สมุนไพรต้านอนุมูลอิสระ

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

อนุมูลอิสระ (Reactive Oxygen Species) คือ โมเลกุลที่มีความไวต่อการจู่โจม กับสารชีวโมเลกุลภายในร่างกาย เช่น ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ซึ่งทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพ และอวัยวะที่ประกอบด้วยเซลล์ จะสูญเสียการทำงานไปด้วย พร้อมทำลายสมดุลของระบบต่างๆ อย่างการย่อยสลายโปรตีนและไขมัน จากอาหารที่กินเข้าไป มลพิษทางอากาศ การหายใจ ควันบุหรี่ หรือรังสียูวี ล้วนทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกาย

จึงทำให้เกิดความเสียหายต่อร่างกาย แล้วนำไปสู่ความชราภาพ และการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูง โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ นอกจากนี้อนุมูลอิสระยังทำลายในระดับดีเอ็นเอ (DNA) ทำให้เกิดการถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่ผิดปกติ นำไปสู่การเกิดเซลล์มะเร็งได้อีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้น ในการจะมีชีวิตที่ยืนยาว และคุณภาพชีวิตที่ดีได้นั้น จึงต้องมีความเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระโดยตรง

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงสมุนไพรต้านอนุมูลอิสระว่า สำหรับแนวทางการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การชะลอความแก่ของเซลล์ต่างๆ การเพิ่มการไหลเวียนเลือด และป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว รวมทั้งเสริมสร้างการทำงาน อย่างเป็นระบบของอวัยวะทุกส่วน สมุนไพรที่มีบทบาทดังกล่าว เช่น ยอ ฟ้าทะลายโจร หญ้าปักกิ่ง

โดย ยอ Morinda citrifolia L. สมุนไพรมีฤทธิ์เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน (Immunoenhancers) มีสรรพคุณกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ในระบบภูมิต้านทาน ช่วยแก้อาการหอบหืด ภูมิแพ้ แก้ปวดเมื่อย ลดการอักเสบ หรือบรรเทาภาวะเลือดลมไม่ปกติของสตรีวัยทอง อีกทั้งช่วยในการระบายท้อง ต้านการอาเจียน การแพทย์แผนโบราณใช้รักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขข้ออักเสบ บาดแผลฟกช้ำ โรคผิวหนัง ช่วยย่อยและเจริญอาหาร โดยน้ำต้มจากลูกยอมีสารโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) เพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกัน

จากผลการวิจัยพบว่า สารสกัดจากยอ มีผลเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด ลดโคเลสเตอรอล ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ แล้วมีสารสโคโปเลติน (Scopoletin) ที่ช่วยลดการอักเสบของหลอดอาหาร จากภาวะกรดไหลย้อน โดยให้ผลใกล้เคียงกับยามาตรฐาน ที่ใช้ในการรักษา คือ รานิติดีน (Ranitidine) และแลนโสพราโซล (Lansoprazole) เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านการหลั่งของกรด ต้านการเกิดแผล และทำให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหารดีขึ้น โดยมีผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวข้องโดยตรง

อีกทั้งยังมีงานวิจัยทางด้านคลินิก ที่ใช้แคปซูลยอกับคนไข้ ที่มีอาการต่างๆ อย่างปวดประจำเดือน นอนไม่หลับ อาหารไม่ย่อย และมีภาวะกรดไหลย้อน จากการติดตามผลการใช้ยอแคปซูลยอ พบว่าคนไข้ส่วนใหญ่ต่างมีอาการที่ดีขึ้น ส่วนประโยชน์ในด้านความงามนั้น ยอยังช่วยในการชะลอการเสื่อมของผิว ลดการเกิดริ้วรอย กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว โดยใช้เนื้อของผลยอผสมกับน้ำผึ้ง พอกหน้าเพื่อประโยชน์ด้านความงามดังกล่าวได้

ยังมีการรับประทานยอ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ต่อต้านเชื้อโรค ต้านอนุมูลอิสระ โดยรับประทานแคปซูลยอ ครั้งละ 2-4 แคปซูล วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร หรือรับประทานน้ำลูกยอ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร แต่ผลยอมีโพแทสเซียมสูง พอๆกับกล้วยและมะเขือเทศ ผู้ป่วยที่ไตทำงานบกพร่อง...ควรหลีกเลี่ยง

ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata (Burm. f.) Wall. Ex Nees) เป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย แล้วได้ถูกบรรจุในบัญชียาหลัก แห่งชาติของประเทศไทย ในการบรรเทาอาการของโรคหวัด เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีน้ำมูกไหล เจ็บคอ และบรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ โดยมีการใช้ป้องกันอาการหวัด มาอย่างยาวนานในประเทศจีน และรายงานการวิจัยพบว่า ยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ ทั้งแบบการสร้างแอนตี้บอดี้ (Antibody) เพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย และการกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวชนิดแมคโคฟาจ (Macrophage) ทำให้จับกินเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น

กลไกการออกฤทธิ์ฟ้าทะลายโจรมี 3 กลไก คือ

- มีฤทธิ์ลดไข้ ต้านการอักเสบ และลดหวัด

- มีฤทธิ์ลดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส ทำให้ความสามารถของเชื้อไวรัส ในการเกาะติดกับผนังเซลล์ลดลง ทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้ยากขึ้น

- มีฤทธิ์ช่วยภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายต่อสู้เชื้อไวรัส

นอกจากนั้นฟ้าทะลายโจร ยังมีความปลอดภัย ในการรับประทานในระยะยาว และมีการรับรองในการรักษาอาการหวัด จากองค์การอนามัยโลกอีกด้วย แต่มีข้อห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า น้ำต้มฟ้าทะลายโจร มีผลทำให้หนูทดลองแท้งได้ และห้ามใช้ในการบรรเทาอาการไข้ หรือเจ็บคอจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus group A ซึ่งมีอาการขั้นรุนแรง และการติดเชื้อแบคทีเรียนั้น อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไข้รูมาติค โรคหัวใจรูมาติค และโรคไตอักเสบ

จึงควรรับประทานฟ้าทะลายโจร ดังนี้

- ใช้ฟ้าทะลายโจร เพื่อบรรเทาอาการท้องเสีย ชนิดที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ คือ อุจจาระไม่เป็นมูกหรือไม่มีเลือดปน จึงให้รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม ถึง 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง ช่วงหลังอาหารและก่อนเข้านอน

- ใช้เพื่อบรรเทาอาการหวัด เช่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รับประทานครั้งละ 1.5-3 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนเข้านอน

หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรที่มีแนวโน้ม ที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษามะเร็ง และลดผลข้างเคียงจากการใช้เคมีบำบัด หรือรังสีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง ยังมีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย รักษาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และช่วยกำจัดพิษ

ผลวิจัยพบว่า น้ำคั้นหญ้าปักกิ่ง มีสารกลุ่มกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (Glycosphingolipids) ที่แสดงฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง โดยฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องมี 2 แบบ คือ สารสำคัญจากหญ้าปักกิ่ง มีผลฆ่าเซลล์มะเร็งได้โดยตรงและฤทธิ์ทางอ้อม ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ด้วยการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวในร่างกาย และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของหญ้าปักกิ่งนี้ จึงมีการใช้เป็นยาร่วมในการรักษาโรคมะเร็ง ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็ง และการกลับมาเป็นซ้ำ อีกทั้งยังลดผลข้างเคียงจากการฉายรังสี และเคมีบำบัดได้ค่อนข้างชัดเจน เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน อาการเบื่ออาหาร มีแผลในปาก ปากแห้ง อ่อนเพลีย ปวดตามข้อ และกล้ามเนื้อ รวมถึงท้องเสีย ท้องผูก ผมร่วง ซึ่งนับเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิต ให้กับผู้ป่วยได้อย่างมากมาย แต่การใช้หญ้าปักกิ่งในผู้ป่วยมะเร็งนั้น ควรอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล ของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ และได้รับความปลอดภัยอย่างสูงสุดอีกด้วย

ตามสรรพคุณตำรายาของจีน หรือหมอยาดั้งเดิมถือว่า หญ้าปักกิ่งเป็นยาเย็น แก้ไข้ แก้น้ำเหลืองเสีย ซึ่งสรรพคุณได้สอดคล้องกับการวิจัยในปัจจุบัน ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มภูมิคุ้มกัน การกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว เนื่องจากน้ำเหลืองเป็นที่อยู่ของเม็ดเลือดขาว ที่มีหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าสู่ในร่างกายนั่นเอง

การใช้หญ้าปักกิ่ง กับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ในตำรายาพื้นบ้าน ให้เตรียมน้ำคั้นหญ้าปักกิ่ง โดยนำใบหรือทั้งต้น (สด) น้ำหนักประมาณ 100-120 กรัม ล้างน้ำให้สะอาด แล้วมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นโขลกให้แหลก เติมน้ำสุกลงไป 4 ช้อนโต๊ะ ผสมรวมให้เข้ากัน นำมากรองผ่านผ้าขาวบาง น้ำคั้นที่ได้แบ่งครึ่งดื่มก่อนอาหารทั้งเช้า-เย็น

นอกจากนี้ยังมีกรรมวิธีในการรับประทานอื่นๆ

การตำคั้น หญ้าปักกิ่งล้างสะอาด 3 ต้น มาตำละเอียด เติมน้ำต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ กรองผ่านผ้าขาวบาง ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้ง คือ ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง และก่อนนอน เด็กรับประทานครั้งละ ? -1 ช้อนโต๊ะ

การตุ๋น โดยการใช้หญ้าปักกิ่งสดทั้งต้นและราก 2 ขีด หรือประมาณ 10 ต้น นำมาล้างน้ำให้สะอาด เติมน้ำให้ท่วมตัวยา แล้วตุ๋นให้เปื่อย โดยใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง แล้วนำน้ำยามาดื่มต่างน้ำทุกวัน และควรตุ๋นหญ้าปักกิ่งดื่มวันต่อวัน

การปั่นดื่ม ใช้หญ้าปักกิ่งสดทั้งต้น 6-7 ต้น ล้างให้สะอาด ใส่น้ำครึ่งแก้ว ปั่นด้วยเครื่องปั่น กรองกากออก แบ่งดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน

การทำยาลูกกลอน โดยนำหญ้าปักกิ่งสดทั้งต้นและราก มาล้างน้ำให้สะอาด ตากแดดให้แห้งสนิท (หญ้าปักกิ่งสด 10 กิโลกรัม ตากแห้งจะเหลือประมาณ 1 กิโลกรัม) นำหญ้าปักกิ่งแห้งไปบดเป็นผง แล้วนำมาผสมน้ำผึ้ง ในอัตราส่วน 1:1 แล้วมาปั้นเป็นเม็ดลูกกลอน รับประทานครั้งละ 6 เม็ด วันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร เวลาเช้าและก่อนเข้านอน

ส่วนการใช้หญ้าปักกิ่ง เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง ควรให้รับประทาน 7 วัน แล้วควรหยุดไป 4 วัน เป็นเวลานานไม่เกิน 6-8 สัปดาห์ โดยใช้เฉพาะช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ขณะที่ติดเชื้อไวรัส ซึ่งการหยุดรับประทานเป็นช่วงๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันนั่นเอง และเนื่องจากหญ้าปักกิ่งเป็นยาเย็น บางท่านเมื่อรับประทานแล้ว อาจเกิดอาการมือเท้าเย็น จึงควรรับประทานคู่กับขิงที่มีรสร้อน สำหรับรับประทานรูปแบบแคปซูล ควรรับประทานครั้งละ 3-4 แคปซูล วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร

หากท่านใดมีความสนใจ เชิญเข้าเยี่ยมชม ณ ศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องราวสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ณ มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทรศัพท์ 0-3721-1289 ได้เลยค่ะ