ดร.ลีออน - วาสนา เคนแมน คู่แท้ยืนยง ๕ ทศวรรษแห่งการครองเรือน

สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

Pearly shells, from the ocean,

from the ocean,

Shining in the sun, shining in the sun,

Covering the shore, covering the shore,

 

When I see them,

When I see them,

My heart tells me I love you

More than all those little pearly shells,

More than all those little pearly shells.

บทเพลงไพเราะหวานพลิ้วเหมาะกับการเต้นรำแบบฮาวาย ที่ยกมาเพียงบางท่อนนี้ นอกจากเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาอันโรแมนติคแล้ว ยังเป็นเพลงที่มีความหมายของการเริ่มต้นความรักในวัยหนุ่มสาวระหว่าง ศาสตราจารย์ ดร.ลีออน เคนแมน หรือนิคเนมแบบไทยๆว่า 'สิงห์' และ ศาสตราจารย์วาสนา ชลศึกษ์ เคนแมน นักประพันธ์นวนิยายนามปากกา 'นายา' หรือคอลัมนิสต์สอนภาษาอังกฤษ ในชื่อ 'อาจารย์ Wanda' ทั้งคู่พบรักกันในเมืองไทย ขณะที่เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อาจารย์วาสนาบอกเล่าถึงบทเพลงแห่งการเริ่มต้นความรักของเธอกับสามีชาวอเมริกันว่า

"สิงห์เป็นคนชอบฟังดนตรีคลาสสิค เขาเก่งมากในการบอกชื่อดนตรีคลาสสิคส่วนมากได้ทันทีที่ได้ยิน และเวลาขับรถท่องเที่ยวไปด้วยกัน เราจะเปิดช่องดนตรีคลาสสิคฟัง คนโปรดของเขาคือ โมสาร์ท วากเนอร์ เบโธเฟน แต่เมื่อตอนหนุ่มๆ เนื่องจากสิงห์ไปเทรนนิ่งกับ Peace Corps ที่เมืองฮาวายมาหนึ่งเดือน ก่อนที่จะมาสอนหนังสืออยู่ด้วยกันที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ เขาจำบทเพลงที่พวกอาสาสมัครเคยหัดร้องกันที่ฮาวายได้ ก็พยายามมาร้องให้ดิฉันฟังด้วย แถมยังจดเนื้อให้อีกต่างหาก เพลงนี้ก็เลยเป็นเพลงเริ่มต้นความเป็นเพื่อนของเราเมื่อตอนหนุ่มสาว ซึ่งต่อมากลายเป็นเรื่องจริงจัง"

และเป็นเรื่องของพรหมลิขิตจัดสรรด้วยก็ว่าได้ อย่างที่แฟนๆผู้อ่านส่วนใหญ่ทราบประวัติของศาสตราจารย์วาสนา ชลศึกษ์ เคนแมน กันเป็นอย่างดีแล้ว คือเมื่อจบปริญญาตรีสองสาขา คืออักษรศาสตร์ และมาต่อครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เธอก็สอบได้ทุนฟุลไบร์ทไปศึกษาต่อปริญญาโท สาขาภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงนั้นศาสตราจารย์ ดร.ลีออน มาเทคคอร์สเรียนภาษารัสเซียที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียด้วย

"แต่ว่าครั้งนั้นดิฉันกับสิงห์ยังไม่ได้พบกัน เหมือนว่าอยู่กันคนละหัวมุม เพราะสิงห์เขามาเรียนเพียงซัมเมอร์เดียว ประมาณ ๓ เดือน

ตอนหลังพอเรารู้จักกันแล้ว เขาถึงมาเล่าให้ฟังว่าช่วงที่มาเรียนภาษารัสเซียนั้น เขาพักอยู่ที่ International House ส่วนตอนนั้นดิฉันอยู่หอพักอีกแห่งหนึ่ง จึงยังไม่พบกัน ไม่รู้จักกัน

ทีนี้พอดิฉันเรียนจบปริญญาโท สาขาวิชาภาษาอังกฤษ กลับมาเมืองไทย อาจารย์คุณหญิงนพคุณ ทองใหญ่ ท่านมอบหมายให้ดิฉันเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ต่อมาอาจารย์หม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุลขอให้ดิฉันสอนคำประพันธ์ไทยด้วย เพราะว่าตอนที่ยังเป็นนิสิต ดิฉันเคยเขียนโคลงกลอนลงนิตยสารศรีสัปดาห์ และตอนเป็นอาจารย์แล้ว ได้รับเลือกให้แสดงสักวาสด คู่กับหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช หน้าพระที่นั่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ"

ศาสตราจารย์วาสนา ชลศึกษ์ เคนแมน เป็นอาจารย์จุฬาฯอยู่ ๔ ปี จึงได้พบกับสามี ในราวๆพ.ศ.๒๕๐๗ ตราบจนกระทั่งกลายเป็นรักข้ามขอบฟ้า

"เพราะเขาเลือกมาสอนภาษาอังกฤษที่เมืองไทย นี่อาจจะเป็นโชคชะตาให้เราได้พบกันและรู้จักกัน สิงห์เขาเขียนจดหมายสมัครงานมา อาจารย์คุณหญิงนพคุณ ทองใหญ่ ท่านตัดสินใจรับสิงห์เป็นอาจารย์ในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ครั้งแรกๆดิฉันไม่ชอบเขาเลย เป็นเหตุผลทั่วๆไปที่เราไม่ชอบชาวต่างชาติ อีกประการหนึ่ง เวลานั้นมีสงครามเวียดนาม ซึ่งเราเห็นว่าฝรั่งต่างชาติโดยเฉพาะอเมริกามาใช้ประเทศไทยเพื่อการพักผ่อนและบันเทิง ดิฉันจึงมีความรู้สึกต่อต้านคนต่างชาติในตอนนั้น

แต่สิงห์เป็นผู้ชายที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสติปัญญามากกว่าความสวยงามที่เป็นเพียงเปลือกนอก เขาจึงชอบใส่เสื้อผ้ายับ ไม่รีด รองเท้าที่ใส่ก็เปิดปากอ้า ขี่มอเตอร์ไซค์มาสอนหนังสือ แต่เมื่อต้องพบหน้ากันทุกวัน เขาก็ชอบเข้ามาพูดคุยด้วย อยู่มาวันดีคืนดีเอ่ยปากชวนดิฉันไปทานข้าวมื้อเย็นด้วยกัน ครั้งแรกที่ชวน ดิฉันปฏิเสธบอกว่าไม่ได้ หลังจากนั้นอีก ๑ เดือนต่อมา เขาก็มาชวนทานข้าวเย็นอีก คราวนี้ดิฉันจึงตอบรับ แต่ขอพาเพื่อนไปด้วย และอีกสองสามครั้งต่อมา เราก็มีโอกาสไปทานข้าวมื้อเย็นด้วยกันอีกโดยมีเพื่อนหญิงอีกหนึ่งคนร่วมโต๊ะอาหารด้วยทุกครั้ง"

เธอรำลึกความหลัง ใบหน้าอมยิ้มเบิกบาน

"จำได้ครั้งหนึ่งดิฉันต้องพาขบวนลูกศิษย์นั่งรถบัสออกไปทัศนศึกษานอกสถานที่ ซึ่งดิฉันไม่ได้บอกให้สิงห์ทราบ แต่เขาไปทราบมาจากไหนไม่รู้ เขาก็ขี่จักรยานตามรถบัสของดิฉันโดยที่สวมเสื้อเชิ้ตไม่ติดกระดุม ทำให้เวลาปั่นจักรยานโต้ลม สาบเสื้อก็เปิด ลูกศิษย์ของดิฉัน ๒-๓ คน เห็นเข้า จึงตะโกนว่า Mr. Kenman naked. Naked. (หัวเราะ) ในเวลานั้นดิฉันรู้สึกอับอายมากๆ เพราะฉะนั้นทำให้ยิ่งไม่ชอบเขา

ขณะเดียวกันเขาก็ไปบอกกับเพื่อนชาวอเมริกันว่าการจีบผู้หญิงไทยเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก และถึงแม้จะน่ารำคาญแต่ก็มีความน่าสนใจด้วย เขาบอกว่าการที่เขาชอบดิฉัน เขาก็แสดงออกอย่างเปิดเผย ไม่ปิดบัง เป็นรักอย่างมีสติที่เกิดจากจิตใต้สำนึก"

หลังจากนั้นอาจารย์หนุ่มชาวต่างชาติและอาจารย์วาสนา ชลศึกษ์ ซึ่งมีความเป็นสตรีไทยทุกกระเบียดนิ้ว ได้มีโอกาสพบปะสนทนากันอีกหลายครั้ง ทำให้ทั้งสองต่างทำความรู้จักนิสัยใจคอกันมากยิ่งขึ้น

"สิงห์ระบายความรู้สึกให้ดิฉันฟังว่าเขาไม่ค่อยมีความสุขนักในครอบครัว ทำให้เขาอยากใช้ชีวิตอยู่ไกลบ้าน ดิฉันก็รู้สึกสงสารเขาอยู่เหมือนกัน แล้วก็ค่อยๆเห็นว่าชายต่างชาติคนนี้เป็นคนดี จากการได้ฟังทัศนคติต่างๆของเขา เพียงแต่บุคลิกภาพภายนอกเท่านั้นที่เราไม่ชอบ มันเป็นเพียงเกราะที่บังเขาอยู่เท่านั้น แต่โดยนิสัยทั่วไป สิงห์เป็นคนที่ไม่สนใจอะไรเพียงเปลือกนอก เขาไม่สนใจรูปร่างหน้าตาหรือกายภาพภายนอก ซึ่งตรงกันข้ามกับนิสัยคนไทยทั่วๆไปที่มักสนใจเปลือกนอกมากกว่าเนื้อในตน

เวลานั้นความรู้สึกของดิฉันก็ต่อสู้กันอยู่ข้างใน คือด้านหนึ่งเขาเป็นคนที่มีความคิดดีๆกับชีวิตและผู้คนอื่นๆ ส่วนอีกด้านเรื่องการแต่งกายของเขา หรือบุคลิกภาพภายนอกของเขา ได้ทำให้ดิฉันรู้สึกโกรธบ้าง อายบ้าง ความรู้สึกทั้งสองด้านนี้มันต่อสู้กันอยู่ในใจ เขาเองก็มานั่งรอดิฉันที่บันไดตึกของคณะอักษรศาสตร์ทุกเช้า"

ศาสตราจารย์วาสนาบอกเล่าอีกว่า สามีของเธอเป็นคนรักอิสระ ชอบสันโดษ ในวัยหนุ่มเขามีเพื่อนไม่มากนัก แต่ก็ไม่เหงา เพราะชอบเดินทางท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆ

และคงจะเป็นโชคชะตาแห่งชีวิตและความรักที่แผลงศรให้เธอกับเขาต้องหลอมรวมหัวใจเป็นดวงเดียวกัน

"ประกอบกับว่าสังคมยุคนั้นเราจะมาคบกัน ดูใจกันนานๆร่วมหลายๆปี เป็นไปไม่ได้ พอดิฉันออกไปดินเนอร์กับสิงห์เพียงห้าครั้ง แม้จะมีเพื่อนหรือลูกชายเล็กๆของคนรับใช้ที่บ้านไปด้วย ผู้คนก็เริ่มถามแล้วว่าอาจารย์วาสนาเมื่อไหร่จะแต่งงาน? พอดีกับว่าสิงห์ต้องย้ายถิ่น ไปสอนภาษาอังกฤษให้โครงการยูเสด--USAID ที่ประเทศลาว เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงต้องตัดสินใจว่าจะไปใช้ชีวิตคู่สามีภรรยากับเขาหรือไม่

สมัยนั้นไม่มีใครคาดฝันว่าดิฉันจะตัดสินใจแต่งงานกับฝรั่ง อาจารย์คุณหญิงนพคุณ ทองใหญ่เรียกดิฉันไปพบ และพุดคุยถึงสองชั่วโมงเกี่ยวกับเรื่องการตัดสินใจของดิฉันที่จะแต่งงานกับอาจารย์ลีออน ซึ่งตอนนั้นมีการประกาศหมั้นกันแล้ว โดยเขาไปสู่ขอดิฉันกับคุณพ่อ สิงห์กับคุณพ่อก็เข้ากันได้ดีมาก

ส่วนอาจารย์คุณหญิงนพคุณท่านบอกว่าเสียดายเหลือเกินที่ Mr. Kenman จะพาอาจารย์วาสนาไปจากประเทศไทย อาจารย์คุณหญิงนพคุณท่านแนะให้ดิฉันคิดให้ดีๆ เพราะว่าท่านมีความเป็นห่วงในตัวดิฉันมาก

แรกที่ตัดสินใจแต่งงานกับสามี ดิฉันเองก็ไม่ทราบว่าตนเองเป็นที่รักและห่วงใยของบรรดาเพื่อนๆและครูบาอาจารย์ เพราะหลายคนคัดค้านกันมาก

ต้องพูดตามความจริงว่าดิฉันกับสิงห์ เราคบหากันเพียง ๙ เดือน แล้วจึงหมั้นหมายเพื่อเข้าสู่พิธีแต่งงาน ถือว่าเป็นเรื่องที่รวดเร็วมากๆสำหรับยุคสมัยนั้น เนื่องจากเป็นการผลักดันของสังคมแวดล้อมด้วย เพราะว่าดิฉันไปดินเนอร์กับเขาหลายครั้ง แม้จะมีเพื่อนคนอื่นร่วมโต๊ะ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะควรเท่าไรนัก นอกเสียจากว่าเราต้องไปเป็นกลุ่ม จึงจะพ้นข้อครหา ทีนี้พอมีผู้คนมาถามอยู่เสมอว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ดิฉันก็เลยรู้สึกว่าเราควรแต่งงาน ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติธรรมดา ก็คงจะยังรอต่อไป ศึกษากันและกันต่อไป แต่เนื่องจากมีสองสาเหตุเข้ามาให้ต้องตัดสินใจ คือสังคมผลักดัน และเขาจะต้องรีบเดินทางไปสอนหนังสือที่ประเทศลาว"

อาจารย์วาสนาเผยถึงความในใจ ณ เวลานั้น

"คล้ายๆว่าดิฉันชอบเขาอยู่เงียบๆ เพียงแต่ไม่รู้ตัว เมื่อทราบข่าวว่าเขาจะต้องย้ายถิ่นไปพำนักที่ลาว เราก็ต้องตัดสินใจว่าจะแต่งงานใช้ชีวิตคู่อยู่กับเขา หรือว่าปล่อยเขาไปจากชีวิตของเรา

ค่านิยมสมัยนั้นหากว่าต้องการรักษาชื่อเสียงในความเป็นกุลสตรีไทย เราก็ควรต้องเข้าพิธีแต่งงานกับเขา หรืออาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งซ่อนอยู่ในใจลึกๆ คือรู้สึกว้าเหว่มาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่ดิฉันยังเป็นเด็กเล็กมาก ยังไม่รู้ความเท่าไรนัก ประกอบกับว่าดิฉันเป็นลูกคนกลางด้วย สมัยเด็กๆจึงชอบปีนขึ้นไปบนต้นชมพู่แล้วร้องเพลงคนเดียว

บรรดาลูกศิษย์คณะอักษรศาสตร์ พอรู้ข่าวการตัดสินใจแต่งงานของดิฉัน ต่างร้องไห้ด้วยความเสียดาย ดิฉันเองโชคดีที่เป็นที่รักของลูกศิษย์ ดิฉันก็รักลูกศิษย์เช่นกัน ลูกศิษย์ได้นำช่อดอกไม้แสดงความยินดีมามอบให้ด้วย และเป็นการปลอบใจดิฉันด้วยที่ต้องจากประเทศไทยไป"

ศาสตราจารย์วาสนา ชลศึกษ์ และ ศาสตราจารย์ ดร.ลีออน เคนแมน ได้จัดพิธีมงคลสมรสกันที่หอประชุมใหญ่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วจากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังประเทศลาว

"อีก ๑ ปีต่อมาดิฉันก็คลอดลูกคนแรก สิงห์เขาเป็นผู้นำครอบครัว เป็นคนวางแผนชีวิตสำหรับเราสองคน พอใกล้คลอด เขาก็ให้ดิฉันบินมาอยู่กับคุณพ่อที่เมืองไทย เพื่อที่จะเตรียมตัวคลอดในเมืองไทย เขาเป็นห่วงดิฉันมากจึงไม่อยากให้คลอดที่ลาว

เมื่อคลอดลูกชายคนแรกแล้ว วันนั้นเขาตื่นเต้นมาก เขาเป็นคนที่รักครอบครัวมาก รีบนั่งเครื่องบินจากลาวมาที่ไทยเลย และตรงไปที่โรงพยาบาล ตอนนั้นห้องเด็กไม่มีนางพยาบาลเฝ้าอยู่สักคนเดียว สิงห์ก็จัดแจงไปบอกนางพยาบาลว่า ห้องเด็กไม่มีใครเฝ้า เดี๋ยวมีใครมาขโมยลูกผมไป (หัวเราะ)

พอเดนิสลูกชายคนแรก อายุ ๑ ขวบ เราก็กลับไปอเมริกาด้วยกัน เพราะสิงห์ต้องไปทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทด้านภาษาศาสตร์ต่อให้จบที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล เมืองอิทาคา ในรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ดิฉันก็สมัครเข้าทำงานที่หอสมุดของมหาวิทยาลัยคอร์แนล ต่อมาเขาได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสแห่งเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ส่วนดิฉันจึงถือโอกาสเรียนปริญญาโทอีกสาขาหนึ่ง คือสาขามานุษยวิทยาที่นั่นด้วย เพราะว่าปริญญาโทสาขาภาษาอังกฤษ แม้จะจบจากมหาวิทยาลัยชั้นเยี่ยมของอเมริกาอย่างมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในฐานะที่เราเป็นคนต่างชาติ ก็ไม่สามารถหางานทำในอเมริกาได้ง่ายนัก เพราะฉะนั้น ภายใน ๓ ปีนั้น เมื่อสิงห์ได้รับปริญญาเอกด้านภาษาศาสตร์ ดิฉันก็ได้รับปริญญาโทสาขาที่สองด้วย พร้อมกันนั้นก็คลอดลูกสาวคนที่สอง 'Naya' (หัวเราะ) ซึ่งขณะนั้นดิฉันกำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับมานุษยวิทยา"

เธอเล่าว่า เวลาช่วงนั้นต้องรับผิดชอบชีวิตหลายด้านด้วยกัน แต่ก็รู้สึกว่าเป็นชีวิตที่ตื่นเต้นดี และมีความภูมิใจในตัวเองว่าสามารถจัดการชีวิตได้ทุกด้าน ข้อนี้ 'อาจารย์สิงห์' คู่ครองชิดใกล้ ก็ได้ยืนยันด้วยคำพูดว่า ภรรยาของเขาเป็นคนที่ทำอะไรทำจริง ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาหรือด้านการทำงาน ศาสตราจารย์วาสนาเป็นผู้หญิงไทยที่เข้มแข็งและจริงจังในการดำเนินชีวิต

"เคล็ดลับก็คือ ต้องต่อสู้ค่ะ เหตุว่าดิฉันเป็นคนที่รักการศึกษา รักการเรียน ใช้การเรียนเป็นการเอาชนะใจคน เมื่อต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา หากไม่มีหน้าที่การงานให้ทำ หรือว่าไม่ศึกษาต่อ เป็นแค่เพียงแม่บ้านแม่เรือน เลี้ยงลูกไปวันๆ ดิฉันจะรู้สึกเหมือนเราเป็นพลเมืองชั้นสองของเขา ชาวอเมริกันเขาอาจดูถูกเราได้

ชาวอเมริกันบางคนบอกดิฉันว่า คุณเป็นภรรยาของดร.เคนแมน You are so sweet. ซึ่งประโยคนี้แปลได้สองความหมาย จะแปลว่าน่ารักอ่อนหวานก็ได้ หรือจะแปลว่าเป็นคนโง่ก็ได้ เมื่อดิฉันคิดมากอย่างนั้น จึงจำเป็นต้องเรียนปริญญาโทอีกหนึ่งใบ และก็โชคดีที่ดิฉันตัดสินใจอย่างนั้น เพราะปริญญาตรีจากเมืองไทยสองใบกับปริญญาโทจากอเมริกาสองใบกับการเคยเป็นนักศึกษาทุนฟุลไบรท์นี้เองที่ภายหลังช่วยให้ดิฉันได้รับเลื่อนตำแหน่งจากผู้ช่วยศาสตราจารย์มาเป็นรองศาสตราจารย์และเป็นศาสตราจารย์ได้รวดเร็ว

แต่ในปีแรกๆของชีวิตในอเมริกา ดิฉันต้องอดทนต่อการเป็นพลเมืองชั้นสองของดิฉันมาก ครั้งหนึ่ง ดิฉันเคยร่วมรับประทานอาหารในงานเลี้ยงค็อกเทลปาร์ตี้ ก็จะมีผู้ร่วมวงพูดคุยซึ่งเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยระดับศาสตราจารย์แบบเดียวกับสิงห์ ศาสตราจารย์เหล่านั้นเขาจะสนทนากันถึงนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกาและอังกฤษ

นักเขียนที่พวกเขาพูดถึง บางคนเราก็รู้จัก บางคนก็ไม่รู้จัก แต่บรรดาอาจารย์ผู้ร่วมวงสนทนากันอยู่ขณะนั้น พวกเขาไม่มองดิฉันเลย หากบางช่วงที่มอง เขาก็จะพูดขึ้นว่า Thailand is so amazing. So beautiful. และพูดต่อว่า What is that area Patpong? ดิฉันซึ่งเป็นคนคิดลึกอยู่แล้ว เมื่อได้ยินแบบนี้ก็เกิดความรู้สึกต่อสู้ขึ้นมาในใจ จึงใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการเอาชนะใจคนเพื่อให้เขาเกิดการยอมรับในคุณภาพและสติปัญญาของเรา ไม่ใช่แค่ว่าให้เราเป็นผู้หญิงไทยที่น่ารักอ่อนหวาน แต่เราต้องมีสมองด้วย

พอดิฉันได้รับปริญญาโทด้านมานุษยวิทยาอีกใบหนึ่ง ไปสมัครงานสอนหนังสือด้วยตัวเองที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าเขารับดิฉันทันทีที่ได้สัมภาษณ์โต้ตอบกัน

เวลาปฏิบัติงานดิฉันจะเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเราต้องทำงานหนักกว่าคนอเมริกันและต้องทำงานให้ดีที่สุด ในเรื่องงานการสอนมานุษยวิทยา สังคมวิทยา และภาษาอังกฤษให้แก่ลูกศิษย์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนอเมริกัน ขณะที่ดิฉันเป็นคนเอเชีย แต่ต้องมาสอนภาษาอังกฤษให้แก่พวกเขา การงานตรงนี้ดิฉันก็ฝ่าฟันจนสำเร็จ เรียกว่าดิฉันต้องคิดต้องทำให้มากกว่าอาจารย์ชาวอเมริกันคนอื่นๆ"

การไปใช้ชีวิตในต่างประเทศคงไม่ใช่เรื่องง่ายดายนักสำหรับผู้หญิงไทยในยุค ๕๐ ปีก่อน

"ทั้งเหน็ดเหนื่อยและต้องต่อสู้มากค่ะ แต่ดิฉันก็โชคดีที่สามีเป็นผู้ชายรักครอบครัว พอเลิกจากงานสอนหนังสือ กลับมาจากมหาวิทยาลัย เขาก็ช่วยดูแลลูก พาลูกออกไปเดินเที่ยวบ้าง ส่วนดิฉันขณะที่เรียนต่อด้วยและต้องเลี้ยงลูกด้วย บางเวลาก็จะแลกเปลี่ยนกับเพื่อนผู้หญิงที่มีลูกเล็กๆเหมือนกัน โดยการแลกกันเลี้ยงลูก ถ้าดิฉันต้องไปเข้าเรียน เพื่อนก็ดูแลลูกให้ หรือเวลาที่เพื่อนต้องไปเรียน ดิฉันก็ไปเลี้ยงลูกให้เขา ผลัดกันแบบนี้ จนเรากลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ดิฉันมีเพื่อนสนิทผู้หญิงชาวอเมริกันสามคนที่เราเคยแลกเปลี่ยนการดูแลลูกเล็กๆให้กันและกันเมื่อสมัยอดีต จนยังสนิทกันถึงเดี๋ยวนี้ เรียกว่าเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิทที่คบหากันมายาวนานกว่า ๔๐ ปี

สำหรับสิงห์ แรกๆเขาก็ให้ดิฉันเป็นแม่บ้านแม่เรือนเต็มตัว คือหุงหาอาหาร ออกไปจ่ายกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน ดูแลความเรียบร้อยต่างๆภายในบ้าน และเลี้ยงลูกด้วย แต่ตอนหลังความที่เขาเป็นคนรักครอบครัว ก็ช่วยแบ่งเบาภาระไปบ้าง เช่น ช่วยออกไปจ่ายกับข้าวให้ ช่วยเลี้ยงลูกให้ในเวลาที่เขาว่างจากการทำงาน"

ครั้นย้อนมองกลับไปในอดีต ระหว่างความเป็นคู่สามีภรรยาที่ต่างกันด้านเชื้อชาติ ก็มิได้เกิดอุปสรรคต่อการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูบุตรธิดาสองคน

"รู้สึกว่าไม่มีความยุ่งยากมากนักเรื่องความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ เนื่องจากสิงห์และดิฉันเป็นคนที่เรียกว่า 'liberal' คือใจกว้างทางเรื่องวัฒนธรรม เชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ฯลฯ คล้ายกัน เราต้องการให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีงามของทั้งสองวัฒนธรรม รวมทั้งจากวัฒนธรรมต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา และกำจัดวัฒนธรรมที่เราคิดว่าล้าหลัง ไม่มีประโยชน์ หรือเป็นอคติ ออกไปจากครอบครัวเรา

สิงห์เขาชอบพุทธศาสนาในด้านที่เป็นพระพุทธพระธรรมล้วนๆ ไม่มีการเชื่อถือโชคลางเข้ามาปน ลูกทั้งสองคนของเราก็ยึดถือเช่นนั้น

ดิฉันคิดว่าดิฉันกับสามี เราสองคนเป็นส่วนประกอบของกันและกันซึ่งทำให้เกิดเป็นความสมดุลและศักยภาพที่สมบูรณ์ คือสิงห์เขาจะเป็นห่วงครอบครัวทางด้านร่างกายเป็นส่วนมาก เช่นว่า ใส่เสื้ออุ่นพอหรือยัง ไม่สบายเป็นอะไร ต้องไปหาหมอเดี๋ยวนี้ ฯลฯ ส่วนดิฉันจะดูแลครอบครัวในด้านการกินการอยู่การนอน และดูแลทางด้านอารมณ์ด้วย เช่น ทำไมหน้าเศร้า มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ..."

ยามเหน็ดเหนื่อยก็มอบกำลังใจให้กันและกัน โดยอาจารย์วาสนาบอกกล่าวอย่างเปิดเผย

"สิงห์เป็นคนที่ไม่ปล่อยให้อะไรมากระทบกระเทือนจิตใจ เนื่องจากเขาเป็นคนที่ไม่คิดมาก แต่ดิฉันเป็นคนคิดมาก สามีจึงบอกว่าดิฉันเป็นคนที่มีปัญหาคนเดียว ส่วนตัวเขาไม่มีปัญหาอะไรในชีวิต ก็จริงค่ะ เพราะเขาเหมือนเป็นเสาหินให้เราได้พึ่งพิง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่ยังอยู่ประเทศลาวด้วยกัน เพื่อนข้างบ้านชาวอเมริกันชื่อจูดี้ก็ให้คนรับใช้ของเธอมาตามดิฉันไปช่วยเป็นล่ามให้ระหว่างเธอกับคนใช้ พอเสร็จธุระแล้ว ดิฉันก็เดินออกมาโดยที่จูดี้ไม่เอ่ยคำขอบคุณและไม่เดินออกมาส่งที่หน้าบ้านด้วย ตอนนั้นให้รู้สึกว่าจูดี้ทำเหมือนเราไม่ต่างอะไรกับคนรับใช้ แต่สิงห์ติงว่าดิฉันเป็นคนคิดมาก เพราะฉะนั้นจะต้องพยายามคิดในแง่ที่ดีว่าจูดี้อาจจะเป็นอย่างนี้กับทุกคน ไม่ใช่เป็นเฉพาะดิฉันซึ่งเป็นคนไทยคนเดียวในละแวกนั้น

จิตใจดิฉันตอนนั้นรู้สึกตลอดเวลาว่าเราเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสองของคนอเมริกัน แต่สามีช่วยเป็นหลักคิดให้ดิฉันมาก พอเขาพูดอย่างนั้น ดิฉันก็เริ่มสังเกตว่าจูดี้เป็นอย่างที่สิงห์พูดหรือไม่ จึงได้เห็นว่าจูดี้เป็นอย่างนี้กับทุกคน คือเธอเป็นคนที่ไม่ใส่ใจเรื่องมารยาทกับผู้คนอื่นๆ ทำให้ดิฉันเห็นว่าสามีพูดถูก คือเขาเป็นคนที่ไม่ให้คนใด หรือสิ่งใด มากระทำให้จิตใจเขาหวั่นไหวได้

แล้วก็ต่อมาเวลาที่ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์หวั่นไหวเกี่ยวกับอคติของคนบางคน โดยเฉพาะฝรั่งชาวอเมริกัน ดิฉันก็จะเล่าให้สามีฟัง และก็ได้กำลังใจ ได้เหตุผลข้อคิดจากเขา ในที่สุดดิฉันก็ปรับตัวที่จะใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนสังคมชาวอเมริกันได้ ซึ่งแรกๆปรับตัวไม่ได้เลย เพราะรู้สึกว่าเราเป็นพลเมืองชั้นสองอยู่ตลอดเวลา"

ส่วนในภาคการทำงาน ศาสตราจารย์วาสนายอมรับอย่างภาคภูมิใจว่า

"ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองกับสามี เราเสมอภาคกัน เพราะแรกๆเราได้สอนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน เวลาที่เขาเขียนเอกสารหรือบทความอะไรต่างๆ เขาก็จะให้ดิฉันช่วยอ่านตรวจทานแก้ไข ดิฉันก็เหมือนกัน เวลาที่เขียนบทความหรือเอกสารต่างๆ ดิฉันก็จะให้สามีช่วยอ่านตรวจทานแก้ไข เรื่องนี้เราช่วยเหลือกันได้ดีมาก

แต่สำหรับเรื่องอื่นๆ ดิฉันกับสามีมีอะไรอีกหลายอย่างที่ตรงข้ามกันมาก เพียงแต่เรามาเติมให้อีกฝ่ายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ความจริงก็มีเรื่องปลีกย่อยเล็กๆน้อยๆที่สิงห์ทำให้ดิฉันโกรธเขาบ่อยๆ เช่น เรื่องการแต่งตัว เรื่องการพูดจาที่ตรงไปตรงมาจนบางครั้งเหมือนขวานผ่าซาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆทั้งนั้น"

ตลอดชีวิตการครองเรือนของเธอและสามี จึงกล่าวได้ว่า ไม่เคยมีปัญหาแรงๆต่อกัน มีก็แต่เพียงปัญหาความคิดมากของเธอเองเสียเป็นส่วนใหญ่

"เราไม่เคยมีปัญหาแรงๆต่อกัน จนกระทั่ง ช่วงหนึ่งที่ดิฉันรู้สึกว่าสามีได้ทำความดีให้แก่ดิฉันมากเหลือเกิน คือเมื่อตอนคุณพ่อของดิฉันอายุ ๖๐ ปี ท่านบวชพระห่มผ้าเหลืองแล้วธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ท่านธุดงค์ไปประเทศอินเดีย อังกฤษ ช่วงนั้นดิฉันกับสามีพำนักอยู่ที่ประเทศแคนาดา คุณพ่อท่านก็อยากธุดงค์มาเยี่ยมเยียนเราที่แคนาดาสักประมาณ ๒ สัปดาห์ เมื่อพบกัน คุณพ่อท่านดีใจชมเชยที่เห็นดิฉันเป็นแม่บ้านแม่เรือน

สองสามวันถัดมา สิงห์สังเกตว่าคุณพ่อท่านป่วย เพราะอาเจียนในห้องน้ำ เขาจึงพาคุณพ่อไปหาหมอ ตอนนั้นดิฉันมีลูกเล็กๆสองคนแล้ว ปรากฏว่าคุณหมอตรวจแล้วก็บอกว่าคุณพ่อเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ตับ ดิฉันยังแย้งว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะสองสามวันที่แล้วท่านดูสดใส ร่างกายสุขสมบูรณ์ แต่แพทย์ระบุว่ามะเร็งระยะสุดท้ายที่ตับ อาการจะมาแสดงออกเมื่อคนไข้ใกล้เสียชีวิตเท่านั้น ก่อนหน้านี้จะดูเหมือนเป็นปกติ เหมือนว่าไม่ได้ป่วยไข้ด้วยโรคร้ายแรงอะไร

๑๑ วันต่อมา ร่างกายคุณพ่อผ่ายผอมลงมากจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก พี่ๆน้องๆทางประเทศไทยก็อยากให้พาคุณพ่อกลับบ้าน แต่ดิฉันบอกว่าพาคุณพ่อกลับเมืองไทยไม่ได้แล้ว ถ้าทุกคนมาเห็นสภาพร่างกายคุณพ่อในตอนนี้ก็จะเข้าใจดีว่าท่านอ่อนแอมากๆจนไม่อาจเดินทางไกลได้อีก และทางโรงพยาบาลก็บอกว่าเนื่องจากเราต้องเสียเงินอีกเป็นจำนวนมาก โดยที่คุณพ่อไม่สามารถกลับคืนสภาพมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้อีก ก็ควรจะนำท่านมาที่บ้าน รักษาพยาบาลที่บ้านจะดีกว่า ดิฉันก็พาคุณพ่อมานอนที่บ้าน และจ้างพยาบาลพิเศษคอยดูแลคุณพ่อตั้งแต่เวลา เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ส่วนเวลาหลังจากห้าโมงเย็น ดิฉันกับสามีก็ช่วยกันดูแลปรนนิบัติคุณพ่อ และพี่สาวของดิฉัน (กฤษณา อโศกสิน) ได้บินมาจากเมืองไทย มาช่วยปรนนิบัติดูแลคุณพ่อด้วยกัน

ส่วนสิงห์ พอเลิกงานกลับมาบ้าน เขาจะเข้าห้องคุณพ่อก่อนอื่น เพื่อนำกระโถนของท่านไปเททำความสะอาด เขาช่วยแบ่งเบาดิฉัน เนื่องจากดิฉันมีลูกเล็กๆสองคนที่ต้องเลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิด

พี่สาวดิฉันทั้งที่เศร้าสะเทือนใจกับอาการป่วยวาระสุดท้ายของคุณพ่อ ก็ยังอดชื่นชมสิงห์ไม่ได้ว่า เป็นคนจิตใจดี มีน้ำใจแม้กระทั่งนำกระโถนสิ่งปฏิกูลของคุณพ่อไปเทและทำความสะอาดให้อย่างเรียบร้อย พี่สาวดิฉันบอกว่าแม้แต่ลูกเขยคนไทยก็อาจจะไม่ทำอย่างนี้ แต่สิงห์กลับบอกว่า เขาคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นใครก็ต้องทำอย่างเขา ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร

ในช่วงระหว่างที่ช่วยกันดูแลพยาบาลคุณพ่อ สิงห์ก็ยังพยายามโทรศัพท์ติดต่อไปยังโรงพยาบาลต่างๆว่าจะสามารถเปลี่ยนตับได้อย่างไร แต่เนื่องจากสมัยนั้นเทคโนโลยีทางการแพทย์ไม่ก้าวไกลแบบสมัยนี้ เราจึงหมดหวังที่จะช่วยชีวิตคุณพ่อได้

เพราะฉะนั้น ความดีของเขาที่มีต่อคุณพ่อของดิฉัน ทำให้ดิฉันอภัยให้เขาได้ทุกอย่าง ไม่ว่าเขาจะพูดหรือทำอะไรให้ดิฉันโกรธ พอนึกถึงภาพที่เขาถือกระโถนของคุณพ่อไปเทสิ่งปฏิกูลและทำความสะอาดเรียบร้อย ดิฉันก็จะรู้สึกอภัยให้เขาได้ทุกครั้ง

เสน่ห์ของเขาอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เขาเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน หลายครั้งที่เขาพูดหรือเล่าเรื่องให้เราหัวเราะได้บ่อยๆ ทำให้ลืมเรื่องที่โมโหเขาไปเลย" (หัวเราะ)

ถึงกระนั้นก็ตาม อาจารย์วาสนาได้บอกกล่าวด้วยสีหน้าที่อมยิ้มเรื่อๆ

"สิงห์ไม่ใช่คนโรแมนติค แต่รู้ว่าเขารักดิฉันมาก ไม่ว่าดิฉันจะแต่งตัวอย่างไร จะเปลี่ยนทรงผมหรือไม่ เขาไม่สนใจเปลือกนอกเลย ไม่ว่าดิฉันจะสวย หรือไม่สวย เขาไม่สนใจ เพราะเขารักดิฉันที่ตัวดิฉัน ไม่ใช่รักที่ความสวยงาม และเขาเป็นสามีที่ซื่อสัตย์ต่อดิฉัน ส่วนตัวดิฉันเองก็คิดว่าสิงห์คือสามีที่ดีที่สุด"

ครานี้ 'อาจารย์สิงห์' ฝ่ายสามีผู้เป็นที่รักหนึ่งเดียวของเธอ ได้ช่วยสรุปตอนท้ายการสนทนาว่า

"เราทำอะไรด้วยกันมาหลายอย่าง เราใช้ชีวิตด้วยกัน เรารักกัน จะมีอะไรมากไปกว่านั้นอีก"

ฝ่ายภรรยา ก็กล่าวเสริมพร้อมทั้งแฝงแง่คิดในการครองเรือนด้วยความมั่นคง และงดงามเหลือเกินว่า

"การให้อภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตคู่ ถ้าปราศจากการให้อภัย การแต่งงานระหว่างคู่สามีภรรยาจะอยู่อย่างสุขสมบูรณ์ไม่ได้

ความรัก สามารถเปลี่ยนรูปได้ หมายความว่า ความรักแบบโรแมนติคในวัยคู่ชีวิตแบบหนุ่มสาว เมื่ออยู่ด้วยกันไปนานๆ ความรักจะเปลี่ยนรูปเป็นความภักดี ที่รวมทั้งความรักและความซื่อตรงต่อกัน การให้อภัยกัน ไม่ตัดสินซึ่งกันและกัน อย่างเช่น เขาอาจจะทำบางสิ่งที่เราไม่ชอบ แต่เราสามารถเพิกเฉยได้โดยไม่โกรธ เพราะเราอยู่ด้วยกันมานานถึง ๕๐ ปีแล้ว มีการอภัยกันได้ทุกเรื่อง และอยู่อย่างเข้าใจกันตลอดมา"

สุดยอดสำหรับความรักและความภักดีจริงใจอันไร้ซึ่งพรมแดนใดๆมากีดขวางได้ ตราบกระทั่งความรักนั้นเบ่งบาน เติบโต ยืนยง มั่นคง มายาวนานครบ ๕ ทศวรรษแห่งการครองเรือน...ของ ศาสตราจารย์ ดร.ลีออน และศาสตราจารย์วาสนา ชลศึกษ์ เคนแมน

Pearly shells, from the ocean,

from the ocean,

Shining in the sun, shining in the sun,

Covering the shore, covering the shore,

 

When I see them,

When I see them,

My heart tells me I love you

More than all those little pearly shells,

More than all those little pearly shells.