สิบร้อยพันรัก #1 (ตอน บังเอิญ โลกกลม พรหมลิขิต)

Author: 
ช่อแดนดาว
ประเภท: 
นิยาย

                เครื่องบินจากสนามบินภูเก็ตนั้นแล่นมาลงจอดที่สนามบินดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เหล่าผองเพื่อนอันประกอบไปด้วย ณัฐวุฒิ ธนัท และสุรชัย เพื่อนสนิทฝ่ายแก๊งชายสุดซ่าส์ และเพื่อนสนิทฝ่ายหญิงซึ่งมีแต่ทิพวรรณมารอต้อนรับหญิงสาวทั้งสอง เมื่อหญิงสาวทั้งสองพบกับเหล่าผองเพื่อนทั้งสี่ คำแรกที่ได้ยินนั้นก็คือ

                “เซอร์ไพรส์”

                เป็นคำต้อนรับการกลับมากรุงเทพมหานครอันแสนอบอุ่นกับมิตรภาพที่ผูกพันกันมาเกือบสี่ปี เมื่อพิธีต้อนรับขับสู้พลอยกับแพรวผ่านพ้นไปด้วยดี ทั้งหมดก็นั่งรถซึ่งเป็นรถของณัฐวุฒิขับมาที่หมู่บ้านเริงตะวัน หมู่บ้านที่อบอวลไปด้วยความสุข และมิตรภาพอันงดงาม ณัฐวุฒิขับรถไปส่งสิริมากับศรัณย์รัชต์ที่บ้านหลังขนาดย่อม เพราะอยู่กันแค่สองคนพี่น้อง เมื่อส่งพี่น้องสองสาวเสร็จก็ขับรถมาหาธนพที่ร้านกาแฟที่มีชื่อว่า ‘พลอย&แพรว’ ร้านกาแฟแห่งนี้เป็นร้านกาแฟแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านจัดสรรย่านชานเมือง ร้านกาแฟแห่งนี้มีลักษณะที่โอ่โถงกว่าร้านอื่นที่อยู่ในย่านเดียวกัน และเพิ่งปรับปรุงแต่งร้านใหม่ได้ไม่นานหลังจากเปิดมานานถึง 4 ปี เมื่อเดินเข้าไปจะพบว่าทางปีกซ้ายของร้านจะพบไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ที่จัดเป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจให้กับลูกค้า ภายร้านในเป็นสีโทนน้ำตาล ณัฐวุฒิที่เข้าไปในร้านก็พบกับชายหนุ่มใส่แว่นกำลังกระโดดโลดเต้นดีใจพร้อมกับพูดว่า

                “เย้! จะได้แต่งงานแล้วโว้ย!!!”

                “เฮ้ยพี่! พี่จะแต่งงานกับใครหรอ” ธนัทผู้เป็นน้องชายเดินจากเรือนกล้วยไม้ออกมาคุยกับผู้เป็นพี่ชาย

                “คนนั้นไง”

                ชายหนุ่มผู้นี้ถึงจะสวมแว่นเพราะสายตาสั้นเอาเรื่อง เขาเป็นคนรูปร่างสูงหนา เวลาใส่เชื้อเชิ้ตจะเห็นได้ชัดถึงมัดกล้าม โครงหน้าคมสัน ผิวดูขาวสะอาดสะอ้านเพราะเป็นคนเหนือชาวจังหวัดน่าน ผมหยักศกสีเข้ม ขี้ไปตรงหญิงสาวผมสั้นที่สวมเสื้อผ้าชีฟองสีเหลือง กระโปรงสีดำคนหนึ่งที่เดินเข้ามาภายในตัวร้าน

                “เฮ้ย! จริงดิ” ณัฐวุฒิถามเพื่อนรุ่นพี่ด้วยความตะลึง

                “ฉันจะหลอกแกทำไมไอ้บาส” ธนพพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจในตัวเอง แล้วก็เปรยต่อว่า “กูไปดูหมอดูมาด้วยแหละ หมอดูท่านบอกว่าคงจะได้แต่งภายในปลายปีนี้เป็นแม่นมั่นละเออเอย”

                “โคตรเชยเลยวะ” ธนัทพูดนินทาธนพ แต่ก็มิวายจะโดนธนพเขกกะโหลกเข้าให้

                “ทำไมต้องปลายปี?” ธนัทถามผู้เป็นพี่ชายด้วยน้ำเสียงเรียบ

                “หมอดูบอกกับกูว่า ถ้าแต่งงานภายในหกเดือนนี้จะมีเคราะห์ไม่ดี กูเลยต้องแต่งปลายปี ของอย่างนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะเว้ยไอ้น้องชาย ไอ้เตี้ย” ธนพตบบ่าธนัทสองครั้งแล้วก็เดินไปหาศรัณย์รัชต์ที่ยืนรอต้อนรับอยู่ตรงเคาน์เตอร์ที่ทำด้วยไม้สักอ่อน เขาท้าวคางและส่งสายตาพริ้งแล้วก็บอกว่า

                “เอิ่ม...เดี๋ยวพี่ไปงานเปิดตัวร้านกางเกงยีนส์ของเพื่อนบินก่อนนะแจ๊ะ”

                “จ๊ะ” หล่อนตอบเสียงหวาน”

                “คือพี่อยากให้โล่หนูจังเลย” ธนพหยอดเสียงหวาน

                “โล่อะไรหรอคะ” ศรัณย์รัชต์ถามด้วยสีหน้างง

                “โล่นะเด็กงัก รักนะเด็กโง่ หิ้ว!” พูดจบแล้วชายหนุ่มก็เดินด้วยสีหน้าระรื่น ในขณะเดียวกันร่างสูงระหงของศรัณย์รัชต์ก็อ่อนระทวยไปในทันที

                “แพรว” ทิพวรรณที่ยืนอยู่ข้างๆ เขย่าตัวเรียกเพื่อนสาว แต่เมื่อเพื่อนสาวคนนี้ไม่ได้ยิน ทิพวรรณจึงใช้สมญานามของเพื่อนสาวมาเรียกเพื่อนคืนสติของตัวเองกลับคืนมา

                “ยัยบิ๊กอายส์!!!” เมื่อได้ยินสมญานามของตัวเองก็ถึงกับของขึ้น และสติตื่นขึ้นมาทันที

                “ใครใช้ให้แกเรียกฉันว่าบิ๊กอายส์ย่ะ นังยุ้ย เดี๋ยว...” ศรัณย์รัชต์ยังพูดไม่ทันจบ ทิพวรรณต่อประโยคให้

                “เดี๋ยวฉันจะหักเงินเดือนซะให้เข็ด”

                “รู้ดีอีก” ศรัณย์รัชต์เบ้ปากใส่ทิพวรรณแล้วก็ทำงานของตัวเองต่อไป ธนัทที่นั่งจิบกาแฟลาเต้ร้อนที่เรือนกล้วยไม้เสร็จแล้วนั้นก็ชักชวนทั้งสองไปงานเปิดตัวร้านกางเกงยีนส์ของณัฐวุฒิกับสุรชัย ร้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางซอย

                “เดี๋ยวพี่ชายจะไปงานเปิดตัวร้านกางเกงยีนส์ไอ้บินก่อน พวกแกไปหรือเปล่า” ธนัททำท่ายียวนถามหญิงสาวทั้งสองด้วยความกวนประสาทตามบุคลิกของตัวเอง

                “ถ้าพวกฉันไปแล้วใครจะเฝ้าร้านย่ะ อีเฟรซ” ศรัณย์รัชต์พูดในฐานะเจ้าของร้าน

                “งั้นฉันไป” ด้วยความขี้เกียจ ทิพวรรณจึงชิงวิ่ง แต่ยังไม่ทันวิ่ง ศรัณย์รัชต์ดึงเส้นผมที่มัดรวบเอาไว้ของหญิงสาว เมื่ออับจนหนทางแล้ว ทิพวรรณจึงพูดเพื่อให้เจ้านาย (เพื่อน) สาวสบายใจ

                “งั้นฉันไม่ไปและ แกไปเถอะ ไอ้เตี้ย”

                “งานนี้สนุกแน่ ท่านผู้ชม” ธนัทพยายามใช้คำพูดของตัวเองหว่านล้อมเพื่อให้ทิพวรรณกับศรัณย์รัชต์ไปให้ได้

                “ฉันบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วไงว่าไม่ไป ถ้าพวกฉันไปแล้วใครจะเฝ้าร้านล่ะ”

                “มาริโอไง” ธนัทยียวนใส่ ทั้งสองสาวนึกอยู่นานต่างก็อุทานออกมาพร้อมกันว่า

                “เย้ย!” ทั้งศรัณย์รัชต์กับทิพวรรณต่างก็ร้องพร้อมกัน ก่อนที่ทิพวรรณจะสวนออกมาว่า “มาริโอบ้านป้าแกดิ เขาเป็นถึงซุป’ตาร์ จะมาให้เฝ้าร้าน บ้าหรือเปล่าไอ้น้อง”

                “แกจะไปไหนก็ไปเลยไอ้เฟรซ” ศรัณย์รัชต์ออกปากไล่ชายหนุ่ม ว่าแล้วธนัทก็เดินด้วยท่าทีกวนส้นเท้าอย่างบอกไม่ถูก แล้วขี่รถมอเตอร์ไซค์คันกลางเก่าของตัวเองไปที่ร้านกางเกงยีนส์ของณัฐวุฒิกับสุรชัย ศรัณย์รัชต์กับทิพวรรณต่างก็ส่ายหน้ากับความกวนส้นเท้าของธนัท เมื่อธนัทออกไปจากร้านกาแฟพลอย&แพรวแล้ว ก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งสวมชุดเดรสสีชมพูหวานเดินเข้ามา ศรัณย์รัชต์เห็นผู้หญิงคนนี้เดินเข้ามาก็ต้อนรับตามประสาลูกค้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าเธอผู้นี้คือใครกันแน่

                “จะสั่งอะไรดีคะ” ศรัณย์รัชต์ยื่นสมุดเมนูอาหารสีเหลืองอ่อนให้กับผู้หญิงคนนั้น

                “ขอน้ำเปล่าก็พอค่ะ”

                “จะมัวรีรออะไรกันฮะ ไปเอาน้ำเปล่าให้คุณลูกค้าซี” ศรัณย์รัชต์ใช้หน้าที่ความเป็นเจ้านายหันมาสั่งทิพวรรณที่ยืนบิดขี้เกียจอยู่ตรงเคาน์เตอร์ ทิพวรรณไม่รอช้ากุลีกุจอรินน้ำเปล่าใสแก้วไวน์บริการกับลูกค้ารายนี้ หญิงสาวเจ้าของร้านจะเดินไปเคาน์เตอร์ แต่ก็ถูกผู้หญิงคนนี้กวักมือเรียกเพื่อถามอะไรบางอย่าง

                “หนูจ๋า...บ้านของหนูแอนท์อยู่แถวนี้ใช้มั้ยจ๊ะ?”

                “ใช่ค่ะ แต่เขาคือแฟนของหนู จงเข้าใจไว้ซะด้วย” แพรวตอบเสียงห้วน

                “ฉันชื่อแนทค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ผู้หญิงคนนี้ถือโอกาสแนะนำตัว

                “หนูชื่อแพรวค่ะ” ศรัณย์รัชต์ก็แนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงห้วนใส่หญิงสาวที่ดูอายุมากกว่า แล้วก็เดินเชิดใส่โดยไม่แยแส ซึ่งในขณะที่เดินนั้น ศรัณย์รัชต์ก็พูดในใจไปด้วยว่า

                ‘แกเป็นใครย่ะ สวยก็สู้ฉันไม่ได้’ ศรัณย์รัชต์สะบัดปอยผมของตัวเอง และเดินฉับๆ ไปที่เคาน์เตอร์ด้วยอารมณ์หงุดหงิด หล่อนไปปรึกษาทิพวรรณ ผู้เป็นเพื่อนรักที่ในหัวมีแต่เรื่องไม่ดี หรือเรียกว่าชอบคิดแต่แผนชั่วๆ แต่เวลาลงมือปฏิบัติจริงมักจะเสียแผนทุกครั้ง (แต่มีบ้างที่จะสำเร็จ)

                “นี่แก...ช่วยอะไรหน่อยดิ” เพื่อนสาวพยักหน้าด้วยความยินดี แล้วก็เอ่ยต่อ “แกเห็นผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า ฉันสงสัยว่าจะเป็นกิ๊กของไอ้พี่แอนท์”

                “แกก็ ระแวงไปมั่ว หึงไม่เข้าท่า เดี๋ยวเลิกเร็วไม่รู้ตัวหรอก” ศรัณย์รัชต์หันขวับมาจ้องหน้าทิพวรรณด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว จนทิพวรรณหน้าหงอยไปในทันที แล้วก็พูดพลางปลอบใจ “ฉันว่านะเว้ย แฟนแกคงไม่มั่วไปคบผู้หญิงสูงวัยอย่างยัยนั้นหรอก” ทิพวรรณพูดเสร็จ ฝ่ายสาวที่ถูกนินทาก็จามออกมา หญิงสาวทั้งสองที่เห็นผู้หญิงคนนั้นจามก็หันขวับไปมองราวกับจ้องจับผิด ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้ายิ้มให้กับหญิงสาวทั้งสอง ก่อนที่ศรัณย์รัชต์จะเอ่ยออกมาด้วยความโมโห

                “ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ! เมื่อไหร่แกจะคิดแผนการได้สักทีฮึ อีนังยุ้ย” พูดจบหล่อนก็ขบกรามแน่น

                “เรื่องชั่วๆ มักจะคิดได้เร็วเสมอเจ้านาย” ทิพวรรณพูดเพื่อให้คู่สนทนามั่นใจในแผนการของหล่อน

                “ถ้าแผนนี้สำเร็จล่ะก็ ฉันจะเพิ่มเงินเดือนให้แกสองเท่าเลยคอยดู” ศรัณย์รัชต์รู้ดีว่าทิพวรรณเป็นคนประเภทที่ว่าเห็นเงินเป็นพระเจ้า จึงเอาเงินเดือนของทิพวรรณมาเดิมพันกับแผนการกำจัดผู้หญิงคนนั้น เมื่อคิดแผนการสำเร็จศรัณย์รัชต์กับทิพวรรณต่างก็หัวเราะออกมาราวกับนางมารร้าย

 

                เวลาประมาณบ่ายโมงเศษ งานเปิดตัวร้านกางเกงยีนส์ภายใต้ชื่อ ‘บาส&บิน’ เต็มไปด้วยความคึกคัก ร้านกางเกงยีนส์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่กลางซอยหมู่บ้านเริงตะวัน ห่างจากร้านกาแฟพลอย&แพรวแค่ห้าร้อยเมตร ลักษณะของร้านเป็นห้องเช่าเล็กๆ โทนร้านเป็นสีม่วง ชายหนุ่มผู้เป็นเพื่อนรุ่นพี่เจ้าของร้านเดินมาตบบ่าแสดงความยินดีกับณัฐวุฒิกับสุรชัยที่มีกิจการเป็นของตัวเอง

                “ร้านใหม่สวยดีเนาะ กูมองไปมองมานึกว่าบาร์เกย์เลยวะ” ณัฐวุฒิที่ได้ยินธนพพูดก็หัวเราะชอบใจ ก่อนที่จะอวยพรให้กับเจ้าของกิจการ “ขอให้ลูกค้าเยอะๆ นะเว้ย”

                “ใครเป็นคนคิดให้ทาสีม่วงเนี่ย” ธนัทที่เห็นโทนสีร้านเป็นสีม่วงทั้งหมดก็สงสัย

                “ก็อีบินนี่สิ พอได้เซ้งห้องได้ก็สั่งสีเค้า แต่พี่แกสั่งผิด ดันไปสั่งสีม่วง ไอ้ตัวฉันก็ไม่ได้เรื่องมากอะไรมากมายอยู่แล้ว ก็เลยทำร้านให้เป็นสีม่วงไปซะเลย” ณัฐวุฒิบุ้ยใบ้ไปทางสุรชัย ทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นแหละ เป็นคนสั่งให้ช่างทาสีม่วง

                “ตัวเธอนั้นแหละ ที่เป็นคนสั่งสีม่วง” สุรชัยแก้ตัวทันควัน

                “แกเป็นรสนิยมตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” ธนัทหยอกล้อณัฐวุฒิ

                “กูไม่ได้เป็นเกย์นะเว้ย อย่าเพิ่งเข้าใจผิด” ณัฐวุฒิปฏิเสธเสียงสูง

                “พอๆๆ” ธนพห้ามปรามไม่ให้เถียงกันเรื่องสีร้าน จากนั้นณัฐวุฒิก็ถามธนพเรื่องร้านกาแฟ

                “ร้านกาแฟของพี่ล่ะ...เป็นไงบ้าง? เห็นว่าเพิ่มร้านบาร์เข้าไปด้านข้างไม่ใช่หรอ”

                ชายหนุ่มใส่แว่นตาพยักหน้ารับ “อืม...ฉันว่าคราวนี้คงได้ลูกค้าคงไม่น้อยแน่เลย โดยเฉพาะพวกแก ไอ้บาส ไอ้บิน แล้วก็น้องชายฉัน ระบบรักษาความปลอดภัยของที่ร้านดีเยี่ยม ตรวจบัตรก่อนเข้าร้านทุกครั้ง ไม่มีการค้ามนุษย์แน่นอน” ธนพพูดในฐานะหนึ่งในสามหุ้นส่วนใหญ่ของเจ้าของร้าน

                “พี่แอนท์...ได้ชื่อร้านยัง” สุรชัยถามชื่อร้าน

                “พี.เอ.บาร์” ธนพตอบเสียงเรียบ ทันใดนั้นเองณัฐวุฒิก็สวนขึ้นมา

                “ชื่อโคตรเชยเลยวะ”

                “แล้วร้านกางเกงยีนส์แกล่ะ”

                “บาส&บิน คือตอนนั้นหัวสมองของพวกฉันมันตันไปหมด เลยไม่รู้จะตั้งชื่อร้านว่าอะไร เลยใช้ชื่อบาส&บินแก้ขัดไปก่อน” ณัฐวุฒิพูดเสียงเรียบ ก่อนที่จะเดินออกไปอย่างรำคาญใจ สุรชัยกับธนัทที่นั่งบนขอนไม้นั่งเล่นที่ตั้งตรงหน้าร้านก็เดินเข้ามาคุยกับธนพที่ซุ้มประตูโค้ง สุรชัยไม่รอช้าถึงถามธนพก่อน

                “พี่แอนท์...ไอ้บาสมันเป็นอะไรของมัน เห็นพักนี้มันดูแปลกๆ ไปนะ แค่ถามชื่อร้านกางเกงยีนส์ แต่มันสาธยายอย่างกับยาสมุนไพรต้านโรคมะเร็ง”

                ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มนามว่า ‘ธนพ’ ได้แต่ทำเสียงอยู่ในลำคอว่า ‘อืม’ เพราะเจ้าตัวรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองนั้นดันไปล่วงรู้ความลับอะไรบางอย่างของเพื่อนรุ่นน้องคนนี้อยู่ แต่ก็มิวายจะทวงเงินสุรชัยที่เคยหยิบยืมไป

                “ไอ้บิน...แกมีร้านเป็นของตัวเองแล้วนะ อย่าลืมคืนเงินที่มึงเคยยืมกูด้วยล่ะ” เมื่อนึกขึ้นได้ว่านัดครูสาวนามว่า ‘พัชริดา’ ที่ร้านกาแฟพลอย&แพรว จึงรีบบอกลาเพื่อนๆ ทั้งสี่

                “เออ...กูนัดครูแนทเอาไว้ที่ร้านกาแฟพลอย&แพรว ไปก่อนนะไอ้น้อง” ว่าแล้วชายหนุ่มก็วิ่งปรู๊ดออกไปจากร้านกางเกงยีนส์ของณัฐวุฒิกับสุรชัยทันที เพราะไม่อยากถูกพัชริดา หรือครูแนทของนายธนพ ผู้มากไปด้วยเสน่ห์อันเหลือล้น ในขณะเดียวกันทั้งธนัทกับสุรชัยต่างก็สงสัยกันว่าครูแนทที่ธนพเอ่ยนามนั้นคือใครกันแน่

 

                ส่วนทางด้านร้านกาแฟพลอย&แพรว ศรัณย์รัชต์ที่กำลังวางแผนป่วนประสาทผู้หญิงคนนั้นร่วมกับทิพวรรณ ทั้งสองซุบซิบอยู่ที่เคาน์เตอร์อยู่นานสองนาน เมื่อแล้วเสร็จหญิงสาวทั้งสองก็จ้องหญิงสาวอายุประมาณสามสิบปี แต่ถึงแม้วัยจะสามสิบแล้ว แต่ความสวยของหล่อนยังคงกระพันยังกับสาวอายุยี่สิบต้นๆ หล่อนเป็นคนสูงระหง ผิวสีขาวนวล ผมเส้นตรงดกหนาสีแทนนิดๆ ยาวเกือบครึ่งหลัง ริมฝีปากบางอมชมพู จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตากลมโตใสแจ๋ว มีเสน่ห์ที่แววตาและรอยยิ้ม และที่สำคัญไปกว่านั้นผู้หญิงคนนั้น คนที่ศรัณย์รัชต์จ้องจะเล่นงานนั่นก็คือพัชริดา คุณครูที่เคยสอนพิเศษธนพตอนกำลังศึกษาต่อเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง เพราะตอนนั้นธนพอ่อนวิชาคณิตศาสตร์มาก

                ในอดีตตอนที่ธนพคบกับศรัณย์รัชต์ใหม่ๆ เวลานั้นธนพเป็นคนเจ้าชู้มาก แต่ก็ให้คำมั่นกับศรัณย์รัชต์ว่าจะไม่คบคนที่อายุแก่กว่า แต่นี่ผู้หญิงที่ชื่อพัชริดานั้นแก่กว่าธนพเกือบสิบปี เป็นสิ่งที่ศรัณย์รัชต์ยอมรับไม่ได้ ศรัณย์รัชต์ยืนจ้องผู้หญิงที่มีนามว่าพัชริดาอยู่นานสองนาน เมื่อแผนการปั่นป่วนของทิพวรรณที่วางเอาไว้กับศรัณย์รัชต์เริ่มต้นขึ้น ศรัณย์รัชต์จึงเสนอทิพวรรณว่าตนนั้นจะเป็นตัวเปิดแผนการก่อน แผนการนี้จะเริ่มต้นขึ้นโดยการซักประวัติพัชริดา ผู้หญิงที่ศรัณย์รัชต์กับทิพวรรณสงสัยว่าเป็นกิ๊กกับแอนท์อย่างตรงไปตรงมา

                “คุณคือใคร มาจากไหน ต้องการอะไร” ศรัณย์รัชต์ถามเสียงเรียบ

                “ก็บอกแล้ว ว่าฉันชื่อแนท เพิ่งกลับมาจากจังหวัดน่าน กำลังจะหาซื้อบ้านใหม่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ และต้องการที่จะดูแลพวกหนูๆ”  พัชริดาตอบทุกคำถาม เมื่อศรัณย์รัชต์ที่ได้ยินคำว่า ‘ต้องการที่จะดูแลพวกหนูๆ’ ถึงกับสะดุดขึ้นมาทันที

                “ต้องการที่จะดูแลพวกหนู” ศรัณย์รัชต์ทวนประโยคหลังของพัชริดาอีกครั้ง ก่อนที่จะเอ่ยถามขึ้นมาว่า “คุณจะดูแลพวกหนูๆ ทำไมมิทราบ”

                “ดอกเตอร์คิลล์เค้าส่งครูมาดูแลพวกหนูเองค่ะ” พัชริดาตอบเสียงเรียบ ศรัณย์รัชต์ถึงกับชะงักไปทีเมื่อได้ยินคำตอบของพัชริดา แต่ก็มิวายจะบอกเรื่องที่ธนพคบกับตน

                “ตอนนี้พี่แอนท์คบอยู่กับหนู อืม...ประมาณสี่ปีเองค่ะ”

                “แต่ฉันยังไม่ตั้งคำถามนี้เลยวะ” พัชริดาสวนทันควัน แล้วก็บอกกับศรัณย์รัชต์ว่า “เธอรู้หรือเปล่า ว่าฉันคือใคร” ศรัณย์รัชต์ยังไม่ทันตอบ ธนพที่เปิดประตูกระจกร้านกาแฟพลอย&แพรวเข้ามาก็ตอบแทนศรัณย์รัชต์ว่า

                “เขาเป็นครูกูโว้ย” เมื่อศรัณย์รัชต์รู้ว่าผู้หญิงที่ชื่อพัชริดานั้นเป็นครูของธนพ หน้าศรัณย์รัชต์ถึงกับทอดสีทันที ในขณะที่ทิพวรรณนั้นที่เห็นว่าเหตุการณ์มันชักจะไม่เป็นท่า จึงแอบเดินย่องไปที่เคาน์เตอร์เพื่อแอบหลังฉาก กลัวว่าจะโดนจับผิดได้ ธนพเห็นทิพวรรณกำลังเดินย่องไปที่เคาน์เตอร์ก็ส่งสายตาอันน่าเกรงขามใส่ ทำให้สาวเจ้าจำต้องเดินออกมา เพราะมิอาจขัดคำสั่งของหนึ่งในสามหุ้นส่วนร้านกาแฟกึ่งร้านบาร์ได้ ในขณะเดียวกันธนพโมโหมากที่ศรัณย์รัชต์กับทิพวรรณบังอาจมาทำอะไรมิดีมิร้ายกับครูสาวในดวงใจของชายหนุ่มผู้นี้ ชายหนุ่มที่มีนามว่า ธนพ

                “คะ คะ คะ คะ ครูพี่หรอ?” ศรัณย์รัชต์ถามเสียงสั่น

                “ญาติห่างๆ พี่ด้วย” ธนพเอ่ยเสียงเรียบ แล้วก็เล่าประวัติพอสังเขปว่า “พอดีเค้าเป็นหุ้นส่วนของพ่อพี่ พ่อพี่กับพ่อของครูแนทเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนนายร้อย จนตอนนี้ร่วมกันทำกิจการทำไร่องุ่นที่จังหวัดน่านและโรงบ่มไวน์ที่จังหวัดนครราชสีมานู้นแนะ ไม่อย่างงั้นนะเราคงไม่มีไวน์องุ่นสูตรเลิศในสมุดเมนูร้านบาร์ของเราให้เห็นหรอก”

                ศรัณย์รัชต์ยิ้มเก้อเขิน และรับรู้ว่ามีไวน์องุ่นได้ก็เพราะพัชริดา แม่พิมพ์ของชาติผู้เปรียบเสมือนผู้มีพระคุณของธนพ พัชริดาเป็นครูประจำโรงเรียนจันทราภรณ์ โรงเรียนเอกชนชื่อดังย่านเกษตร-นวมินทร์ ที่เปิดสอนมาแปดสิบกว่าปีแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองต่างก็ยอมรับในระบบการเรียนการสอนของที่นี่ พัชริดารับผิดชอบงานสอนวิชาคณิตศาสตร์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาสองและห้าเป็นหลัก บางครั้งก็มีการสับเปลี่ยนไปสอนชั้นอื่นบ้างในโมงยามที่ครูสอนในหมวดคณิตศาสตร์ที่สอนประจำชั้นนั้นไม่อยู่ และวันนี้เป็นวันแรกที่พัชริดานั้นย้ายมาประจำที่โรงเรียนจันทราภรณ์ หล่อนจึงหาซื้อบ้านในหมู่บ้านเริงตะวัน โดยได้นัดธนพให้เจอกันที่ร้านกาแฟพลอย&แพรว เพื่อจะไปดูบ้านขนาดย่อมที่อยู่กันแค่หนึ่งคน

                เมื่อมาอยู่ที่หมู่บ้านเริงตะวันแค่วันแรก พัชริดากลับพบเจอปัญหาเพื่อนบ้านอย่างศรัณย์รัชต์ที่ดันมาสงสัยว่า ธนพเป็นกิ๊กกับตน เห็นทีงานนี้พัชริดาต้องหาทางรับมือกับเพื่อนบ้านอย่างเด็กสาวร่างบางคนนี้ซะแล้ว

                “แล้วนี่ไปก่อวีรกรรมอะไรกับครูฉันอีกล่ะ” ธนพเอ่ยถามศรัณย์รัชต์

                “ก็แค่...” ศรัณย์รัชต์พูดไม่ออกเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้เป็นแฟน แต่ก็ได้ทิพวรรณมาช่วยตอบแทนให้

                “ยัยแพรวมันสงสัยว่าครูคนเนี่ยเป็นกิ๊กของแอนท์ จึงวางแผนกับฉันช่วยสืบประวัติครูสาวคนนี้”

                “แหม...เวลาทำผิดนี่ สามัคคีกันจังเลยนะ” ธนพพูดเสียงเรียบ ทิพวรรณที่เห็นท่าไม่ดีของศรัณย์รัชต์จึงค่อยๆ เดินเพื่อจะหนี แต่ก็มิวายจะโดนศรัณย์รัชต์ผู้เป็นเจ้านายเรียก

                “ฉันจะหักเงินเดือนแก อีนังยุ้ย” พอศรัณย์รัชต์พูดจบ ทิพวรรณก็วิ่งปรู๊ดออกไปจากร้านทันที เรื่องอะไรที่จะโดนศรัณย์รัชต์ด่าฝ่ายเดียว เห็นทีว่าจะไม่รอดจึงจำเป็นต้องวิ่งหนี เมื่อทิพวรรณวิ่งหนีเพราะกลัวความผิดที่ก่อเอาไว้ ธนพจึงถือโอกาสแนะนำพัชริดาให้ศรัณย์รัชต์รู้จักอย่างเป็นทางการ

                “ขอแนะนำอย่างเป็นทางการเลยนะครับคุณศรัณย์รัชต์ รินสกุลโรจน์ บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าคุณนั่นมีนามว่า ครูพัชริดา หิรัญญา มีชื่อเล่นว่า ครูแนท ทายาทสาวเจ้าของไร่องุ่นที่จังหวัดน่านและร่วมหุ้นกับพ่อของผมทำโรงบ่มไวน์ที่จังหวัดนครราชสีมา ในวัยเด็กพี่เจอเขาครั้งแรกตอนเธออายุ 15 ปี ตอนนั้นพี่ก็อายุ 5 ปี นับตั้งแต่วันนั้นพี่หลงเขามาก จนเมื่อมาเจอกันอีกครั้งตอนที่มาติวคณิตให้กับพี่ตอนเข้ามหา’ลัย” แอนท์ที่ถือโอกาสสาธยายประวัติคร่าวๆ ของพัชริดา ก็ถือโอกาสอวยขึ้นทันที “ครูคนนี้คือครูที่สวยและใจดีที่สุดเท่าทีพี่เรียนมาเลยแหละ”

                “แหม...ถือโอกาสอวยครูเลยนะหนูแอนท์” พัชริดาตบบ่าธนพและบิดตัวไปมาด้วยความเขิน ส่วนธนพนั้นก็ได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่แซวคุณครูในดวงใจของตัวเอง แล้วก็หันไปสั่งทิพวรรณให้ทำกาแฟลาเต้ร้อนใส่ครีมเทียมของโปรดของพัชริดา และเดินนำพัชริดาไปนั่งบนเก้าอี้กลมสีเหลือง เขานั่งตรงข้ามกับพัชริดา เมื่อทิพวรรณทำกาแฟเสร็จ ศรัณย์รัชต์จึงอาสานำกาแฟมาวางไว้บนโต๊ะกลม ทั้งคู่นั่งคุยกันอยู่สักพัก สิริมาที่เพิ่งเก็บสัมภาระของตัวเองเสร็จหลังกลับมาจากภูเก็ต ก็มาที่ร้านกาแฟพลอย&แพรว เมื่อธนพเห็นสิริมาเดินเข้ามาที่ร้านก็ถือโอกาสแนะนำพัชริดา

                “นี่ครูแนท เพื่อนบ้านและพี่เลี้ยงคนใหม่ของพวกเรา” สิริมาสบตาพัชริดาแล้วก็ยกมือไหว้ พัชริดาที่กำลังถือแก้วดื่มกาแฟอยู่ก็รีบวางแล้วรับไหว้กลับตามมารยาท จากนั้นสิริมาก็เดินไปที่หลังร้านด้วยท่าทีที่รีบร้อนอย่างบอกไม่ถูก ธนพหันไปสั่งกาแฟดำร้อนใส่มะนาวฝานกับศรัณย์รัชต์ที่ลากเก้าอี้กลมมาจากโต๊ะอื่นมาที่ระหว่างกลางธนพกับพัชริดา ศรัณย์รัชต์จำต้องลุกเพราะหน้าที่ฝานมะนาวต้องเป็นศรัณย์รัชต์เท่านั้น คนอื่นๆ ฝานก็ไม่ถูกใจ และในขณะนั้นเอง มีชายหนุ่มผิวคล้ำแดด รูปร่างสมส่วน สูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร สวมแว่นเรย์แบรนด์สีดำเดินลงจากรถแท็กซี่เดินเข้ามาที่ร้านกาแฟพลอย&แพรว และมุ่งหน้ามาที่โต๊ะที่ธนพกับพัชริดานั่งอยู่ เมื่อมาถึงเป้าหมายก็ทักทายธนพผู้เป็นเพื่อนรักทันที

                “อ้าว! หวัดดีไอ้แอนท์”

                “โยว่! ไอ้แบงค์” ธนพเอ่ยทักทายสิทธิพรด้วยความเป็นกันเอง แล้วหันมาถามพัชริดาว่า “ครูแนท จำนายสิทธิพรสุดกวนโอ้ยได้ไหมครับ”

                “จำได้ดีทีเดียวเลยแหละ นายสิทธิพร ภวัตพงศ์ ชื่อเล่นว่าแบงค์ ครูยังจำได้เลยว่านายแบงค์คนนี้เคยเอาจิ้งจกปลอมใส่หลังหนูแอนท์” พัชริดาเล่าพลางหัวเราะไปด้วย ธนพแกล้งทำหน้างอนใส่ พัชริดาจึงต้องโอ๋และสอนธนพภายในตัว “อย่าไปเครียด อดีตเป็นครู จำเอาไว้” เมื่อฟังคำพูดของพัชริดาแล้วนั้น ธนพยิ้มรับและยกนิ้วโป้งให้กับคำพูดของพัชริดา

                “ไม่ได้เจอกันสิบปี สบายดีหรือเปล่าค่ะ”

                “สบายดีมากๆ เลยครับ” สิทธิพรเอ่ยเสียงระรื่น แล้วก็ถามธนพเรื่องคู่ชีวิต “ไอ้แอนท์...ได้ข่าวว่ามึงแต่งงานแล้วไม่ใช่หรอ”

                “ยังไม่ถึงขั้นแต่งงานเว้ย แค่คบกันในฐานะแฟนเฉยๆ แต่ก็ใกล้จะแต่งงานแล้วแหละ”

                “คนนั้นใช่ป่ะ” สิทธิพรชี้นิ้วชี้ไปที่ศรัณย์รัชต์ ธนพได้แค่ทำเสียงอยู่ในลำคอว่า ‘อืม’ ในขณะที่ศรัณย์รัชต์หันหน้าจ้องตาขวางใส่สิทธิพร ทำให้สิทธิพรรับรู้ถึงความโหดของผู้หญิงคนนี้ สิทธิพรนั่งลงบนเก้าอี้กลมที่อีกโต๊ะหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะของธนพ เพื่อที่จะได้คุยกันยาวๆ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนับสิบปี ระหว่างที่ธนพนั่งจิบกาแฟดำใส่มะนาวฝานกับสิทธิพรนั้น ณัฐวุฒิกับธนัทเดินเข้ามาที่ร้านกาแฟพลอย&แพรว ด้วยกิริยาท่าทางที่ร่างเริงแจ่มใส ธนัทมาเพื่อซื้อเหล้าเบียร์ไปสั่งสรรค์ความสำเร็จที่ณัฐวุฒิกับสุรชัยมีกิจการเป็นของตัวเอง แต่ณัฐวุฒินี่สิ ดันติดตามมาด้วย ระหว่างที่ธนัทกำลังซื้อเบียร์สามขวดที่ร้านพี.เอ.บาร์นั้น ณัฐวุฒิกลับทำท่าลุกลี้ลุกลนเมื่อเจอสิริมาเดินออกมาจากหลังร้าน ธนพเห็นทีก็อดแซวมิได้จึงแกล้งทำเสียงกระแอมใส่ ระหว่างนั้นธนพก็เดินเข้าไปที่ร้านพี.เอ.บาร์เพื่อไปคุยกับน้องชายเรื่องขอไปดูบ้านกับพัชริดาก่อน

                “ไอ้เฟรซ...พวกแกสังสรรค์ไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปดูบ้านหลังใหม่กับครูแนทก่อน”

                “ผู้หญิงคนนั้นที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกับพี่ใช่ป่ะ”

                “อืม...เดี๋ยวฉันจะกลับมาประมาณสองทุ่ม” ธนัทพยักหน้ารับก่อนที่จะถือถุงที่มีขวดเหล้าสามขวดและโซดา เมื่อเห็นณัฐวุฒิไม่ได้ช่วยอะไรจึงตะโกนเรียก

                “ไอ้บาส...แกมาช่วยถือถุงโซดาหน่อยซิ”

                “ใครคนใช้แกมิทราบ” ธนัทจ้องตาขวางเมื่อได้ยินคำพูดของณัฐวุฒิ เมื่อถูกจ้องหน้าณัฐวุฒิจึงทำทีเป็นกุลีกุจอช่วยถือถุงโซดาไว้ที่ตะกร้าหน้ารถจักรยาน เพื่อจะปั่นไปที่ร้านกางเกงยีนส์ของบาสกับบินที่อยู่กลางซอย โดยมีณัฐวุฒิซ้อนท้ายไปด้วย เมื่อธนัทกับณัฐวุฒิไปแล้ว ธนพจึงไปบอกศรัณย์รัชต์ผู้เป็นแฟนที่จะแต่งงานด้วยเร็วๆ นี้ว่าจะขอไปดูบ้านหลังย่อมให้กับพัชริดา

                “แฟนจ๋า...เดี๋ยวขอไปดูบ้านจัดสรรกับคุณครูแนทก่อนนะ”

                ศรัณย์รัชต์ยิ้มพยักหน้าแล้วบอกว่า “ไปเลยจ๊ะ...เดี๋ยวหนูดูแลร้านเอง”

                “ไปกันเถอะครับ...ครูแนท” ว่าแล้วธนพก็ผายมือข้างซ้ายให้พัชริดาเดินนำไปก่อน ส่วนตัวเองนั้นก็เดินตามหลังครูสาวพราวเสน่ห์คนนี้ไปตามระเบียบ และเมื่อเดินผ่านศรัณย์รัชต์ก็กระพริบตาข้างขวา แต่ศรัณย์รัชต์กลับทำทีเป็นไม่สน ทำเป็นเมินหน้าใส่โดยที่ไม่ให้ชายหนุ่มรู้ สิทธิพรที่เห็นว่าธนพออกไปแล้ว ด้วยความที่อยากคุยกับพัชริดาจึงเดินตามต้อยๆ ไป เมื่อทุกคนออกไปจากร้านหมดแล้ว ศรัณย์รัชต์ทำสีหน้าปกติ ทิพวรรณเห็นแล้วถึงกับถามทันที

                “แกนี่เหมาะมาก...เหมาะกับการเป็นนางมารร้ายมาก ฉันยกนิ้วให้แกเลย ยัยแพรว” พูดจบก็ยกนิ้วโป้งทั้งสองช้างเพื่อชื่นชมศรัณย์รัชต์ ส่วนสิริมาที่เดินออกมาจากหลังร้านก็มาถามศรัณย์รัชต์ถึงผู้หญิงที่เพิ่งเดินออกไปกับธนพ

                “ผู้หญิงที่นั่งกับไอ้แอนท์มันเป็นใครวะ”

                “เขาชื่อแนท เอ้ย! ไม่ใช่สิ ครูแนท เคยติวเตอร์พี่แอนท์ตอนสมัยเข้าเรียนมหา’ลัยใหม่ๆ รวยมากเชียวนะ” สิริมาทำตาวาวโรจน์เมื่อได้ยินศรัณย์รัชต์พูดต่ออีกว่า “เขาทำโรงบ่มไวน์องุ่นที่โคราช องุ่นมาจากไร่ของพี่แอนท์ที่จังหวัดน่านด้วย”

                “รวยขนาดนั้นเชียว” สิริมาทวนถามผู้เป็นน้องสาวอีกครั้ง ศรัณย์พยักหน้าตอบเพราะขี้เกียจพูดถึงผู้หญิงคนนั้น คนที่ทำให้หล่อนหน้าแตกแบบละเอียดยิบชนิดที่ว่ากวาดใส่ที่ตักผงเพื่อนำไปทิ้งไปทัน

 

                ที่ร้านกางเกงยีนส์เปิดใหม่ของบาสกับบิน

                เวลา 20.30 นาฬิกา

                ยิ่งดึกงานสังสรรค์ฉลองร้านกางเกงยีนส์เปิดใหม่ย่านกลางซอยหมู่บ้านของบาสกับบินยิ่งสนุกขึ้น มีการร้องเพลงคาราโอเกะกันอย่างสนุกสนาน เพลงที่นำมาร้องก็เป็นเพลงฝรั่งบ้าง เพลงแดนซ์บ้าง เพลงใหม่ล่าสุดบ้าง ทุกคนสนุกสนานกับการเลี้ยงฉลองโดยเฉพาะณัฐวุฒิกับสุรชัยที่แอบหิ้วสาวทรงอึ๋มมาจากไหนก็ไม่รู้มาร่วมงานปาร์ตี้ฉลองด้วย เมื่อหัวเรือใหญ่อย่างธนพที่กลับมาจากดูบ้านหลังใหม่ให้กับพัชริดาแล้ว ทุกคนต่างก็ดีใจมากที่หัวเรือใหญ่ของงานมา

                “เฮ้! สนุกกันมั้ยทุกคน” ธนพในฐานะหัวเรือใหญ่ของงานนี้ก็ถามทุกคนที่กำลังสนุกสนานกันอยู่

                “สนุกและคุ้มคากับการรอคอย” ณัฐวุฒิเดินมาพร้อมกับถือแก้วเหล้าและโอบไหล่สาวมาหาธนพ แล้วก็พูดต่อว่า “กว่าจะหาเซ้งห้องได้ แถวนี้หาโคตรยากเลย แต่ก็มีแกช่วยนี่แหละไอ้แอนท์”

                “ไอ้บาส เดี๋ยวชงเหล้าให้พี่ด้วยนะ” ธนพเอ่ยเสียงเรียบแล้วทำสีหน้ายิ้มแย้มให้กับสาวทรงอึ๋มที่ยืนคู่กับบาส

                “อยากดื่มก็ชงเองซิครับ ไอ้พี่แอนท์” ณัฐวุฒิเอ่ยเสียงแข็ง

                “พ่อเจ้าโว้ย แม่เจ้าโว้ย ข้ารู้สึกคันปากอยากจะบอกความลับอะไรบางอย่าง” ณัฐวุฒิที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าธนพนั้นไปรู้ความลับว่าณัฐวุฒิแอบคบสิริมา เมื่อธนัทกับสุรชัยได้ยินธนพพูดก็วิ่งปรี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ณัฐวุฒิที่กลัวว่าธนพจะพูดความลับของตนก็ทำทีประจบโดยการนวดบ่าให้กับเพื่อนรุ่นพี่ แล้วกุลีกุจอไปชงเหล้าให้เพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพรัก

                “มาแล้วครับ พี่ข้อศอกหมา” ณัฐวุฒิพูดแล้วหัวเราะร่วนออกมา ธนัทที่ขวางคำพูดของณัฐวุฒิก็ทะลุกลางปล้อง

                “ถ้าพี่กูเป็นข้อศอกหมา งั้นมึงก็คงเป็นแค่หน้าหมาเบ่งเยี่ยวรดกำแพงสิมั้งครับคุณพี่บาส”

                “เดี๋ยวเถอะ...ไอ...ไอ...ไอแมลงสาบที่ราบสูง”

                “ไอข้อศอกหมา”

                “ไอโคตรไอ้เหี้ยม”

                “ไอ้ปลวกดิ้นได้” ทั้งคู่งัดคำด่าที่ผุดขึ้นมาในหัวสมองมาประชันกัน ธนพที่เป็นตัวชนวนเพราะถูกณัฐวุฒิด่าเป็นคนแรกก็สั่งให้หยุด ทั้งคู่ก็หยุดแต่โดยดี จากนั้นแก๊งชายสุดซ่าส์ที่เต็มเปี่ยมได้ด้วยเสน่ห์แห่งความเจ้าชู้ที่แตกต่างกันไป สังสรรค์กันอย่างสนุกสนานครึกครื้น ทั้งดื่มเหล้าและเต้นกับสาวทรงอึ๋มที่ณัฐวุฒิกับสุรชัยไปหิ้วมาจากไหนก็ไม่รู้ โดยงานนี้ธนพให้คำมั่นกับทุกคนว่า ‘ไม่เมา...ไม่เลิก’

                รุ่งเช้าวันใหม่ ณัฐวุฒิเดินควงแขนมากับสิริมา ณัฐวุฒิสวมใส่เสื้อโปโลกางเกงยีนส์ที่เคยใส่เมื่อวาน และรู้สึกตัวที่บ้านของสิริมา ทั้งสองเดินควงแขนไปตามถนนหมู่บ้านเริงตะวันที่สองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยต้นสนและต้นไม้ต่างๆ นานาชนิด โดยที่ไม่รู้ว่ามีชายหนุ่มสองคนร่างสูงและร่างเตี้ยนั้นแอบสะกดรอยตามกันมาติดๆ เมื่อทั้งสองรู้ตัวว่ามีคนแอบสะกดรอยตาม เพราะเห็นเงาที่แสงแดดสะท้อนลงพื้น จึงหันขวับไปทันที และรู้ว่าคนที่แอบสะกดรอยตามนั้นคือสองพี่น้อง ธนพ เพื่อนรุ่นพี่สุดขรึมและรั่วไปในคราวเดียวกัน และ ธนัท น้องชายเพื่อนรุ่นพี่จอมปากโป้ง เพราะกลัวว่าธนัทจะปากโป้งไปบอกกับสุรชัย จึงขอร้องให้ธนัทไม่ให้บอกเรื่องนี้ให้สุรชัยรู้ด้วยน้ำเสียงรนราน

                “ไอ้เฟรซ...กูขอร้อง อย่าบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้นะ โดยเฉพาะไอ้บิน” ธนัทได้แค่เอ่ยเสียงในลำคอว่า ‘อืม’ แล้วก็สาบานต่อหน้าณัฐวุฒิที่ยืนจับมือกับสิริมาว่า

                “ข้าพเจ้า นายธนัท วิจิตรกุล จะไม่นำเรื่องนี้ไปบอก นายสุรชัย กัญจนวรศักดิ์ ครับผม” ในขณะเดียวกันธนพก็ร่วมสาบานด้วยอีกคน

                “ข้าพเจ้า นายธนพ วิจิตรกุล จะไม่นำเรื่องนี้ไปบอก นายสุรชัย กัญจนวรศักดิ์ ครับผม”

                “ดีมาก...ที่เห็นแก่เด็กผู้หญิงผมสั้น ตาดำๆ อย่าพลอย” สิริมาพูดกับธนัทหลังจากที่สาบานเสร็จ

                “ดีมาก...ไอ้แว่น / ไอ้เตี้ย” ณัฐวุฒิลอยหน้าลอยตาพูด

                “แหม...ได้ทีนี่หลอกด่ากันชัดๆ เลยนะ ไอ้บาส” ธนพคาดโทษกับณัฐวุฒิ ณัฐวุฒิกับสิริมาสีหน้าเขินอย่างเห็นได้ชัด สองพี่น้องถึงกับอึ้งและไม่เชื่อในสายตาของตัวเองว่า เด็กหนุ่มอีสานรูปร่างอ้วนท้วมสมส่วน ผิวคล้ำ ปากหนานิดหน่อย บุคลิกมาดกวน และในหัวมีแต่เรื่องชั่วๆ อย่างณัฐวุฒิจะหลงรักผู้หญิงห้าวและบ้าบิ่นอย่างหัวหน้าแก๊งหญิงสุดซ่าส์อย่างสิริมาได้ ชายหนุ่มทั้งสองถึงกับอุทานออกมาว่า

                “เป็นไปได้!”