ดอกโสนบานเช้า...ดอกสะเดาขมอร่อย

ด้วยรักและผูกพัน

ปักษ์ที่แล้ว ดิฉันได้นำเสนอความผูกพันกับการทำรสขมให้เป็นหวาน พอดีเมื่อวานได้ไปกราบคุณพ่อเนื่องในโอกาสวันพ่อ ก็บังเอิญได้เห็นต้นสะเดาหลังบ้านคุณพ่อ คุณแม่ เริ่มออกช่อและดอกประปรายซึ่งเร็วกว่าฤดูกาล เพราะคุณแม่บอกว่าปกติต้องมีในเดือนมกราคม ก็ทำให้หวนรำลึกถึงการรับประทาน "สะเดา-น้ำปลาหวาน" ของที่บ้านที่ถูกสอนแกมบังคับให้รับประทานมาตั้งแต่เด็ก

ตั้งแต่จำความได้ ก็เห็นคุณยายและทุกคนรับประทานสะเดา น้ำปลาหวาน กับปลาดุกย่างกันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อถูกบังคับให้เริ่มชิม ก็ต้องเป็นเหตุให้หน้าตาเหยเกทุกที "ก็ขมขนาดนี้ เรียกว่าอร่อยได้ยังไง?" เมื่อก่อนผู้คนใช้วิธีการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ จึงมีน้ำข้าวมาทำประโยชน์ได้หลายอย่าง อย่างหนึ่งที่มาข้องเกี่ยวกับอาหารเมนูนี้ ก็คือ นำมาแช่สะเดา โดยนำดอกสะเดาแช่ลงไปในน้ำข้าวที่ร้อนจัด ทิ้งไว้ พอจะรับประทานก็ลวกด้วยน้ำร้อนอีกครั้ง ก็จะได้สะเดาที่มีรสชาติที่กรอบมันอร่อย (ของผู้ใหญ่) สำหรับดิฉันก็คือยาดีๆนี่เอง คุณแม่บอกว่าสะเดามีหลายพันธุ์ ที่ขมจัดๆแบบลวกแล้วลวกอีกก็ยังไม่หายขม อาจเป็นต้นควินินที่เขานำไปทำยากัน สำหรับต้นที่บ้านนั้น ขมกำลังดี เมื่อดอกสะเดาบานสะพรั่ง คุณแม่ก็จะไปหาปลาดุกมาย่าง และทำน้ำปลาหวานสดๆ คือสูตรนี้ไม่ตั้งไฟเคี่ยวแบบในกรุงเทพฯ มีรสชาติเปรี้ยว หวาน เค็ม กำลังดี ดิฉันก็รับประทานอย่างเอร็ดอร่อยกับปลาดุกย่างเท่านั้น เมื่อคุณแม่เห็นว่าลูกคนโตไม่เคยแตะต้องสะเดา จึงใช้วิธีลวกน้ำให้อีก ๒-๓ ครั้ง เพื่อลดความขมลง ต่อมาถึงเพิ่งรู้ว่าคนกรุงเทพฯ เขาก็รับประทานน้ำปลาหวานกับกุ้งเผาและผักชีได้ด้วย จึงทำให้ดิฉันรับประทานน้ำปลาหวานได้อร่อยเต็มที่ขึ้น

"สะเดา" เจ้าดอกไม้ขมนี้ มีสรรพคุณทางยาตลอดทุกส่วนในต้นแตกต่างกันไป ตั้งแต่ดอกและใบอ่อน มีสรรพคุณในการใช้บำรุงธาตุไฟ คือ เรียกน้ำย่อย บำรุงน้ำดี แก้ดีพิการ ทำให้นอนหลับ มีภูมิต้านทานโรค แก้ฝี แก้ไข้ ส่วนรากและเปลือกต้นใช้แก้ท้องเสีย แก้บิดมูกเลือด และแก้ไข้มาลาเรีย นอกจากนั้น ราก ยังมีสรรพคุณใช้เป็นยาแก้ไข้ ผลของสะเดาสามารถใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะพิการ แก้ลม เจริญอาหาร และแก่นใช้แก้คลื่นไส้ อาเจียน แก้ไข้จับสั่น ไข้ตัวร้อน บำรุงเลือด และบำรุงไฟธาตุ ในด้านคุณค่าทางโภชนาการ ดอกและยอดของสะเดาประกอบไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ บี ๑ บี ๒ วิตามินซี และไนอาซิน

นอกจากความขมที่มีประโยชน์ของสะเดาแล้ว ดิฉันก็ยังย้อนไปนึกถึงความรักและผูกพันกับดอกไม้สีเหลืองที่เป็นของโปรดอีกอย่างหนึ่ง เพราะไม่ได้เจือความขมใดๆ และยังอร่อยในรูปแบบของอาหารคาวและขนมหวานได้ด้วย นั่นคือ "ดอกโสน" ที่มักจะออกดอกเหลืองอร่ามริมฝั่งคลองและสองข้างทางที่ผ่านทุ่งนาอันเขียวขจีในปลายฤดูฝน ในวัยเด็กเมื่อไรที่อยากรับประทานดอกโสนผัดกับน้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด ดิฉันกับน้องๆก็ต้องพายเรือไปโหนกิ่งโสนริมคลองเพื่อเก็บดอกใส่กระป๋องมาให้เต็ม เพื่อมาให้คุณแม่ผัดกับน้ำมัน เป็นอาหารจานโปรดที่ดิฉันยังคงชอบรับประทานมาถึงทุกวันนี้ แต่ถ้าเก็บมามากไป แล้วผัดไม่หมด คุณแม่ก็จะทำขนมดอกโสน เก็บไว้ให้เป็นของหวานต่อไป แต่ก่อนนี้คนกรุงเทพฯไม่ค่อยมีใครรู้จักขนมดอกโสนกันเท่าไร เพราะเป็นขนมพื้นบ้านของคนชนบทโดยแท้

วิธีทำนั้นก็ไม่ยาก เพียงนำดอกโสนสดๆไปคลุกกับแป้งที่ผสมเกลือ พรมน้ำและคลุกให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่ในลังถึงที่ปูด้วยผ้าขาวบาง ที่ชุบน้ำพอหมาด นึ่งนานประมาณ 20 นาที สุกแล้วยกลง นำมาโรยน้ำตาลและเกลือป่นและมะพร้าวขูดง่ายๆแค่นี้ ก็อร่อยมากแล้วค่ะ!

ดอกโสนในเมืองไทยมีหลายพันธุ์ ที่คนไทยรับประทานกันคือโสนเงินหรือโสนกินดอก ส่วนมากเขาจะเก็บดอกโสนในช่วงเย็นเพื่อจะได้ดอกตูม เพราะดอกโสนบานตอนเช้า ดอกโสนก็มีคุณค่าทางอาหารเช่นกัน แม้มีสรรพคุณไม่มากเท่าสะเดา แต่ในความเหลืองสวยนี้ก็ไม่แพ้ความขมเช่นกัน โดยประกอบด้วยคาร์โบโฮเดรต เส้นใย โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ บี 1 บี 2 ไนอาซิน วิตามินซี และสารพวกแคโรทีนอยด์ ส่วนที่มีประโยชน์ คือ ดอก ใบ และต้น ซึ่งดอกนั้นมีรสชาติจืดเย็น จึงมีสรรพคุณในการแก้พิษร้อน ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ปรุงเป็นยาพอกแผลได้ นอกจากนี้ยังสามารถแก้ปวดมวนท้องได้ด้วย ส่วนใบโสนมีสรรพคุณใช้ตำเป็นยาพอกแผลได้ และต้นสามารถนำมาเผาไฟให้เกรียม นำมาต้มชงแล้วดื่มใช้เป็นยาขับปัสสาวะได้ดีทีเดียว

เห็นไหมคะ ชีวิตดิฉันผ่านอะไรมาเยอะมาก ทั้งความขม หวาน จืดชืด ซึ่งล้วนเป็นสรรพคุณในการผสมผสานที่ดีในชีวิต จากครอบครัวที่อบอุ่นมาสู่ความรักและผูกพันในครอบครัวในวันนี้!