งคนเป็นพ่อก็ชื่นชอบ มีความสุขกับสรรพนามไม่เหมือนใคร
มือข้างที่กอดกระเป๋าถูกปลดออกมากุมไว้แน่น…ปลอบขวัญในที
"พ่อคิดถึงหวามากนะลูก…เกือบปีแล้วที่พ่อไม่ได้แวะไปหาหวากับแม่ที่บ้านเลย…แม่เขาสบายดีไหม"
"ค่ะ…คุณลุงหมอมาตรวจทุกเดือน…เมื่ออาทิตย์ก่อนน้าปัทม์เล่าว่าแม่บ่นเจ็บคอ กระดูกคอบวม…แม่ทานข้าวได้น้อย…แต่เมื่อวานหวาเพิ่งโทรคุยกับแม่…แม่บอกว่าสบายดี หายเจ็บคอแล้วค่ะ" หญิงสาวเล่า  ความจริงเชื่อมันระหว่างเธอกับแม่มีสัมผัสพิเศษผูกพันกัน…ช่วงนั้นธารชีวาเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ กำลังเป็นไข้หวัดใหญ่ต้องนอนซมอยู่บ้านหลายวันจนไม่ได้ไปเรียนได้จริยามาช่วยส่งข้าวส่งน้ำนอนเป็นเพื่อนชั่วระยะหนึ่ง ธารชีวาไม่ได้บอกคนทางบ้านให้รู้เพราะไม่ต้องการให้น้าปัทม์ต้องขับรถมาหาด้วยความเป็นห่วง ไม่ต้องการให้แม่ไม่สบายใจอันอาจกระเทือนต่ออาการเจ็บไข้ของแม่ แต่แม่ก็ยังสื่อสารกับเธอได้ด้วยเกิดคิดถึงล้นหลามมากมายอย่างอธิบายแก่ใครไม่ได้  จนแม่ต้องไล่น้าปัทม์ให้เข้ากรุงเทพเยี่ยมหลานสาวแล้วคราวนั้นก็ความลับแตก น้าปัทม์มาพบเธอเป็นไข้ต้องส่งนอนโรงพยาบาลหลายวัน
"หวาไม่ไป  น้าปัทม์จ๋า  หวาไม่นอนโรงพยาบาลนะ หวากลัว"
เอะอะโวยวายลั่นใส่น้าชาย
"กลัวอะไร"
"หวา…หวากลัวเข็มฉีดยา  กลัวชุดสีเขียวในห้องผ่าตัด กลัวเลือด…กลัวโรงพยาบาล"
ปัทม์ถอนหายใจเฮือกก็ไม่รู้จะโมโหหรือจะสงสารเห็นใจดี เพราะปัทม์รู้ฤทธิ์ความกลัวของหลานสาวดีพอ  เมื่อคราวเป็นเด็กถ้าถูกหมอฉีดยาทีไรธารชีวาทั้งร้องทั้งดิ้นจนแทบต้องจับมัด…
"หวาไม่อยากหายหรือไง  หวาอยากให้แม่เป็นห่วงหรือ"
เท่านั้นละ ต่อให้กลัวแทบตายหญิงสาวก็อดทน  เธอยังจำได้ติดตาตอนหมอจะฉีดยาให้ต้องนอนปิดตาสนิทกัดริมฝีปากแน่นร้องไห้สะอื้นไม่ใช่เพราะเจ็บปวดอะไรมากมายไม่รู้สึกว่าปลายเข็มแทงแล้วถอนออกไปเมื่อไหร่ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพื่อต้องการหาย เพื่อไม่ให้แม่ห่วงเธอคงดื้อมากกว่านี้…นับแต่นั้นมาเธอกับแม่มักกระทำเหมือนกันคือ ต้องแข็งแรงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเป็นห่วง…
"แต่หวาก็ไม่ค่อยเชื่อคำพูดของแม่นักหรอก นอกเสียจากจะได้คำยืนยันจากน้าปัทม์ กับหวาแม่มักทำตัวให้แข็งแรงเพื่อไม่ให้หวาห่วง แม่มักปากแข็งกับหวา…"
ชัชวาลกระชับมือลูกสาวแน่นขึ้นเพราะเกิดรู้สึกผิดหนักหน่วง ผิดมาตลอดกว่ายี่สิบปี เป็นความผิดจากการก้าวพลาดชนิดที่ชัชวาลไม่เคยแก้ไขได้ ไม่อาจอภัยให้ตนเองนับแต่นั้นมา  ฉากหลังของความสำเร็จในหน้าที่การงานชัชวาลกลับล้มเหลวเรื่องครอบครัว
"น้าปัทม์ของหวาเขาก็สบายดีไหม แต่งงานหรือยัง"
ธารชีวาหัวเราะคิก…
คิดถึงใบหน้าทั้งเข้มคมทั้งดุน่าเกรงขาม มักประดับรอยเคราเขียวรอบคางคนร่างโตเหมือนยักษ์ของน้าปัทม์…มีธารชีวากับแม่สองคนกระมังสัมผัสถึงเสี้ยวอ่อนโยน หวานละมุนกว่าน้ำผึ้งของหัวใจน้าชาย…
ใคร ๆ มักกล่าวว่า น้าปัทม์โหด เถื่อนและดุ แต่เธอไม่เคยพบน้าปัทม์ภาคนั้นนอกจากผู้ชายหน้าเข้ม ๆ ด้วยเครารกกับดวงตาอ่อนโยนปานแสงอบอุ่นสีเงินฉายแห่งจันทราผู้ชายคนที่มักแอบยืนน้ำตาซึมอยู่ในเงามืดเมื่อเห็นความเจ็บปวดจากการเจ็บป่วยของพี่สาว…
"ยังไม่เห็นมีผู้หญิงสักคนมาชอบ…อืมม์…แต่หวาไม่ได้รวมว่า ไม่มีผู้หญิงสักคนให้น้าปัทม์ชอบนะคะ  บางทีน้าปัทม์อาจแอบชอบใครที่หวาไม่รู้ก็ได้…อืมม์…แต่อายุปานนี้แล้วสงสัยน้าปัมท์คงไม่คิดเรื่องแต่งงานหรอกมั้งคะ…หรือไม่ก็…"
                ธารชีวาเหลือบมองหน้าคร้ามคมของบิดาแว่บหนึ่งก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจถ้อยคำของตนจะกระทบใจคนฟัง บางครั้งคนเราควรคำนึงถึงหัวจิตหัวใจใคร ๆ บ้างมิใช่ยึดถือแต่ตนเองเป็นศูนย์กลางโดยมองไม่เห็นเงาใครอื่น อย่างที่เด็กสาวอ่อนเยาว์คนหนึ่งเคยกระทำเพราะความแหนหวงบิดาเท่านั้น…การก้าวออกมาประกาศแสดงความเป็นเจ้าของชัชวาลต่อหน้าด้วยการต้องการยึดครอบครองของทุกสิ่งบนโลกเป็นของเธอลำพังโดยไม่คิดปันเผื่อใครแม้กระทั่งพี่น้อง
                "หรือไม่น้าปัทม์อาจเห็นความล้มเหลวของชีวิตคู่จากพี่สาว จนไม่นึกอยากมีครอบครัวก็ได้…"
                "พ่อเสียใจนะลูก"
                "แต่แม่บอกว่า…แม่ไม่เสียใจค่ะคุณพ่อเล็ก"
                คนตอบไม่ได้มีน้ำเสียงเศร้าสักนิด มีรอยยิ้มกว้างประดับไว้บนดวงหน้ารูปไข่ล้อมผมยาวหยักศกทิ้งตัวเป็นเกลียวยาวเกือบถึงกลางหลัง เจ้าตัวติดกิ๊บเล็ก ๆ ไว้ข้างหนึ่งรั้งไม่ให้ผมหยักศกระเรี่ยใบหน้าให้รำคาญใจ ดวงหน้าสวยหวานเหมือนตุ๊กตาถอดพิมพ์เดียวมาจากใบหน้าของผู้เป็นแม่วัยสาวไม่ผิดเพี้ยน…ลูกสาวถ้าเหมือนแม่โบราณเขาว่าอาภัพนัก !
                "แล้วหวาเล่า เสียใจไหมลูก"
                "อืมม์…"
                ธารชีวานิ่งคล้ายทอดเวลาเพื่อเลือกสรรคำตอบอย่างชาญฉลาด…ก่อนกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงรื่นหู ชวนฟัง
"หวาต้องเสียใจเรื่องอะไรหรือคะ…ถ้าคุณพ่อเล็กหมายถึง หวาควรเสียใจเรื่องที่เราสองคนพ่อลูกต้องแยกกันอยู่  หวาต้องแบ่งปันพ่อกับลูกสาวอีกคนของคุณน้าสุมาลี…หวาไม่เสียใจหรอกค่ะ…เพราะว่า"
                หญิงสาวนิ่งอึดใจก่อนคล้องแขนเกาะเกี่ยวลำแขนของบิดาไว้แน่นแนบซบใบหน้าตนกับไหล่ของท่านไม่ต่างจากเด็กช่างประจบประแจง แม้ธารชีวาแค่แสร้งทำเป็นสดใส ไม่คิดขุ่น ไม่ขัดเคือง ทั้งที่ลึกสุดซ่อนมีเงื้อมเงาของบาดแผลร้ายที่เจ้าตัวไม่พยายามพลิกขึ้นชมเชย ไม่ยอมให้รอยแผลนั้นกรีดร้าวทำร้ายเธอได้ต่างหาก  หญิงสาวตระหนักเสมอว่า ยามที่มารดาของเธอยิ่งเข้มแข็ง เธอควรแข็งแรงได้มากกว่ามารดาร้อยเท่าพันเท่า
                จะให้ความเศร้า จะให้บาดแผลฉกรรจ์ของเธอทิ่มแทงเหลี่ยมคมบาดทำร้ายหัวใจของมารดาได้อย่างไรเล่า ! ในเมื่อแม่ปรารถนายิ่งให้เธอมองภาพบิดาและผู้คนรอบข้างท่านสวยสดงดงาม ทั้งที่หลายครั้งธารชีวาจะคลางแคลง ไม่มั่นใจ แต่ไม่เคยแสดงออก
                "แม่กับน้าปัทม์บอกหวาเสมอว่า คุณพ่อเล็กยังเป็นของหวา…คุณพ่อเล็กยังรักหวาเหมือนที่หวาก็รัก…เพียงแต่คุณพ่อเล็กจำเป็นต้องทำหน้าที่พ่อที่ดีให้เด็กอีกคนต่างหาก…เราจึงไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า…และเด็กคนนั้นก็เป็นน้องของหวาเอง"
                เหล่านั้นล้วนเป็นถ้อยคำสอนสั่งปลอบโยนจากแม่และน้าชายซึ่งธารชีวาให้ชะโลมดวงใจตนให้ผ่อนคลายเสมอมา
                ชัชวาลลูบผมบุตรีเบา ๆ การแสดงออกด้วยความเข้าใจทำให้ลูกสาวคนนี้น่าเอ็นดู นึกขอบคุณกมลากับปัทม์สองคนพี่น้องไม่นึกโกรธชัง แค้นเคืองต่อการกระทำผิดของเขาสักนิด ยังสอนสั่งอบรมจนธารชีวาเติบโตขึ้นเป็นเด็กสาวน่ารัก เด็กคนนี้มีพละพลังบางอย่างให้ผู้เข้าใกล้อ่อนอุ่นกับความโอบอ้อมอารี อ่อนโยนของเธอ
                การที่ธารชีวากล่าวออกมาเต็มเสียง ด้วยเกิดการยอมรับในตัวหทัยชนกเป็นน้อง แม้จะเป็นน้องสาวผู้เกิดจากสุมาลีภรรยาอีกคนของเขาก็ตาม…ถ้าหทัยชนกจะยอมรับพี่สาวได้เท่าที่ธารชีวาเป็น ชัชวาลคงมีความสุขไม่น้อย
ตอน       1
เบนซ์สีตะกั่วคันใหญ่คลานช้า ๆ เข้ามาตั้งแต่หน้าประตูติดย่านค้าขายกระทั่งจอดสนิทยังลานจอดรถหน้าตึกเรียน ใต้ชายคาอาคารนั้นมีกลุ่มนักศึกษาเพิ่งเลิกเรียนวิชาสุดท้ายของวันนั่งจับกลุ่มคุยกันเกือบสิบคน
                "รถใครวะ…ปกติแถวหน้าคณะเราไม่เคยมีใครเอาเบนซ์มาจอด…"
ช้างหรือนายชาลีเจ้าของใบหน้ารูปเหลี่ยม ผมหยักศกตัดสั้นเป็นคนช่างสงสัยที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นดัง ๆ
"เฮ้ย!…ชะเง้อมาทางกลุ่มเราด้วยว่ะ  ญาติใครหรือเปล่าวะ…ในกลุ่มเรามีใครเป็นคุณหนูด้วยเหรอ"
ช้างกวาดสายตามองหน้าเพื่อนแต่ละคนด้วยรอยยิ้มขบขันเพราะรู้เพื่อนในกลุ่มล้วนมาจากครอบครัวชั้นกลางของสังคมในหลาย ๆ จังหวัด จริยาเป็นลูกข้าราชการเมืองสุโขทัย  อมรรัตน์ กับมะยุรีทางบ้านค้าขายเล็กน้อยอยู่ที่เพชรบุรีทั้งสองคนนี้โชคดีเพราะเรียนจบมัธยมมาด้วยกันยังสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันอีก พิษณุเป็นลูกชายคนเดียวของจ่าทหารจังหวัดเชียงรายหนุ่มเมืองเหนือผิวขาวจัดจนสาวหลายคนอิจฉา พงศ์ธรเป็นเด็กกำพร้าอยู่กับลุงและป้าในกรุงเทพเช่นเดียวกับอุดม ส่วนธารชีวาบอกประวัติเพื่อนแค่ว่าอยู่กับมารดาและน้าชายซึ่งทำไร่องุ่นเล็ก ๆ พอเลี้ยงชีพ  เพื่อนแต่ละคนล้วนวางตัวเรียบง่ายติดดิน ไม่มีความหรูหราฟุ้งเฟ้อ
"เจ้าคุณพ่อของฉันเองแหละ…"
จริยาหรือที่เพื่อนให้ฉายาว่า "จืด" ตามลักษณะรูปหน้ากลมขาวซีดดวงตาเล็กตวัดหางชี้ขึ้น ไม่ค่อยแต่งหน้าตาเหมือนสาวคนอื่นทำกัน…สมอ้างพร้อมขยับตัวนั่งหลังตรง เชิด วางมาดเป็นลูกคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่จึงถูกเพื่อนรุมผลักศีรษะจนเจ้าตัวเกือบหน้าคะมำ ต้องอาศัยไหล่ของธารชีวากั้นไม่ให้ตกขอบเก้าอี้ลงไปแอ้งแม้งกับพื้น
ธารชีวาผสมโรงหัวเราะจริยาพร้อมเพื่อน ๆ ก่อนเหลียวมองร่างท้วมของชายวัยเกือบห้าสิบในชุดซาฟารีสีเทาให้เต็มตาอีกครั้ง…หญิงสาวจดจำได้คลับคล้ายคลับคลา…ผู้ชายคนนั้น ชื่อ ลุงเสริมคนขับรถของผู้ชายภูมิฐานคนที่กำลังลดกระจกด้านหลังมองมา
ยังไม่ทันได้ตั้งตัวลุงเสริมมาหยุดอยู่ตรงหน้าค้อมศีรษะลงนิดหนึ่งอย่างสุภาพอ่อนน้อมต่อนายแม้ว่าเธอจะเป็นแค่นายนอกบ้านก็เถอะ
"คุณท่านให้ผมมารับคุณหนูครับผม"
เพื่อนในกลุ่มทุกคนเงียบกริบดุจต้องคำสาบให้กลายเป็นหิน…ซึ่งหญิงสาวรู้ว่ามันผิดปกติ…พวกเธอยามเมื่อเข้ากลุ่มไม่เคยสงบเงียบไม่เคยมีใครเป็นบ้าใบ้มีแต่จะสร้างความเอ็ดตะโรเหมือนตลาดสดไม่ปาน แต่เมื่อธารชีวาเห็นสายตาริกรื่นด้วยแรงสงสัยกับริมฝีปากที่เริ่มคันยิบยิกของเพื่อน ๆ คล้ายอยากจะถามเหลือเกินแต่ไม่สบโอกาสต้องแอบถอนใจเบาบาง …
แน่นอนว่า เพื่อน ๆ เห็นหน้า "คุณพ่อเล็ก" ชัดเจน  ผู้ชายนามสกุลดังผู้ได้รับยกย่องเป็นนักธุรกิจประสบความสำเร็จและบุคคลตัวอย่างที่ผู้คนในสังคมจับตามอง  นิตยสารสำหรับนักบริหารฉบับหนึ่งเพิ่งตีพิมพ์ภาพถ่ายพร้อมบทสัมภาษณ์ของ "คุณพ่อเล็ก" หราบนปก
"คุณพ่อเล็กอยู่ในรถหรือคะลุง"
"ครับผม…คุณท่านลื่นล้มเมื่อคราวไปตีกอล์ฟอาทิตย์ก่อน หัวเข่ายังไม่หายเจ็บดี  ท่านจึงรออยู่ในรถ"
ใบหน้าคร้ามคมคงความหล่อเหลาของผู้ชายวัยกลางคนส่งยิ้มมายังเธอก่อนแล้ว ธารชีวาไม่ค่อยแน่ใจนักรอยยิ้มนั้นเจือกระแสความรักความคิดถึงมากมายมาด้วยเหมือนที่สายตามองเห็นหรือไม่
ใบหน้าของคุณพ่อเล็กไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากภาพถ่ายซึ่งแม่นำมาอวดพร้อมเรื่องเล่า…แม้คุณพ่อเล็กจะมิได้อยู่ร่วมครอบครัวหากความรักที่แม่มีให้คุณพ่อเล็กก็มิอาจลดน้อยลงสักนิด…เรื่องนั้นคุณพ่อเล็กจะรู้หรือไม่?
แต่ไหนแต่ไรแล้วธารชีวาไม่เคยทราบถึงเหตุผลแท้จริงสักครั้ง เพราะเหตุใดคุณพ่อเล็กที่แสนดีจึงอยู่ร่วมรังรักกับแม่เหมือนครอบครัวอื่นไม่ได้ 
ทำไมคุณพ่อเล็กจะต้องแอบมาหาเธอ…ซุกซ่อนราวกลับเกรงกริ่งต่อการถูกจับได้แล้วต้องรับโทษทัณฑ์ ราวเธอกับแม่เป็นสิ่งของผิดกฎหมาย  การมาพบเธอกับแม่เป็นการกระทำต้องห้าม 
และทำไมเด็กสาววัยไล่เรี่ยเจ้าของชื่อมีความหมายน่าริษยาว่าหทัยชนก…ดวงใจของพ่อจึงมองเธอด้วยสายตาเกลียดชังราวเธอเป็นเพียงสัตว์เลื้อยคลานน่าขยะแขยงเหลือแสนทั้งที่เธอกับหทัยชนกต่างมีบิดาคนเดียวกันแต่ไม่เคยเข้าใกล้อย่างพี่น้อง อย่างมิตร ไม่เคยพูดดีด้วยได้สักคราว…ทำไม หรือ? 
"เดี๋ยวหวาตามไปค่ะ ขอหวาเก็บของแป๊บเดียวนะคะ ลุงเสริมไปรอที่รถก่อนละกัน"
ลุงเสริมถอยกลับไปอย่างว่าง่ายเพียงไม่กี่ก้าวเพื่อน ๆ พากันรุมคำถามเข้าใส่ไม่ต่างจากนักข่าวหัวเห็ด ประหนึ่งว่าปากที่แข็งเป็นหินถูกถอนคำสาบจนทำงานได้ปกติ
"หวา…เขาเป็นพ่อเธอเหรอเราไม่ยักรู้มาก่อนเลย…นั่นนะคนดังของเมืองเชียวนา" อมรรัตน์ถาม
ว๊าว ! …ธารชีวากลายเป็นลูกสาวของนักธุรกิจแถวหน้าของประเทศ  ร่ำรวยมหาศาล…
"หวา ไหนเธอบอกว่าที่บ้านทำไร่เล็ก ๆ เท่านั้นไง…แล้วคุณท่งคุณท่านมาจากไหน" พิษณุไม่ยอมน้อยหน้า
"หวา…เธอยังมีความลับอะไรไม่บอกเราอีก วันดีคืนดีเธอจะเซอร์ไพร์สเพื่อนด้วยการกลายเป็นเจ้าหญิงตกยากปลอมตัวมาหารักแท้ไหม" ช้างถาม
"น้ำเน่าเกินไปแล้วช้าง…โอเวอร์น่ะเพื่อน…อืมม์…แต่อย่างที่ช้างว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้ไหมเราจะได้สมัครเป็นเจ้าชาย…แค่เจ้าชายกบโอ๊บ…โอ๊บ…ก็ยอมน๊า…" พิษณุกล่าวต่อก่อนหัวเราะสนุกสนานจนเพื่อนสาวหน้าแดง
เพื่อไม่ให้เพื่อนคนอื่นได้รัวคำถามติดตามเป็นชุด  ธารชีวาก็รีบยกมือห้ามปราม
"จบได้แล้วคุณเพื่อนที่ร๊าก…ก อ๊วก !…ใช่…ผู้ชายในรถเป็นพ่อของหวาเอง"
หญิงสาวกล่าวออกไปพร้อมดึงหนังสือเรียนเล่มหนาตรงหน้ามายัดใส่กระเป๋าสะพายสานจากใบปาล์มเก๋ไก๋ที่คุณป้าใหญ่หอบหิ้วมาจากบาหลีเป็นของฝากเมื่อต้นปี กระเป๋าที่เธอรู้ว่าคุณป้าใหญ่ซื้อมาเหมือนกันสองใบ…อีกใบเป็นของหทัยชนกซึ่งเมื่อฝ่ายนั้นรู้ว่าธารชีวาได้รับกระเป๋าใบนี้ด้วย หทัยชนกถึงกลับเหวี่ยงกระเป๋าใบนั้นทิ้งโดยไม่สนใจใยดีต่อความรู้สึกของคนหอบหิ้วมาแสนไกล
หญิงสาวผู้นั้นถูกรักและตามใจจากแม่ทั้งปมที่คนเป็นแม่ทอดถ่ายสู่ลูกเพาะบ่มนิสัยก้าวร้าว หยาบกระด้าง ห่างเหิน ไม่ลงรอย ไม่ยอมอ่อนน้อมกับคุณป้าใหญ่หรือใคร ๆ ตามแบบฉบับเด็กผู้เข้าใจว่า ตนไม่ได้ถูกรักด้วยบุคคลอันพึงต้องรักเธอ…เข้าใจด้วยถ้อยคำปลูกฝังของสุมาลีให้ลูกจงเกลียดจงชังพาลไปถึงผู้ซึ่งคิดว่าเป็นสาเหตุตามความคิดนึก ความรู้สึกของแม่
"เธอไม่ควรฝันหวานถึงการทำดีด้วยเล็กน้อย หมายถึงเขารักเธอนะ…คุณป้าเป็นคนแก่ขี้สงสาร  เธอคงทำอะไรให้ท่านสงสารเข้าละซี  จึงได้ของสมนาคุณจากท่าน…"
หทัยชนกกล่าวต่อธารชีวาในวันหนึ่งซึ่งมีโอกาสได้เดินสวนกันแถวร้านค้าในมหาวิทยาลัย ก่อนจะเชิดหน้าใส่ เดินจากไปด้วยท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างหยิ่งยะโสจนลือชื่อ
                ธารชีวารีบกำจัดความรู้สึกเจ็บปวดจากถ้อยคำคมกริบดุจอาวุธอาบยาพิษของหทัยชนกเสีย 
"ฝากส่งโปสการ์ดให้ด้วย…ติดแสตมป์เรียบร้อยแค่ช่วยหย่อนลงตู้ให้เท่านั้นละ…แล้วเราจะกลับมาเล่าให้ฟังนะ…เดี๋ยวคุณพ่อเล็กจะรอนาน ไปก่อนนะ วันจันทร์เจอกันที่ห้องเรียน…เอ้อ…ไม่ต้องสนอกสนใจเรื่องของหวามากจนโทรมากวนล่ะ…" ดักคอเพื่อนไว้ก่อนเพราะเชื่อว่าเพื่อนต้องทำอย่างนั้นแน่นอน
หญิงสาวลุกจากที่นั่งแต่ชายกระโปรงของเธอยาวกรอมข้อเท้าตอนนั่งจึงเหยียบชายกระโปรงของตนเองไว้ไม่รู้ตัว เวลายืนก็รีบร้อน ไม่ได้ระมัดระวังจึงเซแซดไปโดนเพื่อนข้าง ๆ ซึ่งรอรับเธออยู่แล้วเหมือนรู้ดีถึงความซุ่มซ่ามของธารชีวาจะต้องเกิดขึ้นแน่
"แล้วอย่างนี้น่าให้เชื่อไหมเนี่ยว่าเพื่อนจอมซุ่มซ่ามของเรา เป็นคุณหนู"
เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้น
ธารชีวาจึงค้อนใส่ก่อนเดินไปยังประตูรถยนต์คันใหญ่มีลุงเสริมคอยเปิดประตูรออยู่ก่อนแล้ว
"ไม่น่าเชื่อ ฝันไปหรือเปล่า…ฉันยังจำยายหวาตอนปีหนึ่งได้ติดตา  ตอนนั้นมาจากต่างจังหวัดใหม่ ๆ หน้าดำ ๆ หัวกระเซิงเหมือนถูกหนูแทะ…ใครจะคิดว่ามาวันนี้ยายหวาคนนั้นเดินขึ้นเบนซ์มหาเศรษฐีไปแล้วต่อหน้าต่อตาฉันเมื่อกี้เอง"
"โถ…ยายหวาจู่ ๆ ก็กลายเป็นดอกฟ้า…แล้วเทวดาเดินดินอย่างเราจะเด็ดดอมดมได้หรือนี่"
ช้างกล่าวขึ้นขณะที่เฝ้าจับตามองเบนซ์คันนั้นเคลื่อนตัวไปจากหน้าตึกเรียน แววตาของช้างแสดงออกถึงความเสียดายจนเพื่อนต้องตบหัวให้หายทะลึ่งสักที
ขณะเดียวกันธารชีวานั่งกอดกระเป๋าสานของเธอไว้แน่น ไม่ได้เอ่ยปากพูดจาใด ๆ สักคำหลังจากก้าวเข้ามานั่งอยู่ด้านหลังรถเคียงข้างผู้ชายคนที่เธอยังเห็นร่องรอยหล่อเหลาไม่เปลี่ยนแปลงจากวัยหนุ่มแน่นสักนิดเดียว ชายผู้เป็นพ่อคนที่มาเยี่ยมเธอกับแม่นับครั้งได้…
ทุกครั้งที่มาพ่อมักนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงนอนของแม่ ทอดสายตามองแม่โดยไม่มีคำพูดจาอื่นใดแม้แต่ถ้อยคำแสดงความเสียใจต่อเรื่องราวผกผันและบาปเคราะห์ต่าง ๆ ที่แม่พบพาน ไม่นานท่านก็ลากลับโดยไม่วายกอดเธอไว้แน่นแล้วจูบแผ่วเบาตรงหน้าผากมอมแมม  จากนั้นธารชีวาต้องรอรอยจูบอ่อนโยน รอโดยไม่รู้ว่าโอกาสได้แตะต้องความรักของพ่อเช่นนี้จะมีอีกหรือไม่
แม่เล่าว่าคุณพ่อเล็กหล่อมาก มีเพื่อนผู้หญิงเยอะ…แม่กมลาของเธอได้พบคุณพ่อเล็กเพราะการแนะนำของคุณป้าใหญ่ ตอนนั้นแม่กมลาต่างหากเป็นฝ่ายหลงรักคุณพ่อเล็กก่อนโดยที่ท่านไม่ได้สนใจแม่สักนิดคงเพราะแม่เหมือนเด็กกะโปโล ไม่ค่อยสวยจัดเหมือนสาวสังคม…แต่แม่ก็ไม่ยอมเล่าต่อเพราะเหตุใดคุณพ่อเล็กจึงได้แต่งงานกับแม่…เพราะเหตุผลใด ชีวิตคู่ของพ่อแม่จึงเหมือนเรือรักอับปางกลางทะเลคลั่ง
ชัชวาลมองหน้าบุตรีแว่บหนึ่งอมยิ้มบาง ๆ ในดวงตาคู่อาทรพิเศษเวลาอยู่กับลูกสาวคนนี้ ลูกสาวคนที่ไม่อาจกอดให้แน่นสมรัก พบหน้าคราวใดอยากแต่จะแก้ไข กระทำทุกอย่างเพื่อชดเชยต่อความผิด ความละอายทั้งปวง
"หวาไม่ชอบให้พ่อมาหาที่มหาวิทยาลัยหรอกหรือ"
"เปล่าค่ะ…แต่หวาเกรงว่า…หทัยชนกจะเห็นเข้าแล้วครอบครัวคุณพ่อเล็กจะไม่มีความสุข"
น้ำเสียงผ่านออกไปอย่างสงบราบเรียบขณะที่ความทรงจำเจ็บปวดยังคงทิ่มแทงด้วยความแหลมคมราวเข็มร้อยพันเล่มระดมจิกแทงบนเนื้อหัวใจอ่อนนุ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า…
ธารชีวาไม่เคยลบภาพเหตุการณ์คราวนั้นได้แม้จะพยายามเพียงไรก็ตาม…มันชัดเจนกว่าใครสักคนเย็บภาพเหตุการณ์นั้นไว้กับดวงใจ
ครั้งหนึ่ง…หทัยชนกเคยพบชัชวาลมาหาธารชีวาที่คณะ น้องสาวคนนั้นตรงรี่เข้ามากระชากแขนบิดาออกจากธารชีวาด้วยความแหนหวงพร้อมประกาศกร้าวเสียงดังฟังชัดว่า
"พ่อของฉันนะ"
ธารชีวาจำได้ดีถึงความเจ็บปวดสาหัสเมื่อตนเองถูกผลักจนเซไปหลายก้าวจนชนผนังได้แต่มองภาพคุณพ่อเล็กถูกดึงแยกห่างจากไป…นั่นไม่ใช่การทะเลาะเบาะแว้งของเด็กน้อยซึ่งมักพบเห็นบ่อย ๆ ยามแย่งของเล่น ของรัก หากผู้เป็นลูกสองคนกำลังแย่ง"พ่อ" กันต่างหาก  บาดแผลที่ธารชีวาได้รับจึงไม่ใช่เพียงรอยถลอกเนื่องจากกระแทกเข้ากับบางสิ่ง ความเจ็บปวดมากมายมหาศาลฝังรากลึกแม้รอยบอบช้ำจากกายภายนอกจะหายดีแล้วก็ตาม
โชคดีที่วันนั้นเย็นย่ำมากแล้วไม่มีเพื่อนของเธอหลงเหลืออยู่ที่คณะสักคน มีเธอคนเดียวยังอยู่เพื่อค้นคว้าหนังสือจากห้องสมุดมาทำรายงาน จึงไม่ต้องอาย ไม่ต้องตอบคำถามใคร ๆ
เธอไม่ได้ถูกปลูกฝังให้เกลียดชังใคร ไม่ว่าคุณพ่อเล็ก ภรรยาใหม่ของท่าน คุณป้าใหญ่ ตรงกันข้ามแม่ของเธอเพียรพร่ำบอกเล่าให้ลูกสาวได้รับรู้ถึงความงดงาม ถ่ายทอดสู่ลูกด้วยความรู้สึกดี ๆ เท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีต่อสามี พี่สาวของสามี และผู้หญิงอีกคนของสามี
เหตุนั้น ธารชีวาจึงไม่ได้รู้สึกเกลียดชังผู้คนในมุมห่างไกลจากอ้อมแขนของเธอ หากจะมีบ้างคงเป็นแค่ร่องรอยน้อยอกน้อยใจในบางครั้งมันตีตื้นขึ้นมาก่อความเยือกหนาวน้อยนิดก่อนเจ้าตัวจะรีบกำจัดสิ้นด้วยความร่าเริง แจ่มใส การมองโลกสวยงาม ความเข้มแข็งของเปลือกตามแบบที่เธอเป็น…ก็ในเมื่อเนื้อหัวใจเป็นแผลไยต้องพลิกโฉมหน้าของบาดแผลอวดใครด้วยเล่า…
เมื่อกลับถึงบ้านหญิงสาวก็เล่าเหตุการณ์ให้น้าปัทม์ฟังพร้อมกับถลาเข้าซบช่วงบ่ากว้างแข็งแรงอบอุ่นของน้าชายผู้คอยปกปักษ์ดูแลเธอเสมอเหมือนบิดาโดยไม่ขาดตกบกพร่อง…
ใครหน้าไหนอาจหาญมารังแกธารชีวาซี !
น้าปัทม์เป็นต้องออกไปบู๊ให้…
ใครก็รู้น้าปัทม์ของเธอนักเลงจะตาย…วางท่าปกป้องไม่ต่างจากแม่ไก่กางปีกคุ้มครองลูกเจี๊ยบเล็ก ๆ ยามผู้แปลกหน้าเข้าใกล้ จนหลายครั้งธารชีวานึกขันต่อท่าทางแหนหวงนั่น ทั้งขำทั้งอบอุ่นระคนกัน
มาเข้าอกเข้าใจเมื่อเติบโตขึ้น น้าปัทม์คือผู้แทนของแม่ผู้ไม่อาจลุกจากที่นอนมาเป็นทุกข์ร้อน ปกป้องดูแลเธอได้  แม่ทำได้เพียงเป็นห่วงเป็นใยอยู่บนเตียงนอน…
บ่อยครั้งไป เมื่อผู้ปกป้องชั้นดีอย่างน้าปัทม์ไม่อยู่แล้วเธอถูกรังแก แม่จะปล่อยให้เธอนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ธารชีวาลุกขึ้นไปสู้กับอีกฝ่ายด้วยตนเอง สอนให้ลูกได้ช่วยตนเองได้ยามที่ไม่มีใครแล้วจริง ๆ …
ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเกาะเกี่ยวสิ่งใดไว้เป็นหลักร้านตลอดกาลมิใช่หรือ การหยัดยืนมั่นคงด้วยแข้งขาแข็งแรงของตนเองต่างหาก คือความมั่นคงแท้จริง
ชัชวาลถูกลูกสาวเรียกว่า "คุณพ่อเล็ก" โดยนำชื่อเล่นของท่านมารวมไว้ เช่นเดียวกับการเรียกชุลีพรว่า คุณป้าใหญ่ เป็นการเรียกขานมาตั้งแต่เล็กจนติดปากและยากจะเปลี่ยนแปลง ทั้งคนเป็นพ่อก็ชื่นชอบ มีความสุขกับสรรพนามไม่เหมือนใคร
มือข้างที่กอดกระเป๋าถูกปลดออกมากุมไว้แน่น…ปลอบขวัญในที
"พ่อคิดถึงหวามากนะลูก…เกือบปีแล้วที่พ่อไม่ได้แวะไปหาหวากับแม่ที่บ้านเลย…แม่เขาสบายดีไหม"
"ค่ะ…คุณลุงหมอมาตรวจทุกเดือน…เมื่ออาทิตย์ก่อนน้าปัทม์เล่าว่าแม่บ่นเจ็บคอ กระดูกคอบวม…แม่ทานข้าวได้น้อย…แต่เมื่อวานหวาเพิ่งโทรคุยกับแม่…แม่บอกว่าสบายดี หายเจ็บคอแล้วค่ะ"
หญิงสาวเล่า  ความจริงเชื่อมันระหว่างเธอกับแม่มีสัมผัสพิเศษผูกพันกัน…ช่วงนั้นธารชีวาเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ กำลังเป็นไข้หวัดใหญ่ต้องนอนซมอยู่บ้านหลายวันจนไม่ได้ไปเรียนได้จริยามาช่วยส่งข้าวส่งน้ำนอนเป็นเพื่อนชั่วระยะหนึ่ง ธารชีวาไม่ได้บอกคนทางบ้านให้รู้เพราะไม่ต้องการให้น้าปัทม์ต้องขับรถมาหาด้วยความเป็นห่วง ไม่ต้องการให้แม่ไม่สบายใจอันอาจกระเทือนต่ออาการเจ็บไข้ของแม่ แต่แม่ก็ยังสื่อสารกับเธอได้ด้วยเกิดคิดถึงล้นหลามมากมายอย่างอธิบายแก่ใครไม่ได้  จนแม่ต้องไล่น้าปัทม์ให้เข้ากรุงเทพเยี่ยมหลานสาวแล้วคราวนั้นก็ความลับแตก น้าปัทม์มาพบเธอเป็นไข้ต้องส่งนอนโรงพยาบาลหลายวัน
"หวาไม่ไป  น้าปัทม์จ๋า  หวาไม่นอนโรงพยาบาลนะ หวากลัว"
เอะอะโวยวายลั่นใส่น้าชาย
"กลัวอะไร"
"หวา…หวากลัวเข็มฉีดยา  กลัวชุดสีเขียวในห้องผ่าตัด กลัวเลือด…กลัวโรงพยาบาล"
ปัทม์ถอนหายใจเฮือกก็ไม่รู้จะโมโหหรือจะสงสารเห็นใจดี เพราะปัทม์รู้ฤทธิ์ความกลัวของหลานสาวดีพอ  เมื่อคราวเป็นเด็กถ้าถูกหมอฉีดยาทีไรธารชีวาทั้งร้องทั้งดิ้นจนแทบต้องจับมัด…
"หวาไม่อยากหายหรือไง  หวาอยากให้แม่เป็นห่วงหรือ"
เท่านั้นละ ต่อให้กลัวแทบตายหญิงสาวก็อดทน  เธอยังจำได้ติดตาตอนหมอจะฉีดยาให้ต้องนอนปิดตาสนิทกัดริมฝีปากแน่นร้องไห้สะอื้นไม่ใช่เพราะเจ็บปวดอะไรมากมายไม่รู้สึกว่าปลายเข็มแทงแล้วถอนออกไปเมื่อไหร่ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพื่อต้องการหาย เพื่อไม่ให้แม่ห่วงเธอคงดื้อมากกว่านี้…นับแต่นั้นมาเธอกับแม่มักกระทำเหมือนกันคือ ต้องแข็งแรงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเป็นห่วง…
"แต่หวาก็ไม่ค่อยเชื่อคำพูดของแม่นักหรอก นอกเสียจากจะได้คำยืนยันจากน้าปัทม์ กับหวาแม่มักทำตัวให้แข็งแรงเพื่อไม่ให้หวาห่วง แม่มักปากแข็งกับหวา…"
ชัชวาลกระชับมือลูกสาวแน่นขึ้นเพราะเกิดรู้สึกผิดหนักหน่วง ผิดมาตลอดกว่ายี่สิบปี เป็นความผิดจากการก้าวพลาดชนิดที่ชัชวาลไม่เคยแก้ไขได้ ไม่อาจอภัยให้ตนเองนับแต่นั้นมา  ฉากหลังของความสำเร็จในหน้าที่การงานชัชวาลกลับล้มเหลวเรื่องครอบครัว
"น้าปัทม์ของหวาเขาก็สบายดีไหม แต่งงานหรือยัง"
ธารชีวาหัวเราะคิก…
คิดถึงใบหน้าทั้งเข้มคมทั้งดุน่าเกรงขาม มักประดับรอยเคราเขียวรอบคางคนร่างโตเหมือนยักษ์ของน้าปัทม์…มีธารชีวากับแม่สองคนกระมังสัมผัสถึงเสี้ยวอ่อนโยน หวานละมุนกว่าน้ำผึ้งของหัวใจน้าชาย…
ใคร ๆ มักกล่าวว่า น้าปัทม์โหด เถื่อนและดุ แต่เธอไม่เคยพบน้าปัทม์ภาคนั้นนอกจากผู้ชายหน้าเข้ม ๆ ด้วยเครารกกับดวงตาอ่อนโยนปานแสงอบอุ่นสีเงินฉายแห่งจันทราผู้ชายคนที่มักแอบยืนน้ำตาซึมอยู่ในเงามืดเมื่อเห็นความเจ็บปวดจากการเจ็บป่วยของพี่สาว…
"ยังไม่เห็นมีผู้หญิงสักคนมาชอบ…อืมม์…แต่หวาไม่ได้รวมว่า ไม่มีผู้หญิงสักคนให้น้าปัทม์ชอบนะคะ  บางทีน้าปัทม์อาจแอบชอบใครที่หวาไม่รู้ก็ได้…อืมม์…แต่อายุปานนี้แล้วสงสัยน้าปัมท์คงไม่คิดเรื่องแต่งงานหรอกมั้งคะ…หรือไม่ก็…"
                ธารชีวาเหลือบมองหน้าคร้ามคมของบิดาแว่บหนึ่งก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจถ้อยคำของตนจะกระทบใจคนฟัง บางครั้งคนเราควรคำนึงถึงหัวจิตหัวใจใคร ๆ บ้างมิใช่ยึดถือแต่ตนเองเป็นศูนย์กลางโดยมองไม่เห็นเงาใครอื่น อย่างที่เด็กสาวอ่อนเยาว์คนหนึ่งเคยกระทำเพราะความแหนหวงบิดาเท่านั้น…การก้าวออกมาประกาศแสดงความเป็นเจ้าของชัชวาลต่อหน้าด้วยการต้องการยึดครอบครองของทุกสิ่งบนโลกเป็นของเธอลำพังโดยไม่คิดปันเผื่อใครแม้กระทั่งพี่น้อง
                "หรือไม่น้าปัทม์อาจเห็นความล้มเหลวของชีวิตคู่จากพี่สาว จนไม่นึกอยากมีครอบครัวก็ได้…"
                "พ่อเสียใจนะลูก"
                "แต่แม่บอกว่า…แม่ไม่เสียใจค่ะคุณพ่อเล็ก"
                คนตอบไม่ได้มีน้ำเสียงเศร้าสักนิด มีรอยยิ้มกว้างประดับไว้บนดวงหน้ารูปไข่ล้อมผมยาวหยักศกทิ้งตัวเป็นเกลียวยาวเกือบถึงกลางหลัง เจ้าตัวติดกิ๊บเล็ก ๆ ไว้ข้างหนึ่งรั้งไม่ให้ผมหยักศกระเรี่ยใบหน้าให้รำคาญใจ ดวงหน้าสวยหวานเหมือนตุ๊กตาถอดพิมพ์เดียวมาจากใบหน้าของผู้เป็นแม่วัยสาวไม่ผิดเพี้ยน…ลูกสาวถ้าเหมือนแม่โบราณเขาว่าอาภัพนัก !
                "แล้วหวาเล่า เสียใจไหมลูก"
                "อืมม์…"
                ธารชีวานิ่งคล้ายทอดเวลาเพื่อเลือกสรรคำตอบอย่างชาญฉลาด…ก่อนกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงรื่นหู ชวนฟัง
"หวาต้องเสียใจเรื่องอะไรหรือคะ…ถ้าคุณพ่อเล็กหมายถึง หวาควรเสียใจเรื่องที่เราสองคนพ่อลูกต้องแยกกันอยู่  หวาต้องแบ่งปันพ่อกับลูกสาวอีกคนของคุณน้าสุมาลี…หวาไม่เสียใจหรอกค่ะ…เพราะว่า"
                หญิงสาวนิ่งอึดใจก่อนคล้องแขนเกาะเกี่ยวลำแขนของบิดาไว้แน่นแนบซบใบหน้าตนกับไหล่ของท่านไม่ต่างจากเด็กช่างประจบประแจง แม้ธารชีวาแค่แสร้งทำเป็นสดใส ไม่คิดขุ่น ไม่ขัดเคือง ทั้งที่ลึกสุดซ่อนมีเงื้อมเงาของบาดแผลร้ายที่เจ้าตัวไม่พยายามพลิกขึ้นชมเชย ไม่ยอมให้รอยแผลนั้นกรีดร้าวทำร้ายเธอได้ต่างหาก  หญิงสาวตระหนักเสมอว่า ยามที่มารดาของเธอยิ่งเข้มแข็ง เธอควรแข็งแรงได้มากกว่ามารดาร้อยเท่าพันเท่า
                จะให้ความเศร้า จะให้บาดแผลฉกรรจ์ของเธอทิ่มแทงเหลี่ยมคมบาดทำร้ายหัวใจของมารดาได้อย่างไรเล่า ! ในเมื่อแม่ปรารถนายิ่งให้เธอมองภาพบิดาและผู้คนรอบข้างท่านสวยสดงดงาม ทั้งที่หลายครั้งธารชีวาจะคลางแคลง ไม่มั่นใจ แต่ไม่เคยแสดงออก
                "แม่กับน้าปัทม์บอกหวาเสมอว่า คุณพ่อเล็กยังเป็นของหวา…คุณพ่อเล็กยังรักหวาเหมือนที่หวาก็รัก…เพียงแต่คุณพ่อเล็กจำเป็นต้องทำหน้าที่พ่อที่ดีให้เด็กอีกคนต่างหาก…เราจึงไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า…และเด็กคนนั้นก็เป็นน้องของหวาเอง"
                เหล่านั้นล้วนเป็นถ้อยคำสอนสั่งปลอบโยนจากแม่และน้าชายซึ่งธารชีวาให้ชะโลมดวงใจตนให้ผ่อนคลายเสมอมา
                ชัชวาลลูบผมบุตรีเบา ๆ การแสดงออกด้วยความเข้าใจทำให้ลูกสาวคนนี้น่าเอ็นดู นึกขอบคุณกมลากับปัทม์สองคนพี่น้องไม่นึกโกรธชัง แค้นเคืองต่อการกระทำผิดของเขาสักนิด ยังสอนสั่งอบรมจนธารชีวาเติบโตขึ้นเป็นเด็กสาวน่ารัก เด็กคนนี้มีพละพลังบางอย่างให้ผู้เข้าใกล้อ่อนอุ่นกับความโอบอ้อมอารี อ่อนโยนของเธอ
                การที่ธารชีวากล่าวออกมาเต็มเสียง ด้วยเกิดการยอมรับในตัวหทัยชนกเป็นน้อง แม้จะเป็นน้องสาวผู้เกิดจากสุมาลีภรรยาอีกคนของเขาก็ตาม…ถ้าหทัยชนกจะยอมรับพี่สาวได้เท่าที่ธารชีวาเป็น ชัชวาลคงมีความสุขไม่น้อย