อยู่กับคน ตอน ไอ้เด็กขี้ขโมย

Author: 
ศรีรัตน์ นุชนิยม
ประเภท: 
เรื่องสั้น

อยู่กับคน
โดย ศรีรัตน์ นุชนิยม

คนเราแต่ละคนนั้นกว่าที่จะดำเนินผ่านไปแต่ละช่วงของชีวิต มีเหตุการณ์หนึ่ง ที่จะต้องเผชิญอยู่เสมอ ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลกจนสิ้นอายุขัยนั้น คือการที่จะต้อง ‘อยู่กับคน’ อาจมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบ แต่จังหวะ ชีวิตนั้น บางครั้งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือกำหนดได้ด้วยตัวเราเอง เป็นต้นว่า ความเป็นพ่อ แม่ หรือ ญาติ พี่น้อง ฯลฯ เราไม่มีสิทธิ์เลือกได้เลย แม้บางคนเกิดมา มีปัญหามากมาย ถึงกับโทษพ่อแม่ว่าให้เกิดมาทำไม ถ้าต้องให้เผชิญกับความโชคร้ายต่างๆ นานา
แต่การอยู่กับคนนั้น บางครั้งต้องใช้ความอดทน ใช้จิตวิทยา เพื่อที่จะ ‘อยู่’ ด้วยกันให้ได้ หรือเพื่อเลี่ยงการปะทะ ทะเลาะเบาะแว้ง หรือเมื่อในที่สุด ถึงกับ ‘หนี-สู้ หรือ หลีกห่างออกไป’ทั้งนี้ทั้งนั้นบางคนอาจมีวิธีการที่แตกต่างกัน และบางกรณีอาจถึงกับลงไม้ลงมือฆ่าแกงกันเมื่อการ ‘อยู่กับคน’ ถึงทางตันหาทางออกอย่างสันติไม่ได้
หากทุกท่านลองย้อนมองกลับไปว่าแต่ละคนมีเหตุการณ์ ‘อยู่กับคน’ ในแต่ละช่วงอย่างไรนั้น เราคงนับตั้งแต่เมื่อเราลืมตามองโลกขึ้นมานั้น แต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน บางคนอาจอยู่ในแวดวงพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่มีฐานะดี มีพี่เลี้ยง แต่อีกหลายๆคน อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง หรือที่แย่กว่านั้นอาจถูกแม่ใจร้ายทอดทิ้งแล้วถูกนำไปเลี้ยงโดยบุคคลอื่น ดังนั้นการปรับตัวของแต่ละคนจะมีหลากหลายวิธีการ
เมื่อเติบโตขึ้นอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเรียนหนังสือ ทุกคนต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือ ‘คน’รอบข้างไม่ว่า เพื่อน ครู หรือ สังคมที่สัมผัสด้วย การเรียนนั้นอาจมีหลายช่วง ตั้งแต่ อนุบาล ประถม มัธยม จนถึงระดับมหาวิทยาลัย และ แต่ละช่วงย่อมมีการปรับตัวเพื่อ ‘อยู่กับคน’ในสภาวะที่แตกต่างกันไป
จบการศึกษาแล้ว มุ่งทำงานเพื่อสร้างตัวเอง สภาพแรกที่จะต้องพบคือสังคมการทำงานที่มี เจ้านาย ลูกน้อง และเพื่อนร่วมงาน ที่มาจากสารพัดครอบครัวด้วยการอบรมสั่งสอนที่ไม่เหมือนกันหรือนานาทัศนะ ยิ่งเปลี่ยนงานบ่อยการปรับตัวเพื่อ ‘อยู่กับคน’ยิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อม
คราวใดที่กามเทพแผลงศร การเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งสำคัญอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็จะเกิดขึ้น เมื่อมีครอบครัว จะเป็นช่วงการปรับตัวครั้งใหญ่ ไหนต้องปรับตัวให้เข้ากับคู่สมรส พ่อตา แม่ยาย หรือ พ่อแม่สามี ญาติๆของคู่สมรส ยิ่งเมื่อมีลูกแล้วการปรับตัวก็เพิ่มตัวแปรมากขึ้น
หลายสิบปีแห่งร้อน ฝน หรือ หนาวที่ผู้เขียนผ่านมาได้บันทึกเหตุการณ์ของจังหวะชีวิต เมื่อ ‘อยู่กับคน’ ไว้หลายช่วงจะมีการนำเสนอเพื่อเป็นประสบการณ์ให้กับผู้อ่าน อย่างน้อยเป็นการแลกเปลี่ยนให้เห็นถึงวิธีการในการตัดสินใจ ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ตามแต่ ความเห็นของแต่ละบุคคล แต่จะบอกเล่าเก้าสิบให้ทราบถึงผลของการตัดสินใจว่าเป็นเช่นไร ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับแนวคิดของผู้อื่น รวมทั้งคำเตือนหรือคำสอนของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ที่พร่ำสอนพร้อมกับการลงโทษเป็นต้น

๑)ไอ้เด็กขี้ขโมย

ตั้งแต่จำความได้เนื่องจากเป็นชีวิตที่อยู่ในชนบทอยู่ใกล้วัด พ่อแม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากจึงถูกอบรมสั่งสอน ให้ทำตัวอยู่ในกรอบประพฤติปฏิบัติของการมีศีลธรรมอันดีงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งศีลห้า มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนั้นการทำกิจกรรมใดๆจึงมีสำนึกของการพิจารณาถูกผิดตลอด
กว่า ๕๐ ปีที่แล้ว บ้านสองแควเหนือ ตำบลนาแก้ว อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ยังเป็นชนบทที่ห่างไกลจากความเจริญอย่างมาก ถนนหนทางเป็นดินแดงฝุ่นตรลบ การเดินทางใช้จักรยานเป็นส่วนใหญ่ ถนนที่ผ่านหน้าบ้าน มีรางรถไฟวางขนานไปด้านหนึ่งตลอดตั้งแต่ตัวอำเภอเกาะคาจนถึงบ้าน สบต๋ำ ซึ่งเป็นรางรถไฟที่วางไว้สำหรับการขนอ้อยเพื่อป้อนโรงงานน้ำตาลของกระทรวงการคลัง ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำวัง หรือฝั่งตรงกันข้ามกับตัวอำเภอ
สมัยนั้นการเดินทางข้ามแม่น้ำวังยังไม่มีสะพานคอนกรีตเหมือนปัจจุบัน มีแต่สะพานไม้ไผ่ ที่เราเรียกว่า ‘ขัวแตะ’ ทำด้วยเสาไม้ปักลงกับพื้นทรายยึดโยงกันด้วยตะปูบ้าง เชือกบ้าง ตอกบ้าง ปูพื้นด้วยไม้สับฟาก (ไม้ไผ่ทั้งลำสับข้อแล้วผ่าออกเป็นแผ่น) ความกว้างของสะพานไม่เกิน ๒ เมตรพอที่จะขี่จักรยานสวนกันได้ กั้นสองข้างด้วยรั้วไม้ไผ่สูงประมาณ เมตรครึ่ง สะพานนี้จะถูกใช้งานในช่วงฤดูแล้งเท่านั้น ส่วนหน้าน้ำหลากสะพานจะถูกน้ำป่าที่ไหลเชี่ยวกรากพัดกระจุยกระจายหายไปกับสายน้ำ ในฤดูฝนจะต้องใช้บริการเรือพายข้ามฟากขนาดเล็กนั่งได้ไม่เกิน ๔ คน อาจวางรถจักรยานไปในเรือด้วยก็ได้ จุดบริการเรือข้ามฟากนี้จะอยู่หน้าอำเภอก็คือจุดที่เคยเป็นสะพานเดิม ค่าบริการคนละ 1 บาท ที่ทำการอำเภอและสถานีตำรวจหรือโรงพักอยู่ในพื้นที่ติดกัน และอยู่ฝั่งเดียวกับวัดลำปางหลวงที่มีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ การเดินทางจากอำเภอเข้าไปยังตัวจังหวัดลำปางต้องข้ามแม่น้ำวังแล้วเลี้ยวซ้ายไปอีก๑๕ กิโลเมตร
การทำนาในสมัยนั้นมีทั้ง ‘นาน้ำฟ้า’ และ ‘นาน้ำเหมือง’ นา น้ำฟ้า คือ การทำนาที่อาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเป็นหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่บนที่สูงแถวเชิงดอย ส่วนนาน้ำเหมืองคือนาในพื้นราบอาศัยคลองชลประทานปันน้ำผ่านมาให้ปีละ 1 ครั้ง การผ่านน้ำเข้านานั้นเป็นช่วงที่ชาวบ้านจะมีความสุขมากทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่เมื่อเห็นสายน้ำไหลเซาะผ่านท้องนา และคลองอันแห้งผาก สร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ และจิตใจผู้คนเป็นอย่างมาก
ผู้เขียนและเพื่อนๆจะใจจรดใจจ่อกับการเห็นสายน้ำคืบคลานเข้าสู่ท้องนาในฤดูฝน ซึ่งการเดินทางของกระแสน้ำจะมีการส่งข่าวจากพวกผู้ใหญ่เป็นระยะๆว่า “ตอนนี้ถึง สบปุง หรือ บ้านใหม่ หรือ บ้างนางแตน ซึ่งอยู่ตอนเหนือขึ้นไป เป็นต้น” การเดินทางของน้ำเหมืองชลประทานจะผ่านมาจากทางทิศตะวันตกของถนน ส่วนบ้านของผู้เขียนอยู่ฝั่งตะวันออก ซึ่งมีการฝังท่อปูนขนาดประมาณ ๖๐ เซนติเมตรให้น้ำผ่านเข้ามาหล่อเลี้ยงอีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน พวกเราจะส่งเสียงเฮกันอย่างสนุกสนานเมื่อเห็นสายน้ำลอดผ่านท่อข้ามถนนมายังอีกฝั่งหนึ่ง นั่นหมายถึงความชุ่มชื้นได้ย่างกรายเข้ามาสู่พื้นที่อีกครั้ง จนกว่าจะ ถึงฤดูเก็บเกี่ยว
ชีวิตของคนชนบทจะรอคอยความชุ่มชื้นของฟ้าฝนเพื่อการเพาะปลูกและยังชีพ คราใดที่มีฝนตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจะรู้สึกว่าชีวิตมีความหวัง เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างมักจะฝากไว้กับพรหมลิขิตหรือธรรมชาติกันเป็นส่วนใหญ่ ปีไหนฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลละก้อ ชาวประชาจะหน้าแห้งโดยมีคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆเช่น
“ฝนตกเดือนห้า หว่านกล้าเดือน สิบสอง” นั่นหมายถึงความแห้งแล้งมาเยือนจนทำให้ปฏิทินการเพาะปลูกของชาวบ้านเกิดปัญหาขึ้น เรื่องการทำนาปีละหลายๆครั้งในสมัยนั้นเลิกพูดได้เลย เพียงครั้งเดียวก็ขอให้ได้ทำ นับเป็นบุญแล้ว และอีกประโยคหนึ่งที่ได้ยินเป็นทำนองเพลงค่าว(เพลงคำกลอนของชาวเหนือ)ว่า
“ตกมาเต๊อะฟ้า ตกมาเต๊อะฝน มาฮำหัวคนบ้าน ต้งกู่ด้าย”
แปลว่า ขอให้ฝนตกลงมาเถิด ให้มาชโลม(ฮำ)หัวคนชาวบ้าน ทุ่งกู่ด้าย(ชื่อหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง)
เมื่อถึงฤดูฝนนอกจากชาวบ้านจะทำนาอันเป็นอาชีพหลักแล้วบางคนที่ขยันขันแข็งก็จะเพาะปลูกอย่างอื่นด้วยเช่นถั่วลิสง ที่ผู้เขียนโปรดปรานมากเมื่อมีการเก็บเกี่ยว(ถอน)ถั่วลิสง ท่านที่เคยรับประทานถั่วลิสงต้มที่ชาวเหนือเรียก ‘ถั่วดิน’ อาจไม่เคยได้รับประทานถั่วลิสงต้มจากการเก็บหรือถอนใหม่ๆ (ไม่เกิน ครึ่งวัน) จะมีรสชาติหอมหวานกว่าปกติไม่เชื่อถ้ามีโอกาส ทดลองชิมดูก็ได้ครับ นอกจากถั่วลิสงแล้วยังมีพืชสวนระยะสั้นอื่นๆอาทิ ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วฝักยาว มะระ แตงร้าน แตงกวา ฯลฯ และที่พวกเด็กๆรวมทั้งตัวผมเองด้วย ชอบมากเป็นพิเศษคือบ่าแต๋ง (แตงไทย) เพราะสามารถรับประทานได้ทั้งผลอ่อนและยิ่งตอนสุกแล้วเป็นผลไม้สุดโปรดเลย
ตอนสายของวันหยุดสุดสัปดาห์วันนั้น ผู้เขียนในวัยแปดขวบนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านใต้ต้นตะขบใหญ่บนสะพานเล็กๆที่ทอดข้ามคลองกว้างประมาณ 2 เมตร สะพานที่พ่อในขณะนั้นเป็นแพทย์ประจำตำบลที่ผู้คน