ฤาเล่ห์สลักรัก บทนำ

Author: 
ช่อแดนดาว
ประเภท: 
นิยาย

ฤาเล่ห์สลักรัก

บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของจุดจบ

www.FongFong.com ที่สุดของแหล่งรวมข่าวชาวพริตตี้

                กระทู้นำ : เส้นทางความรักของ พริตตี้สุดฮอด กับ นักเขียนหนุ่มมือทอง

                สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ มาดามฟอง กะเทยสุดสวยเลิศเลอค่าอาม่ายิ้มที่สุดในประเทศไทย ที่พร้อมจะล้วงลึกทุกประเด็น คลุกคลีทุกแง่มุม ทุกเบื้องหลัง ของวงการพริตตี้ จะถูกแฉแบบละเอียดยิบในที่นี่ที่เดียว

                วันนี้ดิฉันขอนำเสนอข่าวที่กำลังมาแรงในโลกโซเชียล จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ตุ๊กตา-เอมปวีร์ พริตตี้สาวสุดฮอด กับ คิด-คิมหันต์ นักเขียนนิยายมือทอง ที่จับมือเดินฝ่าฟันอุปสรรครักร่วมกันมาในระยะเวลา ๒ ปี วันนี้ดิฉันจะมาเล่ารายละเอียดว่าเส้นทางความรักของทั้งคู่นั้นเป็นมาอย่างไรบ้าง

                ณ พ.ศ.นี้จะพูดถึงพริตตี้แถวหน้าของเมืองไทย ชื่อของ ตุ๊กตา-เอมปวีร์ คงเป็นชื่อแรกที่ใครต่างก็พูดถึง ย้อนกลับไปเมื่อ ๒ ปีก่อน ตอนที่ชื่อของตุ๊กตากำลังเริ่มเป็นที่รู้จัก เธอก็ได้พบรักกับนักเขียนนิยายมือทองอย่าง คิด-คิมหันต์ กลางงานมอเตอร์โชว์ คิดได้สร้างความประทับใจตุ๊กตาโดยการช่วยเหลือเธอให้พ้นภัยจากตากล้องโรคจิตที่ถ่ายโฟกัสตรงบริเวณหน้าอก หลังจากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมาคิดกับตุ๊กตาก็เริ่มศึกษาดูใจจนสามารถคว้าหัวใจของตุ๊กตามาครอง สร้างความอิจฉาให้กับผู้ชายที่หมายปองตุ๊กตาตาเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้คิดจะไม่ใช่เป็นคนที่คุ้นเคยในวงการบันเทิง แต่เขาก็เป็นกำลังใจและแรงสนับสนุนที่ดีให้กับตุ๊กตาจนโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นพริตตี้แถวหน้าของเมืองไทย

            จบการนำเสนอเส้นทางความรักแบบฉบับรวบรัดของคิดกับตุ๊กตาที่กำลังเป็นที่จับตามองของโลกออนไลน์ งานอีเวนต์ต่างๆ วันนี้ก็ขอลาไปเท่านี้ก่อน ไว้มีประเด็นร้อนและความคืบหน้าของคู่รักคู่นี้จะประกาศให้ทราบ ณ ที่นี่ที่เดียว

มาดามฟอง รายงานสดจากเกาหลี

 

                ภายในสตูดิโอแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว ที่กองถ่ายโฆษณาเครื่องครัวยี่ห้อหนึ่ง ได้คู่รักสุดฮอดบนโลกออนไลน์ คิมหันต์ กับ เอมปวีร์ ดำเนินการไปอย่างราบรื่น ไร้เหตุการณ์วุ่นวาย บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรักแสนหวานจนน้ำตาลเรียกพี่จนคนในกองต่างพากันอิจฉาคู่รักสุดฮอดแห่งปีบนโลกออนไลน์

                คิมหันต์เดินเข้าห้องแต่งตัวหลังจากถ่ายแบบเสร็จแล้ว จังหวะที่เลี้ยวเข้าห้องแต่งตัว เอมปวีร์เดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำมานั่งลบเครื่องสำอางบนใบหน้า แล้วเหลือบไปเห็นคิมหันต์เดินออกจากห้องแต่งตัวหลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มหยุดชะงักเมื่อตัวเองรู้ตัวว่ากำลังถูกอีกฝ่ายจู่โจมด้วยแรงเสน่หา

                แรงเสน่หาของเอมปวีร์เต็มไปด้วยความเร่าร้อน ความต้องการของหล่อนที่อยากจะระลึกความหลัง ร่างกำยำของชายหนุ่มถูกผลักจนชนฝาผนัง โดยไม่คำนึงว่าจะมีใครในกองถ่ายเดินเข้ามาหรือเปล่า เอมปวีร์เป็นฝ่ายรุกด้วยการหอมแก้ม หอมค้าง และปิดท้ายด้วยจุมพิตอย่างนัวเนีย จุมพิตที่เปรียบเสมือนไฟอันร้อนระอุ

                จุมพิตรสร้อนแรงของทั้งคู่ที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งภวังค์ เรียวลิ้นของทั้งคู่แรกซอนรุกรานสู่ภายในแล้วจุมพิตอย่างดูดดื่ม สายตาของทั้งคู่หลับลงด้วยห้วงแห่งเสน่หา มือเรียวยาวของเอมปวีร์ปลดกระดุมเสื้อของคิมหันต์จนครบทุกเม็ดแล้วลูบไล้บริเวณแผงหน้าอก จนชายหนุ่มทนแรงปรารถนาของตัวเองไม่ไหว

                คิมหันต์หมุนตัวให้ร่างของเอมปวีร์ประชิดฝาผนังแล้วเป็นฝ่ายรุกบ้าง เขาถอดเสื้อผ้ารั้งกายหญิงสาวเข้ามาประชิดแผงหน้าอก มือของเขาค่อยๆ กระตุกสายคาดชุดคลุมอาบน้ำของหญิงสาวให้เห็นชุดชั้นใน แต่ยังไม่ทันกระตุก เอมปวีร์ก็ผลักร่างของคิมหันต์ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างสองเรา

                “ไหนบอกไม่ชอบการแสดงไง” เอมปวีร์ยิ้มเยาะถูกใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ

                “นี่เหรอการแสดง” คิมหันต์พูดแล้วลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าตามเดิมเพราะกลัวว่าคนเดินผ่านไปมาจะเห็น

                “เมื่อตะกี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างคะ” เอมปวีร์ถามล้อเลียน

                “ไม่รู้สึก” คิมหันต์ตอบเสียงห้วนขณะยืนใส่กระดุมหน้ากระจก

                “งั้นก็คงเป็นเกย์สินะ ถึงได้ไม่รู้สึกตอนที่จุมพิตกับคนสวยๆ อย่างฉัน” เอมปวีร์พูดแล้วหันหลังเดินไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งเพื่อเติมลิปสติก หลังจากที่สีมันจางเพราะไปจุมพิตกับคิมหันต์ด้วยแรงเสน่หา

                “พี่ไม่ใช่เกย์หรอก แต่พี่หมดรักกับตุ๊กตาต่างหาก” คิมหันต์ตอบเอมปวีร์ไปตามตรง โดยไม่รู้ว่าหญิงสาวจะสนใจในคำตอบของเขาหรือไม่ก็ตาม

                “อึดอัดมากใช่ไหมคิดที่อยู่ใกล้ตุ๊กตา ตุ๊กตายังรักคิดอยู่นะ” เอมปวีร์พูดน้ำเสียงวิงวอน ทำให้คิมหันต์เริ่มฉุนจึงลุกขึ้นอธิบายทั้งหมด

                “ก็ผมเล่นละครไม่เก่งเหมือนคุณนี่ตุ๊กตา”

                คิมหันต์พูดขณะใส่กระดุมจนครบทุกเม็ดแล้วหันมามองผ่านกระจกที่เอมปวีร์กำลังนั่งแต่งหน้าที่โต๊ะเครื่องแป้งอยู่ เอมปวีร์ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกฉุนจึงคว้าขวดยาทาเล็บที่กำลังทาอยู่โยนทิ้งลงพื้นกระเด็นกระดอนหายเข้าไปในใต้ตู้เสื้อผ้า ชายหนุ่มเกรงว่าถ้าพูดอะไรต่อไปคงไม่ถูกหูหญิงสาวแน่ จึงเลือกที่จะเดินเลี่ยงกลับบ้าน ยังไม่ทันออกก็โดนกะเทยร่างอ้วนเดินนวยหน้าเข้ามาด้วยสีหน้าระรื่นผลักจนทำให้ร่างของเขาหยุดชะงัก

                “นี่แกทั้งสองทะเลาะกันอีกแล้วใช่ไหม” กะเทยร่างอ้วนชื่อ ลูกน้ำ ซึ่งเป็นผู้จัดการของเอมปวีร์เปิดประเด็นถามขึ้น

                “ฉันไม่ได้เริ่มก่อนนะพี่ลูกน้ำ คิดต่างหากที่เริ่มก่อน” เอมปวีร์โยนความคิดให้กับคิมหันต์

                “ผมต่างหากไม่ได้เริ่มก่อน พี่ลูกน้ำรู้จักกับผมมานานก็น่าจะรู้นะว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน”

                “อ้าว! คิด อยู่ๆ จะให้ตุ๊กตาเป็นฝ่ายผิดคนเดียว เกย์นี่หว่า” เอมปวีร์เอ่ยเสียงเยาะ

                มีหรือที่พริตตี้สาวสุดฮอดจะโดนหาเรื่องเป็นฝ่ายเดียว ไม่มีวัน! เอมปวีร์จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองชนะให้ได้

                “ตุ๊กตานั่นแหละที่เริ่มก่อน”

                “คิดนั่นแหละที่เริ่มก่อน”

                ทั้งสองฝ่ายเถียงกันไปเถียงกันมา ลูกน้ำซึ่งยืนอยู่ตรงกลางทนไม่ไหวจึงตะโกนสั่ง ‘หยุด’ เพื่อสงบศึกสงครามน้ำลาย

                “นี่พวกแกจะทะเลาะกันไปเพื่ออะไรกันยะ ฉันล่ะปวดตับตลับเมตรกับเธอทั้งสองไปหมดแล้วเนี่ย” ลูกน้ำพูดแล้วนั่งบนโซฟาที่ทางกองถ่ายจัดไว้ให้ แล้วกุมขมับด้วยความกลุ้มใจ แต่ในขณะเดียวกันกลับดีใจที่ทั้งสองเตรียมจะได้งานโฆษณาใหม่ในเร็วๆ นี้

                “นี่ ฉันมีข่าวดีจะบอกพวกแกด้วยแหละ”

                “ข่าวดี” เอมปวีร์ทวนคำพูดของผู้จัดการกะเทยฝีปากกล้า “ข่าวดีอะไรกันคะพี่ลูกน้ำ”

                “ข่าวดีที่ฉันว่าก็คือ พวกแกจะได้งานถ่ายโฆษณาใหม่ สัญญาที่ได้นั้นเป็นเวลา ๑ ปี ซึ่งฉันก็ตอบตกลงกับทางเจ้าของไปแล้วด้วย”

                “สัญญาโฆษณาอะไรกัน” คิมหันต์หันถามลูกน้ำด้วยความไม่รู้เรื่อง

                “สัญญาโฆษณาถ่ายแบบแบรนด์รถสปอร์ตยี่ห้อ The Sun กับนิตยสาร Girl ITEM ฉันจะบอกให้นะว่าเจ้าของค่ายรถนี้เป็นคนใจกว้าง แต่แกจะปากร้ายนิดหน่อย ยายตุ๊กตามันรู้ดีเพราะมันเคยไปแคสงานตอนเป็นพริตตี้ใหม่ๆ” ลูกน้ำบอกรายละเอียดทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง

                “จริงหรอพี่ลูกน้ำ ตอนแรกนึกว่าคุณนายกระจ่างศรีจะลืมตุ๊กตาไปแล้วเสียอีก” เอมปวีร์กระโดดโลดเต้นดีใจ

                “เดี๋ยวพี่ลูกน้ำ” คิมหันต์แทรก “ผมเคยบอกแล้วไงถ้าเซ็นสัญญายาวขนาดนั้นผมไม่รับเด็ดขาด”

                “ไม่รับไม่ได้นะคิด เธอสองคนคบกันมา ๒ ปีเกือบจะเข้าปีที่ ๓ แค่แกล้งรักกันหลอกๆ นิดหน่อยจะเป็นอะไรไป” ลูกน้ำพูดว่าง่าย และหาทางโน้มน้าวใจเพื่อให้คิมหันต์รับงานจงได้ “ไม่เห็นเหรอว่าตั้งแต่เธอทั้งสองประกาศเป็นแฟนกัน งานคู่มันเข้ามาเยอะขนาดไหน นี่ฉันไม่อยากจะคิดส่วนแบ่งที่เธอจะได้จากงานนี้เลย มีโอกาสก็กอบโกยจะเป็นไรไปล่ะ”

                “ลองคิดดูนะ เธอจะทนเป็นนักเขียนนิยายกระจอกอย่างนี้ต่อไปนะเหรอ เป็นฉันฉันไม่ทนหรอก ค่าตัวของฉัน” เอมปวีร์ช่วยโน้มน้าวอีกแรง “ถ้าคิดไม่ร่วมมือล่ะก็ เราสองคนก็จะสูญเงินเป็นล้านเชียวนะ”

                “ผมไม่สน เพราะยังไงผมก็มีฐานแฟนคลับนักอ่านนิยายอยู่แล้ว ผมไม่รับเด็ดขาด”

                คิมหันต์ยื่นคำขาด เขาคว้ากระเป๋าเป้หนึ่งใบ สวมแว่นกันแดดเรย์แบนสีดำ แล้วเดินออกจากห้องเพื่อเดินทางกลับบ้าน

                “ตุ๊กตาจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้คิดรับงานนี้ให้ได้” เอมปวีร์หันมามองลูกน้ำที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความมั่นใจในตัวเอง หล่อนเองก็มีแผนการมัดมือชกไว้ในใจอยู่แล้วว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้คิมหันต์ยอมศิโรราบหล่อน

                สุดท้ายคิมหันต์ต้องรับงานด้วยความไม่เต็มใจ ทั้งสองถ่ายแบบคู่กับรถสปอร์ตหรูที่เพิ่งนำเข้ามาจากยุโรป แสงแฟลชวูบวาบจาก อาร์ท ช่างภาพมืออาชีพประจำนิตยสาร ถ่ายไปก็บิวท์ไปเพื่อให้ผู้คนที่เลือกซื้อนิตยสารได้อินไปกับคู่รักสุดฮอดบนโลกออนไลน์ โดยมี คุณนายกระจ่างศรี หญิงชราวัยหกสิบเจ้าของค่ายรถ ภรณี สาววัยสี่สิบเจ้าของนิตยสาร Girl ITEM ที่คอยดีลงานกับคุณนายกระจ่างศรีมาตลอด คุมงานการถ่ายแบบด้วยความพอใจ และคุณนายกระจ่างศรีก็เป็นคนลงมือคัดเลือกรูปที่สมบูรณ์ที่สุดลงหน้าปกนิตยสาร Girl ITEM ในปักษ์หน้า

 

                ภายในห้องคอนโดมิเนียมชั้นสิบสี่ ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย พัชริดากำลังตัดเกรดวิชาคณิตศาสตร์ตั้งแต่สองทุ่มยันตีสี่ก็ยังไม่เสร็จ โทรทัศน์สีจอแบนที่ตั้งอยู่ตรงมุมนั่งเล่นเปิดดูถ่ายทอดสดฟุตบอลคู่หยุดโลก หล่อนเปิดไปก็ไม่ได้ดู ฟังแค่เสียง แล้วก้มหน้าก้มตาตัดเกรดให้กับเด็กมัธยมศึกษาสองกับมัธยมศึกษาห้า รวมกันแล้วก็ปาเข้าไปสิบห้อง พัชริดาตั้งเป้าหมายว่าจะต้องตัดเกรดให้เสร็จทันเช้าวันรุ่งขึ้น

                รุ่งเช้า... หญิงสาวรูปร่างสูงระหง ผิวขาวสะอาดสะอ้านสมกับเป็นคนเหนือชาวจังหวัดน่านลืมตาขึ้นตามเสียงนาฬิกาปลุกด้วยสภาพที่สะลึมสะลือ หล่อนลูบหน้าของตัวเองแล้วเดินไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น ล้างเสร็จไปดูนาฬิกาที่แขวนตระหง่านภายในมุมนั่งเล่นก็พบว่าเป็นแปดโมงเช้าของวันเสาร์ จึงกุลีกุจอไปรวบรวมใบเกรดเก็บใส่กระเป๋าแล้วอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย จนทำอะไรเสร็จจึงเดินลงลิฟต์เดินไปที่ลานจอดรถเพื่อมุ่งหน้าไปที่โรงเรียนกรุณบารมีวิทยา

                โรงเรียนกรุณบารมีวิทยา โรงเรียนเอกชนชื่อดังที่ก่อตั้งและมีชื่อเสียงมาร่วมกว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองต่างก็ยอมรับในคุณภาพการเรียนการสอนและระเบียบวินัยที่เข้มงวดของโรงเรียนแห่งนี้ แต่ละปีจะมีคนมากมายพยายามทำให้ลูกหลานมาเข้าเรียนที่นี่

                อาณาบริเวณของโรงเรียนแห่งนี้กว้างขวางเป็นอย่างมาก มีอาคารเรียนสี่ชั้น สนามฟุตบอล สนามบาสเกตบอล สระว่ายน้ำ สนามแบดมินตัน หอประชุมติดแอร์ที่ทำเหมือนโรงภาพยนตร์ สามารถจุคณะครูและนักเรียนได้กว่าหนึ่งพันคน ลานอเนกประสงค์ไว้สำหรับเคารพธงชาติและทำกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน

                พัชริดาเลี้ยวรถมิตซูบิชิปาเจโร่คันสีน้ำตาลเข้าลานจอดรถแล้วถอยเข้าซองจอดรถอย่างเชี่ยวชาญและแม่นยำ หล่อนคว้ากระเป๋าที่ใส่ใบเกรดของเด็กนักเรียนแล้ววิ่งหน้าตาตื่นขึ้นชั้นสองเพื่อมุ่งหน้าไปที่ห้องทะเบียน-วัดผล เมื่อเข้าภายในห้องก็ยกมือไหว้สวัสดีครูทุกคนแล้วนั่งประจำตำแหน่ง

                “เพรียว แกตัดเกรดเสร็จยัง” พัชริดาสะกิดถาม เพรียว ครูชายใจหญิงสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่กำลังนั่งเล่นเกมเศรษฐีที่กำลังเป็นนิยมบนโลกออนไลน์

                “ตัดเสร็จตั้งนานแล้วจ๊ะคุณพี่” เพรียวพูดขณะเล่นเกมอย่างขะมักเขม้น

                “นั้นแนทตัดเกรดก่อนนะ เหลือแค่ของมอห้าสามห้อง แนทล่ะเนื้อย...เหนื่อย กว่าจะตัดเกรดของมอสองเสร็จตั้งตีสี่แน่ะยายเพรียว แล้วนี่แกตัดเกรดเสร็จยัง” พัชริดาย้อนถามครูชายใจหญิง

                “ตัดเสร็จแล้วย่ะ ถ้าฉันตัดไม่เสร็จก็คงไม่เล่นเกมเศรษฐีหรอก เห็นไหมเนี่ย...เพราะแกแท้ๆ ทำให้ฉันล้มละลาย” เพรียวโทษพัชริดาที่ทำให้ตัวเองเป็นฝ่ายแพ้

                “ให้มันน้อยๆ หน่อย” พัชริดาค้อนใส่ แล้วก้มหน้าก้มตาตัดเกรดให้กับห้องที่เหลือ

                “ขอให้สนุกกับการตัดเกรดนะจ๊ะยายแนท” เพรียวหันมาเยาะแล้วลุกเดินไปห้องครัวเพื่อชงกาแฟอย่างสบายใจ

                ระหว่างตัดเกรดหล่อนได้ภาพปริศนาจาก ผู้หวังดี ที่ส่งผ่านมาทางข้อความ ผู้หวังดีรายนี้ได้แนบรูปถ่ายมาด้วย รูปถ่ายที่ว่าก็คือเป็นภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งเดินจุงมือหญิงสาวร่างเล็กเซ็กซี่คนหนึ่งขึ้นคอนโดมิเนียม

                คอนโดมิเนียมก็คุ้นๆ

                ผู้ชายในรูปก็คุ้นๆ

                ผู้ชายคนนั้นก็คือราชัญ แฟนหนุ่มของเธอที่คบมาได้สองปีกว่าเกือบจะเข้าปีที่สาม ราชัญเป็นนักเขียนหนุ่มที่มีชื่อเสียงอยู่พอสมควร มีแฟนคลับนักอ่านชื่นชอบเขามากมาย แต่หารู้ไม่ว่าชื่อเสียงของเขากำลังตกต่ำเพราะมีนักเขียนหน้าใหม่ไฟแรงอย่างคิมหันต์ขึ้นมาแทนที่ ทำให้ความนิยมของราชัญเริ่มตกต่ำลงไป

                พัชริดารู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะหล่อนเชื่อในสายตามาตลอดว่าราชัญเป็นคนดี ไม่เคยนอกลู่นอกทาง ไม่เคยทำให้หล่อนเสียใจเลยแม้แต่นิดเดียว แต่นี่คือฉากหน้าที่ราชัญแสดงออกมา พัชริดายังไม่เคยรู้นิสัยของราชัญที่แท้จริง ความจริงนี้หล่อนจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าราชัญมีอะไรปิดบังอยู่

 

                ตกเย็น พัชริดาชวนเพรียวกับ ก้อย เพื่อนครูสาวเปรี้ยวแซบอีกคนที่สอนวิชาภาษาอังกฤษ ครูสาวพราวเสน่ห์ขับรถอย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่เพรียวกำลังอ่านดวงรายปักษ์ในนิตยสารฉบับหนึ่ง เมื่อรถถึงที่ลานจอด สามครูสาวพร้อมจะร่วมพิสูจน์ความจริงบางอย่าง แต่พัชริดาร้องขอว่าตัวเองขอเป็นฝ่ายพิสูจน์ด้วยตัวเองดีกว่า

                พัชริดาเดินออกจากลิฟต์ที่จอดชั้นสิบด้วยความอารมณ์ดี ในจังหวะที่จะถึงห้องราชัญประตูก็เปิดออก เพราะหล่อนตั้งใจจะมาเซอร์ไพรส์ หญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาในชุดสายเดี่ยวเกาะอกอวดเนินอกพองามหันยิ้มเยาะให้พัชริดา สภาพของราชัญที่พัชริดาเห็นในตอนนี้คือยืนใส่กางเกงยีนส์ตัวเดียว ครูสาวโกรธจัดเดินพุ่งเข้าไปในห้อง ราชัญไม่ทันคว้าตัวจึงได้แต่ดึงแขนของครูสาวไว้เพื่อให้หยุดเดิน

                “ใจเย็นๆ ก่อนสิแนท มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันสิ” เขาพูดเพื่อไม่ให้มีเรื่อง

                “ผู้หญิงคนเมื่อกี้คือใคร” พัชริดาถามอย่างเอาเรื่อง

                “อ้อ ผู้หญิงคนนั้นเหรอ เขาเป็นเพื่อนของเพื่อนมาคุยงานกับผม” ราชัญแถ

                “คุยงานประสาอะไรกันถึงต้องถอดเสื้อด้วย แล้วทำไมเตียงนอนถึงยับยู่ยี่ฮะราญ คงไม่คุยแค่งานอย่างเดียวแน่” พัชริดาพูดแล้วกวาดสายตาสังเกตทุกซอกทุกมุมของห้อง

                “ก็พี่คุยงานแล้วเมื่อยไง แล้วเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นเคยเป็นหมอนวดมาก่อน พี่ก็เลยให้น้องนวดให้”

                พัชริดาทนฟังคำแถของราชัญไม่ไหว แต่ในขณะนั้นเองสายตาของพัชริดากลับเหลือบไปเห็นซองบางอย่างวางอย่างอยู่บนโต๊ะโคมไฟ หล่อนตรงปรี่ไปแล้วหยิบซองนั้นขึ้นมา ราชัญช็อกกับความจริงที่เกิดขึ้น พัชริดาเองก็ช็อกไม่แพ้กัน น้ำหยดน้อยเริ่มไหลรินออกจากนัยน์ตาด้วยความผิดหวัง

                “มันหมายความว่าอะไร” พัชริดาพยายามเค้นความจริงให้ได้ แต่ก็ไร้วี่แววที่ชายหนุ่มจะยอมปริปาก

                “คือ...” ราชัญแถไม่ถูกได้แต่กลืนน้ำลายท่าเดียว เขาจึงหาทางโมโหกลบเกลื่อน “อย่ามาหาเรื่องกันได้ไหมแนท พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้างี่เงาขนาดนี้ก็กลับไปเลยไป”

                “พี่หาว่าแนทงี่เงาเหรอ” พัชริดาทนไม่ได้ที่ถูกแฟนหนุ่มหาว่าตัวเองงี่เง่า

                “ใช่! งี่เงามากด้วย พี่ทนมานานแล้ว เอะอะเดี๋ยวโทร ทักเฟซ ทักไลน์ ไม่ปล่อยให้ชีวิตของพี่มีชีวิตของพี่บ้างเลย รำคาญ!” ราชัญเน้นเสียงหนักไปที่คำว่า ‘รำคาญ’

                “นี่ราญรำคาญแนทเหรอ” พัชริดาอึ้ง ยืนเหวอด้วยความสับสนไปหมด

                “รำคาญมากด้วย ตอนแรกก็นึกว่าเป็นคนนิ่งเงียบ แต่ที่ไหนได้...เราเลิกกันดีกว่า” ราชัญสวนกลับด้วยความโมโห

                “ก็ดีนี่ เราเลิกกันไปเลย ไม่ต้องกลับมายุ่งกันอีก”

                พูดจบครูสาวโยนซองถุงยางอนามัยซองเปล่าที่ถืออยู่ในมือใส่แผงหน้าอกของราชัญ แล้วหันหลังเดินออกจากห้อง ราชัญเดินออกมาพยายามจะง้อแต่ก็ถูกครูสาวปิดประตูใส่

                “อีบ้า!” คล้อยหลังครูสาวเขาก่นด่าออกมาด้วยความไม่พอใจที่ถูกบอกเลิก แล้วปิดประตูห้อง

                ส่วนพัชริดาหลังจากที่ออกจากห้องของแฟนหนุ่มที่เผยธาตุแท้ของตัวเองมาแล้วก็ทรุดตัวลงหน้าประตูห้องแล้วนั่งกอดเข่าร้องไห้ด้วยความผิดหวังที่ไว้ใจราชัญมากจนเกินไป หล่อนเพิ่งเข้าใจสัจธรรมของความรักที่ว่า ‘รักที่เกินรัก มักจะทำลาย’ อย่างแท้จริง เพรียวกับก้อยที่รออยู่ชั้นล่างเห็นว่าพัชริดาหายไปนานจึงตามหล่อนขึ้นมา เมื่อเห็นครูสาวร้องไห้จึงได้แต่ช่วยกันปลอบใจ

                “แนท แกใจเย็นๆ ก่อนได้ไหมวะ” เพรียวลูบหัวด้วยความเอ็นดู

                “หากเหนื่อยนักแค่พักหลับตา ลองหยุดไขว่คว้าค่อยค่อยผ่อนคลาย เพราะรักเกินรักมักจะทำลาย ปล่อยวางและลองเปิดใจ ในวันนี้ที่เธอเจ็บช้ำเพราะเธอคาดหวังมากเกินไปไหม ทิ้งบ้างไม่ต้องแบกไว้ รักให้พอดีเท่านี้เพียงพอ” ก้อยร้องเพลง รักให้พอดี ปลอบใจครูสาว ยิ่งทำให้ครูสาวร้องไห้หนักขึ้นไปอีก

                “เพลงที่อีนังก้อยมันร้องความหมายมันก็ดีอยู่นะ รักเกินรักมักทำลาย เพราะแกคาดหวังกับไอ้ราญมากเกินไป” เพรียวใช้บทเพลงที่ก้อยร้องสอนเตือนใจให้กับครูสาวพราวเสน่ห์ที่เพิ่งอกหักไปเมื่อสักครู่ แต่แล้วเสียงชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องดังขึ้นมา

                “โอ้ย! รำคาญเว้ย ไปปลอบใจก็ไปปลอบที่อื่น อย่ามาปลอบใจหน้าห้องฉัน คนจะหลับจะนอน”

                “คิดว่ากูอยากจะอยู่หน้าห้องมึงนั่นเหรอ อีสัตว์นรก!” เพรียวก่นด่าเจ้าของเสียงซึ่งก็คือราชัญนั่นเอง

                “เราว่าไปกันเถอะแนท เสนียดจะติดตัวเราเปล่าๆ”

                ก้อยพูดจบพยุงตัวพัชริดาที่หมดเรี่ยวแรงให้ลุกขึ้น แล้วพากันลงลิฟต์ไปพร้อมกับเพรียวที่คอยยืนอยู่เคียงข้าง ระหว่างอยู่ในลิฟต์ก้อยก็พูดปลอบครูสาวพราวเสน่ห์อีกว่า

                “ไอ้แนท การกอดที่แน่นเกินไป สุดท้ายมันก็ต้องปล่อยอยู่ดี อย่างแกรักและเทิดทูนไอ้ราญมากจนเกินไป จนถูกความรักที่แกมอบให้มันทำร้ายเสียเอง”

                “แนทอยากเมาน่ะเพรียว ก้อย” อยู่ๆ พัชริดาก็นึกอยากดื่มเหล้าขึ้นมา

                “แกจะบ้าเหรอ” เพรียวทักท้วง

                “ฉันว่าแกไปพักผ่อนที่บ้านดีกว่า ได้ข่าวว่ายังตัดเกรดไม่เสร็จไม่ใช่หรอ” ก้อยเกลี้ยกล่อมให้พัชริดากลับบ้านให้ได้

                “ใครหน้าไหนก็ขัดใจแนทไม่ได้ทั้งนั้น แนทอยากกินเหล้า จะกินให้เมาไปเลย วันนี้ไม่พี่เพรียวกับพี่ก้อยต้องขับรถให้แนทด้วย ไม่รู้ล่ะ” พัชริดายื่นคำขาดแล้วเดินไปเปิดประตูจับจองเลือกที่นั่งตรงเบาะผู้โดยสารฝั่งคนขับ สั่งให้เพรียวกดปุ่มสตาร์ทรถ ส่วนก้อยก็นั่งด้านหลังเป็นเพื่อนกับครูสาวพราวเสน่ห์ แล้วมุ่งหน้าไปที่สถานบันเทิงชื่อดังที่ย่านทองหล่อ

                รถมิตซูบิชิปาเจโร่เลี้ยวเข้ามายังลานจอดรถ หญิงสาวเจ้าของร่างสูงระหงเดินลงจากรถแล้วตรงปรี่เข้าไปในสถานบันเทิงชื่อดังย่านทองหล่อทันทีโดยไม่ยอมรีรอเพื่อนที่กำลังเดินลงจากรถ พัชริดาได้โต๊ะเสร็จสรรพโบกมือให้สัญญาณกับเพื่อนที่กำลังหันซ้ายหันขวามองหล่อน

                “ไอ้น้อง! วอดคาแก้วนึง แล้วก็ต้มยำปลากะพงหม้อไฟ สลัดหมูกรอบ แล้วก็ยำแหนม” พอเพื่อนนั่งแล้วหล่อนก็สั่งเหล้าทันที แล้วหันมาถามเพื่อนๆ “พวกแกจะเอาอะไรไหม สั่งได้เต็มที่เลย วันนี้แนทเลี้ยงเอง”

                “เพรียวขอแค่เหล้าแก้วนึงก็พอค่ะเจ๊แนท” เพรียวสั่งกับเด็กเสิร์ฟแล้วนั่งส่งข้อความไลน์หาใครบางคน

                “ส่วนก้อยขอไวน์องุ่นแก้วนึงก็แล้วกัน” ก้อยสั่งเสร็จเด็กเสิร์ฟเดินไปยื่นออเดอร์ที่เคาน์เตอร์บาร์